21 พฤษภาคม 2565
1.54 K

“ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก”

ถ้าพูดถึงเมืองแห่งผลไม้และนักกวีชื่อดังอย่างสุนทรภู่ ก็คงหนีไม่พ้นจังหวัดระยองเป็นแน่ 

ระยองเป็นเมืองแห่งเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและวิถีชีวิตพื้นบ้าน และยินดีต้อนรับผู้คนต่างถิ่นอย่างเป็นมิตรอยู่เสมอ ฉันผู้มาอำเภอแกลงเป็นครั้งที่สองของชีวิตได้เดินหลงเข้าไปในย่านเก่าของเมืองแกลง ที่นั่นเป็นชุมชนที่ดูอบอุ่น เช้า ๆ จะมีคนเฒ่าคนแก่ออกมานั่งสานตะกร้าหน้าบ้าน นั่งดูผู้คนและรถที่ผ่านไปผ่านมาบนถนน 

ฉันนั่งรถต่อไปสักพัก ก็สะดุดตากับร้านหนังสือสีฟ้าน้ำทะเลสดใสร้านหนึ่ง ด้านหน้าเขียนว่า ‘ร้านสุนทรภู่’ เลยแวะสำรวจบรรยากาศด้านในอันเงียบสงบ มีเด็กชายอายุราว ๆ 7 – 8 ขวบ กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน ทำเอาฉันสนใจอยู่ไม่น้อย ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อหาหนังสือมาอ่านและติดมือกลับบ้าน

แต่แล้วก็มีผู้หญิงท่าทางใจดีคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

สุนทรภู่ : ร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งแรกของแกลง ที่เป็นพื้นที่อิสระให้นักอ่าน จ.ระยอง

ฐอน-รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ เจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่เข้ามาทักทายด้วยท่าทางเป็นมิตร พร้อมนำชาร้อนและขนมเจ้าอร่อยมาให้ชิม พี่ฐอนเป็นคนน่ารัก ใจดี แถมคุยเรื่องหนังสือสนุก เธอเล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนชอบอ่านหนังสือมาก ๆ หลายครั้งที่เข้าร่วมชมรมอ่านหนังสือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่องราว วิเคราะห์และตีความหนังสือ เธอจะตื่นเต้นและเตรียมตัวเป็นอย่างดี เพื่อจะได้เล่าเรื่องของเธอกับหนังสือให้ทุกคนฟัง 

สมัยเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอมักแวะเวียนไปอ่านหนังสือ ‘ร้านแซงแซว’ ร้านหนังสือดอกหญ้าหน้า มช. อยู่เสมอ พี่ฐอนบอกว่าเจ้าของร้านใจดีเพราะให้เธอยืนอ่านเป็นประจำ นั่นเป็นเหตุการณ์ประทับใจและจุดประกายให้สาวเมืองแกลงคนนี้ อยากสร้างร้านหนังสือเล็ก ๆ ของตัวเองในบ้านเกิดเพื่อนักอ่านทุกคน

‘สุนทรภู่’ คือชื่อร้านที่ ปราย พันแสง และ โอ๋-ดุษฎีพันธุ์ พจี เป็นผู้ตั้งให้ เพราะเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของพระสุนทรโวหารหรือสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับร้านหนังสืออิสระในเมืองแกลงแห่งนี้

‘ร้านหนังสือ’ เป็นหนึ่งในความฝันของพี่ฐอน ชนวนเหตุที่ทำให้เธอกลับบ้านเกิดเริ่มต้นเมื่อสิบปีก่อน ลูกสาวกลับมาดูแลคุณแม่วัย 80 และเริ่มต้นกิจการกวดวิชาสอนเด็ก ๆ ไม่นานนักก็ได้รับคำชวนจากเพื่อนสนิทให้เปิดร้านหนังสืออิสระด้วยกัน

