​โซฟีลีน​ เจียม​ ชาร์ปิโร​ (Sophiline Cheam Shapiro) คือผู้รอดชีวิตจากการสังหารโหดของเขมรแดง เธออายุ 8 ขวบเมื่อทั้งครอบครัวย้ายไปอยู่ชนบทเพื่อหนีสงครามกลางเมือง 

พ.ศ. 2518 – 2522 เขมรแดงหรือกองทัพแห่งชาติกัมพูชาประชาธิปไตยยึดครองกัมพูชา ด้วยอุดมการณ์สังคมนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่สุดโต่ง พวกเขาลบช่องว่างทางชนชั้นด้วยการกวาดต้อนผู้คนมาใช้แรงงานและกำจัดทิ้ง ปัญญาชน ครู พระสงฆ์ ทหาร ข้าราชการ พ่อค้า และผู้คนนับล้านถูกประหาร

90 เปอร์เซ็นต์ของศิลปินกัมพูชาทุกแขนง ไม่ว่านักดนตรี นักเต้น นักเขียน จิตรกร ฯลฯ ถูกกำจัดไปจากแผ่นดิน

หลังเขมรแดงหมดอำนาจ กัมพูชาต้องการฟื้นฟูประเทศอย่างเร่งด่วน ปีถัดมา School of Fine Arts ในพนมเปญจึงเปิดประตูต้อนรับเด็กๆ ให้เรียนรู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมกัมพูชา

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

โซฟิลีนคือหนึ่งในเด็กหญิง 111 คนที่เข้าไปเป็นนักเรียนนาฏศิลป์รุ่นแรกของโรงเรียน เธอเป็นลูกหลานครูนาฏศิลป์ ลุงของเธอเป็นศิลปินแห่งชาติที่ต่อมากลายเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ผู้หญิงคนนี้เป็นนักเต้นคนสำคัญที่ขับเคลื่อนนาฏศิลป์กัมพูชา ในยามสรรค์สร้างชาติบ้านเมืองขึ้นอีกครั้ง เธอย้ายไปอยู่อเมริกา อุทิศเวลาให้การสอนนาฏศิลป์แก่ชาวกัมพูชา-อเมริกัน เช่น Prumsodun Ok ผู้ก่อตั้งคณะนักเต้นเกย์คณะแรกในกัมพูชา แม่ครูคนนี้ยังสร้างสรรค์ผลงานจนได้รับรางวัลมากมายและเดินสายแสดงผลงานไปทั่วโลก ผลงานดังของเธอคือละครรำแบบรัดเครื่อง ที่ดัดแปลงจากเรื่อง Othello ของเชกสเปียร์ 

ปัจจุบันเธอกลับมาตั้งรกรากที่กัมพูชา และพัฒนาสถาบันศิลปะกัมพูชาแบบไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อสร้างศิลปินกัมพูชารุ่นใหม่ในวิถีสากล เดือนมกราคมที่ผ่านมา เธอเป็นศิลปินหญิงหนึ่งเดียวที่ได้รับเชิญมาแสดงโชว์เคส รามเกียรติ์ และเปิดสอนเวิร์กช็อปนาฏศิลป์ที่ โรงละครช้าง ซึ่งเปิด Rama’s House Open Studio ให้ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก
Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

รามายณะ วันนั้นสนุกและแปลกมาก พระรามเป็นชาวเมียนมา หนุมานอินโดนีเซียน นางสีดาชาวกัมพูชา ทศกัณฐ์ชาวไทย และมีพิธีกรดำเนินรายการเป็นชาวไทยกับชาวไต้หวัน เนื่องจากโรงละครนี้ไม่มีม่าน เราจึงได้ดูทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของสุดยอดนักเต้นชาวอาเซียน 4 ประเทศ 

บรรยากาศคึกคักน่ารักเมื่อคนรักนาฏศิลป์มารวมตัวกัน ชวนให้ตั้งคำถามว่าทั้งที่อยู่ใกล้กัน มีวัฒนธรรมที่แบ่งปันร่วมกัน ไฉนเราแทบไม่รู้จักเพื่อนบ้านของเรา ซ้ำยังขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะข้อพิพาทเรื่องนาฏศิลป์ระหว่างชาวไทยและชาวกัมพูชาที่คุกรุ่นตลอดมา ทั้งที่ทุกวันนี้ศิลปะโลกยุคโพสต์โมเดิร์นก้าวข้ามพรมแดนและรูปแบบนานาไปไกลโข 

หลังการแสดงจบ เรานั่งลงคุยกับโซฟิลีน มีเสียงบทสวดละหมาดจากมัสยิดย่านประชาอุทิศดังประกอบเรื่องราวพหุวัฒนธรรม

ไม่ได้คุยกันว่าใครมีสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเหนือศิลปะ แต่เปิดใจทำความรู้จักบรมครูศิลปินจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ขับเคลื่อนนาฏศิลป์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอด 30 ปี

การเป็นนักเรียนนาฏศิลป์รุ่นแรกของ School of Fine Arts ที่พนมเปญเป็นอย่างไร 

เมื่อยุคเขมรแดงจบลง ช่วง ค.ศ. 1980 – 1981 เป็นต้นมา เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมกัมพูชากลับมาอีกครั้ง คนที่รอดชีวิต ผู้เชี่ยวชาญการรำตัวยักษ์ ตัวพระ และตัวนาง นักเต้นจากในวัง รวมถึงลุงของฉันกลายเป็นครู ศิลปินจากยุค 1930 – 1960 ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ และถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่ค่ะ 

ละครกัมพูชาแสดงโดยหญิงล้วน ทั้งตัวพระ ตัวนาง และยักษ์ ยกเว้นลิงที่เปลี่ยนมาใช้ผู้ชายแสดงแทน เพราะว่าแสดงกายกรรมหรือเล่นฉากขำขันได้ดีกว่า ตอนแรกฉันเรียนตัวพระและตัวยักษ์ แต่ว่าตัวไม่สูงขึ้นสักที (หัวเราะ) ครูก็เลยแนะให้เปลี่ยนมาเรียนตัวนาง 

ฉันเริ่มเรียนรำตอนอายุ 12 – 15 ปี ถือว่าช้า เพราะตามปกติต้องให้เริ่มเรียนตั้งแต่ 6 – 8 ขวบ แต่เพราะช่วงนั้นต้องสร้างคน รุ่นฉันมีเด็กหลายช่วงอายุ ทั้งคนที่ผ่านการสอบคัดเลือก คนที่สนใจ ลูกหลานของศิลปินที่ตายไปแล้ว

