​โซฟีลีน​ เจียม​ ชาร์ปิโร​ (Sophiline Cheam Shapiro) คือผู้รอดชีวิตจากการสังหารโหดของเขมรแดง เธออายุ 8 ขวบเมื่อทั้งครอบครัวย้ายไปอยู่ชนบทเพื่อหนีสงครามกลางเมือง 

พ.ศ. 2518 – 2522 เขมรแดงหรือกองทัพแห่งชาติกัมพูชาประชาธิปไตยยึดครองกัมพูชา ด้วยอุดมการณ์สังคมนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่สุดโต่ง พวกเขาลบช่องว่างทางชนชั้นด้วยการกวาดต้อนผู้คนมาใช้แรงงานและกำจัดทิ้ง ปัญญาชน ครู พระสงฆ์ ทหาร ข้าราชการ พ่อค้า และผู้คนนับล้านถูกประหาร

90 เปอร์เซ็นต์ของศิลปินกัมพูชาทุกแขนง ไม่ว่านักดนตรี นักเต้น นักเขียน จิตรกร ฯลฯ ถูกกำจัดไปจากแผ่นดิน

หลังเขมรแดงหมดอำนาจ กัมพูชาต้องการฟื้นฟูประเทศอย่างเร่งด่วน ปีถัดมา School of Fine Arts ในพนมเปญจึงเปิดประตูต้อนรับเด็กๆ ให้เรียนรู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมกัมพูชา

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

โซฟิลีนคือหนึ่งในเด็กหญิง 111 คนที่เข้าไปเป็นนักเรียนนาฏศิลป์รุ่นแรกของโรงเรียน เธอเป็นลูกหลานครูนาฏศิลป์ ลุงของเธอเป็นศิลปินแห่งชาติที่ต่อมากลายเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ผู้หญิงคนนี้เป็นนักเต้นคนสำคัญที่ขับเคลื่อนนาฏศิลป์กัมพูชา ในยามสรรค์สร้างชาติบ้านเมืองขึ้นอีกครั้ง เธอย้ายไปอยู่อเมริกา อุทิศเวลาให้การสอนนาฏศิลป์แก่ชาวกัมพูชา-อเมริกัน เช่น Prumsodun Ok ผู้ก่อตั้งคณะนักเต้นเกย์คณะแรกในกัมพูชา แม่ครูคนนี้ยังสร้างสรรค์ผลงานจนได้รับรางวัลมากมายและเดินสายแสดงผลงานไปทั่วโลก ผลงานดังของเธอคือละครรำแบบรัดเครื่อง ที่ดัดแปลงจากเรื่อง Othello ของเชกสเปียร์ 

ปัจจุบันเธอกลับมาตั้งรกรากที่กัมพูชา และพัฒนาสถาบันศิลปะกัมพูชาแบบไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อสร้างศิลปินกัมพูชารุ่นใหม่ในวิถีสากล เดือนมกราคมที่ผ่านมา เธอเป็นศิลปินหญิงหนึ่งเดียวที่ได้รับเชิญมาแสดงโชว์เคส รามเกียรติ์ และเปิดสอนเวิร์กช็อปนาฏศิลป์ที่ โรงละครช้าง ซึ่งเปิด Rama’s House Open Studio ให้ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก
Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

รามายณะ วันนั้นสนุกและแปลกมาก พระรามเป็นชาวเมียนมา หนุมานอินโดนีเซียน นางสีดาชาวกัมพูชา ทศกัณฐ์ชาวไทย และมีพิธีกรดำเนินรายการเป็นชาวไทยกับชาวไต้หวัน เนื่องจากโรงละครนี้ไม่มีม่าน เราจึงได้ดูทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของสุดยอดนักเต้นชาวอาเซียน 4 ประเทศ 

บรรยากาศคึกคักน่ารักเมื่อคนรักนาฏศิลป์มารวมตัวกัน ชวนให้ตั้งคำถามว่าทั้งที่อยู่ใกล้กัน มีวัฒนธรรมที่แบ่งปันร่วมกัน ไฉนเราแทบไม่รู้จักเพื่อนบ้านของเรา ซ้ำยังขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะข้อพิพาทเรื่องนาฏศิลป์ระหว่างชาวไทยและชาวกัมพูชาที่คุกรุ่นตลอดมา ทั้งที่ทุกวันนี้ศิลปะโลกยุคโพสต์โมเดิร์นก้าวข้ามพรมแดนและรูปแบบนานาไปไกลโข 

หลังการแสดงจบ เรานั่งลงคุยกับโซฟิลีน มีเสียงบทสวดละหมาดจากมัสยิดย่านประชาอุทิศดังประกอบเรื่องราวพหุวัฒนธรรม

ไม่ได้คุยกันว่าใครมีสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเหนือศิลปะ แต่เปิดใจทำความรู้จักบรมครูศิลปินจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ขับเคลื่อนนาฏศิลป์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอด 30 ปี

การเป็นนักเรียนนาฏศิลป์รุ่นแรกของ School of Fine Arts ที่พนมเปญเป็นอย่างไร 

เมื่อยุคเขมรแดงจบลง ช่วง ค.ศ. 1980 – 1981 เป็นต้นมา เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมกัมพูชากลับมาอีกครั้ง คนที่รอดชีวิต ผู้เชี่ยวชาญการรำตัวยักษ์ ตัวพระ และตัวนาง นักเต้นจากในวัง รวมถึงลุงของฉันกลายเป็นครู ศิลปินจากยุค 1930 – 1960 ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ และถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่ค่ะ 

ละครกัมพูชาแสดงโดยหญิงล้วน ทั้งตัวพระ ตัวนาง และยักษ์ ยกเว้นลิงที่เปลี่ยนมาใช้ผู้ชายแสดงแทน เพราะว่าแสดงกายกรรมหรือเล่นฉากขำขันได้ดีกว่า ตอนแรกฉันเรียนตัวพระและตัวยักษ์ แต่ว่าตัวไม่สูงขึ้นสักที (หัวเราะ) ครูก็เลยแนะให้เปลี่ยนมาเรียนตัวนาง 

ฉันเริ่มเรียนรำตอนอายุ 12 – 15 ปี ถือว่าช้า เพราะตามปกติต้องให้เริ่มเรียนตั้งแต่ 6 – 8 ขวบ แต่เพราะช่วงนั้นต้องสร้างคน รุ่นฉันมีเด็กหลายช่วงอายุ ทั้งคนที่ผ่านการสอบคัดเลือก คนที่สนใจ ลูกหลานของศิลปินที่ตายไปแล้ว

สิ่งที่เราเรียนคือทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของนาฏศิลป์กัมพูชา เรียนประวัติศาสตร์ ความสำคัญ และการรำ ทั้งแบบดั้งเดิมและการสร้างท่วงท่าใหม่ พอถึงช่วงมัธยมปลายเราก็เรียนและสอบการรำประกอบบทร้อง รามเกียรติ์ และตำนานปรัมปราต่างๆ 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ต้องใช้เวลาฝึกนานแค่ไหนถึงจะเป็นนักเต้นมืออาชีพ 

เก้าปีค่ะ สามปีแรกเรียนเทคนิค สามปีต่อมาเรียนการผสานเทคนิคกับอารมณ์ และสามปีสุดท้ายฝึกการแสดงและทำความเข้าใจตัวละครจนแสดงได้ 

