“ไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยวัฒนธรรม เราอยากเป็นเวทีตัวแทนของคนทั้งประเทศที่ผลักดันภูมิปัญญาไทยให้ไปเวทีโลก”

ฟังดูเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่นี่คือความตั้งใจของ โอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม 

ไม่ว่าจะก๋วยเตี๋ยวเรือธรรมดาที่แวะกินข้างทาง ผลไม้แปรรูป และงานถักที่คนไทยเราเคยเห็นจนชินตา บวบที่ใครหลายคนมองว่าเป็นพืชขยะ หรือการนำหม้อดินเผามาทำกาแฟที่บางคนอาจมองว่าเชย เหล่านี้เป็นผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จากหลายภูมิภาคทั่วไทย ที่ได้มาเปิดร้านที่สุขสยามและได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างล้นหลาม

ทั้งได้รับการติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ ได้ส่งออกไปยังประเทศในแถบเอเชียและยุโรป และแม้กระทั่งมีแบรนด์ระดับโลกให้ความสนใจ โอ๊ตให้ความเห็นว่า เรามักเคยชินกับ ‘วิถีไทย’ จนรู้สึกว่าเป็นสิ่งสามัญธรรมดา แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าภูมิปัญญาไทยนั้นมีเสน่ห์ 

คนต่างชาติที่มาเห็นรู้สึกประทับใจเพราะเห็นเสน่ห์ที่เรามองข้ามไป

ดีที่สุดของแต่ละภาค

สิ่งที่คนตัวเล็กๆ ต้องการมากที่สุดคือ เวที

เมืองสุขสยามจึงเป็นเมืองจำลองที่พร้อมต้อนรับคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ทั้งกรุ๊ปทัวร์และนักท่องเที่ยวสัญจรที่อยากสัมผัสวิถีความเป็นไทย

โจทย์ที่หินที่สุด คือการคัดสรรของดีที่สุดของแต่ละภาคมารวมไว้ด้วยกัน 

ข้าวซอยที่อร่อยที่สุด กาละแมที่หวานอร่อยที่สุด ลายผ้าที่สวยสะดุดตาที่สุด มีทั้งของกินของใช้ให้ช้อปครบจบในที่เดียว พร้อมทั้งหมุนเวียนสับเปลี่ยนร้านค้าอยู่เสมอ 

เมื่อถามโอ๊ตว่า มีวิธีเสาะหาของดีเหล่านี้อย่างไร เพราะเมืองไทย 77 จังหวัดมีของดีเยอะมาก

ก็ได้คำตอบว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องมีต้นตำรับดั้งเดิม นั่นคือ มีภูมิปัญญาที่สืบสานส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่หยุดพัฒนา ปรับตัวให้พร้อมขายในระดับสากล พร้อมขยับขยายสู่เวทีโลก

ในฐานะคนรุ่นใหม่ โอ๊ตมองว่า “ประวัติศาสตร์สร้างใหม่ไม่ได้ คนรุ่นใหม่ต้องขุดไปเจอรากนั้นก่อนแล้วค่อยบิด ดัดแปลงให้เป็นภาษาของปัจจุบันเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น” 

หากอยากรู้ว่าของไทยที่โกอินเตอร์มีดีแค่ไหน และมีไม้เด็ดอย่างไร

วันนี้ The Cloud ขอรับอาสาเป็นไกด์ ชวนมาแวะพูดคุยกับ Local Heroes ผู้ประกอบการดีเด่นในเมืองสุขสยามกัน 

ภาคอีสาน 

01 กลุ่มวิสาหกิจไทเมืองเพีย​ 

‘ศิลปะจากใยบวบที่มีออเดอร์จากยุโรป ญี่ปุ่น และสิงคโปร์’

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

“อย่ายึดติดว่าภูมิปัญญาไทยจะต้องเชย โบราณ” เป็นอุดมการณ์ของ เรืองอุไร ชาแป ประธานกลุ่มวิสาหกิจไทเมืองเพีย จังหวัดขอนแก่น ที่ทำสินค้าศิลปะอีสานหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจอย่างล้นหลาม คือสินค้าจากใยบวบ 

“หลายประเทศมีบวบ แต่พันธ์ุพื้นเมืองของไทยมีเส้นใยพิเศษ เมื่อโดนน้ำแล้วนุ่ม เหมาะนำมาทำที่ใส่สบู่ ที่ขัดตัว” เรืองอุไรเล่าความเป็นมาที่เล็งเห็นโอกาสจากบวบพันธ์ุไทยที่ใครหลายคนมองว่าเป็นแค่พืชขยะ 