สิ่งที่เราเรียนคือทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของนาฏศิลป์กัมพูชา เรียนประวัติศาสตร์ ความสำคัญ และการรำ ทั้งแบบดั้งเดิมและการสร้างท่วงท่าใหม่ พอถึงช่วงมัธยมปลายเราก็เรียนและสอบการรำประกอบบทร้อง รามเกียรติ์ และตำนานปรัมปราต่างๆ 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ต้องใช้เวลาฝึกนานแค่ไหนถึงจะเป็นนักเต้นมืออาชีพ 

เก้าปีค่ะ สามปีแรกเรียนเทคนิค สามปีต่อมาเรียนการผสานเทคนิคกับอารมณ์ และสามปีสุดท้ายฝึกการแสดงและทำความเข้าใจตัวละครจนแสดงได้ 

ยุคนั้นการเรียนการสอนค่อนข้างลำบาก แทนที่จะมีวงดนตรีสด เราต้องร้องทำนองเอง จะ โจง จะ ทิง ทิง โจง แล้วค่อยประสานกับจังหวะกลองทีหลัง เทปเพลงก็ไม่มี แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีช่วยให้ง่ายขึ้น 

สมัยก่อนครูดุมากด้วย เห็นรอยนี่มั้ยคะ (ชี้รอยแผลเป็นที่ไหล่) ฉันต้องตั้งวงแล้วกดไหล่ลงมา แต่ทำไม่ได้ ครูเลยเอาเล็บจิกตรงนี้ เลือดไม่ไหล แต่เป็นรอยถึงตอนนี้ สมัยก่อนครูชอบใช้เล็บหยิกและจิกให้จำท่าสำคัญๆ ให้ได้ เพราะว่ามันยากและเครียดมาก บางครั้งครูก็หมดความอดทนกับเรา

ถึงจะมีรอยแผลเป็นถึงทุกวันนี้ ฉันก็ซึ้งใจที่ครูตั้งใจสอน ตั้งใจเคี่ยวเข็ญให้ฉันเป็นนักเต้นที่ดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีหยิกแล้วนะ ครูรุ่นใหม่ๆ ต้องเรียนวิชาการสอนและเปลี่ยนมาใช้วิธีสอนที่นุ่มนวลและให้กำลังใจนักเรียนมากขึ้น 

คุณตัดสินใจไปเรียนนาฏศิลป์เอง หรือที่บ้านพาไปสมัคร

บางคนที่มาเรียนเคยเห็นการแสดงสดหรือดูจากโทรทัศน์ เด็กผู้หญิงหลายคนอยากเรียนรำมาก แต่ไม่รู้ว่าอยากเป็นนางรำอาชีพรึเปล่า บางคนครอบครัวพามาเพราะเป็นครอบครัวศิลปิน และอยากให้ลูกเรียนรู้ศิลปะของกัมพูชา 

ฉันเรียนเพราะว่าชอบนาฏศิลป์ พอได้เรียนแล้วรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกว่าชีวิตของฉันได้เชื่อมต่อกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเขมรโบราณ ทำให้ได้ทักษะและภาษาศิลปะ ซึ่งทำให้ฉันสร้างงานงานศิลป์ร่วมสมัยได้ อีกอย่างคือเวลารำแล้วรู้สึกสวยสง่าค่ะ ภูมิใจที่เกิดเป็นผู้หญิงกัมพูชาแล้วรู้จักการร่ายรำ เหมือนนางอัปสรที่กำแพงนครวัด ฉันตั้งใจเป็นนักเต้นอาชีพ

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก
Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ทำไมคุณถึงย้ายไปอเมริกา

ฉันได้เจอผู้ชายคนหนึ่งชื่อ จอห์น ชาร์ปิโร (​John Shapiro) (ยิ้ม) เขาเป็นพี่ชายของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำปริญญาเอกเรื่องยุคฟื้นฟูวัฒนธรรมหลังเขมรแดง จอห์นมาเยี่ยมเธอที่กัมพูชา เราได้เจอกันอีกที่แคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ตอนฉันไปทัวร์การแสดงใน ค.ศ. 1990 ศิลปินสามสิบสองคนจากโรงเรียนไปทัวร์การแสดงสิบสองเมืองในอเมริกา โดยเริ่มจากแคลิฟอร์เนีย 

ตอนนั้นเรารู้แล้วว่าเรามีใจให้กัน เขาขอฉันแต่งงานและอยู่กับเขาที่นั่น ฉันบอกให้เขามาขอฉันกับแม่ ให้เราได้แต่งงานกันตามธรรมเนียมกัมพูชาก่อนค่ะ

หลังแต่งงานกัน พวกเราไปฮันนีมูนที่นครวัด เสียมราฐ วันที่กลับฉันโบกมือลานครวัด เศร้ามาก คิดว่าตัวเองเป็นเหมือนใบไม้ที่หล่นจากต้น ต้องแห้งกรอบผุพังแล้วก็หายไป ฉันคิดด้วยซ้ำว่าอาจไม่ได้กลับมาที่กัมพูชาอีกแล้ว หรือถ้าจะกลับคงยากมาก ครูบาอาจารย์สอนฉันมาสิบปี พวกเขาคาดหวังให้ฉันอยู่กัมพูชาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของพวกเขา แต่ฉันได้เจอจอห์นและออกมา รู้สึกผิดมากที่ทิ้งความรับผิดชอบ

แต่คุณและสามีก็ไปก่อตั้งโรงเรียนสอนนาฏศิลป์ Khmer Arts Academy ที่แคลิฟอร์เนีย

จริงๆ ตอนที่อยู่ลอสแอนเจลิส มีตัวเลือกว่าทิ้งการเต้นแล้วไปเรียนพยาบาล บัญชี หรืออย่างอื่นดีไหม แต่พอไปแคลิฟอร์เนีย ฉันก็ตระหนักว่านาฏศิลป์ยังอยู่กับฉัน มันทำให้ฉันยังเชื่อมต่อกับรากเหง้าของตัวเอง และทำให้ฉันมั่นใจในตัวเอง ฉันคิดว่านาฏศิลป์น่าจะช่วยเด็กๆ เหมือนกัน 