ยุคนั้นการเรียนการสอนค่อนข้างลำบาก แทนที่จะมีวงดนตรีสด เราต้องร้องทำนองเอง จะ โจง จะ ทิง ทิง โจง แล้วค่อยประสานกับจังหวะกลองทีหลัง เทปเพลงก็ไม่มี แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีช่วยให้ง่ายขึ้น 

สมัยก่อนครูดุมากด้วย เห็นรอยนี่มั้ยคะ (ชี้รอยแผลเป็นที่ไหล่) ฉันต้องตั้งวงแล้วกดไหล่ลงมา แต่ทำไม่ได้ ครูเลยเอาเล็บจิกตรงนี้ เลือดไม่ไหล แต่เป็นรอยถึงตอนนี้ สมัยก่อนครูชอบใช้เล็บหยิกและจิกให้จำท่าสำคัญๆ ให้ได้ เพราะว่ามันยากและเครียดมาก บางครั้งครูก็หมดความอดทนกับเรา

ถึงจะมีรอยแผลเป็นถึงทุกวันนี้ ฉันก็ซึ้งใจที่ครูตั้งใจสอน ตั้งใจเคี่ยวเข็ญให้ฉันเป็นนักเต้นที่ดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีหยิกแล้วนะ ครูรุ่นใหม่ๆ ต้องเรียนวิชาการสอนและเปลี่ยนมาใช้วิธีสอนที่นุ่มนวลและให้กำลังใจนักเรียนมากขึ้น 

คุณตัดสินใจไปเรียนนาฏศิลป์เอง หรือที่บ้านพาไปสมัคร

บางคนที่มาเรียนเคยเห็นการแสดงสดหรือดูจากโทรทัศน์ เด็กผู้หญิงหลายคนอยากเรียนรำมาก แต่ไม่รู้ว่าอยากเป็นนางรำอาชีพรึเปล่า บางคนครอบครัวพามาเพราะเป็นครอบครัวศิลปิน และอยากให้ลูกเรียนรู้ศิลปะของกัมพูชา 

ฉันเรียนเพราะว่าชอบนาฏศิลป์ พอได้เรียนแล้วรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกว่าชีวิตของฉันได้เชื่อมต่อกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเขมรโบราณ ทำให้ได้ทักษะและภาษาศิลปะ ซึ่งทำให้ฉันสร้างงานงานศิลป์ร่วมสมัยได้ อีกอย่างคือเวลารำแล้วรู้สึกสวยสง่าค่ะ ภูมิใจที่เกิดเป็นผู้หญิงกัมพูชาแล้วรู้จักการร่ายรำ เหมือนนางอัปสรที่กำแพงนครวัด ฉันตั้งใจเป็นนักเต้นอาชีพ

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก
Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ทำไมคุณถึงย้ายไปอเมริกา

ฉันได้เจอผู้ชายคนหนึ่งชื่อ จอห์น ชาร์ปิโร (​John Shapiro) (ยิ้ม) เขาเป็นพี่ชายของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำปริญญาเอกเรื่องยุคฟื้นฟูวัฒนธรรมหลังเขมรแดง จอห์นมาเยี่ยมเธอที่กัมพูชา เราได้เจอกันอีกที่แคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ตอนฉันไปทัวร์การแสดงใน ค.ศ. 1990 ศิลปินสามสิบสองคนจากโรงเรียนไปทัวร์การแสดงสิบสองเมืองในอเมริกา โดยเริ่มจากแคลิฟอร์เนีย 

ตอนนั้นเรารู้แล้วว่าเรามีใจให้กัน เขาขอฉันแต่งงานและอยู่กับเขาที่นั่น ฉันบอกให้เขามาขอฉันกับแม่ ให้เราได้แต่งงานกันตามธรรมเนียมกัมพูชาก่อนค่ะ

หลังแต่งงานกัน พวกเราไปฮันนีมูนที่นครวัด เสียมราฐ วันที่กลับฉันโบกมือลานครวัด เศร้ามาก คิดว่าตัวเองเป็นเหมือนใบไม้ที่หล่นจากต้น ต้องแห้งกรอบผุพังแล้วก็หายไป ฉันคิดด้วยซ้ำว่าอาจไม่ได้กลับมาที่กัมพูชาอีกแล้ว หรือถ้าจะกลับคงยากมาก ครูบาอาจารย์สอนฉันมาสิบปี พวกเขาคาดหวังให้ฉันอยู่กัมพูชาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของพวกเขา แต่ฉันได้เจอจอห์นและออกมา รู้สึกผิดมากที่ทิ้งความรับผิดชอบ

แต่คุณและสามีก็ไปก่อตั้งโรงเรียนสอนนาฏศิลป์ Khmer Arts Academy ที่แคลิฟอร์เนีย

จริงๆ ตอนที่อยู่ลอสแอนเจลิส มีตัวเลือกว่าทิ้งการเต้นแล้วไปเรียนพยาบาล บัญชี หรืออย่างอื่นดีไหม แต่พอไปแคลิฟอร์เนีย ฉันก็ตระหนักว่านาฏศิลป์ยังอยู่กับฉัน มันทำให้ฉันยังเชื่อมต่อกับรากเหง้าของตัวเอง และทำให้ฉันมั่นใจในตัวเอง ฉันคิดว่านาฏศิลป์น่าจะช่วยเด็กๆ เหมือนกัน 

ด้วยความช่วยเหลือจากสามีและผู้คนที่ดูแลชุมชนชาวกัมพูชา ฉันเลยสอนนาฏศิลป์ให้เด็กชาวกัมพูชา-อเมริกัน พวกลูกหลานของชาวกัมพูชาที่ลี้ภัยไปอเมริกา แล้วก็แสดงตามเทศกาลต่างๆ ช่วงแรกต้องทำชุดแสดงเองด้วยนะคะ แต่หลังจากนั้นก็ซื้อชุดจากกัมพูชามาใช้

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ก่อนกลับมาอยู่กัมพูชา คุณสอนเด็กไปกี่คน

ตอบไม่ถูก เยอะมากค่ะ ฉันสอนอยู่สิบห้าปี ส่วนใหญ่สอนช่วงวันเสาร์อาทิตย์ และตอนวันธรรมดาก็สร้างการแสดงใหม่สำหรับแสดงตามเทศกาล บางทีก็สอนแค่คนเดียว แต่บางครั้งสอนทีเดียวเจ็ดสิบคน เหนื่อยมาก แต่ว่ามีความสุขที่เด็กๆ อยากเรียนรู้

เป้าหมายการสอนของฉันไม่ใช่การสร้างนักเต้นมืออาชีพเหมือนที่ครูสอนฉัน แต่คือการทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ จะอ้วนผอมสูงต่ำก็ไม่สำคัญ ฉันรับทุกคนมาเรียนโดยไม่คัดเลือก สิ่งสำคัญคือความเข้าใจการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม แต่บางคนก็กลายเป็นนักเต้นอาชีพจริงๆ อย่าง พรอม (พรอมสดัง โอค) เขาเรียนกับฉันที่ลองบีช แคลิฟอร์เนีย เวลานักเรียนแสดงความตั้งใจและทุ่มเทอย่างหนัก ฉันจะสอนบทเรียนยากๆ ให้พวกเขา แต่ไม่หยิกเขานะ (หัวเราะ) ฉันผลักดันให้พวกเขาซ้อมหนักและตั้งเป้าให้รำได้สมบูรณ์แบบ พรอมทำได้ดีและทะเยอทะยานที่จะสร้างคณะละครของตัวเอง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ศิลปะของเขา คนอื่นๆ ที่เรียนแต่เบื้องต้นก็กลายเป็นผู้ชม