ช่วงนั้นโครงการร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่บ้านเกิดของ ปราย พันแสง กำลังเป็นที่นิยม ร้านสุนทรภู่ก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้วย ยุคนั้นร้านหนังสืออิสระฮอตฮิตมาก มีทั้งร้านหนังสือเดินทาง (กรุงเทพฯ), ร้านนำพุบุ๊คสโตร์ (บุรีรัมย์) , ร้านกาลครั้งหนึ่ง (อุทัยธานี) ฯลฯ ให้นักอ่านตามรอยไปสนับสนุนถึงที่ และมีอีกหลายร้านเกิดขึ้นเพื่อให้บรรดาหนอนหนังสือรู้สึกสนุกและติดตามการก่อตัวของร้านหนังสือในพื้นที่ต่าง ๆ 

ร้านสุนทรภู่เป็นร้านหนังสืออิสระสีฟ้าน้ำทะเลสดใสอยู่ในชุมชนเก่าของอำเภอแกลง เกิดขึ้นเพื่อรักษาวัฒนธรรมการอ่าน เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่าการอ่านมีส่วนช่วยเพิ่มพูนทักษะชีวิต ซึ่งร้านนี้มีสโลแกนน่ารัก ๆ ว่า ‘Be blossom Book & Tea’ ด้วยอยากให้ผู้มาเยือนรู้สึกเบิกบานกายและใจไปกับการจิบชาและอ่านหนังสือ 

“คนที่มาอาจจะรู้สึก Blossom หรือไม่ก็ได้นะ ถ้าจะต้องปาดน้ำตาแล้วไปต่อ พี่ก็ยินดีนั่งคุยด้วย”

สถานที่ขนาดกะทัดรัดแห่งนี้พร้อมเป็นพื้นที่อิสระให้นักอ่านทุกคน จะแวะมานั่ง มานอน หรือมากินทุเรียนก็ได้ (ขอให้บอกกันก่อน) แถมยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน จุดนัดพบระหว่างนักเขียน-นักอ่าน งานเสวนาขนาดย่อม จนถึงมินิคอนเสิร์ต ซึ่งกิจกรรมทุกอย่างที่ว่ามาเกิดขึ้นมาแล้วก่อนสถานการณ์โควิด-19 ระบาด

ภายในร้านเต็มไปด้วยหนังสือมากมายที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่คัดเลือกจากความชอบของเจ้าของร้านหนังสือ เพราะข้อจำกัดของร้านหนังสืออิสระหลาย ๆ ร้านกับการเลือกหนังสือเข้ามานั้น ทำให้ต้องใช้เวลาในการเลือกพอสมควร หนังสือส่วนใหญ่จึงเป็นแนวปรัชญา ศาสนา วรรณกรรม และท่องเที่ยว ซึ่งพี่ฐอนสนใจอยู่แล้ว

“การอ่านหนังสือทำให้พี่รู้สึกเหมือนได้ผจญภัย ได้ออกเดินทางและเห็นโลกมากขึ้น พี่เป็นคนชอบเดินทางจากการอ่านหนังสือมาก ตอนเด็ก ๆ พี่อ่านหนังสือแทบทุกเล่มในห้องสมุดโรงเรียน อ่านแม้กระทั่งถุงกล้วยแขก พออ่านมากก็อยากจะเดินทางมาก และมันเริ่มทำให้พี่เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นจากการเดินทางด้วยนะ”

เธอจึงกลายเป็นคนชอบท่องเที่ยว การเห็นโลกทำให้เธอเกิดไอเดีย ได้ความคิดใหม่ ๆ ที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเมืองและพัฒนาตัวเอง เหมือนท่านสุนทรภู่ที่ออกเดินทางไปในที่ต่าง ๆ จนเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบทกวี

พี่ฐอนเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Trekking กับหญิงอ้วน’ เป็นบันทึกการเดินป่าที่เนปาล เธอประทับใจมากจนตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือในสำนักพิมพ์ของตัวเอง (สำนักพิมพ์สุนทรภู่พับลิชชิ่ง) นอกจากนี้ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งในสำนักพิมพ์เดียวกัน ชื่อว่า ‘ปลาวาฬไม่ไปทำงาน’ เธอทำร่วมกับ เพจปลาวาฬไม่ไปทำงาน เป็นหนังสืออ่านสนุก มีเนื้อหาและข้อเขียนที่เข้าถึงง่าย เหมาะกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย (อาจจะโดนใจวัยทำงานเป็นพิเศษ)