เธอนำเศษเหลือจากบวบมาออกแบบเป็นสินค้าที่เธอเรียกว่า ‘นวัตกรรมอีสาน’ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบให้เป็นรูปมีมิติต่างๆ เช่น รูปสัตว์ และยังผลิตด้วยมือจากคนในชุมชน ทั้งคนพิการ คนสูงวัย และออทิสติก

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

สิ่งที่เห็นได้ชัดเวลาเธอเล่าคือความภาคภูมิใจในบ้านเกิดแดนอีสาน

“ขอบคุณที่เกิดบ้านนอก เราปั้นวัวปั้นควายตอนเด็กเล่น นั่นคือการฝึกให้มีไอเดียออกแบบงานศิลปะจากใยบวบหลายๆ อย่าง”

เรืองอุไรเล่าว่าต่างชาตินิยมสั่งทำออเดอร์ตามวัฒนธรรมความเชื่อของแต่ละชาติ สิงคโปร์ชอบสิงโตทะเล คนยุโรปชอบปลากระเบน ในขณะที่ญี่ปุ่นชอบเต่า

ส่วนเคล็ดลับในการส่งออกขายชาวต่างชาติให้ประสบความสำเร็จนั้น เธอบอกว่า คือการรู้จักประยุกต์การออกแบบให้หลากหลาย เช่น ช้างซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยก็ออกแบบไว้หลายเวอร์ชัน เวลามีคนสั่งอยากให้ทำ รูปตุ๊กตุ๊ก หรือ Angry Bird เธอก็เคยทำมาแล้ว มีการคิดค้นสินค้าใหม่ตลอด เช่น โคมไฟจากบวบ สควิชชี่ที่ทำจากใยบวบผสมยางพารา

การไม่หยุดนิ่งของร้านทำให้แม้แต่แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกก็สนใจมาสั่งทำสินค้าจากใยบวบมาแล้ว และเรืองอุไรก็ไม่เคยลืมถิ่นบ้านเกิดของเธอ

“ศิลปะอีสาน มีความซื่อ แซ่บ จริงใจ เราใช้ชื่อ ‘ไทเมืองเพีย’ คนจะได้รู้ว่าสินค้ามาจากชุมชนไหน เราไม่ได้มีดีกรีดอกเตอร์ แต่มีดีกรีในฐานะคนในชุมชนที่สามารถอนุรักษ์ภูมิปัญญาไว้ได้”

ภาคกลาง

02 ก๋วยเตี๋ยวเรือเมืองปทุม​

‘นอกจากมีคนสิงคโปร์ที่มากินทุกวัน ก็ยังคนจีนมาขอซื้อสูตรไปขาย’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ว่ากันว่าปทุมธานีขึ้นชื่อเรื่องก๋วยเตี๋ยวเรือ หมวย-กมลรัตน์ แซ่อึ้ง เล่าว่าตาของเจ๊หมวยเคยขายก๋วยเตี๋ยวเรือในคลอง พอเริ่มมีถนน ก็ยกพลขึ้นมาขายบนบก และเปลี่ยนมาขายประจำอยู่ที่ตลาดน้ำขวัญเรียม

สูตรเด็ดของก๋วยเตี๋ยวเรือเมืองปทุมไม่ใช่แค่น้ำซุปที่ต้มเกิน 2 ชั่วโมงจนเข้มข้นเท่านั้น แม้แต่เครื่องปรุงอย่างพริกกับถั่วทางร้านก็คั่วเอง พริกน้ำส้มทำเองด้วยสูตรไม่เหมือนใคร กระเทียมเจียว เจียวสดใหม่ทุกเช้า คลุกเคล้าให้เข้ากันออกมาเป็นรสก๋วยเตี๋ยวเรือที่กลมกล่อม

ลองชิมแล้วรสแซ่บ กลิ่นหอมจัดจ้านจากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่สดใหม่

พอมาขายที่สุขสยาม ก็มีการปรับขนาดชามให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เหมาะกับคนต่างชาติ คัดสรรวัตถุดิบ ปรับปรุงรสชาติให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

เวลาคนต่างชาติมากินก็จะช่วยแนะนำว่ากินเมนูอะไรให้ถูกปาก เพราะแต่ละประเทศชอบไม่เหมือนกัน คนจีนชอบกินหมู กัมพูชาชอบกินเนื้อ

