สวัสดีค่ะ ฉันชื่อฟ้าใส เป็นหญิงสาวที่เรียกชื่อเล่นของ สรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ว่าพ่อค่ะ

ถ้าคุณคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ ฉันคิดว่าคุณคงเคยเห็นผลงานเขียนของพ่อมาบ้าง อาจเป็นคอลัมน์ ‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ คอลัมน์การเมืองอย่าง ‘Xคลูซีฟ’ หรือหนังสือประวัติบุคคลอย่าง ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม และ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ผลงานของพ่อที่ทุกคนรู้จักกันตลอดหลายสิบปีคือสิ่งที่อยู่หน้าบ้าน ส่วนฉันคือคนที่อยู่หลังบ้านค่ะ เคยไปนั่งเล่นแถวโต๊ะทำงานพ่อที่บริษัทมติชนมาบ้าง ได้เห็นพ่อเดินบ่นว่าคิดชื่อหนังสือไม่ออกตอนใกล้งานหนังสือ และปั่นต้นฉบับหนีเดดไลน์อยู่บ่อยๆ 

ในวันนี้ ถึงเวลาที่ฉันโตพอจะนั่งลง ณ โต๊ะทำงานตัวเอง แล้วบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ค่ะ

มีเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องที่เคยและไม่เคยรู้ รวมถึงหลายเรื่องที่ได้รู้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม 

ฉันสนุกมากที่ได้จดบันทึกชิ้นนี้

หวังว่าคุณจะรื่นรมย์กับการอ่านนะคะ

01 

พ่อเป็นลูกของนักอ่าน

สมัยปู่ยังอยู่ ฉันมักได้เจอปู่ตอนกลับไปจันทบุรีช่วงงานเช็งเม้งประจำปี ปู่จะนั่งอยู่ในห้องนอนที่ชั้นสองของบ้าน ภายในห้องนอกจากเตียงและโทรทัศน์ ยังมีหนังสือกองอยู่เป็นตั้งสูง

เมื่อลองทวนเข็มนาฬิกากลับไป ฉันพบว่าปู่เป็นอย่างนั้นก่อนฉันเกิดเสียอีก 

พ่อเล่าให้ฟังว่าปู่เป็นนักอ่านตัวยง สมัยเด็กๆ ที่บ้านพ่อเลยเต็มไปด้วยหนังสือ ตั้งแต่เหล่าพ็อกเก็ตบุ๊กปกแข็งที่มีหนึ่งในส่วนประกอบหลักคือนิยายกำลังภายใน จนถึงหนังสือพิมพ์และนิตยสารอย่าง มติชนสุดสัปดาห์ ที่พ่อบอกว่าปู่เป็นสมาชิกมาตั้งแต่เล่มแรก

ถ้ามองหนังสือในฐานะสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ และเทียบกับฐานะครอบครัวพ่อในวันนั้นที่ไม่ดีนัก นับได้ว่าปู่ลงทุนกับสิ่งนี้อย่างจริงจัง และเพราะอย่างนั้น แม้ไม่เคยสอนเป็นคำพูด ลูกๆ ก็กลายเป็นหนอนตัวอ้วนตามรอยปู่ 

ซึ่งเมื่อย้อนมองกลับไป ความเป็นนักอ่านของปู่สะท้อนถึงการเป็นคนสนใจโลกรอบตัวเสมอ 

พ่อเองก็มีคุณสมบัตินี้อยู่เต็มๆ 

นอกจากนั้น เมื่อความเป็นนักอ่านเต็มเปี่ยม มันก็ขยายวงกว้างมาสู่การลงมือเขียน 

จากที่ฉันเคยแอบเห็นว่าปู่เขียนจดหมายรักถึงย่าอย่างแสนน่ารัก เมื่อถึงรุ่นลูก พ่อและพี่น้องในวัยเด็กก็รวมตัวกันทำหนังสือทำมือแบบเขียนเองอ่านเองในชื่อ ‘อดุลยา’ พอโตขึ้น พี่น้องของพ่อยังกลายเป็นนักเขียนเต็มตัว อาทิ คุณลุงคนโตสุดของฉันที่ถึงขั้นเคยเป็นนักเขียนมีนิยายลงเป็นรายเดือน 

ส่วนพ่อก็รู้ตัวว่าพอจะเขียนหนังสือได้ แต่ไม่ได้สนใจจนลงมือทำจริงจังเหมือนพี่น้อง 

“ไม่มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักเขียนเลย แต่รู้ว่าเขียนได้ จำได้ว่าหนังสือเฟรนด์ชิปตอนมัธยมปลาย มีเพื่อนเขียนบอกพ่อว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าพ่อจะเป็นนักเขียน” พ่อย้อนเล่าความทรงจำ 

ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะนั่งขีดเขียนเรื่องลงกระดาษ เราจึงพบเด็กชายสรกลวิ่งไปเตะบอลกับเพื่อนฝูงแทน

แน่นอนว่า สุดท้ายเราจะได้เห็นพ่อนั่งเขียนงานยาวนานเป็น 10 ปี แต่นั่นเป็นเรื่องราวหลังจากนั้น

ต้องมาคั่นฉากกันก่อนด้วยอีกส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของพ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

02

พ่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

แม้ฉันจะเลือกเรียนที่อื่น แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นสถานที่พิเศษเสมอ เพราะมันบรรจุความทรงจำของพ่อและแม่ที่เป็นหนุ่มสาวธรรมศาสตร์ทั้งคู่เอาไว้ 

ขณะที่แม่เป็นสาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด พ่อคือหนุ่มเมืองจันท์ที่เข้าเมืองหลวงมาเพราะเลือกเรียนธรรมศาสตร์โดยตั้งใจ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 

พ่อมักเล่าเสมอเรื่องพลังการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล เพราะตอนนั้นสื่อไม่ได้หลากหลาย มีเสรีภาพเท่าวันนี้ จนทำให้พ่อรู้สึกดีใจเมื่อได้ยินว่านักศึกษาโดนปราบ

มารู้ความจริงเอาภายหลัง เมื่อพี่ชายคนโตของพ่อที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดลกลับมาบ้าน พร้อมเรื่องราวอีกด้าน หนังสือและอัลบั้มวงประกายดาวซึ่งเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษามหิดล หลังจากวันนั้น พ่อที่สนใจบ้านเมืองเป็นทุนจึงมองธรรมศาสตร์ด้วยสายตาใหม่ และเลือกสอบเอนทรานซ์เข้าที่นี่อย่างไม่ลังเล