นักอ่านหนังสือปรัชญามือใหม่อย่างฉันควรจะเลือกเล่มไหนดี นึกได้ดังนั้น ฉันจึงขอให้พี่ฐอนช่วยแนะนำหนังสือปรัชญาสำหรับมือใหม่ให้อ่าน เจ้าของร้านใจดีลุกออกจากเก้าอี้ไม้ สำรวจหนังสือ และหยิบมาเล่าให้ฉันฟัง

เธอบอกว่านักอ่านปรัชญามือใหม่ทุกคนควรเริ่มต้นจาก เจ้าชายน้อย เพราะเข้าถึงง่าย 

“การอ่าน เจ้าชายน้อย แต่ละครั้ง ในแต่ละช่วงอายุ จะมีปรัชญาแฝงที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต นักอ่านแต่ละคนจึงตีความออกมาไม่เหมือนกัน มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้”

เรื่องที่สอง คืนวันอันแสนงาม เป็นหนังสือจากประเทศจอร์เจีย และผู้ประพันธ์ก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในบ้านเขา พี่ฐอนว่าเขาเป็นคนเขียนหนังสือดี ซึ่งหนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขาในจอร์เจีย

เรื่องที่สาม ปลาวาฬไม่ไปทำงาน เรื่องที่สี่ โต๊ะก็คือโต๊ะ เป็นหนังสือเก่าและหนังสือปรัชญาที่เข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา ถ้าหนักขึ้นมาหน่อยพี่ฐอนก็ยกให้งานของ มุราคามิ

เจ้าของร้านคนนี้แนะนำหนังสือแต่ละเล่มด้วยความเพลิดเพลินและจริงใจ เพื่อหวังให้ฉันพบเจอหนังสือปรัชญาเล่มที่ดีที่สุดที่ฉันต้องการ ว่ากันตามตรง ฉันได้รับความคิดใหม่ ๆ จากผู้หญิงคนนี้มาก ราวกับว่าร้านสุนทรภู่กำลังเปิดโลกทัศน์ให้ฉัน

แม้จะผ่านมาเกือบสิบปีที่เธอเริ่มต้นทำร้านสุนทรภู่ แต่ความรักในการอ่านของเจ้าของร้านไม่เคยลดลงหรือหายไป เธอยังคงแบ่งปันความรู้สึกและเรื่องราวดี ๆ ให้กับนักอ่านที่แวะเวียนมาอยู่เสมอ

น่าแปลกนิดหน่อยพอรู้ว่าตั้งแต่ร้านสุนทรภู่เกิดขึ้นมา ลูกค้าประจำส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในชุมชน แต่เป็นนักอ่านต่างถิ่นที่ตั้งใจมาและต้องการหนังสือที่ทางร้านมีต่างหาก บางกลุ่มมาจากกรุงเทพฯ บางกลุ่มมาจากต่างจังหวัด 

“พี่ว่าดีนะ เพราะมันทำให้คนรู้จักเมืองแกลงขึ้นอีกเยอะเลย” เจ้าของร้านหนังสืออิสระว่าอย่างนั้น

แกลงเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งผลไม้ ทะเล แถมยังมีแหล่งล่องแพเที่ยวชมแม่น้ำประแส แต่เมื่อสิบปีที่แล้วเมืองนี้กลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก ซึ่งร้านหนังสืออิสระเล็ก ๆ แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตั้งใจแวะเวียนมา 

“อย่างน้อยร้านหนังสือของพี่ก็ช่วยให้คนรู้จักชุมชน รู้จักระยองมากขึ้น จากนักอ่านที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน” เธอยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ ความต้องการต่อไปของพี่ฐอน คือการสร้างนักอ่านในชุมชนของระยองให้มากขึ้น

ฉันชวนพี่ฐอนคุยต่อถึงการปรับตัวของโลกหนังสือในวันที่ยุคดิจิทัลเข้ามาเยือน และการอ่านหนังสือผ่านเว็บไซต์ออนไลน์หรือช่องทางต่าง ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สาวเจ้าของร้านหนังสือหัวเราะพลางยอมรับว่า

“พี่หมดเงินกับนิยายออนไลน์เยอะมาก” ฉันอมยิ้มให้ ก่อนเธอจะเสริมต่อ “ตอนอ่านหนังสือเล่ม พี่รู้ว่ามันจะจบตอนไหน และจบยังไง พออ่านออนไลน์ มันเป็นการหยอดเงินเพื่ออ่านบทต่อ ๆ ไป และไม่ยอมจบง่าย ๆ 