ด้วยความช่วยเหลือจากสามีและผู้คนที่ดูแลชุมชนชาวกัมพูชา ฉันเลยสอนนาฏศิลป์ให้เด็กชาวกัมพูชา-อเมริกัน พวกลูกหลานของชาวกัมพูชาที่ลี้ภัยไปอเมริกา แล้วก็แสดงตามเทศกาลต่างๆ ช่วงแรกต้องทำชุดแสดงเองด้วยนะคะ แต่หลังจากนั้นก็ซื้อชุดจากกัมพูชามาใช้

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ก่อนกลับมาอยู่กัมพูชา คุณสอนเด็กไปกี่คน

ตอบไม่ถูก เยอะมากค่ะ ฉันสอนอยู่สิบห้าปี ส่วนใหญ่สอนช่วงวันเสาร์อาทิตย์ และตอนวันธรรมดาก็สร้างการแสดงใหม่สำหรับแสดงตามเทศกาล บางทีก็สอนแค่คนเดียว แต่บางครั้งสอนทีเดียวเจ็ดสิบคน เหนื่อยมาก แต่ว่ามีความสุขที่เด็กๆ อยากเรียนรู้

เป้าหมายการสอนของฉันไม่ใช่การสร้างนักเต้นมืออาชีพเหมือนที่ครูสอนฉัน แต่คือการทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ จะอ้วนผอมสูงต่ำก็ไม่สำคัญ ฉันรับทุกคนมาเรียนโดยไม่คัดเลือก สิ่งสำคัญคือความเข้าใจการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม แต่บางคนก็กลายเป็นนักเต้นอาชีพจริงๆ อย่าง พรอม (พรอมสดัง โอค) เขาเรียนกับฉันที่ลองบีช แคลิฟอร์เนีย เวลานักเรียนแสดงความตั้งใจและทุ่มเทอย่างหนัก ฉันจะสอนบทเรียนยากๆ ให้พวกเขา แต่ไม่หยิกเขานะ (หัวเราะ) ฉันผลักดันให้พวกเขาซ้อมหนักและตั้งเป้าให้รำได้สมบูรณ์แบบ พรอมทำได้ดีและทะเยอทะยานที่จะสร้างคณะละครของตัวเอง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ศิลปะของเขา คนอื่นๆ ที่เรียนแต่เบื้องต้นก็กลายเป็นผู้ชม

ฉันเคยสอนเด็กปริญญาตรีที่ UCLA ด้วย ดังนั้น เด็กๆ ที่ไม่ใช่ชาวกัมพูชาก็เรียนได้ ที่ลองบีชก็มีชาวต่างชาติมาเรียนนะ ส่วนใหญ่เป็นนักเต้นที่มีพื้นฐานบัลเลต์ แจ๊ส หรือการเต้นแบบต่างๆ พวกเขาอยากรู้จักนาฏศิลป์กัมพูชาและมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ บางคนก็เลือกเรียนเพราะว่านาฏศิลป์กัมพูชาตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเขาเรียน บัลเลต์ยืนบนปลายเท้า แต่รำกัมพูชาใช้ส้นเท้า เขาก็อยากรู้จักและมองหาสิ่งที่คล้ายกันระหว่างการเต้นเหล่านี้ 

พออายุมากเข้า นักเต้นมักเต้นได้ดีขึ้นหรือว่าแย่ลง 

ทั้งดีขึ้นและแย่ลง ขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลตัวเองยังไง ความท้าทายของนักเต้นอายุมากคือสุขภาพ รูปร่างที่เปลี่ยนไป ตัวแข็งไม่อ่อนช้อย และความทรงจำที่แย่ลง แต่สิ่งที่มาพร้อมอายุมากคือความเข้าใจชีวิต ชีวิตที่ผ่านทุกข์สุขเป็นทรัพยากรที่ทำให้การแสดงลึกซึ้งและซับซ้อน 

นักเต้นอายุน้อยมีความยืดหยุ่นและความงดงาม นักเต้นรุ่นเดียวกับฉันผิวมีริ้วรอย ผมก็กลายเป็นสีเทา สมดุลร่างกายไม่ดีจนรำท่าเดิมไม่ได้ แต่เราทั้งได้และเสีย เพราะรู้ว่าร่างกายมีข้อจำกัด แต่อารมณ์และความเข้าใจตัวละครมีมากขึ้น 

เมื่อคุณเข้าใจชีวิต ความซับซ้อนของชีวิตจะเปิดโลกทัศน์คุณให้กว้างขึ้น ซึ่งนำมาใช้ในการแสดงได้ ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นแล้วแสดงเป็นคนมีความรัก คุณย่อมเข้าใจตัวละครได้ดีเพราะชีวิตมอบประสบการณ์ให้คุณ ดังนั้นนักเต้นอายุมากๆ ยังถ่ายทอดได้ แม้เทคนิคจะไม่เท่าเดิม 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

อะไรคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างนาฏศิลป์ไทยและกัมพูชา

ฉันไม่เคยเรียนนาฏศิลป์ในไทย เลยไม่แน่ใจนะคะ แต่ดูจากการแสดงทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง คิดว่าภาษาท่าเราเหมือนกัน ท่ารำที่ใช้มือสื่อสาร เช่น ไป มา สวย รัก เหมือนกัน แต่เท้าไม่เหมือน สังเกตว่ารำกัมพูชาจะต้องยกปลายเท้าขึ้น แต่ของไทยไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป แล้วก็ท่าตั้งวงของกัมพูชาจะเล็กกว่าของไทย (ลุกขึ้นมารำให้ดู) และการใช้ร่างกายก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว นาฏศิลป์กัมพูชาเริ่มจากการวางหัวไหล่ให้ถูกต้อง จัดร่างกายแล้วไล่ไปให้ความสำคัญที่สีหน้า ดวงตา ปาก ไปจนถึงปลายเท้า

ที่พูดมาทั้งหมดไม่รู้ว่าถูกมั้ย จริงๆ น่าจะมีการคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง

คนไทยมักพูดว่าอยากอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย แต่ชีวิตประจำวันกลับไม่สนใจดูนาฏศิลป์ คนดูส่วนใหญ่กลับเป็นคนต่างชาติ ที่กัมพูชามีปัญหานี้เหมือนกันไหม 