แล้วก็ไม่ผิดหวัง

“บรรยากาศอบอุ่นแบบที่ใฝ่ฝันไว้ว่า ธรรมศาสตร์คือดินแดนแห่งประชาธิปไตย ดินแดนแห่งเรื่องการเมือง เรื่องความเท่าเทียม” พ่อเล่าถึงหนึ่งในช่วงดีที่สุดของชีวิต 

วันเวลานั้นเป็นยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ประมาณ 5 ปี พ่อในฐานะนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้มีโอกาสสนทนากับรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ตรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้เห็นว่าอุโมงค์ลับที่ร่ำลือกันแท้จริงเป็นเพียงท่อระบายน้ำ รวมถึงได้โดดไปร่วมทำกิจกรรมซึ่งยังกรุ่นกลิ่นอายสังคมการเมือง 

พ่อนั่งเล่นหมากรุกใต้คณะ วิ่งเตะบอลกับเพื่อน ไปพร้อมๆ กับเป็นประธานคณะ แล้วไปต่อที่ตำแหน่งอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้หัดจัดม็อบรวมมวลชน รวมถึงร่วมจัดกิจกรรมสำคัญอย่างงานรำลึก 6 ตุลาฯ 

แม้ชื่อของธรรมศาสตร์จะถูกตัดคำว่าการเมืองออกไปนานแล้ว แต่พลังของที่แห่งนี้ยังเข้มขลัง ช่วยรดน้ำให้ความสนใจบ้านเมืองของพ่อทั้งหยั่งรากลึกและแตกกิ่งก้านงอกงาม 

“พ่ออยู่ธรรมศาสตร์สี่ปี มุมคิดการเมืองชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะวิเคราะห์หรือมีจุดยืนทางการเมือง มันก็ชัดเจน พ่อไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบเลวร้ายน้อยที่สุด และการเลือกตั้งคือกระบวนเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดในการเลือกว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่าจะให้ใครบริหารประเทศ”

ขณะเดียวกัน พลังการรวมตัวของหนุ่มสาวก็ช่วยลับมิติความคิดให้พ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“กิจกรรมนักศึกษาทำให้บางทีตอนดึกๆ เรานั่งคุยกันในเรื่องที่ไม่ใช่งาน คุยเรื่องชีวิตคืออะไร มนุษย์คืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องกึ่งนามธรรมที่ถกเถียงกันอย่างหนักแต่นำไปสู่ปัญญา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ดีมาก และเป็นช่วงที่ควรต้องคุยถึงสิ่งเหล่านั้น”

 หากชีวิตคือเส้นทางทอดยาวและประกอบสร้างขึ้นด้วยชิ้นส่วนมากมาย ช่วงเวลาในธรรมศาสตร์ก็คือหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญ แม้ไม่ใช่ช่วงผลิตผลงาน แต่ทรงพลังในฐานะรากอีกเส้นที่ช่วยให้พ่อเป็นพ่อทุกวันนี้ 

ก่อนที่เมื่อเวลา 4 ปีสิ้นสุดลง พ่อจะเดินออกจากมหาวิทยาลัยไปสู่จิ๊กซอว์อีกชิ้นสำคัญ

นั่นคือการเข้าสู่โลกหนังสือพิมพ์

03

พ่อเป็นนักข่าว

ฉันรู้ว่าพ่อเป็นนักข่าว ไม่ใช่เพราะเห็นตำแหน่งใดบนนามบัตร แต่รู้สึกได้

เวลาอยู่บ้าน วันไหนเกิดเหตุการณ์สำคัญ บ้านเราแทบเปลี่ยนร่างเป็นสำนักสื่อ เพราะพ่อเล่นตามข่าวจากทุกช่องแบบไม่ยอมคลาดสายตา และทั้งที่ลาออกจากการเป็นสื่อมาหลายปี พ่อก็ยังไปร่วมกินข้าว คุยเรื่องข่าวกับเพื่อนพี่น้องตระกูล มติชนสุดสัปดาห์ ทุกอาทิตย์

“พ่อคิดว่านักข่าวคือความอยากรู้อยากเห็น เวลาคุยเรื่องหนึ่งแล้วอยากรู้ว่าทำไมทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้เพราะอะไร พอรู้สึกว่า เฮ้ย เรื่องนี้น่าสนใจ ไม่เคยรู้เบื้องหลังเรื่องนี้ เรดาร์จะจับทันทีเลย” พ่ออธิบายถึงสิ่งที่เป็นเนื้อเป็นตัว

เพราะอย่างนั้น ไม่น่าแปลกใจที่ตอนพ่อเรียนจบ แล้วได้เริ่มงานแรกที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ บัณฑิตหนุ่มคนนั้นจะเมามันกับงานหนักระดับทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์เป็นที่สุด 

 “ตอนนั้นพ่อจบมาใหม่ๆ ห้าวน่ะ เป็นช่วงหนุ่มที่งานเยอะ ออกไปทำข่าวเสร็จกลับมาพิมพ์ข่าว ตอนเย็นลงไปเตะบอล ขึ้นมาพิมพ์ข่าวต่อ เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวต้มโดยยังคุยกันเรื่องข่าวอยู่ กลับมาพิมพ์ข่าวต่อ แล้วก็นอนค้างโรงพิมพ์ด้วยการเอาเก้าอี้มาต่อกัน ตื่นเช้ามาก็ไปอาบน้ำ ชงกาแฟ แล้วก็มานั่งพิมพ์งานต่อ ชีวิตอยู่กับงานแบบนี้ มันสนุก” พ่อเล่าเรื่องตัวเองในวัย 20 ต้น

ไม่ใช่แค่ได้ทำงานข่าวที่ชอบ พ่อยังสนุกมากเวลาได้โจทย์ใหม่มาให้รับมือ หนึ่งในเรื่องที่พ่อมักเล่าเป็นกรณีศึกษา คือ การเขียนสกู๊ปใหญ่ขนาด 2 หน้าหนังสือพิมพ์ช่วงวันหยุดยาว (ตัวช่วยช่วงโฆษณาน้อยแล้วหน้ากระดาษเหลือเยอะ) ซึ่งพ่อชอบหาวิธีเล่าแบบใหม่ๆ ให้คนอ่านงานเขียนยาวและเยอะจนจบ 