“แต่มันดีนะคะ นักเขียนมีช่องทางและโอกาสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนคนไหนก็สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองลงในโลกออนไลน์ได้อย่างไม่จำกัด ไม่มีใครสนใจเรื่องชื่อเสียงหรือหน้าตาของนักเขียนคนนั้น แต่พวกเขาสนใจและให้คุณค่ากับผลงานของนักเขียนเหล่านั้นมากกว่า” นักอ่าน (ออนไลน์) ตัวยงเสริมข้อดีของโลกหนังสือออนไลน์

พี่ฐอนเป็นหนึ่งในนักอ่านที่ปรับตัวตามเทคโนโลยี เธอสนับสนุนนักเขียนออนไลน์หลายท่านและอ่านงานหลากหลายแนว ฉันหมายความอย่างนั้นจริง ๆ เธออ่านนิยายรักวัยรุ่น นิยายวาย นิยายจีน ระหว่างที่เล่า เธอยังคงชื่นชมนักเขียนเหล่านั้นไม่ขาดปาก ทำเอาฉันประหลาดใจและประทับใจกับเจ้าของร้านหนังสืออิสระคนนี้อีกครั้ง เธอเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ถึงแม้โลกการอ่านเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เธอก็ยังคงรักมันไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนักเขียนจะได้ประโยชน์จากโลกออนไลน์ ร้านหนังสืออิสระก็ได้รับผลพวงที่ดีตามไปด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้นักอ่านสั่งซื้อหนังสือจากที่ไหนก็ได้ ส่วนพี่ฐอนกระซิบว่า เธอยินดีให้นักอ่านมาเลือกหนังสือถึงหน้าร้าน เพราะการสัมผัสหนังสือด้วยมือตัวเองมีเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งกลิ่นกระดาษ กลิ่นน้ำหมึก ฟิน!

และช่วงโควิด-19 ที่ทำเศรษฐกิจย่ำแย่ลงมาก นักท่องเที่ยวน้อยลง คนเดินทางน้อยลง กิจกรรมต่าง ๆ ที่ร้านสุนทรภู่เคยจัดก็ต้องพับเก็บไปหลายโครงการ พี่ฐอนพูดติดตลกปนความเศร้าว่าเธอเกือบจะต้องปิดร้าน เพราะพิษเศรษฐกิจทำร้ายอย่างหนัก ลำพังการขายหนังสืออย่างเดียวอาจจะอยู่ไม่ได้ จึงต้องทำงานอย่างอื่นเพิ่ม ด้วยความที่เธอเป็นคนชื่นชอบการดื่มชา จึงเปิดร้านชาควบคู่กับร้านหนังสือ เพื่อช่วยพยุงร้านเล็ก ๆ ให้อยู่ต่อไป

พอสถานการณ์โรคระบาดใหญ่มาเยือน แทบทุกพื้นที่ขาดรายได้จากการท่องเที่ยว จังหวัดระยองก็เช่นกัน ทำให้งบประมาณการดูแลพื้นที่ในจังหวัดระยองไม่เพียงพอต่อความต้องการ พี่ฐอนจึงอาสาเขียนหนังสืออนไลน์บนเฟซบุ๊ก เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลแกลงและพื้นที่ขาดแคลนอื่น ๆ ซึ่งจากการเขียนในครั้งนั้นทำให้เธอระดมทุนไปได้กว่า 70 ล้านบาท โดยนำเงินทั้งหมดไปช่วยสร้างห้อง ICU ให้กับโรงพยาบาลแกลง และมอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์

สาวระยองพูดออกมาด้วยความภูมิใจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่เธอทำจะสร้างแรงบันดาลให้ให้กับคนระยอง เพื่อลุกขึ้นมาช่วยกันพัฒนาชุมชน พัฒนาจังหวัดระยองไปพร้อม ๆ กับรักษาขนบธรรมเนียม ความสวยงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น และสื่อสารสิ่งนี้ออกไป สร้างการรับรู้ให้คนต่างถิ่น