เห็นด้วยค่ะ แต่ก็แล้วแต่ศิลปินด้วย บางคนก็ขายบัตรหมดตลอด การแสดงของฉัน A Bend in the River ใน ค.ศ. 2014 แสดงสามวันก็ขายบัตรหมด แต่ไม่ใช่ทุกโชว์ที่มีคนดู คนคิดว่านาฏศิลป์อีกแล้ว น่าเบื่ออีกแล้ว 

คนดูบอกว่าเขามาดูงานฉัน เพราะงานทำให้เขารู้สึกมีส่วนร่วม เวลาดูคณะอื่นแล้วไม่รู้สึกแบบนั้น ส่วนตัวฟังแล้วก็แอบดีใจ แต่ในฐานะศิลปินกัมพูชา รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะจริงๆ ก็อยากให้ผู้ชมสนุกกับการแสดงของทุกคณะ ไม่ใช่แค่งานของฉัน 

ตอนนี้คณะนักเต้นต้องหาวิธีสร้างงานที่สื่อสารกับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นงานแบบดั้งเดิมหรืองานร่วมสมัย ทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วม ทำให้เขาสนใจ เพลิดเพลิน เรียนรู้บางสิ่ง และมองเห็นความคิดสร้างสรรค์ของนักเต้น ความท้าทายที่เรามีร่วมกันคือทำยังไงให้คนท้องถิ่นไปโรงละคร 

UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนนาฏศิลป์กัมพูชาเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หมายความว่าคนสนใจรูปแบบศิลปะ แต่รูปแบบจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีศิลปิน และศิลปินก็อยู่ได้เพราะการสนับสนุนจากผู้ชม โดยเฉพาะผู้ชมที่ซื้อตั๋วเข้าชม ถ้าขึ้นทะเบียนไว้แล้วไม่ทำอะไรเลย นาฏศิลป์ก็จะตาย ถูกไหมคะ 

ถ้านักแสดงอยู่ด้วยทุนสนับสนุน แล้วเปิดการแสดงให้ชมฟรี แบบนั้นก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน สิ่งที่เราต้องการคือการจัดการสถานการณ์ให้ศิลปะทุกแขนง รูปแบบจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับผู้ชมท้องถิ่นนี่ล่ะ การซื้อตั๋วดูละครเป็นความรับผิดชอบของผู้ชม ถ้าคุณไม่รำ ก็มาดูคนที่รำ สนับสนุนคนรำ เพราะเราไม่ได้รำแค่เพื่อตัวเอง แต่เราทำเพื่อแบ่งปัน

ระหว่างการแสดง คุณพูดว่าอยากให้เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน หมายความว่าอย่างไร

การที่ประเทศอาเซียนรวมตัวกันทางการเมืองฟังดูเป็นเรื่องที่ดี แต่ฉันรู้สึกว่ามันไม่จริงค่ะ ข้างในทุกประเทศต่างมีความรู้สึกชาตินิยม และความไม่พอใจเพื่อนบ้านรอบข้าง โดยเฉพาะเรื่องนาฏศิลป์ หลายครั้งก็เจอคำพูดไม่ดี 

ตอนทัวร์การแสดงที่อเมริกา ค.ศ. 1990 ขากลับก็แวะกรุงเทพฯ อยู่หลายวัน ฉันไม่อยากออกไปเที่ยวเลย ทุกคนออกไปเที่ยวเล่น แต่ฉันแค่อยู่ในห้องที่โรงแรม เพราะรู้สึกว่าถ้าออกไปจะถูกทำให้อับอาย และใน ค.ศ. 1998 ที่อเมริกา ฉันและสามีจัดการแสดง รามเกียรติ์ เราเชิญนักแสดงจากอินเดีย อินโดนีเซีย ไทย และกัมพูชา รวมหกคณะมาแสดงต่อกัน สิ่งแรกที่คณะนักแสดงไทยพูดกับฉันหลังทักทายกันคือ เธอรู้มั้ยว่านาฏศิลป์กัมพูชามาจากประเทศไทย 

เวลาไปแสดงตามที่ต่างๆ ฉันรู้สึกว่ามีความตึงเครียดระหว่างชาวไทยและกัมพูชา ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างเรามีมายาวนาน คนกัมพูชาเจ็บช้ำในสิ่งที่คนไทยเคยทำ แต่ฉันก็มั่นใจว่าตอนที่ขอมเรืองอำนาจ ก็คงข่มเหงชนชาติอื่นเหมือนกัน แต่เราควรเข้าใจว่าในอดีตผู้เข้มแข็งย่อมเอาเปรียบผู้อ่อนแอ 

ในฐานะคนกัมพูชา ฉันมีชีวิตผ่านสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉันรู้ว่าความหิวเป็นอย่างไร และฉันก็ได้เห็นครูอาจารย์ฟื้นฟูนาฏศิลป์และวัฒนธรรมกัมพูชากลับมาอีกครั้ง ฉันได้ลิ้มรสทั้งความเจ็บปวดและความภูมิใจ และคิดว่าพอทีกับความเกลียดชัง 

เราควรก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้ ปล่อยวางเรื่องชาตินิยมบ้าง และปฏิบัติตัวกับชนชาติอื่นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คนไทยพยายามมีชีวิตรอด เติบโต และพัฒนาประเทศให้มากที่สุด คนกัมพูชาก็เหมือนกัน ทุกประเทศต่างบอบช้ำ ดังนั้นเราต่างพยายามพัฒนาระบบการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ การเมือง และทุกๆ ด้าน เราน่าจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเครียดที่น้อยลง เป็นเพื่อนบ้านที่สนับสนุนกันมากขึ้น ของดีๆ หลายอย่างที่คนกัมพูชาชอบก็นำเข้าจากเมืองไทยมามากมายค่ะ

นาฏศิลป์และวัฒนธรรมกัมพูชาเติบโต นักเต้นกัมพูชาพยายามอย่างดีที่สุดที่จะแสดงเอกลักษณ์ของชาติตัวเอง และนักเต้นชาวไทยก็เช่นกัน เรากำลังทำสิ่งเดียวกัน นาฏศิลป์เป็นความภูมิใจของเราและของชาติเหมือนกัน แล้วทำไมเราถึงสนับสนุนกันไม่ได้ล่ะ 

หวังว่าสิ่งที่ฉันทำที่นี่จะช่วยให้เราเข้าใจกัน เคารพกัน และเห็นคุณค่ากันมากขึ้น การมีนาฏศิลป์ทั้งไทยและกัมพูชาย่อมดีต่อโลกใบนี้มากกว่ามีการเต้นแค่แบบเดียว ถูกมั้ยคะ 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูลจากศาสตราจารย์พรรัตน์ ดำรุง

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คอการ์ตูนพากย์ไทย คงเคยได้ยินชื่อ พี่จูน-อิทธิพล มามีเกตุ ผ่านหู

ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านแค่เพียงหู แต่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือ มังกี้ ดี ลูฟี่ จาก One Piece การ์ตูนที่อยู่คู่กับคนอายุหลัก 2 มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พี่จูนเริ่มพากย์เสียงเป็นลูฟี่ตอนที่ 51

ปัจจุบัน One Piece เดินทางมาถึงตอนที่ 1,035 เข้าไปแล้ว

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ อาจทำให้หลงลืมบางช่วงบางตอนไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมลง คือเสียงที่พูดว่า “ฉันต้องเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ยยย!!”