“เวลาเขาให้งานกลางๆ มา มันมีอยู่สองอย่างที่เราคิดได้คือ หนึ่ง โยนงาน กับสอง โอกาสในการเรียนรู้” พ่อพูดถึงวิธีคิด “ถ้าคิดว่าโยนงาน เราจะตั้งการ์ดแล้วรู้สึกว่าทำไมพี่ไม่ให้คนนั้นไป แต่ถ้าคิดว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เราจะคิดว่ามันคือโอกาสได้เขียน ดีไม่ดีก็ได้ลอง บางเรื่องที่ไม่ค่อยรู้เรื่องก็จะได้ค้นข้อมูลแล้วได้ความรู้เพิ่ม” 

การเปิดรับโอกาสนำไปสู่ประตูบานใหม่ จากสกู๊ปชิ้นแรก พ่อได้เขียนชิ้นต่อๆ ไป แล้วสุดท้าย สกู๊ปเหล่านั้นก็ไปผ่านตา เสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการบริหาร มติชนสุดสัปดาห์ ในขณะนั้นที่กำลังมองหาเรื่องธุรกิจมาใส่ในเล่ม 

พี่เสถียรถามพ่อว่า ถ้าจะเขียนประวัตินักธุรกิจรุ่นใหม่ มีใครน่าสนใจ

พ่อเอ่ยชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 

และนี่คือต้นกำเนิดซีรีส์ประวัติทักษิณ ชินวัตร ในหนังสือ มติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งผสมผสานระหว่างเขียนใหม่จากการค้นข้อมูลเก่าและการคุยเพิ่มอีกเล็กน้อย 

ซีรีส์ที่กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของสรกล อดุลยานนท์

04

พ่อเป็นคนเขียนหนังสือ

ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม คือชื่อเต็มของหนังสือเล่มนั้น 

แม้มีหนังสือมาแล้วหลายสิบเล่ม แต่พ่อยังจดจำความตื่นเต้นของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งได้ และเล่าว่าตอนหนังสือเล่มนี้ออกมาก็มียอดขายน่าชื่นใจ เพราะจังหวะเหมาะเจาะกับการที่คุณทักษิณเป็นดาวรุ่งในวงธุรกิจ อีกทั้งยังกลับมาขายดีในหลายปีให้หลังเมื่อนักธุรกิจคนนี้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ขณะฉันที่ซึ่งหยิบหนังสือมาดูได้พบความตื่นเต้นอีกแบบ เพราะที่หน้าคำอุทิศ มีชื่อแม่และฉันอยู่ตรงนั้น

“นก-ฟ้าใส” ผู้เป็นพลังแห่งชีวิต

“เป็นพลังจริงๆ” พ่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามยืนยัน “คนที่เป็นพ่อแม่ก็อย่างนี้แหละ พอมีลูก เรารู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต ไม่อย่างนั้นก็อาจคิดถึงแค่ชีวิตเราสองคน พอมีคนคนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันก็ต้องทำอะไรเพื่อสิ่งเหล่านี้” 

แล้วจากวันของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ่อก็มีโอกาสเขียนประวัติบุคคลอีกหลายเล่ม เล่มที่ฉันชอบเป็นพิเศษคือ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” ที่พ่อได้สัมภาษณ์คุณตันแบบลงลึกจนตัดสินใจเลือกเล่าจากมุมคุณตันไปเลย แทนที่จะเล่าจากสายตาคนนอก และเป็นงานเขียนที่ตกผลึกวิธีเล่าแล้ว

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“เล่มนี้ถือว่าเขียนดี ได้ประมวลกระบวนท่าทั้งหลายมา ทั้งเรื่องการวางโครงเรื่อง ประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ที่เก๋าขึ้น รวมถึงวิธีที่เราเคยเขียนสกู๊ปสองหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์แล้วทำให้คนอ่านติดตามได้ เช่น ช่วงไหนควรเป็นล้อมกรอบ ช่วงไหนควรเป็นบทสัมภาษณ์ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น” พ่อทบทวนให้ฟัง

และแน่นอน เรื่องราวคุณทักษิณจากตัวอักษรของพ่อไม่ได้แค่พาพ่อเดินต่อบนทางสายประวัติบุคคล แต่ยังเปิดทางสายสำคัญอีกเส้น เมื่อพี่เสถียรชวนพ่อเปิดคอลัมน์เล่าเรื่องธุรกิจแบบง่ายๆ ใน มติชนสุดสัปดาห์

‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ และ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ จึงมีโอกาสลืมตาดูโลก มาเคียงคู่กับชื่อ ‘สรกล อดุลยานนท์’ ที่เล่าเรื่องการเมืองและธุรกิจแบบลงลึก 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

จากการโฟกัสเรื่องธุรกิจย่อยง่ายเพื่อตอบโจทย์หนังสือที่มีกลุ่มเป้าหมายคือปัญญาชนท้องถิ่น (พี่เสถียรเปรียบไว้เห็นภาพว่าคือผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยโสธร) ผสมกับโจ๊กตลกซึ่งพ่อชอบ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจคลี่คลายเป็นพื้นที่ซึ่งพ่อใช้นั่งคุยสบายๆ กับคนอ่าน โดยคง 3 ดีเอ็นเอหลักไว้ คือ ธุรกิจแบบง่ายๆ แรงบันดาลใจ และอารมณ์ขัน เมื่อคุณเปิดอ่านคอลัมน์นี้ จึงเป็นไปได้ที่จะเจอหนังสนุกที่พ่ออยากชวนดู หรือบางทีก็เจอวีรกรรมลูกที่พ่อแอบหยิบมาเม้า

ฟาสต์ฟู้ดฯ จะแวะเวียนมาพบผู้อ่านบนหน้ากระดาษทุกวันอังคาร รู้อีกที แต่ละสัปดาห์ก็เลยผ่าน กลายเป็นเวลายาวนานเกินกว่า 20 ปี 

“มีบางวันที่ตัน แต่ไม่มีความรู้สึกว่าจะเลิกเขียน เพราะยังมีเรื่องเล่าอยู่” พ่อบอกฉัน “แล้วมันเหมือนคุยกับเพื่อนที่เจอกันทุกสัปดาห์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคิดว่าต้องคมที่สุด ดีที่สุด มันเป็นเรื่องเล่าของอาทิตย์นั้น พ่อชอบคำของพี่ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่บอกว่า งานเขียนเขามีมาตรฐานอยู่ระดับหนึ่ง เขาเขียนไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้แน่นอน แต่จะสูงกว่าแค่ไหนไม่รู้ หรือจะเท่ากับมาตรฐานก็โอเค พ่อก็เหมือนกัน มีมาตรฐานระดับหนึ่ง คือเขียนแล้วอ่านรู้เรื่องและได้อะไรบางอย่าง 