บทสนทนาสุดท้าย ฉันถามพี่ฐอนว่า – ร้านสุนทรภู่มีความหมายกับเธออย่างไร

“มันคือความรัก มันคือตัวพี่ พี่อยากให้คนที่เข้ามาร้านหนังสือแห่งนี้ เพลิดเพลินกับการอ่าน จิบชา กินขนม และพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกับนักอ่านคนอื่น ๆ ซึ่งภาพนี้มันคือความฝันของพี่ วันนี้พี่ได้เห็นภาพนั้นแล้ว

“ถึงแม้ความจริงร้านหนังสืออิสระจะไม่ใช่ธุรกิจที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ แต่มันมีคุณค่าทางจิตใจ พี่ว่าคนทำร้านอิสระ เขาคงทำใจตั้งแต่เริ่มต้น คงไม่มานั่งคิดเรื่องรายได้แล้ว เขาทำเพราะเขาชอบ ถึงอยู่ได้หรือไม่ได้ ก็อยู่กันแบบนี้แหละ พี่ทำเพราะความรัก” เธอยิ้มมีความสุข

“มีเหตุการณ์ที่พี่ประทับใจมาก มีเด็กคนหนึ่งมาอ่านหนังสือร้านทุกวันเลย จนวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนและสร้างรายได้ให้กับตัวเอง พี่ดีใจมากแล้ว อย่างน้อยร้านของพี่ก็มีส่วนช่วยสร้างสิ่งเล็ก ๆ ให้กับใครสักคนหนึ่งได้ พี่มีความสุขมาก และจะทำต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ร้านหนังสืออิสระหายไป และไม่ให้วัฒนธรรมการอ่านหายไป” นักอ่านและเจ้าของร้านหนังสือเล็ก ๆ จบบทสนทนาอย่างเรียบง่าย

ร้านสุนทรภู่ : ความฝันของสาวระยองที่กลับบ้านเกิดมาเปิดร้านหนังสืออิสระแห่งแรกของ อ.แกลง และอยากเป็นพื้นที่เสรีให้นักอ่าน

ร้านสุนทรภู่

ที่ตั้ง : 38/1 ทางเกวียน ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 5965 9265

เว็บไซต์ : www.soontornphu.com

Facebook : ร้านหนังสือสุนทรภู่ อำเภอแกลง

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

11 มิถุนายน 2565
2.91 K

ชวนสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียงจากธรรมชาติ ผ่านชาดอกไม้และพืชพันธุ์ท้องถิ่นไทยที่เบลนด์ด้วยความฝัน ความรัก และการทดลอง ท่ามกลางโบราณสถานอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมเก่าแก่หลายทศวรรษ

“ผมเชื่อว่าธรรมชาติไทยมีของดีอยู่เยอะมาก แต่ไม่ค่อยถูกหยิบมาใช้ และผมอยากทำร้านชาแห่งนี้ เพราะรู้สึกว่าเรามีตัวตนและเรื่องราว”

จักร์ เชิดสถิรกุล Project Manager โครงการเก๊าไม้ เอสเตท 1955 พูดถึงความน่าสนใจของนานาพืชพันธุ์ในประเทศไทยด้วยสีหน้าอมยิ้ม ขณะรินเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารพัดดอกไม้ท้องถิ่น เช่น ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูชาประจำร้าน ‘เตาชา’ (Tao Cha) โปรเจกต์ใหม่ของเก๊าไม้ เอสเตท 1955 

เตาชา : ร้านชาในเก๊าไม้ล้านนาที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ข้าวไทย ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี
เตาชา : ร้านชาในเก๊าไม้ล้านนาที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ข้าวไทย ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี

‘เตาชา’ นับเป็นสถาปัตยกรรมล่าสุดบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ที่ได้รางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สาขาการออกแบบใหม่ในบริบทมรดก (Awards For Cultural Heritage Conservation) ซึ่งคุณจักร์ตั้งใจปลุกปั้นร้านชาแห่งนี้ขึ้น หลังประสบความสำเร็จจากการสร้างเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ที่ดัดแปลงจากโรงบ่มยาสูบเก่าอันโดดเด่นด้วยต้นตีนตุ๊กแกเลื้อยพันล้อมรอบ และต้นไม้ใหญ่อายุราว 80 – 100 ปี 