แม้จะนึกหน้าตาของพี่จูนไม่ออก เรารับรองว่าทุกคนนึกเสียงเขาออกแน่ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายตัวละครที่ถ้าบอกใครว่า เขานี่แหละเป็นคนพากย์ ก็คงร้องเฮ้ยกันหมด

เฮ้ยแรก อัสรัน จาก Gundam Seed

เฮ้ยสอง ลูลูซ จาก Code Geass

เฮ้ยสาม ดีโอ บรันโด จากโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ หรือปิ๊งป่อง จากภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out ก็ฟังแล้วยัง เฮ้ย! 

ส่วน โหด มัน ฮา ไม่ใช่ชื่อผลงานที่เขาพากย์แต่อย่างใด แต่เป็นชีวิตของเขาที่เราสัมผัสได้ในการพูดคุยกันวันนี้ เพียงก้าวแรกที่พี่จูนปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับเสื้อชุ่มเหงื่อ เพราะพี่แกเล่นเดินมาที่ออฟฟิศ The Cloud แทนการนั่งรถ ความมุทะลุแบบหนุ่มหมวกฟาง และน้ำเสียงดุดันในคำตอบประหนึ่งนั่งคุยกับเสาหลักวายุผู้เกรี้ยวกราดจาก ดาบพิฆาตอสูร

นี่คือเรื่องราวการผจญภัยในเส้นทางนักพากย์ ที่มีไว้สำหรับผู้แน่จริงเท่านั้น

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชินจังจอมแก่น

“พี่ทำตามสบายได้เลยใช่ไหม” พี่จูนว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้เขาเล่าเรื่องตัวเองลงคอลัมน์ The Master ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงหลายสิบปี เป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบสุดมันสไตล์รุ่นใหญ่สุดโหด

มีเกร็ดมากมายสำหรับนักพากย์รุ่นใหม่อยู่ข้างล่างนี้แน่ แต่ก่อนจะเลื่อนลงไป เราอยากให้คุณรู้จักอาจารย์ของคุณเสียก่อน 

เริ่มจากข้อหนึ่ง ชีวิตวัยเด็กของพี่จูนเกี่ยวข้องกับการ์ตูนน้อยมาก

เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปคือตื่นเช้าเสาร์อาทิตย์ มานั่งหน้าจอทีวีตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 11 โมง เพื่อดูการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน ด็อกเตอร์สลัมป์ หน้ากากเสือ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็ได้เวลาของ อภินิหารหุ่นยนต์สามพลัง อภินิหารหุ่นแซด หรือ เกรทมาชินก้า

พอปิดเทอม เด็กประถมจากรั้วสาธิตจุฬาฯ ก็ถูกส่งไปอยู่กับป้าที่จันทบุรี วนเวียนอยู่กับการเล่นสนุก จิ๊กของร้านชำหน้าปากซอยบ้างตามประสาเด็กซน เคยถึงขนาดเปลี่ยนต้นมะม่วงให้ออกลูกเป็นรองเท้า เพราะจะลักเอามะม่วงคนข้างบ้านมากิน

ข้อที่สอง ป้าของพี่จูนสนิทกับโรงฉายหนังจันทบุรี และเป็นเจ้าของจอหนังกลางแปลงด้วย

เขาไปวิ่งเล่นอยู่ที่นั่นทุกวันที่ป้าไม่ว่าง เริ่มขยับจากนั่งหน้าจอ ขึ้นไปนั่งบนห้องพากย์สด ฟังบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นใหญ่พากย์พร้อมหนังอย่างออกรสออกชาติ แต่คำที่เขาได้ยินเป็นประจำคือเสียงเตือนว่า “จูน อย่าหัวเราะ” 

เข้าใจได้ เพราะเราเองยังตื่นตาตื่นใจที่ได้ฟังเสียงเขาพากย์ลูฟี่ต่อหน้า

ข้อที่สาม ป้าของพี่จูนเป็นนักจัดรายการวิทยุ 

อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ซึมซับการใช้เสียงมาจากป้านับแต่นั้น 

“ป้าพี่ไม่เคยดัดเสียง เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง มันคือพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้เสียงตัวเองให้เป็น

“ถ้าไม่รู้ว่าเสียงตัวเองควรจะใช้แบบไหน คุณจะหลงทางอยู่ในวังวนเสียงหล่อ เสียงสวย ไม่มีทางเป็นนักพากย์ที่ดีได้”

นอกจากเลียบ ๆ เคียง ๆ อยากลองใช้เสียงบ้าง หน้าที่อีกอย่างของพี่จูนคือการลอกแสตมป์ออกจากจดหมายมิตรเพลงที่ส่งมาถึงป้าอย่างล้นหลาม 

แต่ป้าจะรู้ไหม ว่าหลานป้าเองก็ส่งจดหมายหาไอดอลของเขาเช่นกัน 

เขาจ่าหน้าซองถึง น้าต๋อย เซมเบ้

ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่

เราถามเขาว่าเขียนอะไรใส่จดหมาย

“พี่วาดรูปให้น้าต๋อย” ผิดคาดไปนิด แต่เรื่องราวน่ารักขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง แถมยังติดตลก

“ท้ายรายการ ช่อง 9 การ์ตูน น้าต๋อยจะอ่านจดหมาย เราก็นั่งรอหน้าจอไปสิ แต่ไม่มีของกูเลย จนได้ทำงานกับน้าต๋อย ถึงไปทวงแกว่า น้าต๋อย ผมเขียนจดหมายมาหาด้วยนะ เขาก็เอ้า จูน เขียนมาตอนไหนวะ (หัวเราะ)” 