“แต่เวลารวมเล่มอีกเรื่องนะ มาตรฐานสูง เพราะการเขียนลงคอลัมน์มันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เวลารีไรต์ เราต้องนึกว่าเรื่องนี้อาจจะอ่านในอีกหกเดือน บางเรื่องก็ต้องตัดทิ้งไปเลย”

อย่างไรก็ตาม พ่อที่ได้เขียนงานลงนิตยสารซึ่งตัวเองอ่านมาแต่เล่มแรก แถมยืนระยะได้ยาว ก็ยังไม่ค่อยอยากเรียกตัวเองว่านักเขียน

“พ่อรู้สึกว่างานตัวเองไม่ได้ลึกซึ้งลุ่มลึก ไม่ใช่นิยาย เป็นการเล่าเรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง สมัยก่อนพ่อจะใช้คำเรียกตัวเองว่าเป็นแค่คนเขียนหนังสือ เวลาใครเรียกนักเขียนมันจะเขินๆ” พ่อบอกฉัน

แต่บางที คำเรียกขานอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น เมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดพ่อก็เขียนหนังสือมาแล้วมากกว่า 30 เล่ม (เฉพาะ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ คือ 32 เล่ม) ได้พบเรื่องประทับใจจากผู้อ่านมากมาย อีกทั้งงานเขียนยังพาพ่อต่อยอดไปทำสิ่งอื่นอีกหลากหลาย อาทิ รายการ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ที่เคยออกอากาศทางช่อง Workpoint TV และพอดแคสต์ THE POWER GAME

และเมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ พ่อก็เป็นคนเขียนหนังสือมาถึงปีที่ 58 ของชีวิต 

พร้อมกับที่โลกเข้าสู่ปี 2021 และหมุนเร็วขึ้นทุกที

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

05

พ่อเป็นคนมีความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่

ขณะที่ยังคงพบปะผู้อ่านในหน้าฟาสต์ฟู้ดธุรกิจสม่ำเสมอ วันสองวันก่อน พ่อเพิ่งมาถามฉันถึงเรื่อง Reach กับ Engagement ของเฟซบุ๊ก เพราะพ่อมีแฟนเพจที่เอาไว้โพสต์เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้คนอ่านฟัง 

ส่วนเมื่อวาน พ่อเพิ่งทดลองเข้าไปแจมในแอปพลิเคชัน Clubhouse ที่ชักฮอตขึ้นเรื่อยๆ (เร็วๆ นี้คุณอาจเจอพ่อเปิดห้องของตัวเองทดแทน THE POWER GAME ที่จบซีซั่นไปแล้วก็ได้)

ในปี 2021 ที่โลกแห่งการสื่อสารผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง และยังมีคลื่นลูกใหม่ซัดมาไม่ขาดสาย ฉันเห็นพ่อยังคงสนุกกับการมองหาช่องทางเล่าเรื่องที่อยากเล่า ไม่ต่างจากนักข่าวหนุ่มคนนั้นที่เฝ้าครุ่นคิดว่าจะเล่าเรื่องใส่ 2 หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์อย่างไรดี

 “ถ้าเรายังอยากนำเสนอความคิดต่อเรื่องต่างๆ อยู่ เหมือนการเป็นนักข่าว เป็นคอลัมนิสต์ แล้วโลกวันนี้ยังมีช่องทางให้เราเสนอความคิด แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” พ่อกล่าวเรียบง่าย

เมื่อละสายตาจากการสื่อสารกับผู้อ่าน คุณจะพบพ่อเปิดประตู เดินออกไปนอกบ้าน รดน้ำสารพัดต้นไม้อย่างตั้งอกตั้งใจ

“แก่แล้วนิ่งขึ้น ไม่ตื่นเต้นกับอะไรมาก ตื่นเต้นกับต้นไม้มากกว่าแล้ว บางทีเห็นต้นโมกที่ใบร่วงอยู่ ลองให้ปุ๋ยให้น้ำมัน สามสี่วัน เฮ้ย ใบออก ดีจังเลย” นักทดลองที่มีแล็บเป็นสวนหน้าบ้านบอกฉัน 

อาจกล่าวได้ว่า พ่อที่วันนี้ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์หลายปีแล้วได้ผ่อนฝีเท้าลง สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้ามีเรื่องใหม่น่าสนใจก็ยังพร้อมกระโดดเข้าไปสนุกกับมัน 

อาจพูดได้อีกอย่างคือ ไม่ว่าชีวิตจะเคลื่อนไปสู่จุดไหน เป็นจุดที่ต้องเจออะไร พ่อก็ยังคงยืนอยู่ได้อย่างรื่นรมย์

“ชีวิตที่ผ่านมา พ่อชอบที่ตัวเองปรับตัวได้กับทุกช่วงเวลา จะให้เป็นอะไรก็หาความสุขได้เสมอ พ่อเคยบอกน้องหลายคนที่มีปัญหาเรื่องงานว่า มันเหมือนนักฟุตบอล เวลาลงสนามก็มีความสุขกับเกมให้มากที่สุด ส่วนวันโดนให้พักอยู่ข้างนอกก็ให้มีความสุขในฐานะคนดู อยู่ในร่มเงา ไม่ร้อน อยู่กลางสนาม ร้อนแต่ได้เล่น อยู่ในจุดไหน หาความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ให้เจอ” พ่อบอก แล้วหัวเราะเมื่อโดนฉันบ่นว่าโฆษณาผลงาน

“เวลาเซ็นหนังสือ ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ พ่อเขียนว่า จุดหลายจุดรวมกันเป็นเส้น เส้นทางแห่งความสุข ถ้าคุณมีความสุขครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ยังไงมันนำพาคุณสู่ชีวิตที่มีความสุขแน่นอน”

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง

การเติบโตของนักเขียนจากเล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด

อยู่ๆ เราก็ตระหนักว่าพื้นที่แนะนำตัวนักเขียนและคอลัมนิสต์ของเราเล็กเกินไป

‘อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ คำบรรยายใต้ชื่อ เกตุวดี Marumura ว่าไว้อย่างนั้น

แต่ไม่เป็นไร พื้นที่ด้านล่างนี้มีมากพอให้เราทำความรู้จัก เกตุวดี Marumura หรือ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ

ปกติคุณบทความของคุณเกตุวดีจะสั้นๆ และกระชับ

แต่มีโอกาสพบและสนทนากันทั้งที บทความนี้จึงยาวกว่าปกติเล็กน้อย หวังว่าผู้อ่านแฟนคลับคุณเกตุวดีจะไม่ว่ากัน