ฉันเคยสอนเด็กปริญญาตรีที่ UCLA ด้วย ดังนั้น เด็กๆ ที่ไม่ใช่ชาวกัมพูชาก็เรียนได้ ที่ลองบีชก็มีชาวต่างชาติมาเรียนนะ ส่วนใหญ่เป็นนักเต้นที่มีพื้นฐานบัลเลต์ แจ๊ส หรือการเต้นแบบต่างๆ พวกเขาอยากรู้จักนาฏศิลป์กัมพูชาและมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ บางคนก็เลือกเรียนเพราะว่านาฏศิลป์กัมพูชาตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเขาเรียน บัลเลต์ยืนบนปลายเท้า แต่รำกัมพูชาใช้ส้นเท้า เขาก็อยากรู้จักและมองหาสิ่งที่คล้ายกันระหว่างการเต้นเหล่านี้ 

พออายุมากเข้า นักเต้นมักเต้นได้ดีขึ้นหรือว่าแย่ลง 

ทั้งดีขึ้นและแย่ลง ขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลตัวเองยังไง ความท้าทายของนักเต้นอายุมากคือสุขภาพ รูปร่างที่เปลี่ยนไป ตัวแข็งไม่อ่อนช้อย และความทรงจำที่แย่ลง แต่สิ่งที่มาพร้อมอายุมากคือความเข้าใจชีวิต ชีวิตที่ผ่านทุกข์สุขเป็นทรัพยากรที่ทำให้การแสดงลึกซึ้งและซับซ้อน 

นักเต้นอายุน้อยมีความยืดหยุ่นและความงดงาม นักเต้นรุ่นเดียวกับฉันผิวมีริ้วรอย ผมก็กลายเป็นสีเทา สมดุลร่างกายไม่ดีจนรำท่าเดิมไม่ได้ แต่เราทั้งได้และเสีย เพราะรู้ว่าร่างกายมีข้อจำกัด แต่อารมณ์และความเข้าใจตัวละครมีมากขึ้น 

เมื่อคุณเข้าใจชีวิต ความซับซ้อนของชีวิตจะเปิดโลกทัศน์คุณให้กว้างขึ้น ซึ่งนำมาใช้ในการแสดงได้ ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นแล้วแสดงเป็นคนมีความรัก คุณย่อมเข้าใจตัวละครได้ดีเพราะชีวิตมอบประสบการณ์ให้คุณ ดังนั้นนักเต้นอายุมากๆ ยังถ่ายทอดได้ แม้เทคนิคจะไม่เท่าเดิม 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

อะไรคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างนาฏศิลป์ไทยและกัมพูชา

ฉันไม่เคยเรียนนาฏศิลป์ในไทย เลยไม่แน่ใจนะคะ แต่ดูจากการแสดงทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง คิดว่าภาษาท่าเราเหมือนกัน ท่ารำที่ใช้มือสื่อสาร เช่น ไป มา สวย รัก เหมือนกัน แต่เท้าไม่เหมือน สังเกตว่ารำกัมพูชาจะต้องยกปลายเท้าขึ้น แต่ของไทยไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป แล้วก็ท่าตั้งวงของกัมพูชาจะเล็กกว่าของไทย (ลุกขึ้นมารำให้ดู) และการใช้ร่างกายก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว นาฏศิลป์กัมพูชาเริ่มจากการวางหัวไหล่ให้ถูกต้อง จัดร่างกายแล้วไล่ไปให้ความสำคัญที่สีหน้า ดวงตา ปาก ไปจนถึงปลายเท้า

ที่พูดมาทั้งหมดไม่รู้ว่าถูกมั้ย จริงๆ น่าจะมีการคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง

คนไทยมักพูดว่าอยากอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย แต่ชีวิตประจำวันกลับไม่สนใจดูนาฏศิลป์ คนดูส่วนใหญ่กลับเป็นคนต่างชาติ ที่กัมพูชามีปัญหานี้เหมือนกันไหม 

เห็นด้วยค่ะ แต่ก็แล้วแต่ศิลปินด้วย บางคนก็ขายบัตรหมดตลอด การแสดงของฉัน A Bend in the River ใน ค.ศ. 2014 แสดงสามวันก็ขายบัตรหมด แต่ไม่ใช่ทุกโชว์ที่มีคนดู คนคิดว่านาฏศิลป์อีกแล้ว น่าเบื่ออีกแล้ว 

คนดูบอกว่าเขามาดูงานฉัน เพราะงานทำให้เขารู้สึกมีส่วนร่วม เวลาดูคณะอื่นแล้วไม่รู้สึกแบบนั้น ส่วนตัวฟังแล้วก็แอบดีใจ แต่ในฐานะศิลปินกัมพูชา รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะจริงๆ ก็อยากให้ผู้ชมสนุกกับการแสดงของทุกคณะ ไม่ใช่แค่งานของฉัน 

ตอนนี้คณะนักเต้นต้องหาวิธีสร้างงานที่สื่อสารกับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นงานแบบดั้งเดิมหรืองานร่วมสมัย ทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วม ทำให้เขาสนใจ เพลิดเพลิน เรียนรู้บางสิ่ง และมองเห็นความคิดสร้างสรรค์ของนักเต้น ความท้าทายที่เรามีร่วมกันคือทำยังไงให้คนท้องถิ่นไปโรงละคร 

UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนนาฏศิลป์กัมพูชาเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หมายความว่าคนสนใจรูปแบบศิลปะ แต่รูปแบบจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีศิลปิน และศิลปินก็อยู่ได้เพราะการสนับสนุนจากผู้ชม โดยเฉพาะผู้ชมที่ซื้อตั๋วเข้าชม ถ้าขึ้นทะเบียนไว้แล้วไม่ทำอะไรเลย นาฏศิลป์ก็จะตาย ถูกไหมคะ 

ถ้านักแสดงอยู่ด้วยทุนสนับสนุน แล้วเปิดการแสดงให้ชมฟรี แบบนั้นก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน สิ่งที่เราต้องการคือการจัดการสถานการณ์ให้ศิลปะทุกแขนง รูปแบบจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับผู้ชมท้องถิ่นนี่ล่ะ การซื้อตั๋วดูละครเป็นความรับผิดชอบของผู้ชม ถ้าคุณไม่รำ ก็มาดูคนที่รำ สนับสนุนคนรำ เพราะเราไม่ได้รำแค่เพื่อตัวเอง แต่เราทำเพื่อแบ่งปัน

ระหว่างการแสดง คุณพูดว่าอยากให้เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน หมายความว่าอย่างไร

การที่ประเทศอาเซียนรวมตัวกันทางการเมืองฟังดูเป็นเรื่องที่ดี แต่ฉันรู้สึกว่ามันไม่จริงค่ะ ข้างในทุกประเทศต่างมีความรู้สึกชาตินิยม และความไม่พอใจเพื่อนบ้านรอบข้าง โดยเฉพาะเรื่องนาฏศิลป์ หลายครั้งก็เจอคำพูดไม่ดี 