“คุณพ่อและคุณแม่ของผมเรียนมาทางพืชสวน พวกท่านรักต้นไม้มาก อย่าว่าแต่ตัดต้นไม้ ใครจะมาตัดกิ่งยังไม่ได้เลย เราจึงพยายามรักษาสภาพต้นไม้ทุกต้นไว้ให้เหมือนเดิมที่สุด ไม่มีการตัดหรือทำลาย” คงไม่เป็นการพูดเกินไปหากเราบอกว่า เตาชาเป็นร้านชาที่มีวิวเขียวขจีที่สุดในเชียงใหม่ เพราะแวดล้อมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และหลากหลายกว่า 100 สายพันธุ์ แถมยังมีนกให้ส่องดูมากกว่า 50 สายพันธุ์ 

ส่วนการออกแบบร้านชาแห่งนี้ คุณจักร์ยังคงคอนเซ็ปต์เดียวกับร้านอาหารและคาเฟ่ คือการดัดแปลงโรงบ่มยาสูบโบราณอายุหลายทศวรรษ โครงสร้างหลักเป็นอิฐมอญและอิฐบล็อก พร้อมหน้าต่างบานใหญ่ เผยวิวต้นไม้ให้เห็น ชม และชิลล์แบบเต็มตา แต่แตกต่างตรงที่ระดับพื้นของเตาชาถูกกดให้ลึกลงไปในพื้นดิน เพื่อเพิ่มสเปซตัวอาคารให้ดูสูงโปร่งและโล่งมากขึ้น 

เตาชา : ร้านชาในเก๊าไม้ล้านนาที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ข้าวไทย ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี
เตาชา : ร้านชาในเก๊าไม้ล้านนาที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ข้าวไทย ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี

รวมทั้งลงรายละเอียดการออกแบบในทุกส่วน ตั้งแต่โต๊ะที่เลือกใช้วัสดุสะท้อนให้เห็นภาพเพดานด้านบน ระเบียงปูนที่ใช้ไม้ไผ่สร้างลวดลาย ฝาท่อที่มีดีไซน์เฉพาะตัว ไปจนถึงแก้วน้ำชาที่ทำจากหินแกรนิต ไม่ส่งผ่านความร้อนออกมาด้านนอก ทำให้เราดื่มด่ำกับการดื่มชาได้เต็มที่   

ส่วนที่นับเป็นพระเอกก็คือ เหล่าเมนูชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เบลนด์ขึ้นจากความรักในการดื่มชาของคุณจักร์ที่ค่อย ๆ บ่มเพาะมาตั้งแต่วัยเด็กในครอบครัวเชื้อสายจีน ผสมผสานกับการทดลองใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติในท้องถิ่น และการเดินทางตามหาชาที่ดีจากหลายประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่คนรักการดื่มชา 

เตาชา : ร้านชาในเก๊าไม้ล้านนาที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ข้าวไทย ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี
เตาชา : ร้านชาในเก๊าไม้ล้านนาที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ข้าวไทย ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี
เตาชา : ร้านชาในเก๊าไม้ล้านนาที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ข้าวไทย ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี

“ชาของเราไม่เหมือนที่อื่น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดอย่างแรกในการสร้างร้านชาแห่งนี้คือ เราพยายามใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีในพื้นที่เก๊าไม้ลานนา รีสอร์ท เช่น ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกสารภี และเราซื้อบางอย่างที่ผลิตไม่เพียงพอจากคนในชุมชนสันป่าตอง หนึ่งในนั้นคือข้าว”

คุณจักร์มองว่าจุดเด่นของพืชพรรณไทยคือ ‘ข้าว’ เขาจึงพยายามหาทางเอาข้าวมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด และเลือกข้าวพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่สันป่าตองมาทดลอง ทดสอบ และพัฒนาผ่านกระบวนการต่าง ๆ จนได้เป็นเมนูชาข้าวที่มีกลิ่นหอมฟุ้งในแบบฉบับของตัวเอง 

“ถ้าญี่ปุ่นมีชาข้าวเก็นไม เราก็ต้องมีชาข้าวไทยบ้าง” 