ก่อนจะพบสิ่งที่น่าสนใจต่อไปนี้ เราอยากให้คุณลบภาพจำอันแสนอบอุ่นละมุนละไมของเกตุวดีให้หมดสิ้นเสียก่อน เหลือไว้แค่เพียงรับรู้ว่าเธอคือนักถ่ายทอดผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์

และหากเรื่องราวด้านล่างจะก๋ากั่นไปบ้าง ได้โปรดอย่าตกใจ

เกตุวดี Marumura

はじめまして (ฮาจิเมะมาชิเตะ)

“ตอนนั้นฝันใหญ่มาก ฝันว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย และนักการเมืองที่จบการตลาดก็คงดูไม่เก๋เท่าไหร่ เราก็เลยเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์” อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เล่าย้อนความฝันเมื่อต้องเลือกสาขาวิชา เพราะหวังในใจลึกๆ ว่าจะนำสิ่งที่เรียนกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ

“นโยบายการบริหารประเทศของเกตุวดีเป็นอย่างไร” เราถามเสียงขรึมให้ดูจริงจังสมกัน

“ไม่แน่ใจว่ามีที่มาจากไหน แต่ตอนนั้นเราอินเรื่องการศึกษามาก คิดแบบเด็กๆ ไว้ว่าหากเป็นนายก เราจะเพิ่มเงินเดือนครูทุกคน เพราะเรื่องการศึกษาเป็นพื้นฐานการพัฒนาประเทศที่สำคัญ” ได้ยินอย่างนี้ก็ทำให้เราตั้งตารอคอยการเลือกตั้งครั้งต่อไปแทบไม่ไหว

หากเป็นสมัยนี้เราคงไม่แปลกใจที่เด็กหัวกะทิจากสยามประเทศจะเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรี โท และเอก ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ในยุคสมัยที่ใครก็นิยมเรียนต่อในดินแดนฝั่งตะวันตก อะไรทำให้เกตุวดีเลือกญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทาง

“ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แปลกแต่น่าสนใจมาก เป็นประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกได้ เป็นประเทศที่มีพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็มีคนใส่กิโมโนอยู่ มีคนยังไปไหว้ศาลเจ้าอยู่ เขาทำอย่างไร ในหัวเรามีแต่คำว่าทำไมอยู่ตลอดเวลา ทำไมเจริญจัง ทำยังไงให้ประเทศเล็ก ๆ จากเอเชีย ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้” เกตุวดีเล่าถึงแรงดึงดูดระหว่างเธอกับประเทศญี่ปุ่น

เมื่อภาคการศึกษาสุดท้ายจบลง เกตุวดีก็สารภาพกับเราว่า เธอและวิชาเศรษฐศาสตร์ ‘เราเข้ากันไม่ได้’ เพราะกรอบทฤษฎีที่มีและหลักการบางอย่างไม่อาจตอบคำถามที่สงสัย

“ทำไมต้องมีอรรถประโยชน์ ยิ่งเรียนยิ่งสงสัย ตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นไร ไม่อยากเป็นนายกแล้วก็ได้ ช่วงเลือกสาขาปริญญาโทจึงเลือกเรียนต่อด้านการตลาดเรื่อยมาถึงปริญญาเอก” เกตุวดีเล่าเส้นทางที่สานฝันวัยเด็ก เพราะเธอรักใคร่ชอบพอเรื่องการตลาดมาตั้งแต่อ่านนิตยสาร Marketeer และ BrandAge ที่ญาติมักซื้อมาฝากอยู่เสมอ

ในวิชาการตลาด สาววินเทจอย่างเกตุวดี ท้าทายตัวเองด้วยการศึกษานวัตกรรมของผู้บริโภค ก่อนจะทำวิจัยเรื่อง User Development Innovation Policy in Denmark

“จากเดิมที่อยู่ญี่ปุ่น เราก็ประทับใจการทำงานหนักของคนญี่ปุ่นว่าเป็นสิ่งที่ดี พอไปเจอเดนมาร์กที่ Work-life balance มีประสิทธิภาพมากๆ ก็เปิดโลกของเราเหมือนกัน ว่าญี่ปุ่นไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่มี successful model อย่างการเสียภาษี 40% ตอนแรกที่อ่านไปก่อนเราก็ตกใจแล้ว แต่เมื่อพูดคุยกับคนที่นั้น ทุกคนจะบอกเหมือนกันว่าภูมิใจและดีใจมากที่ได้เสียภาษี เกิดมาเราไม่เคยได้ยินใครพูดอย่างนี้มาก่อน ทุกคนยินดีที่จะจ่ายเพราะมั่นใจว่าจะมีอะไรบางอย่างกลับคืนมาให้เขาแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การแพทย์และสาธารณสุข” เช่นเคย ไม่ว่าเกตุวดีจะเล่าอะไร ก็ชวนให้เราตื่นเต้นตามได้อยู่เสมอ

เกตุวดีมีเรื่องเล่า

ต่อมาเกตุวดีตัดสินใจพักจากการเรียนปริญญาเอก เดินทางกลับประเทศไทยหลังจากเหตุการณ์สึนามิ ครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่น เมื่อปี 2011

ชีวิต 8 ปีที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนเกตุวดี จนเธอไม่อาจเข้าใจพฤติกรรมไร้วินัยบางอย่างของคนไทย แต่มองเป็นเรื่องขำขันในชีวิต แล้วเล่าสู่เพื่อนพ้องในเฟซบุ๊กส่วนตัว พอดีกับเพื่อนของรุ่นพี่กำลังจะเปิดเว็บไซต์ ชุมชนคนรักเรื่องราวญี่ปุ่นๆ จนกลายเป็นคอลัมนิสต์คนเก่งประจำ Marumura

maru แปลว่า กลมๆ

mura แปลว่า หมู่บ้าน

marumura แปลว่า หมู่บ้านวงกลม

maru-mura เป็นการผวนคำเล่นที่ดูจะไม่มีความหมายใดๆ

เกตุวดีอยู่ญี่ปุ่นมานานพอ จนรู้สึกอยากเม้าอยากเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่นที่คนไทยน้อยคนจะรู้ หรือ พฤติกรรมของคนไทยที่คนญี่ปุ่นไม่เข้าใจ โดยมีแหล่งข้อมูลชั้นดีอย่างชาวญี่ปุ่นหลากหลายอายุและอาชีพที่มาเรียนภาษาไทย เธอจึงเห็นมุมมองจากทั้งสองฝั่ง