ตอนทัวร์การแสดงที่อเมริกา ค.ศ. 1990 ขากลับก็แวะกรุงเทพฯ อยู่หลายวัน ฉันไม่อยากออกไปเที่ยวเลย ทุกคนออกไปเที่ยวเล่น แต่ฉันแค่อยู่ในห้องที่โรงแรม เพราะรู้สึกว่าถ้าออกไปจะถูกทำให้อับอาย และใน ค.ศ. 1998 ที่อเมริกา ฉันและสามีจัดการแสดง รามเกียรติ์ เราเชิญนักแสดงจากอินเดีย อินโดนีเซีย ไทย และกัมพูชา รวมหกคณะมาแสดงต่อกัน สิ่งแรกที่คณะนักแสดงไทยพูดกับฉันหลังทักทายกันคือ เธอรู้มั้ยว่านาฏศิลป์กัมพูชามาจากประเทศไทย 

เวลาไปแสดงตามที่ต่างๆ ฉันรู้สึกว่ามีความตึงเครียดระหว่างชาวไทยและกัมพูชา ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างเรามีมายาวนาน คนกัมพูชาเจ็บช้ำในสิ่งที่คนไทยเคยทำ แต่ฉันก็มั่นใจว่าตอนที่ขอมเรืองอำนาจ ก็คงข่มเหงชนชาติอื่นเหมือนกัน แต่เราควรเข้าใจว่าในอดีตผู้เข้มแข็งย่อมเอาเปรียบผู้อ่อนแอ 

ในฐานะคนกัมพูชา ฉันมีชีวิตผ่านสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉันรู้ว่าความหิวเป็นอย่างไร และฉันก็ได้เห็นครูอาจารย์ฟื้นฟูนาฏศิลป์และวัฒนธรรมกัมพูชากลับมาอีกครั้ง ฉันได้ลิ้มรสทั้งความเจ็บปวดและความภูมิใจ และคิดว่าพอทีกับความเกลียดชัง 

เราควรก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้ ปล่อยวางเรื่องชาตินิยมบ้าง และปฏิบัติตัวกับชนชาติอื่นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คนไทยพยายามมีชีวิตรอด เติบโต และพัฒนาประเทศให้มากที่สุด คนกัมพูชาก็เหมือนกัน ทุกประเทศต่างบอบช้ำ ดังนั้นเราต่างพยายามพัฒนาระบบการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ การเมือง และทุกๆ ด้าน เราน่าจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความเครียดที่น้อยลง เป็นเพื่อนบ้านที่สนับสนุนกันมากขึ้น ของดีๆ หลายอย่างที่คนกัมพูชาชอบก็นำเข้าจากเมืองไทยมามากมายค่ะ

นาฏศิลป์และวัฒนธรรมกัมพูชาเติบโต นักเต้นกัมพูชาพยายามอย่างดีที่สุดที่จะแสดงเอกลักษณ์ของชาติตัวเอง และนักเต้นชาวไทยก็เช่นกัน เรากำลังทำสิ่งเดียวกัน นาฏศิลป์เป็นความภูมิใจของเราและของชาติเหมือนกัน แล้วทำไมเราถึงสนับสนุนกันไม่ได้ล่ะ 

หวังว่าสิ่งที่ฉันทำที่นี่จะช่วยให้เราเข้าใจกัน เคารพกัน และเห็นคุณค่ากันมากขึ้น การมีนาฏศิลป์ทั้งไทยและกัมพูชาย่อมดีต่อโลกใบนี้มากกว่ามีการเต้นแค่แบบเดียว ถูกมั้ยคะ 

Sophiline Cheam Shapiro ผู้รอดจากสงครามเขมรแดง แม่ครูกัมพูชาที่พานาฏศิลป์ไปทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูลจากศาสตราจารย์พรรัตน์ ดำรุง

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

หลงทางเสียเวลา หลงรักงานม็อคอัพขึ้นมา ผมไม่เคยเสียใจ

บ่าว-สมพงศ์ อินทร์ศวร ไม่ได้กล่าว…

แต่เราสัมผัสได้ถึงความรักและความใส่ใจที่เขามีให้กับการทำมาสคอต ม็อคอัพ และงาน Mechanic ทุกชิ้นที่วางกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของ ‘BAAN MOCK UP’ ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังโฆษณามากกว่า 1,500 ตัว ตลอดเวลา 15 ปี หนึ่งในโฆษณาที่คุณเคยเห็นผ่านตาอาจเป็นผลงานของพวกเขา

ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจอกสีส้มสุดหล่อจากโฆษณาซื้อรถมือสอง CARS24

(ชมเบื้องหลัง) 

โจโจ้ (จิงโจ้) และโคโค่ (โคอาล่า) ชวนคนเหงาซื้อตั๋วท่องเที่ยวจาก AirAsia

(ชมเบื้องหลัง) 

หรือน้าค่อมในชุดจิ้งจกกลับชาติมาเกิดจาก Car4Cash

Car4Cash – Dir.Teerapol (Ae) from Suneta House on Vimeo.

(ชมเบื้องหลัง) 

ก็ล้วนเป็นผลงานที่ BAAN MOCK UP ร่วมกันผลิต

พวกเขาถือเป็นกำลังสำคัญเบื้องหลังที่ขาดไม่ได้ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

ครั้งนี้ The Cloud เดินทางมาเยือนซอยพหลโยธิน 48 เพื่อให้เจ้าของกิจการเปลือยเบื้องหลังการทำงานแสนสนุก ท้าทาย และ ปวดหัวให้ฟัง เริ่มตั้งแต่สมัยที่ยังหาตัวเองไม่เจอ จนถูกดึงเข้าวงการโฆษณา ศึกษาระบบ Mechanic จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำให้ทุกสิ่งขยับได้ราวกับมีชีวิต

กระทั่งถึงวันที่เตือนรุ่นน้องในวงการให้ ‘หนีไป’ หากใจยังไม่พร้อม

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

01
เราเด็กบ้าน ๆ

บนโต๊ะทำงานท่ามกลางสถานที่เปิดโล่ง มีหัวตุ๊กตาสีดำ 5 หัวที่ยังไม่ได้คลุมขนสัตว์วางอยู่ พร้อมรีโมตควบคุมระยะไกล 5 ตัว เราหยิบมันขึ้นมาด้วยความซน เห็นแล้วอยากคัฟเวอร์เป็นเซียนรถบังคับในการ์ตูนสมัยเด็ก

“ตอนผมเด็ก ผมไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้ เพราะไม่มีเงิน ส่วนตอนนี้ก็เล่นไปเลยสิ! เดี๋ยวผมต่อแบตเตอรี่ให้ดู”

เขาหาแหล่งพลังงานก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณฝ่ามือมาติดตั้งให้หัวม็อคอัพขยับได้ มันมีสายสีแดงระโยงระยางเต็มไปหมด เหมือนระเบิดที่เคยเห็นในหนังแอคชัน

บ่าวหยิบรีโมตขึ้นมาบังคับ เลื่อนคันโยกทางซ้าย ปากอ้าตามคำสั่ง เลื่อนคันโยกทางขวา หูกระดิก ตากะพริบตามประสงค์ นี่คือเวทมนตร์ของการช่างชัด ๆ

แต่กว่าเจ้าตัวจะก้าวมาถึงจุดที่ดลบันดาลให้กลไกทำงานได้อย่างไม่ติดขัด เส้นทางด้านเครื่องจักรกลของเขาเรียกว่าเริ่มจากศูนย์ ส่วนความเกี่ยวข้องกับวงการโฆษณาก็คงถึงขั้นติดลบ