แต่ก่อน ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ จะออกฉาย ทุกคนเรียกน้าต๋อยด้วยชื่อจริง 

ย้อนกลับไปสมัยชั้น ป.5 

พี่จูนจำได้แม้กระทั่งว่าเป็นวันคุ้มครองผู้บริโภค ที่เด็กชายอิทธิพลเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ เดินดิ่งเข้าไปหา รปภ. ของช่อง 9 อย่างใสซื่อ เพื่อบอกว่า “พี่ครับ ๆ ผมขอเข้าพบผู้พากย์ คามุย ยอดนินจา หน่อยได้ไหมครับ” แม้จะไม่รู้จักชื่อคนพากย์ก็ตามที

ยังดีที่พี่ยามเฉลยให้ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่นิรันดร์ลงมา” 

ไม่นาน ไอดอลของเขาก็ปรากฏตัวให้เห็นพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แจกลายเซ็นว่า นิรันดร์ ให้เด็ก ๆ ทุกคนที่วิ่งล้อมหน้าหลัง เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่พี่จูนเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด จนคำนำหน้าจากเด็กชายเป็นนายอิทธิพล เว้นเสียแต่ว่า

“มันดันหายไปตอนขโมยขึ้นบ้าน โคตรเสียใจเลย กระเป๋าไม่เสียดาย กูเสียดายลายเซ็นน้าต๋อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมพี่จูนถึงยังมีน้าต๋อยเป็นต้นแบบจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบไว้อย่างดี

“น้าต๋อยไม่ใช่แค่ครูในทางการทำงานเท่านั้น เขาแนะนำคติพจน์ ทัศนคติหลาย ๆ อย่างให้เราเดินอย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเด็ก มีจรรยาบรรณ และไม่ทรยศต่อวิชาชีพ เขาคือคนที่ให้ทั้งหมดกับพี่ 

“มีบางคนพูดว่าหมดจากน้าต๋อยก็ต้องพี่แล้ว เรานี่โกรธมาก ถ้าใครคิดอยู่ให้ลบออกจากสมอง เขาคือผู้ใหญ่ที่พี่เคารพนับถือ เป็นปรมาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กู เดี๋ยวกูตบปากแหก” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ

ด้วยความสามารถด้านกีฬา ทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคสมัยที่กีฬาฮอกกี้ยังไม่ได้รับความนิยม พี่จูนถือเป็นนักกีฬาฮอกกี้ระดับประเทศก็ว่าได้ เขาเองบอกว่าไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองจับพลัดจับผลูมาเป็นนักกีฬา ขอให้ข้ามช่วงนี้ไปเสีย 

แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อมือของ น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร เจ้าของเสียงพากย์มวยปล้ำในตำนาน ที่สมัยนั้นเป็นครูประจำโรงเรียนวางลงบนบ่า แล้วออกปากชวนเขาไปบรรยายกีฬาเป็นครั้งแรก 

“จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยว่าเป็นพี่ พี่ก็อยู่สนามจุ๊บ บรรยายบอลคณะไปเรื่อย แกมาจับไหล่บอกว่า เฮ้ย อิทธิพล พากย์งี้ไม่ได้ตังค์หรอก มาพากย์กับครูดีกว่าได้ตังค์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาครูที่เทเลคอมทาวเวอร์ เอาเทปกีฬาไปลองเทสต์ดูนะ”

หัวใจพองโต คือความรู้สึกของวินาทีนั้น ตามมาด้วยความกดดันอย่างรุนแรง เพราะต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย

พี่จูนรับเอาม้วนเทปกลับมาทำการบ้าน เขาจำได้ดีว่าเป็นการแข่งขันจักรยานรอบนิวยอร์ก ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง สารภาพตามตรงว่าขอให้พ่อช่วยแปลอังกฤษให้ เพราะมีแต่ศัพท์ยาก ๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกฎกติกากีฬามากมาย 

ผลของการดั้นด้นฝึกแล้วฝึกเล่า เขาก็ผ่านด่านน้าติงได้ในเทปม้วนเดียว และเริ่มงานทันทีในสัปดาห์ต่อไป

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่จูนถึงพูดว่า “เหมือนชีวิตพี่แม่งถูกขีดเอาไว้ มึงอยากพากย์หนังใช่ไหม งั้นมึงต้องไปฝึกจากกีฬา มันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว”

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ก้าวแรกสู่สังเวียน

ค้นหาเสียงตัวเองกับการบรรยายกีฬาได้ปีกว่า ๆ ตลอดเวลาเขามักจะเงี่ยหูฟังห้องติดกันอย่างตั้งใจ พี่จูนใช้คำว่า เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะห้องนั้นใช้สำหรับพากย์หนัง ซึ่งเป็นความฝันที่ซ่อนอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักพากย์ เมื่อ 30 ปีก่อน ถือว่ายากมาก เพราะต้องถูกช้อนจากคนในวงการแบบปากต่อปากเท่านั้น สมัครเข้าไปเองไม่ได้ 

ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ช่วงปลายบนถนนกีฬา มีพี่ในวงการเห็นแววรุ่ง เชื้อเชิญให้เขาไปลองฝึกพากย์หนัง แม้การบรรยายกีฬาจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า เขาก็ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน

“ตัวแรกเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครให้พากย์ตัวเอกหรอก มีแต่คนบ้าที่ดันทุรังให้เด็กไปพากย์เป็นตัวเอก

“ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะเห็นว่าเราพร้อมเมื่อไร เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่ากูจะพากย์ตัวนี้ ไม่มีสิทธิ์ชี้ซ้ายชี้ขวาชี้หน้าหลังได้เลย แต่ไม่ว่าจะเกลียดเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาก็มองอย่างไม่มีอคติ เขารู้ว่ามันทำได้ ต้องให้มันทำ เพราะมันทำได้ดีที่สุดในทุกคนที่เรามีอยู่”

ทุกวันนี้พี่จูนก็ยังคงพากย์ตัวประกอบอยู่เรื่อย ๆ เขามองว่าการพากย์คืองานศิลปะบนผืนผ้าใบ ต้องช่วยกันแต่งเติมสี วางองค์ประกอบให้ชัดเจน สมดุลกัน เพื่อให้ภาพออกมาสวยงาม