“ตอนอยู่ญี่ปุ่นเราก็เจอคนดูถูกเชื้อชาติบ้าง หรือเราเผลอไปดูถูกคนอื่นบ้าง เรารู้สึกผิดและไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนี้เลย ในเมื่อเราเป็นคนกลางที่ยืนอยู่ระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่น เราอยากให้คนสองชาติที่แตกต่างกันเข้าใจกันอย่างมีความสุข ยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน

“เราว่าสาเหตุที่คนทะเลาะกันเพราะเรามักจะมองว่าเราถูก เขาผิด แต่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องใครถูกหรือผิด มันเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น คนไทยใช้ช้อนส้อม แล้วคนญี่ปุ่นมาบอกว่าป่าเถื่อนจัง เราก็จะรู้สึกว่า บ้าหรอ เรากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หรือคนไทยไปญี่ปุ่นแล้วรู้สึกรำคาญ คนญี่ปุ่นซดน้ำราเมนเสียงดังจังเลย ไร้มารยาท ญี่ปุ่นก็จะรู้สึกว่าฉันกินแบบนี้มาตลอดชีวิตแล้วผิดตรงไหนเหรอ มันเป็นความเคยชินของคน 2 กลุ่ม 2 วัฒนธรรมมากกว่า แล้วถ้าเราไม่อาจเข้าใจพฤติกรรมเหล่านั้น เราก็จะเผลอไปตัดสินคนว่าเขาผิดหรือเขาถูก เราอยากให้เข้าใจความเป็นเขาและที่มาของสิ่งนั้นมากขึ้น” เกตุวดีเล่าที่มาของคอลัมน์ Japan Gossip สุดฮิต ก่อนจะรวมเล่มกลายเป็น Japan Gossip เมาท์ญี่ปุ่นให้คุณยิ้ม หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอ

เพราะสำนวนภาษาจิกกัด แซวแรง เม้ามอย ทำให้เคยมีคนคิดว่าเกตุวดีเป็นสาวประเภทสอง

หากใครมีโอกาสครอบครองหนังสือเล่มนี้ เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักเกตุวดีได้เลยง่ายๆ จากความช่างคิด ช่างสงสัย ช่างเล่า ยิ่งแล้วไปกว่านั้น เธอยังเขียนเม้าหนุ่มญี่ปุ่นสนุกกว่าใครที่เราเคยพบ จึงไม่แปลกใจที่ผลงานลำดับที่ 3 ของเธอจะมีชื่อว่า Japan Love Gossip กระซิบรักฉบับญี่ปุ่น

เห็นตลกเฮฮาแบบนี้ เกตุวดีก็มีมุมจริงจังเหมือนกัน ผลงานลำดับที่ 2 สุโก้ย! Marketing ทำไมใครๆ ก็ติดใจญี่ปุ่น เล่าเรื่องการตลาดญี่ปุ่นสนุกๆ ปลุกแรงบันดาลใจ

“ความเครียดและความกดดันในสังคมญี่ปุ่นทำอะไรคุณบ้างไหม” เราถาม

“ก็ทั้งเครียดทั้งฟินนะ เหมือนเราต้องพยายามทำดีที่สุดเพื่อคนอื่น เช่น เราเป็นผู้ช่วยสอนที่ต้องไปช่วยอาจารย์บรรยายนอกสถานที่ การทำงานของเราแบบที่เราคุ้นชินคือไปดูสถานที่ก่อน ดูว่าห้องน้ำอยู่ไหน ไฟอยู่ไหน เปิด-ปิดโปรเจกเตอร์เรียบร้อยดีหรือเปล่า เมื่ออาจารย์มาถึงที่แล้วดำเนินการสอนอย่างราบรื่น และเราจะช่วยอำนวยความสะดวกแค่เปิดไฟ-ปิดไฟ การเตรียมงานอาจจะเหนื่อยกว่า แต่เมื่อทุกอย่างราบรื่นเราก็รู้สึกดี เกิดความภูมิใจในตัวเอง นี่คือการทำงานสไตล์คนญี่ปุ่น

“ตัดภาพกลับมาหากเป็นเราอีกเวอร์ชันหนึ่ง เดินทางไปถึงสถานที่พร้อมอาจารย์ ลองผิดลองถูกกันเองหน้างาน แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นคนละสไตล์” โชคดีที่เกตุวดีไม่ถามว่าเราเป็นอย่างเวอร์ชันไหน

กฤตินี พงษ์ธนเลิศ
อย่ายอมให้ใครเหยียบฝัน

เกตุวดี ดี ดี (อ่านให้เหมือน echo วิทยุ)

เห็นชอบเม้ามอยคนญี่ปุ่นเป็นประจำอย่างนี้ จริงๆ แล้ว เกตุวดียังมีอีกหลากหลายความสนใจ ที่หล่อหลอมวิธีคิดและวิธีเขียนของเธอ

ยกตัวอย่างเช่น การเป็นดีเจ

นอกจากงานเพื่อสังคม งานดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้พิการ ที่เกตุวดีทำเป็นประจำระหว่างเรียนที่นั่น เธอยังช่วยงานสถานีวิทยุในบทบาทผู้ดำเนินรายการ บอกเล่าเรื่องราวใกล้ตัวและวัฒนธรรมที่น่าสนใจส่งตรงจากประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของสถานีวิทยุนี้คืออยากให้คนญี่ปุ่นเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลาย และเรื่องนี้ก็ส่งผลต่อความคิดของเกตุวดีเยอะมาก ที่นี่หล่อหลอมตัวตนของเธอผ่านการอยู่ร่วมกับคนหลายๆ วัฒนธรรม ให้เข้าใจกันและยอมรับกัน

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมน้ำเสียงของเกตุวดีเมื่อเล่าเรื่องต่างๆ จึงพิเศษกว่าทั่วไป

“เราไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียนมาก่อน แค่ชอบเล่าเรื่อง ตอนไปญี่ปุ่นใหม่ๆ ยุคนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ก หรือบล็อกใดๆ ทั้งสิ้น เราก็จะเขียนอีเมลถึงเพื่อน 20 คน เช่น วันนี้ฉันกินป๊อกกี้มา 10 รส มีรูปกล่องเสร็จสรรพ เราก็จะเขียนเล่าไปเรื่อยๆ จะว่าไปคงเป็นเพราะเราไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ด้วย อยู่ประเทศไทยเราเหมือนนกในกรงทองนะ ไปบ้าน ไปโรงเรียน เท่านี้เลย ไม่ได้ออกไปไหน แต่พอต้องไปใช้ชีวิตต่างแดน แค่ซักผ้าเองเราก็รู้สึกฟินแล้ว มันเหมือนมีเรื่องที่อยากคุยให้ใครสักคนฟังอยู่ตลอดเวลา” เราพอจะเดาสีหน้าของเพื่อนๆ เกตุวดียามที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เล่าเรื่องป๊อกกี้ออก