ความภูมิใจของเจ๊หมวย คือ “เราเป็นก๋วยเตี๋ยวที่ต่างชาติยอมรับในรสชาติ เป็นต้นตำรับที่คนกินแล้วติดใจ มีคนสิงคโปร์ที่มากินทุกวัน คนจีนมาขอซื้อสูตรไปขาย”

นอกจากรสชาติของก๋วยเตี๋ยวที่ทำให้ร้านแน่นขนัดแล้ว เจ๊หมวยกำชับว่าสิ่งที่ลืมไม่ได้ คือ “การยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นส่วนหนึ่งของรสชาติ อร่อยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องบริการดีด้วย” 

ภาคใต้ 

03 ขนมจีบป้าพิณ​ 

‘ของดีเมืองตรังที่อร่อยถูกปากคนฝรั่งเศสและอิตาลี’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

มาถึงของดีประจำจังหวัดตรังอย่างขนมจีบ 

ฟังชื่อแวบแรกนึกว่าเป็นขนมจีบติ่มซำ แต่ โด๊ฟ-ณัฐวัตร​ ตันศิริเสถียร ทายาทรุ่นสองของร้านขนมจีบป้าพิณอธิบายว่า ขนมจีบภาคใต้มีลักษณะคล้ายกะหรี่ปั๊บ ที่เรียกขนมจีบเพราะเวลาเข้าเตาอบต้องขลิบและม้วน

สินค้าหลักของร้านขนมจีบป้าพิณคือขนมจีบ ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ. 2539 และในภาคใต้มีเฉพาะจังหวัดตรังที่มีขนมแบบนี้

หากเช็กอินตรัง ต้องมาซื้อขนมจีบสังขยา ถึงจะรู้สึกว่ามาถึงตรังแล้ว

จุดเด่นของขนมจีบป้าพิณ คือไส้สังขยาทำจากไข่ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้วิธีอบไม่ทอด ไส้หลักคือ ไส้สังขยาไข่ดั้งเดิม และมีไส้อื่นๆ อีกเกือบ 10 ไส้ให้เลือก เช่น มะพร้าว ทุเรียน มันม่วง 

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ใครๆ ก็ว่าขนมของประเทศตะวันออกกับตะวันตกไม่เหมือนกัน แต่โด๊ฟบอกว่าความจริงแล้วรสนิยมการกินมีความคล้ายกันอยู่ 

“คนฝรั่งเศสกับอิตาลีชอบขนมเราเพราะเมืองเขากับเมืองเรากินขนมหวานคล้ายกัน ฝั่งเอเชีย คนเวียดนาม มีขนมเทียนเวียดนามที่คล้ายกัน โดยรวมแล้วมาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ชอบกินขนมเราที่สุด กินแล้วถูกปาก”

เพราะชาวต่างชาติไม่เคยรู้จักขนมเมืองตรังมาก่อน การจัดร้านแบบเปิดให้ลูกค้าได้เห็นขนมชัดๆ ทำให้คนกล้าเข้ามาลอง 

โด๊ฟบอกว่า การได้มาอยู่สุขสยามก็เหมือนกับการได้เปิดร้านให้เจอคนต่างชาติหลากหลายมากขึ้น หากกินแล้วติดใจ อยากซื้อซ้ำ ทางร้านก็มีช่องทางการขายออนไลน์ ทั้งผ่าน Lazada และไปรษณีย์รองรับ

“เราจะบอกเสมอว่า มากินวันนี้แล้ว ตามไปเที่ยวเมืองตรังวันหลังได้นะ บางคนตามไปซื้อที่ตรังเลยก็มี”

ภาคเหนือ 

04 ลุงเงินกาแฟหม้อดิน​

‘เปิดแฟรนไชส์ที่ต่างประเทศ ทั้งจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ขวัญ-มณฑล อาจหาญ เป็นเจ้าของร้านรุ่นสองที่สืบสานสูตรการทำกาแฟหม้อดินของภาคเหนือมากว่า 50 ปี จากลุงเงินผู้เป็นพ่อ

“เด็กรุ่นใหม่มาเห็นแล้วแปลกใจว่าหม้อดินเผาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยเหรอ นึกว่าใช้ปลูกต้นไม้ได้อย่างเดียว” ขวัญเล่าว่าภาชนะดินเผาอยู่ในวิถีชีวิตคนไทยในสมัยก่อน เพราะใช้เก็บความร้อนก็ได้ เก็บความเย็นก็ดี นึกภาพหม้อตุ่มที่เก็บน้ำเย็นได้และหม้อใส่อาหารร้อนที่มีไอกลิ่นหอมลอยฉุยๆ ขึ้นมา 