ร้านชาเล็ก ๆ ในโรงบ่มยาสูบ 67 ปี จ.เชียงใหม่ ที่เบลนด์ชาเอง และใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้ลิ้มรสชาติแท้จริงจากธรรมชาติ

ส่วนมะเกี๋ยงหรือลูกหว้าของคนภาคกลาง ซึ่งปลูกกันมากในพื้นที่บริเวณนี้ ถูกนำมาดัดแปลงและครีเอตขึ้นใหม่เป็นไอศกรีมแบบซอฟต์เสิร์ฟ หรือถ้าไม่คุ้นเคยรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ของมะเกี๋ยง ก็ยังมีไอศกรีมรสขนุน กะทิ และเลม่อน ให้เลือกกินตามใจชอบ 

“เรายังพยายามใช้วัตถุดิบที่หาได้ภายในเชียงใหม่หรือเชียงราย แล้วนำมาจับคู่กับดอกไม้หรือผลไม้ในรีสอร์ตของเรา เช่น หม่อน เลม่อน เสาวรส แบล็กเบอร์รี”

ด้วยคอนเซ็ปต์นี้ เตาชาจึงกลายเป็นร้านชาที่เปิดให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติที่แท้จริงจากธรรมชาติ ผ่านเมนูชาอันหลากหลาย เช่น ชาดอกไม้รวม ชาดอกสารภี ชาขาวอัสสัม คิคุชะ ชาข้าวกล้องหอมมะลิสันป่าตอง ชาลูกหม่อนข้าวกล้องหอมมะลิ อัญชันชาเขียวเลม่อน ดอกหอมหมื่นลี้ชาเขียวออร์แกนิก ชาข้าวไรซ์เบอร์รี ฯลฯ

ร้านชาเล็ก ๆ ในโรงบ่มยาสูบ 67 ปี จ.เชียงใหม่ ที่เบลนด์ชาเอง และใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้ลิ้มรสชาติแท้จริงจากธรรมชาติ

“ดอกไม้บางชนิดอย่างดอกสารภี ไม่เป็นที่นิยมนำมาทำชา แต่ที่นี่เราปลูกเองและเก็บมาเบลนด์ กลายเป็นชาที่มีกลิ่นหอมมาก ดื่มแล้วสดชื่นชุ่มคอ”

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของชาและไอศกรีมของที่นีี่คือ คุณจักร์ตั้งใจให้ส่วนผสมจากธรรมชาติแผลงฤทธิ์รสชาติของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ หรือเจือส่วนผสมอื่น ๆ ชาข้าวของที่นี่จึงมีกลิ่นข้าวหอมนำ เช่นเดียวกับขนมที่เสิร์ฟแกล้มชาหรือไอศกรีมรสเลม่อนก็ให้รสชาติเปรี้ยวจี๊ด (แต่อร่อยและกลมกล่อม) เช่นกัน 

ร้านชาเล็ก ๆ ในโรงบ่มยาสูบ 67 ปี จ.เชียงใหม่ ที่เบลนด์ชาเอง และใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้ลิ้มรสชาติแท้จริงจากธรรมชาติ

“สโคนที่เสิร์ฟวันนี้ ด้านในเป็นกล้วยน้ำว้าจากสวนของเราเอง บางวันหรือบางฤดูอาจได้กินสโคนขนุน สโคนลูกหม่อน ถ้าช่วงนั้นที่สวนมีผลไม้อะไร เราก็จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทำขนมหรือไอศกรีม ทุกอย่างคือการทดลอง และเราต้องมั่นใจว่ามีอะไรให้ลูกค้าทดลองได้ตลอด”

การหยิบของดีจากธรรมชาติมาปรับใช้แบบนี้ ทำให้หลายเมนูของร้านเตาชาปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เพราะขึ้นอยู่กับฤดูกาลของวัตถุดิบด้วย 

นี่คือความพิเศษ ความสนุก และเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ที่ทุกคนจะได้จากร้านชาในพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้

เตาชา 

ที่ตั้ง : เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ถนนเชียงใหม่-ฮอด ตำบลสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 5348 1201

Writer

นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์

นักเขียนฟรีแลนซ์ที่ชอบทดลองทำหลายอาชีพ

Photographer

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load