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

หนุ่มสงขลา บ้านอยู่หาดใหญ่ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกเพื่อร่ำเรียนปริญญาตรีสาขาวิชาจิตรกรรมที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี หลังจบการศึกษา เขาเดินทางค้นหาตัวเองอยู่ 2 ปี รับจ้างสร้างม็อคอัพตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ทำงานให้ Simon Cabaret ที่เชียงใหม่และภูเก็ต รับหน้าที่เซ็ตฉากสุดอลังการรองรับนางฟ้าคาบาเรต์ พร้อมม็อคอัพประกอบฉากในธีมจีน อียิปต์โบราณ จนถึงกรีก-โรมัน ไหนจะทำภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สายพันธุ์ไทยแท้เรื่อง เหยี่ยวพิฆาต ในยุคที่หนังแผ่นรุ่งเรือง ทำให้เขาได้พบพานกับหุ้นส่วนคนปัจจุบันอย่าง แชน-บริรักษ์ ชะบางบอน

หน้าที่ของเขาในวันนั้นคือการทำม็อคอัพชุดเกราะ หน้ากาก ปืน และดาบประกอบฉาก บ่าวอธิบายว่า พร็อพและม็อคอัพมีความต่างกันอยู่ โดยพร็อพหยิบยืมหรือซื้อมาได้ แต่ม็อคอัพคือสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นโดยเฉพาะ

“ตอนนั้นขอแค่มีงาน ใครจ้างก็ไปหมด ไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ ผมรับทำสัตว์ประหลาดช่วงแรกได้ตัวประมาณ 2,000 – 3,000 บาท พอเสร็จงานก็ไปกินเคเอฟซีกัน นั่นคือความฝันสูงสุดในตอนนั้น” เขาว่า

หลังหนังฉาย ยอดขายไม่เป็นไปตามที่ต้องการ จึงเกิดการเลิกจ้าง

ชีวิตของเขามาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อบ่าวและแชนรวมกลุ่มกันเป็นทีมในเวลาที่ประจวบเหมาะ เมื่อมีงานโฆษณาเข้ามา เขาหยิบภาพเก่าสีซีดจางมาให้ดู

“ภาพนี้ถ่ายตอนทำโฆษณาชิ้นแรกเป็นขบวนการ โจ๋ Ranger ของ DTAC ทางนั้นออกแบบมาให้เรียบร้อย หน้าที่ของเราคือ คิดว่าจุดไหนควรใช้วัสดุอะไร ฟองน้ำ ไฟเบอร์ แล้วทำให้เกิดขึ้นจริง

“ตอนที่เห็นโฆษณาที่ตัวเองทำครั้งแรกออกฉาย ดีใจมาก เพราะไม่เคยทำโฆษณามาก่อนเลยตั้งใจหาข้อมูลมหาศาลเพื่อศึกษาถึงสิ่งที่กำลังจะทำ เรียกว่าอิน แต่ตอนนี้มีไลน์ คนส่งข้อมูลให้มันก็สะดวกดี แต่เรายังตั้งใจทำให้ดีที่สุดเหมือนเดิม”

ก้าวเล็ก ๆ ของหน้าใหม่ในวันนั้น กลับกลายเป็นก้าวสำคัญที่ผลักพวกเขาขึ้นมาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของวงการในวันนี้ จากงานที่ได้มาเพราะการบอกเล่าปากต่อปาก อินเทอร์เน็ตทำให้กิจการเหล่านี้ไม่ถูกลืมเลือน หลังจากนั้นบ่าวก็ไม่ได้ออกจากวงการอีกเลย

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว
บ่าวและแชนทำงานโฆษณาชิ้นแรก โจ๋ Ranger จากค่าย DTAC

02
เราผลิต

สิ่งหนึ่งที่เห็นหลังเลื่อนดูผลงานที่เพจ BAAN MOCK UP คือความจริงที่พวกเขาผลิตงานออกมาอย่างมากมายและหลากหลาย อธิบายให้เห็นภาพได้ว่า มีตั้งแต่ช่องปากขยับได้ยันห้องคนขับเครื่องบิน ไดโนเสาร์ยันหมีแพนด้าร้องไห้ เอเลี่ยนยันพระพุทธรูป ไหนจะรับงานเย็บผ้าจนถึงสร้างหน้าผาจำลอง ทำโมเดลบ้าน งานปั้น งานไฟเบอร์ พ่นสี แกะโฟม เซ็ตฉาก บอดี้เพนต์ ทำชุด ตีกำแพง แกะลาย และ ย้อมผนัง

ทำเบื้องหลังขาย ตั้งแต่สินค้ายันหยาดเหงื่อของคนทำ

“ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด แต่ความท้าทายคือความสนุก งานจะดีถ้าเราสนุกไปกับมัน” นั่นคงเป็นเหตุผลที่ชายคนนี้ไม่ลาออกจากวงการเสียที เพราะเขาหลงรักในสิ่งที่ตนเองอยู่ด้วยตลอดเวลา

รายชื่อลูกค้าที่เคยใช้บริการทั้งทางตรงและผ่านเอเจนซี่ ไม่ว่าจะเป็น Shabushi, Daikin, Cannon, Dairy Queen, Mistine, SHERA, Amazon, Cathy Doll, Subaru, Tipco, Clinique, Heineken, Swensen’s, ยำยำ, เย็นเย็น, สก๊อต, โออิชิ, นมตราหมี, คามิลโลซาน, เถ้าแก่น้อย, ฟาร์มเฮ้าส์, นันยาง และอื่น ๆ อีกมากกว่า 1,500 ตัว คือเครื่องการันตีความช่ำชองและคร่ำหวอดในวงการ

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเริ่มปุ๊บจะเก่งปั๊บ บ่าวเล่าว่า โมเมนต์ที่โดนลูกค้าด่าก็มีเยอะ ผู้กำกับไม่พอใจก็มีแยะ ไหนจะบรีฟเอี้ยที่โผล่มานาน ๆ ครั้ง แต่ก็ทำเอาปวดหัวทุกรอบ

“ก็เจอบ้างที่คนในกองเขาไม่ได้คุยกันมาก่อน บางคนอยากได้อย่างหนึ่ง อีกคนอยากได้อีกอย่าง พอเราแก้งานไปมันก็ไม่จบ เพราะต้องแก้ไปแก้มา แต่สุดท้ายงานเหล่านั้นก็ผ่านมาได้ มันคือประสบการณ์”

(ชมเบื้องหลัง)

ชีวิตเกือบ 20 ปีในวงการโฆษณาทำให้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของโฆษณาเอง จากมาสคอตมากหน้าหลายตาและลูกเล่นที่ทำให้ผู้ชมยอมนั่งดูไม่เปลี่ยนช่องไปไหน กลับกลายเป็นการมองหาปุ่ม Skip ที่ซ่อนอยู่ตามมุมของจอมือถือ

“มันสนุกต่างกัน มาสคอตยุคนั้นทำให้เราจดจำ ยกตัวอย่าง หนอนชิเมโจได๋ เป็นงานของรุ่นพี่ที่รู้จัก เขาคือคนที่ใช้เซอร์โวมอเตอร์เป็นคนแรก พอหลัง ๆ มีคนรู้ว่าใช้วิธีไหน เขาก็ไปศึกษาแล้วก็ทำตาม ตัวผมเองก็ศึกษาจริงจังมาประมาณ 5 – 6 ปีแล้ว”