การนำหม้อดินเผามาทำกาแฟทำให้มีจุดเด่นทั้งในแง่รสชาติและภาพจำของร้าน 

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

เมล็ดกาแฟจากป่าดอยสะเก็ดที่เติบโตมาจากในป่า มีกลิ่นไอของดอกไม้ป่า ดิน ลำธาร เมื่อนำมาต้มกับน้ำใบเตยในหม้อดินเผา คั่วกาแฟจากหม้อดินโดยใช้ถ่าน ทำให้เกิดกลิ่นหอมอบอวลของกาแฟโบราณที่ไม่เหมือนใคร

เมื่อนำร้านเข้าห้าง ก็มีการปรับกระบวนการใช้หม้อดินให้ปลอดภัยและทันสมัยขึ้น แต่ยังคงต้นตำรับภูมิปัญญาดั้งเดิมอยู่ โดยเปลี่ยนจากใช้หม้อกับเตาถ่านมาใช้ฮีตเตอร์ขดลวดความร้อนแทน

“ร้านเราใช้วิธีสร้างแรงดึงดูดก่อน พอคนเห็นหม้อก็สนใจ เดินเข้ามาชิม ชอบรสชาติก็ติดใจ เราทำโลโก้ให้จำง่าย”

ปัจจุบันมีชาวต่างชาติที่มาชิมแล้วติดใจหลายราย ทำให้ได้เปิดแฟรนไชส์ที่ต่างประเทศ ทั้งจีนอินโดนีเซีย มาเลเซีย และยังมีขายที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นร้านดั้งเดิมด้วย

“เราคงกระบวนการทำกาแฟและคอนเซปต์ร้านเดิมทุกอย่าง เวลาไปขายต่างประเทศ แต่รสชาติของวัตถุดิบ เช่น ใบเตย นม ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เราต้องไปสำรวจตลาดเพื่อเสาะหาวัตถุดิบให้คงรสชาติใกล้เคียงกาแฟโบราณดั้งเดิมของเรามากที่สุด” ขวัญเล่าด้วยความภูมิใจที่ได้เห็นสูตรกาแฟของพ่อเดินทางไกลไปหลายประเทศ

05 กลุ่มแปรรูปผลผลิตเกษตร​ตำบลสันติสุข​

‘ได้รับความนิยมจากหลายชาติทั้งฮ่องกง ไต้หวัน จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

บุญนภา วรรณคำ และ โสภา ทาอ้าย สองพี่น้องจากกลุ่มแปรรูปผลผลิตเกษตร ตำบลสันติสุข​ เริ่มนำผลไม้ท้องถิ่นอย่าง ลำไย ลิ้นจี่ สับปะรด มะม่วง มะขาม กล้วย มาทำเป็นผลไม้แปรรูป ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 โดยมีชาวบ้านกว่าร้อยชีวิตช่วยกันทำ

เคล็ดลับการทำผลไม้แปรรูปให้อร่อย คือใส่ใจคุณภาพผลไม้ที่ดี ตั้งแต่ตอนเลือกผลไม้ไปจนถึงขั้นตอนแปรรูปที่ไม่ใส่น้ำตาล เน้นกระบวนการผลิตแบบธรรมชาติ ใส่ใจสุขภาพของคนทาน

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ด้วยคุณประโยชน์ของผลไม้แต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ลิ้นจี่บำรุงผิวพรรณ มะขามแก้ท้องผูก ทำให้มีผลไม้มากมายหลายชนิดให้เลือก และด้วยความหลากหลายนี้เองที่ทำให้โดนใจชาวต่างชาติหลายประเทศที่แวะเวียนมา

“คนจีนชอบลำไยอบแห้งเพราะเชื่อว่าเป็นตามังกร (Dragon Eyes) เป็นของที่มีค่าของคนจีน มะม่วงอบแห้ง ก็ได้รับความนิยมจากหลายชาติ ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย” โสภาเล่าสิ่งที่สังเกตได้จากพฤติกรรมการซื้อของคนแต่ละชาติ

การได้ขยับขยายมาขายที่สุขสยามทำให้ได้ทำผลิตภัณฑ์ให้เป็นสากลมากขึ้น แพ็กเกจใสที่มองเห็นผลไม้ได้ชัดและการให้ชิมที่หน้าร้าน ทำให้ลูกค้าต่างชาติที่ไม่เคยทานกล้าลองชิม และกลับมาสั่งออเดอร์เพิ่มเติมต่อไป 

ธนบุรีดีไลท์

06 จุ๊บเจลเนอรัล 

‘กระเป๋าถักนิตติ้งและโครเชต์ของกลุ่มชาวบ้านที่ดีไซเนอร์จากปารีสติดต่อขอซื้อ’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