สำเนียงแต่ละภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือพากย์ไทยอย่างไรให้มันเป็นอาหารไทยที่ดีที่สุด เหมาะสมกับคนกิน ปรับเปลี่ยนให้คนไทยรู้สึกว่าตัวละครนี้มันพูดแบบนี้จริง ๆ 

“ต้องรู้ถึงขนาดว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนยังไง นักเขียนเขาวางมันไว้แบบไหน ไม่ใช่ว่าตัวนี้หน้าตาหล่อดีก็พากย์ให้มันหล่อ ๆ ไอ้ตัวนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ก็พากย์แม่งแบบอัปลักษณ์ ๆ ไป ไม่ได้เด็ดขาด

“พี่ตีความจากภาพที่เห็นเป็นอย่างแรก ตัวละครญี่ปุ่นสื่อสารกับเราไม่มาก ใช้แค่คิ้ว ตา ปาก รูปหน้า ก็บอกได้ประมาณหนึ่งแล้วว่า เป็นตัวดีหรือเลว มุทะลุดุดันหรือว่านิ่มนวล

“ผมก็มีบางที อย่างโกคูเนี่ย มึงจะวาดอะไรนักหนา ทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นใครทำทรงผมแบบนั้นในชีวิตจริง” 

ชักอยากรู้แล้วสิว่า วันแรกที่กองกระดาษหนาปึกวางลงตรงหน้า พร้อมระบุให้เขาพากย์เป็นลูฟี่ พี่จูนตีความไอ้เด็กหมวกฟางนี้ว่ายังไง และ One Piece คืออะไรสำหรับเขา

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

วันพีซ

จำวันที่เจอลูฟี่ครั้งแรกได้ไหม

จำได้

คุณตีความตัวละครนี้ยังไง

เราตีความจากลักษณะ เพราะเรามาทำตอนที่ 51 ผ่านไปแล้วภาคหนึ่ง เด็กคนนี้มันกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาอยากจะเป็นราชาโจรสลัดอะไรของเขากับพรรคพวก การผจญภัยก็เริ่มแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วจะบอกให้ว่า พรรคพวกที่อยู่ในเรือเขาก็เป็นเด็กมีปัญหาทุกคน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แม้กระทั่งเอสกับซาโบ้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่แท้ ๆ คือใคร หรือแชงคส์ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองคือใคร ดูสิ

เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความคิดแบบนี้ เจอกับปัญหาแบบนี้ เติบโตมาในที่มีกรอบแบบนั้น ไม่มีพ่อแม่ก็จริง แต่นับถือคนนั้นคนนี้เป็นต้นแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่เหิมเกริม ลูฟี่ก็อยากเป็นเหมือนแชงคส์ ไอ้ผลโกมุโกมุก็เพิ่งกินเข้าไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ แชงคส์ไปช่วยเอาไว้จนแขนด้วน 

พี่ตีความเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนลูฟี่ทุกวันนี้เข้มแข็งแล้ว คุมจนทุกคนบนเรือไม่กล้าหือ คนเดียวที่กำราบเขาได้คือแชงคส์ แต่คู่นี้ก็ยังไม่เจอกันอยู่ดี

มีไหมที่พากย์ ๆ ไปแล้วคิดว่าทำไมลูฟี่ตัดสินใจแบบนี้

คุณมีความคิดแบบนี้ในสมองไม่ได้ คุณต้องเชื่อ ห้ามคิด ถ้าคิดจะสะดุดทันที เพราะเราจะสงสัย พากย์ไปตามเขาก่อน แล้วค่อยมาดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ทุกวันนี้พี่ยังทำการบ้านนะ ยังย้อนไปดูหนังเก่า ๆ อยู่เลยเพื่อดูว่าเขาพากย์ยังไงกันบ้าง เวลาเราดูเรื่องเดิม ๆ เราจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เสมอ รุ่นใหญ่ ๆ เขาสอนเอาไว้ แค่เราหยิบมาใช้ เก็บเกี่ยว แล้วปรับให้มันเป็นของเราเท่านั้นเอง นี่เป็นการบ้านที่พี่ต้องทำทุกวัน

รู้ไหมว่าทุกคนอยากให้คุณพากย์เสียงลูฟี่จนกว่า One Piece จะจบ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะพากย์จนจบไปเลย แต่อาจารย์โอดะบอกว่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ อีก 3 ปีใช่ไหมนะ

มองกลับกัน รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่าถ้าไม่ใช่พี่จูนพากย์ลูฟี่ ก็จะไม่ดูอีก

จริง ๆ ก็เรื่องของมึง

งั้นอยากบอกอะไรพวกเขา

มึงมาขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ทน ๆ ดูไปแม่งจนจบไปเถอะ 

แต่ไม่นานมานี้ก็มีดราม่าการเปลี่ยนเสียงพากย์ โซโล 

พี่เป็นคนบอกให้ไอ้คิมตั้งเสียงแบบนั้นเอง เพราะพี่ต้องการจะลบภาพป๋าไกร-ไกวัล วัฒนไกร ออกไปก่อน ถ้าภาพป๋ายังอยู่ ไอ้คิมไม่มีทางเดินต่อได้แน่ ตอนนี้คนเริ่มให้กำลังใจมันแล้ว เริ่มมองเห็นว่ามันควรจะเป็นแบบไหน 

ตั้งแต่เริ่มต้น เสียงโซโลไม่ใช่แบบป๋า ถ้าลองมาฟังซาวนด์จริง ๆ อาจจะมีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ป๋าพากย์หลอกจนคนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่แหละคือศิลปะของนักพากย์ 

แล้วตัวคุณเองเคยโดนดราม่าบ้างไหม

โดน แต่เราไม่สนใจ เพราะเรามั่นคงกับแนวทางที่น้าต๋อยให้มาแล้ว 

น้าต๋อยสอนอะไรคุณบ้าง

พี่เคยถามว่า “น้าต๋อยครับ ทำไมสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน มันต้องร้องด้วย มันจะดูตลกไหม”

น้าต๋อยบอกว่า “จูน ดูหนังมันรุนแรงขนาดไหน ดูไอ้อุลตร้าแมนมันทำกับสัตว์ประหลาด ทั้งถีบ เตะ ต่อย ยิงแสง มันก็ไม่เคยสู้ได้สักครั้ง”

เขาเลยทำให้มันดูเป็นการแสดง ลดความรุนแรงของภาพยนตร์ลง ยอมโดนคนด่า อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วออกไปทุบเพื่อน