เกตุวดีเปลี่ยนไป

หลังจากมีผลงานเขียนผ่านไปทั้งหมด 3 เล่ม เกตุวดีก็เปลี่ยนไป

จากเรื่องราวเม้ามอยญี่ปุ่นแบบชวนยิ้ม เปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจอุ่นๆ อย่าง Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ หรือ อย่ายอมให้ใครเหยียบฝัน และคอลัมน์ที่ฮอตสุดๆ ของเรา Makoto Marketing และ iine

เราจึงขอเปลี่ยนวิธีการเขียนเพื่อคุณเกตุวดีบ้าง

ใช่แล้ว เปลี่ยนกันดื้อๆ อย่างนี้โดยที่คุณเกตุวดีไม่ได้ขอนั่นแหละ

ลำดับต่อไปเป็นบทสนทนา ถามคำ ตอบหลายคำ เหมาะสำหรับแฟนคลับที่สนใจวิธีคิด วิธีเขียน ของเกตุวดี the next generation ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญคุณเกตุวดีที่โพเดียมค่ะ

เกิดอะไรขึ้น ‘เกตุวดีแสนซน’ คนนั้นจึงเปลี่ยนมาเป็น ‘เกตุวดีคนจริง (จัง)’

ที่ผ่านมาเราคิดว่าเราเข้าใจคนไทยว่าคนไทยชอบอ่านอะไรเบาๆ ฮาๆ เราก็พยายามเขียนให้สนุกทุกๆ บทความ แต่เมื่อเขียนทุกอาทิตย์เป็นเวลา 3 ปี มันเริ่มตันแล้วว่าฉันจะฮาไปไหนอีก นึกไม่ออกว่ามีอะไรจะสนุกขำขันได้อีก เขียนมาหมดแล้วทั้งเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว

พอดีกับที่เราไปรับรู้เรื่องราวของคนรู้จักคนหนึ่งที่อยากรวยมากๆ อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ เราก็นึกถึงเรื่องของคนญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสังคม เรารู้สึกอยากเขียนเรื่องนี้ออกมาทันที เพื่อหวังให้เขาเห็นและฉุกคิด แต่กลายเป็นว่ามีคนชอบบทความนั้นเยอะมาก และคนแชร์เยอะกว่าที่คิดมาก ทำให้รู้ว่าก็มีคนไทยที่ชอบอ่านเรื่องจริงจังเหมือนกัน

แล้วเราก็อินกับเรื่องนี้มากกว่า เป็นตัวเรามาตลอด อยากทำเรื่องดีๆ เพื่อสังคม แต่ที่ผ่านเราสร้างอีกคาแรกเตอร์หนึ่งขึ้นมาเพราะเราอยากให้คนชอบ เราก็พบว่าเราเป็นตัวของตัวเองได้นี่นา จากนั้นเราก็เขียนเรื่องแนวนี้ออกมาเรื่อยๆ แล้วเห็นว่าสิ่งที่เราเขียนสร้างผลกระทบต่อใคร อย่างไรบ้าง เช่น เปลี่ยนแนวคิดของผู้ประกอบการบางคน สร้างแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์งานออกมาให้ดียิ่งขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกถึงพลังของตัวเอง มีแรงบันดาลใจเขียนไปเรื่อยๆ

เกตุวดี Marumura

คุณเกตุวดีมีวิธีการเลือกหยิบเรื่องมาเล่าอย่างไร

เลือกเรื่องที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรง

ยอมรับก็ได้ว่า เราเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มาก

ซึ่งสิ่งที่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรงคือ…

อันดับแรก เราอ่านแล้วรู้สึกว่าจากเดิมที่ไม่มีใครเคยทำได้ เขาคนนั้นทำได้ หรือสองคือ ความรู้สึกที่อยากเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราบ้างจัง

เราเป็นนักคิด เราชอบคิด เราไม่ชอบทำ สิ่งที่เราทำได้คือส่งเรื่องราวต่อเพื่อให้คนนำไปทำตาม

แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ขนาดนั้น หลักๆ อยู่ที่เรื่องนี้ทำให้หัวใจของเราเต้นแรงมากพอจนอยากเล่าให้คนอื่นฟังต่อหรือเปล่า บ่อยครั้งเราเจอเรื่องราวของธุรกิจที่ดีมากๆ แต่หัวใจยังไม่เต้น มือยังไม่อยากเขียน เราก็จะพักหัวข้อนั้นไว้ก่อน

นอกจากเรื่องที่เลือกมาเล่าจะดีมากๆ แล้ว เราชอบเวลาคุณหามุมดราม่าในเรื่อง หรือมุมขยี้ที่ทำให้คนอ่านรู้สึกร่วมไปด้วย

จริงๆ เราก็ไม่รู้ตัวนะ แต่อาจจะเป็นเพราะเราดูรายการสารคดีเล่าชีวิตผู้ประกอบการเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรูปแบบการเล่าคล้ายกัน เปิดเล่าภาพรวมเรียกน้ำจิ้ม โปรดักต์ฉันเป็นแบบนี้ เลิศหรูอลังการ เรื่องราวแนวคิดและวิธีการ แต่เรื่องราวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีเหตุการณ์ความยากลำบากอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ฝ่าฟันขึ้นมาได้ แล้วจบด้วยผลประกอบการและความสำเร็จอลังการ

เส้นเรื่องส่วนใหญ่เป็นแบบนี้

จนกระทั้งมีโอกาสเข้าเรียนวิชา Presentation ได้รู้จักการเรียงลำดับ การเล่าเรื่อง เราก็กลับมาอ่านงานเก่าๆ แล้วพบว่า อ๋อ เราเล่าเรื่องเป็นภาพยนตร์มาโดยตลอด

และคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับเรามากๆ คือ พี่ตุ้ม คุณหนุ่มเมืองจันท์

พอเราอ่านงานเขาเยอะๆ อ่านทุกเล่ม อ่านทุกคอลัมน์ ลำดับการเรียบเรียงเล่าเรื่องจึงคล้ายกันโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงในภาษา การตัดประโยค เว้นเพื่อช่วยคนคิด

คุณมักจะบอกเสมอว่า ตัวเองไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นนักเล่าเรื่อง เป็นนักถ่ายทอด

หลายครั้งเราได้ยินจากผู้อ่านว่า อ่านแล้วน้ำตาไหล อ่านแล้วเหมือนเราเล่าเรื่องให้ฟังตรงหน้า