อธิบายให้ฟังโดยง่าย เซอร์โวมอเตอร์ (Servo Motor) คือส่วนสำคัญของการทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในงาน Mechanic ที่บ่าวและทีมงานภูมิใจนำเสนอ พวกเขานำสิ่งที่เรียกว่าเซอร์โวเข้าไปติดตามจุดที่อยากให้เกิดการเคลื่อนไหวในตัวม็อคอัพ เช่น กะพริบตา สั่นหู ขยับปาก ซึ่งเซอร์โวมีพลังความแรงและความทนเพิ่มขึ้นตามราคา ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น โดยทำหน้าที่เป็นจุดส่งพลังงานไปยังกล้ามเนื้อให้ขยับไปมาตามที่ควบคุมผ่านรีโมต ไม่ต่างจากการบังคับรถหรือเครื่องบินของเล่น

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

“เราต้องคิดทั้งหมดว่าจะใช้เซอร์โวกี่ตัว แรงขนาดไหน ติดตรงไหนบ้าง งานที่ง่ายคือม็อคอัพที่ไม่มีคนอยู่ในนั้น เพราะจะติดเซอร์โวตรงไหนก็ได้ แต่ท้าทายหน่อยถ้าต้องทำให้คนสวมใส่ เช่น หน้ากาก เพราะพื้นที่ด้านในเหลือน้อยลง เลยต้องหาที่ติดที่พอดี อย่างไดโนเสาร์ตัวนี้” 

เรามองไปที่ไดโนเสาร์ที-เร็กซ์ตัวหนึ่งที่เก็บไว้นานจนฝุ่นเกาะ นั่นคือผลงานชิ้นแรกและชิ้นใหญ่ที่สุดที่บ่าวเคยทำ 

“จริง ๆ มี 2 ตัว อันนี้เป็นงานของ Colgate ประเทศอินเดีย มาจ้างคนไทยทำ แต่เอาไปฉายที่อินเดีย ที่เป็นแบบนั้นเพราะคนไทยฝีมือดีมากและค่าจ้างถูก ตอนเขาเห็นผลงานเขาก็ว้าวนะ แค่หัวไดโนเสาร์ติดเซอร์โวไป 6 ตัว เพราะต้องใช้แรงขยับมาก แต่ชิ้นนี้ใช้ทั้งกลไกและมีคนอยู่ข้างในเพื่อให้ไดโนเสาร์เดิน ถ้าใช้ Mechanic ทั้งหมดราคาจะแรงเกินไป นี่ราคาขนกลับอินเดียก็แพง เขาเลยเอาไว้ที่นี่

“นอกจากต้องคำนวณพลังเซอร์โวให้พอต่อการขยับแล้ว ต้องคำนึงด้วยว่า พอติดผิวหนังชั้นนอกหรือพวกขนสัตว์ลงไป จะมีแรงต้านที่ทำให้การขยับติดขัดหรือไม่ จากที่อ้าปากได้ 90 องศา พอติดขนปุ๊บอาจจะรั้งกลไกจนอ้าได้น้อยลง ก็ต้องดูจนกว่าจะเคลื่อนไหวได้สมบูรณ์”

(ชมเบื้องหลัง)

เราถามเขาว่าเรื่องเครื่องยนต์กลไกและไฟฟ้าต้องไปเรียนเพิ่มหรือไม่ เพราะดูไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานจิตรกรรมสักเท่าไหร่ คำตอบแรกของเขาคือ ต้องเรียนเพิ่ม ไม่น่าแปลกใจ แต่ส่วนขยายที่บอกว่า เรียนเองโดยไม่มีใครสอนและใช้วิธีครูพักลักจำมา คือสิ่งที่ทำให้เราอึ้ง

“สมัยก่อนมีพี่ในทีมคนหนึ่งที่ทำเรื่อง Mechanic ตัวผมเองมีความสนใจอยู่แล้วก็เลยดู ๆ เขาทำ ช่วงแรกรับงาน ถ้าทำไม่เป็นก็ไปจ้าง พอมียูทูบเข้ามาก็เปิดดู เรียนรู้เอาเอง ผมว่ามันเป็นความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้งานของเราพัฒนาขึ้นตลอด 15 ปีที่ผ่านมา”

ความสนใจเรียนรู้ของบ่าวเพิ่มพูนจนถึงขั้นดูหนังไม่สนุก เพราะต้องคอยนั่งมองว่านั่นคือ CG หรือม็อคอัพ แล้วถ้าม็อคอัพเริ่ดจนเหมือน CG ทีมงานเบื้องหลังทำได้อย่างไร เขาต้องมานั่งถอดรหัสจนไม่มีเวลาเพลิดเพลินกับเนื้อเรื่องใด ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ภาพยนตร์ก็คือตัวกลางที่ทำให้เขาได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเจ้าพ่อเทคนิคพิเศษ สแตน วินสตัน (Stan Winston) ผู้สร้าง Animatronic Dinosaur (ไดโนเสาร์ที่เคลื่อนไหวได้) อย่าง T-rex robot ในภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park (1993)

“สแตน วินสตัน คือปรมาจารย์ เป็นเทพ งานของเขาคือที่สุด เราเทียบชั้นไม่ได้ตั้งแต่เรื่องอุปกรณ์ แต่เราก็ให้เขาเป็นอาจารย์เพื่อพัฒนาตัวเอง” ศิษย์จากแดนไกลกล่าว

เบื้องหลังงานม็อกอัพโฆษณามากกว่า 1,500 ตัวของ 'BAAN MOCK UP' ที่หมายมั่นให้ช่างฝีมือทุกคนทำได้ทุกตำแหน่ง

03
CG vs Mock up

สำหรับบ่าว หากเขาต้องการความท้าทายในชีวิตคงไม่ต้องไปกระโดดบันจี้จัมพ์หรือปีนผา เพราะงานโฆษณาคือสิ่งที่ท้าทายชีวิตไม่เคยเปลี่ยน และกราฟของมันก็ไม่แปรผันตามงบที่ลดลงทุกปี จากงบ 7 หลักในยุครุ่งเรือง สู่สภาวะงบน้อย แต่งานต้องได้เหมือนมีงบหลักล้าน

อย่างไรก็ตาม บ่าวเชื่อว่าทุกอย่างมีขึ้นย่อมมีลง หมุนวนเป็นวงจร สักวันงานโฆษณาอาจมีเม็ดเงินสะพัดเหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อน

“กลไกทำให้งานสมจริงมากขึ้น แต่สมัยนี้ลูกตาก็อาจจะไปทำ Post Production เอา ถ้าเขาใช้ CG ทั้งหมดแน่นอนว่าแพงมาก เป็นล้าน เวลาเราตีราคาม็อคอัพ ทำ Body อย่างเดียวไม่มีกลไกอาจจะหลักหมื่น พอใส่เซอร์โวเป็นหลักแสน ลูกค้าก็เลือกได้ว่าเอาอะไรบ้าง

“ในเมืองไทย CG นำห่างไปเยอะ แต่ของเมืองนอก CG และม็อคอัพเป็นงานที่ทำไปควบคู่กัน CG จะมาแทนงานม็อคอัพที่มันหนัก เดินวิ่งเองไม่คล่องตัว ส่วนของไทยจัดกราฟิกไปอย่างเดียวเลย ในแง่การแสดงบางทีก็ลำบาก เพราะเขาต้องใช้จินตนาการเยอะมาก หากเขามีม็อคอัพใส่ก็เหมือนเขาแต่งตัวเพื่อทำให้สมบทบาท ความโดดเด่นของมันจึงอยู่ที่จับต้องได้และราคาถูก”