จากเด็กที่เคยมีน้าต๋อยเป็นไอดอล ตอนนี้คุณกลายเป็นน้าต๋อยของเด็ก ๆ รู้สึกยังไง

เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากความภาคภูมิใจ แล้วก็ส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยกไว้ที่น้าต๋อยเลย 

พี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ด้วยตัวเอง แต่น้าต๋อยเป็นแบบนี้ด้วยตัวของท่านเอง พี่เลียนแบบท่านมา เพราะท่านบอกให้พี่ทำ 

คิดว่าจะพากย์ไปถึงเมื่อไร

อีกไม่นานก็น่าจะเฟดตัวเองลงแล้ว เพราะอายุเราเยอะแล้ว ไม่อยากจะตายห่าคาไมค์จริง ๆ อยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ บ้าง 

ถ้าคุณมีคำว่า ต้อง ในชีวิตแม่งจะไม่มีความสุขเลย แต่จงมีคำว่า เดี๋ยว ทำต่อไปเว้ยเดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวแม่งก็ดีเอง มันจะดูเหมือนไม่ไกล 

ถ้าลูฟี่อยากเป็นราชาแห่งโจรสลัด คุณอยากเป็นราชาแห่งอะไร

ไม่อยาก อยากเป็นคนธรรมดาที่ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ ดูแลลูกเมีย มีความสุขตามอัตภาพ แบบวัดก็เข้า เหล้าก็แดก 

คุณมี One Piece ที่กำลังตามหาอยู่ไหม

พี่มีแล้ว ลูกเมียเนี่ยแหละคือ One Piece ของพี่ แค่รักษาไว้ให้ดีก็พอ

ลูฟี่มีสโลแกนว่า ฉันมีชื่อว่ามังกี้ ดี ลูฟี่ คือชายที่จะก้าวข้ามพวกแกและขึ้นเป็นราชาโจรสลัด อะไรคือสโลแกนของจูน อิทธิพล

สโลแกนของพี่เหรอ ไปให้สุดแล้วหยุดที่ครอบครัว มันอยู่ในเฟซบุ๊กของกูเอง (หัวเราะ)

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชมรมรัก คลับมหาสนุก

“พี่ถามจริง ๆ เอาแบบเปิดใจคุยกัน เด็ก ๆ สมัยนี้ทำไมถึงอยากเป็นนักพากย์” เขาถามกลับในตอนที่เราทุกคนผลัดกันโยนคำถามจนหมดมุก

“ผมไม่ได้อยากเป็น” 

“มึงเลี่ยงคำตอบ” แล้วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทีมงานยอมตอบว่าอยากเป็นเพราะเท่ บวกกับมีเพื่อนยุว่าเสียงใช้ได้

“เพื่อนมึงหยอดยาพิษซะแล้ว”

หากใครยังคิดว่าอาชีพนักพากย์เป็นกันได้ง่าย ๆ คำแนะนำ (ที่ดูจะเป็นคำเตือน) ต่อไปนี้จากอาจารย์ของคุณ อาจทำให้หลายคนร้อน ๆ หนาว ๆ

“มึงจะต้องเจอกับคำติฉินนินทา การทิ่มแทงกันจากข้างหลัง การเลื่อยขาเก้าอี้ การทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มึงก้าวผ่านเขาไปได้ มึงต้องแน่จริงและมั่นคงพอ ต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่สนใจมัน มุมานะ แล้วมานั่งดูตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราผิดอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไหม มันจะช่วยทำให้มึงถีบไอ้พวกเวรนั่นลงมาเอง

“ทำตัวเองให้ดีเท่านั้นพอ ทำงานทุกวันให้แม่งเหมือนเป็นงานสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้มันจะดีกว่าเดิม ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่

“ลองคิดดู หนังหรือละคร มันมีเยอะจริง แต่นายจ้างที่ไม่มีคุณภาพทางด้านความคิด เขาก็จะไม่ใช้ของที่มันมีคุณภาพ เขาจะโยนงานพวกนี้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งกำลังเติบโตมา กลายเป็นการตัดราคากันเอง ทำงานมา 20 ปี เงินเดือนไม่ขึ้นเลยมันเป็นไปได้ไหม 

“ขอมีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่กูได้ร่ำเรียนมาซะบ้างเถอะว่ะ อย่าทำให้ครูบาอาจารย์ของกูต้องมานั่ง โอโห จูนมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย กูอายนะ”

ทัศนคติที่นักพากย์ทุกคนต้องมี คือต้องรู้ก่อนว่าคุณทำงานอะไร ทำให้ใครดู คุณจะดูเองหรือให้ผู้ชม ต้องยอมรับคำติเตียนและแก้ไขให้ได้ คนส่วนใหญ่จะรับตรงนี้ไม่ค่อยได้และตายไปเพราะบ่วงความคิดของตัวเอง พี่จูนเน้นย้ำว่า คุณต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ 

“การพากย์มันเป็นเรื่องครูพักลักจำจริง แต่ต้องใช้เสียงตัวเองเป็นหลัก ไม่งั้นเขาไม่จำคุณหรอก คุณจะละลายหายไปกับสายลม เพราะคุณเสียงเหมือนคนอื่น เขาไปจำคนต้นแบบนู่น 

“การมีเสียงเหมือนกันถือเป็นกรรม ธรรมดาจะแสตนด์เอาต์ในวงการก็ยากพออยู่แล้ว นี่มึงต้องปีนสองชั้นเพื่อให้ข้ามผ่านเสียงตัวเองขึ้นไปอีก พี่บอกเลย วิบากกรรมชัด ๆ

“ถ้าคำสัมภาษณ์พี่มันจะมีประโยชน์บ้าง จงเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องสนใจว่า ฉันต้องพากย์นางเอก พระเอก มีตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้ามึงอยากเป็นนักพากย์จริง นั่นมึงอยากเป็นพระเอกน่ะสิ 

“อยากเป็นนักพากย์ก็ต้องพากย์ได้ทุกอย่าง ทุกตัว เผลอ ๆ ต้องทุกประเภทของการใช้เสียงด้วยซ้ำไป

“ยกเว้นไว้อัน การร้องเพลง กูยอมจริง ๆ ไม่ไหวว่ะ”

เคยร้องแล้วเหรอ

“โอ๊ย เพื่อนบอกมึงอย่าร้องดีกว่า” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load