แต่จริงๆ มันคือเกดเล่าเรื่องให้ตัวเกดฟังเอง พอเขียนๆ ไปจะเกิดคำถามว่า เขา (เราอีกคนที่เป็นคนอ่าน) จะเข้าใจไหมนะ ก่อนจะค่อยๆ ขยายความเพิ่มลงไป เช่น ข้าวนานี้ใหญ่เท่าโตเกียวโดม 10 โดม เราก็จะมีความคิดแว้บขึ้นมาว่า แล้ว 10 โดมที่ว่ามีขนาดเท่าไหร่ เป็นต้น

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ
เกตุวดี Marumura

งานเขียนของคุณเหมือนหรือแตกต่างจากงานสอนที่ทำเป็นประจำอย่างไรบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหรืองานสอน สิ่งที่เราทำ เราอยากให้คนตื่นเต้นและรู้สึกสนุกไปกับสิ่งที่เราอยากเล่า ยกตัวอย่าง เวลาสอนแล้วหยิบเรื่องโกดักและฟูจิมาเล่า ถ้าเล่าแบบธรรมดาเราก็เล่าได้ โกดักไม่อาจเติบโตได้เพราะไม่ลงทุนด้าน innovation ขณะที่ฟูจิค่อยๆ ทำเรื่อง innovation มาตลอดก็เลยประสบความสำเร็จ แต่เวลาสอน เราอยากให้เรื่องมีความเซ็กซี่กว่านั้น ค่อยๆ เปิดขาโชว์ข้อมูลออกมาทีละนิด ชวนสงสัย ให้เขาคิดตามดึงให้นิสิตมีส่วนร่วม เมื่อมาถึงเฉลยทุกคนก็จะรู้สึกว้าว

นิสัยแบบนี้ด้วยมั้ง แล้วเราก็กลับมาใช้กับงานเขียนด้วยเหมือนกัน

จริงๆ ตอนอยู่ญี่ปุ่นเราทำงานสอนภาษาไทยมา 7 ปี ก็พอจะมีทักษะและกลวิธีทำให้คนสนใจอยู่บ้าง

โดยสรุปแล้ว งานเขียนไม่ได้ทำให้เราสอนดีขึ้น แต่งานสอนต่างหากที่เพิ่มทักษะการคิด การเล่าเรื่อง ทำให้เราเขียนสนุกยิ่งขึ้น

มีคำแนะนำเรื่องรับมือกับความกดดันในงานเขียนอย่างไรบ้าง

เคยได้ยินเรื่อง สภาพมุชิน (Mushin) มั้ย เป็นแนวคิดของพวกซามูไร เรื่องการทำจิตใจให้เป็นกลาง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากชนะ เราจะแพ้

เรามีอาการนี้เหมือนกันช่วงที่เขียนงานปีที่ 2 อยากได้ยอดไลก์เยอะๆ อยากให้คนมาคอมเมนต์เยอะๆ กดดันและเครียด เราก็ต้องพยายามโยนทิ้งให้เหลือเพียง ฉันอยากอ่านเรื่องนี้ ฉันชอบเรื่องนี้ ดังนั้น ฉันจะเขียนเรื่องนี้ ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองเหมือนกัน (หัวเราะ)

ถ้าเขียนจบแล้วเรายิ้มให้กับตัวเองได้ เท่านั้นเลย พอแล้ว

ได้ยินว่าคุณมีความฝันเล็กๆ ว่าอยากเขียนบทละคร

เคยเป็นเหมือนกันมั้ย เราสามารถเกลียดตัวร้ายในละครได้ในเวลาเพียงแค่ช่วงตอนเดียวที่นั่งดูหน้าโทรทัศน์ ขนาดเราเพิ่งดูแค่ตอนเดียวนะ เรายังรู้สึกโมโหหงุดหงิดขนาดนี้ แล้วคิดถึงคนที่ดูละครเป็นสิบๆ ปี

คนไทยขี้อิจฉากันเพราะอะไร ไม่ต้องคิดซับซ้อนเลย ละครไทยนี่เอง

เราก็คิดว่าน่าจะมีละครไทยที่ดีและสนุกด้วย ช่วงที่ซีรีส์ HORMONES วัยว้าวุ่น เปิดตัว เราประทับใจมาก เป็นไอดอลเลย เป็นซีรีส์ที่ออกมาเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดของคน และถือเป็นความฝันเล็กๆ ที่มองไว้ อยากทำได้บ้างสักวันหนึ่ง

ความเชื่อเรื่องความฝันและการทำธุรกิจด้วยความตั้งใจ

เมื่อมองจากห้องเรียน เราเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ชอบการประสบความสำเร็จแบบเร็วๆ กดดันความฝันนั้น ในขณะที่ญี่ปุ่นมีกิจการหรือผู้ประกอบการไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จตอนอายุ 60 ค่อยๆ ทำและมีความสุขโดยไม่ต้องประกาศบอกใคร พอเราอินกับ passion ตรงนี้มากๆ เราอยากให้คนประสบความสำเร็จในแบบตัวเอง ไม่ต้องเลียนแบบใครก็เลยกลายเป็นหนังสือเล่มที่ 4 ชื่อ Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ

ประกอบกับช่วงนี้เราสอนที่จุฬาฯ (ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มา 3 – 4 ปีแล้ว ความคิดเราก็เริ่มเปลี่ยน อยากสนับสนุน ส่งเสริม สร้างแรงบันดาลใจ อยากให้คนไปในทางที่ถูกต้อง มีแนวคิดที่ถูกต้อง วิธีทำธุรกิจที่ถูกต้อง ตอนนี้จะให้กลับไปเขียนแบบตอนเล่มแรกๆ ก็ไม่ได้ องค์กระเทยที่เคยมีไม่สามารถลงได้อีกแล้ว (หัวเราะ)

ฝันเราเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่อยากให้คนเข้าใจญี่ปุ่นมากขึ้น เรื่อยๆ ไปจนเปลี่ยนแนวคิดการทำธุรกิจ ทำให้คนอ่านมี role model เพิ่มขึ้นจากเรื่องราวที่เราเขียน

แล้วมีธุรกิจในฝันแบบไหนที่อยากลงทำเองบ้างไหม

อยากทำร้านอาหารที่กินแล้วไม่แสบคอ เป็นเรื่องปกติมากในญี่ปุ่น แต่ทำไมประเทศไทยเราหายากจัง อาหารที่ใช้น้ำมันน้อย มีผักเยอะๆ

เกตุวดี Marumura
 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load