บ่าวเล่าต่อว่า ความท้าทายของงานมักเพิ่มขึ้นเมื่อได้โจทย์เป็นการสร้างเหล่าสรรพสัตว์ เพราะสิ่งสำคัญคือ ‘ความเหมือน’ แต่สัตว์เครื่องยนต์จะไปสู้สัตว์จริงได้อย่างไร เขาจึงต้องฝึกฝนวิชาตาเปลือยให้มองสัตว์หน้าขนเป็นเนื้อเปล่าแบบไม่มีขนให้ได้

เบื้องหลังงานม็อกอัพโฆษณามากกว่า 1,500 ตัวของ 'BAAN MOCK UP' ที่หมายมั่นให้ช่างฝีมือทุกคนทำได้ทุกตำแหน่ง

“ต้องดูเพื่อให้รู้ว่ากล้ามเนื้อขยับอย่างไรจะได้ทำให้เหมือน งานสัตว์ต้องใช้เวลาเยอะ แต่พอได้เวลาน้อยต้องหาทางแล้วว่าทำอย่างไรให้ใกล้เคียงที่สุด ไปดูสัตว์จริงบางทีไม่มีให้ดู เราต้องไปดูในเว็บเอาว่ามันขยับอย่างไร แต่ความยากคือในวิดีโอจะเคลื่อนไหวและเราไม่ได้ปั้นทั้งขน เราต้องถอดขนเพื่อปั้นโครง ผมก็มองว่าหน้าสุนัขเป็นแบบนี้ ถ้าไม่มีขนจะเป็นอย่างไร การขยับเป็นอย่างไร”

เมื่อไปถึงหลังม่าน สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือ ให้นักแสดงจัดท่าทางให้สมกับเป็นสัตว์ โดยต้องเล่นใหญ่กว่าปกติเพื่อให้อินเนอร์ส่งผ่านขนหนาที่สวมอยู่

“จิ้งจกคือสิ่งที่เล็กที่สุดที่เคยทำ อยู่ในโฆษณาที่น้าค่อมเล่น นอกนั้นก็มีแพนด้า หมีกริซลี่ คิงคอง สิงโต หมาป่า เสือ ไดโนเสาร์ จิงโจ้ โคอาล่า หนอน ม้าลาย สัตว์ประหลาดแบบ Stranger Things ก็เคยทำ งานซีรีส์สัตว์ทะเล เต่า ปลา ก็มี มันเหมือนจริงขนาดที่ทีมงานอุ้มเอาขึ้นรถแล้วตำรวจหรือพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้ามาดู เพราะคิดว่าเราเอาสัตว์ทะเลกลับบ้าน (หัวเราะ)”

การเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรอบด้านตั้งแต่ทุนจนถึงทักษะ จากการแกะโฟมด้วยมือก็หันไปใช้ CNC (Computer Numerical Control) เครื่องจักรกลอัตโนมัติที่ทำให้ค่าแกะถูกลงและได้งานเร็วกว่า รวมถึงใช้ 3D Print ที่ผลลัพธ์นำไปใช้งานได้เลย เรียกว่าตอบโจทย์มากกว่าคนทำเอง 

แต่ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็ทำให้งานโฆษณาน้อยลง งานม็อคอัพน้อยลง บ่าวจึงต้องเตรียมทางออกอื่นไว้ให้ตนเองและทีมด้วย หนึ่งในนั้นคือการสร้างหัวสิงโตแขวนผนังขยับได้

“สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้ คือสิ่งที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้ เช่น CG ทำให้ภาพขยับ แต่จับต้องไม่ได้ ถ้ายังต้องการแบบที่จับต้องได้ก็เป็นหน้าที่ของเรา”

งาน Mechanic ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว กลไกใหม่เกิดขึ้นด้วยความคิดของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ยกตัวอย่าง ลามะตัวขนขาวปุกปุยจากแอปพลิเคชัน Klook เป็นการผสมรวมระหว่างแรงยนต์กับแรงคน บ่าวคิดสิ่งนี้เพื่อเป็นทางออกให้กับโฆษณาหลายตัว

“ตราบใดที่ยังไม่หยุดคิดก็ไปต่อได้อีก”

(ชมเบื้องหลัง)

04
หนึ่งคนทำได้ทุกอย่าง

กระบวนการทำงาน 1 ชิ้นเริ่มต้นจากการรับบรีฟ ต่อยอดไปยังวิธีการทำ การคัดเลือกวัสดุ การปั้น การหล่อโฟมด้านใน การวางกลไก และเก็บรายละเอียด ซึ่งทุกขั้นตอน ‘ยาก’ หมด หัวใจสำคัญจึงเป็น ‘ความใส่ใจ’ และ ‘ความอดทน’ ตั้งแต่ต้นจนจบ

“ตอนแรกแกะโฟม เราแกะไปให้มันออกมาเฉย ๆ แต่ระหว่างนั้นเราสังเกตว่าโค้งแบบไหน ลงมีดอย่างไร งานต่อไปคือการต่อยอดเพื่อพัฒนา มันทำให้เราเป็นคนละเอียดขึ้น

“พองานใช้เวลานานในการทำ เครียดด้วย ผมเลยได้ของแถมมาจากงานคือ เส้นเลือดในสมองตีบ ตอนนี้ต้องกินยา”

นอกจากตัวเขาคนเดียวที่ต้องดูแลทุกขั้นตอน พนักงานทุกคนที่นี่ต้องทำได้ทุกหน้าที่ ไม่ใช่แค่ทำ Mechanic อย่างเดียว โดยจุดประสงค์ที่อยากไปให้ถึง คือการที่ทุกคนมีความรู้รอบด้าน ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งมีความละเอียดและความเข้าใจ ซึ่งถือเป็นความสามารถที่ติดตัวไปตลอด 

ส่วนผลลัพธ์ของการสอนงานในปัจจุบัน คือเขามีช่างฝีมือที่ช่วยกันแบ่งเบาภาระงานได้

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว
เบื้องหลังงานม็อกอัพโฆษณามากกว่า 1,500 ตัวของ 'BAAN MOCK UP' ที่หมายมั่นให้ช่างฝีมือทุกคนทำได้ทุกตำแหน่ง

“จำนวนคนขึ้นอยู่กับสเกลงาน แต่ละคนมีหน้าที่ที่ดูแล ผมดูแลทุกอย่าง คิดวิธีการทำ ใส่เซอร์โว ดูคนปั้นว่าปั้นได้อย่างที่ต้องการไหม ส่วนพี่แชน เราเรียนห้องเดียวกันตอนปริญญาตรี เขาดูแลทุกอย่างแทนผมได้ หรืองานทำสี ก็ต้องช่วยกันดูว่าตรงกับที่ลูกค้าอยากได้ไหม งานทุกตำแหน่งสำคัญหมด ปั้น ลงสี เรซิ่น ไฟเบอร์ ต่อวงจร พอต่อเสร็จใส่ขน ต้องเป็นช่างตัดขน ต่อมาต้องเป็นช่างทำสี ทำไปจนจบ

“เราคิดว่าทำแล้วต้องทำให้ดี ดีตามที่ลูกค้าต้องการและใจเราอยากให้เป็น งานต้องใกล้เคียงความจริง 100 เปอร์เซ็นต์ หากไม่ดีแปลว่ามีข้อจำกัดหลายอย่าง อาจจะด้วยราคาหรือเวลา แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลของการไม่ทำให้เต็มที่ สำหรับผมต้องทำให้ดีที่สุด”

ความสนุกของเขาคือการคาดเดาไม่ได้ว่าวันไหนจะได้รับโจทย์อะไร แต่ละงานไม่เหมือนกัน ยกเว้นบางขั้นตอนที่ใช้ทักษะเดิม 

“การทำงานต้องใจเต้นตลอดเวลา คิดว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านไปได้ เนื่องจากทุกอย่างมีข้อจำกัดในตัว ทุกวันนี้ก็ยังทำงานด้วยใจเต้น เพราะถ้าไม่เต้นก็คงตาย”

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

05
จากหลังบ้านถึงหลังกอง

งานกำหนดสีหน้า อารมณ์ ท่าทาง คือหน้าที่ของผู้กำกับ หากถามว่าพวกเขาใส่ความเป็นตัวเองลงไปในผลงานบ้างไหม บ่าวตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ใส่ไม่ได้ สิ่งเดียวที่ใส่ได้ คือใส่ใจในรายละเอียด”

หลังผลิตชุดเสร็จ งานไม่เสร็จตามนั้น ทีมงานต้องพร้อมสแตนบายด์ที่กองถ่ายเพื่อดูแลชุดและกลไก

“ผมก็ไม่รู้ทำไม แต่สมัยก่อน Mechanic มีปัญหาหน้ากองบ่อย เซอร์โวพังบ้าง ข้อต่อหลุดบ้าง มันกลัวผู้กำกับ เราใช้เล่นกันเองไม่มีปัญหา พอเจอผู้กำกับเท่านั้นแหละ แอ๊ะ! พัง!

“ตอนนี้ดี เพราะไม่ได้จ้างคนนอกทำ พอทำเองก็เห็นว่าจุดอ่อนคืออะไร เอาของดีใส่แทน แก้ไขได้ ปัญหาเลยไม่ค่อยเกิด” เจ้าของกิจการพยายามเล่าเสียงดังเพื่อสู้เสียงเครื่องมือที่ดังกว่าจากพนักงานคนหนึ่งซึ่งกำลังไสอะไรบางอย่างอยู่

“ช่วงแรกที่ทำงานก็เคยมีความผิดพลาดครั้งใหญ่ เราทำงานเสร็จแล้วแต่พอไปถึงหน้างานกลับใช้ไม่ได้ ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ นั่นคือครั้งแรกและครั้งเดียว

“ถามว่าแก้ปัญหายังไง เขาต้องเลื่อนถ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ผมโดนด่า ตอนนั้นอายุ 26 – 27 ตอนนี้ 43 แล้ว เมื่อก่อนเข้ากองต้องยกมือไหว้เขา ตอนนี้เข้ากองมีแต่คนยกมือไหว้

“ไม่ได้เก่งนะครับ แค่แก่” 

เขาเล่นมุก แต่เราเชื่อว่าความผิดพลาดครั้งสำคัญคือสิ่งที่ทำให้เขาเติบโต ประสบการณ์จึงกลายเป็นชื่อเสียง หาใช่ชื่อเสีย

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

ความโดดเด่นของ BAAN MOCK UP นอกจากความเชี่ยวชาญที่ได้ดูแลโฆษณามามากกว่า 1,500 ชิ้น เฉลี่ย 10 ชิ้นต่อเดือน ตลอด 15 ปี มีบ้างที่ได้เวลานอนพักเพราะติดปัญหาโควิด-19 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทีมงานของพวกเขามีคุณภาพล้นเหลือ ราคาไม่แรง ถูกและดีมีที่นี่

จากงานภาพยนตร์และโฆษณาที่เคยรับมา เขาเล่าความต่างให้ฟังว่ามันอยู่ที่ความคาดหวังและการตามงานของลูกค้า ซึ่งงานประเภทหลังมีรายละเอียดเยอะกว่าทั้งจากฝั่งผู้กำกับและผู้จ้าง บางครั้งเวลาที่ตกลงกันไว้ก็กระชั้นกว่าที่คิด แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรค เราต้องจัดไปอย่าให้เสีย

“เวลาทำโดยประมาณไม่เกิน 20 วัน น้อยสุดก็ 10 วัน บางทีก็ 7 วัน บางครั้งรับงานหลายทอด เขาต้องไปขายงานให้ผ่าน ต้องคุยกับหลายฝ่าย งานเลยมาถึงเราช้า หลัง ๆ เรารับงานโดยตรงก็มีเวลาเพิ่มหน่อย

“One Night Miracle ก็มีเหมือนกันนะ (หัวเราะ) โต้รุ่งยันสว่าง แต่อันนี้เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้าวงการ ยังจัดเวลาไม่ถูก กะเวลาไม่เป็น ถูกเขาด่า แถมยังอดนอน แต่ตอนนี้เราสั่งสมประสบการณ์มานาน รู้แล้วว่างานชิ้นไหนต้องใช้เวลากี่วัน วางแผนได้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร”

BAAN MOCK UP ความสนุกหลังจอของทีมงานผู้สร้างม็อกอัพ Mechanic ให้โฆษณามากกว่า 1,500 ตัว

ในวันที่ชายหนุ่มเพิ่งเริ่มทำงาน มีรุ่นพี่ในวงการที่อายุมากกว่าเขาเป็นสิบปีอยู่นับสิบเจ้า ประสบการณ์ที่สั่งสมมาก็เยอะกว่า แต่ด้วยงานกดดันทุกเวลาและทุกงาน คนเคยรู้จักจึงเริ่มเปลี่ยนอาชีพไป

“น้องที่เข้าวงการมา แน่นอนว่าไม่มีใครทำเป็นมาตั้งแต่เกิด มันอยู่ที่ว่ารับแรงกดดันได้ขนาดไหน เราต้องจมไปกับงาน วันทั้งวันต้องทำงาน มันขนาดนั้นเลย จึงกลายเป็นความกดดัน ผมเลยบอกว่า หนีไป อย่าหลงทางเข้ามา แต่ตัวผมไม่ได้หลงผิดเข้ามานะ ผมตั้งใจเข้ามาเพราะรักสิ่งที่ทำ

“ถ้าจะหมดไฟก็เพราะสั่งสมความกดดันมาตลอด ต่อให้มีแนวทางอื่นที่ทำได้ก็ยังต้องรับงานม็อคอัพบ้าง แค่ความกดดันมันจะหายไป ผมไม่รู้ว่าจะทำไปอีกกี่ปี แต่คิดไว้ว่าจะทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีงานให้ทำ

“เพราะความกดดันจากงานทำให้ผมมายืนอยู่จุดนี้”

ปัจจุบัน BAAN MOCK UP ยังคงรับงานทั่วราชอาณาจักร ทั้งงานโฆษณา รายการโทรทัศน์ ช่องยูทูบ พวกเขาคือเบื้องหลังที่ทำงานหนักไม่แพ้เบื้องหน้า เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เป้าหมายเข้าใกล้ความสมบูรณ์และทำให้โฆษณาเป็นที่จดจำ

ทั้งหมดคือโลกหลังม่านที่คนดูไม่จำเป็นต้องรู้จัก แต่ถ้าได้รู้จักรับรองว่าคุณจะลืมไม่ลง

เบื้องหลังงานม็อกอัพโฆษณามากกว่า 1,500 ตัวของ 'BAAN MOCK UP' ที่หมายมั่นให้ช่างฝีมือทุกคนทำได้ทุกตำแหน่ง

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load