นอกจากสินค้าภูมิปัญญาของภาคต่างๆ แล้ว แถบชุมชนคลองสานก็มีกลุ่มที่เชี่ยวชาญในงานถักทุกชนิดทั้งนิตติ้งและโครเชต์ โดยนำแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ดอกคาเมลเลีย ลายกนกไทย ทำออกมาเป็นสินค้าหลากหลาย ทั้งกระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ เครื่องประดับ

ความพิเศษ คือไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ จุ๊บ-ปิลันธนา นามวงศ์ ตั้งใจให้งานถักเป็นศิลปะบำบัดสำหรับกลุ่มคนเกษียณที่มีฝีมือการถักดอกไม้ระดับครู ไปจนถึงเด็กสาวที่มีลูกในวัยเรียนและกลุ่มแม่บ้าน

โดยจุ๊บได้มอบหมายงานถักที่เหมาะกับนักถักแต่ละกลุ่ม เด็กๆ มักได้ถักของชิ้นเล็กชิ้นน้อยเช่นดอกไม้ ส่วนแม่บ้านเน้นถักกระเป๋า เธอยังให้อิสระในการออกแบบแก่นักถัก แต่ก็ยังคุมคอนเซปต์ให้ตรงความต้องการของตลาด 

งานถักของร้าน จุ๊บเจลเนอรัล เริ่มโกอินเตอร์เมื่อมีซุปเปอร์สตาร์และอินฟลูเอนเซอร์จากไต้หวัน
มาซื้อกระเป๋าถัก ทำให้คนไต้หวันแห่มาซื้อตาม 

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

เมื่อมีคนสนใจมากขึ้น สิ่งที่ร้านปรับตัว คือไม่ได้ทำตามสีและออกแบบที่ตัวเองชอบเท่านั้น แต่ฟังความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

“แต่ละประเทศตอบรับสีไม่เหมือนกัน โทนสีที่เราคิดว่าสวย บางทีคนต่างชาติก็ไม่ได้ชอบแบบเรา คนอังกฤษอยากได้สีเรียบๆ อย่าง ขาว ดำ เราก็ทำให้ หลายครั้งลูกค้ามีไอเดียมาว่าอยากได้แบบไหน ก็จัดให้”

ดังนั้นไม่ว่าจะมีดีไซเนอร์ที่ปารีสมาติดต่อขอซื้อ หรือคนมุมไบจากอินเดียมาสั่งทำหมวกและผ้าพันคอเป็นจำนวนหลายร้อย จุ๊บเจลเนอรัล ก็จัดให้ได้ 

สร้างเมืองแห่งสารพัดสุข โดยนักออกแบบสวนสนุก 

Local Heroes แต่ละคนนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่แตกต่างกัน และนี่เป็นหนึ่งในความตั้งใจของโอ๊ตที่อยากให้สุขสยามเป็นเมืองสารพัดสุข

“คนไทยมีความสุขที่มีเสน่ห์แบบไม่เหมือนใครในโลก อะไรก็สุขได้” สุขสยามเลยอยากนำเสนอทั้งอาหารเลิศรสแบบ ‘สุขแซ่บ’ ตีแผ่ความเป็นมิตรแบบ ‘สุขสนุก’ ของคนไทย รวมถึงเรื่องราววัฒนธรรมวิถีไทยที่มีทั้ง ‘สุขเสน่ห์’ ‘สุขสัมพันธ์’ ‘สุขสืบสาน’ ‘สุขสร้างสรรค์’

หนึ่งในวิธีที่ทำให้คนเดินเล่นสัมผัสถึงวิถีไทยเหล่านั้น คือการออกแบบสถาปัตยกรรมและผังเมืองให้ไม่เหมือนห้างทั่วไป รวมทั้งใส่อัตลักษณ์ไทยลงไป 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินสำรวจเมืองสวนสนุก ก็น่าจะชอบเดินเล่นที่สุขสยามเหมือนกัน เพราะนักออกแบบสุขสยามคือคนเดียวกับคนที่ออกแบบให้ Harry Potter Land ที่ Universal Studio 

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมสุขสยามถึงมีแผนที่แบ่งเป็นโซนภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้ โดยแต่ละโซนมีการร่วมมือกับศิลปินไทยและ Urban Architect เพื่อออกแบบรายละเอียดสถาปัตยกรรมของบ้านในแต่ละภาคที่ต่างกัน ทั้งลายไม้ จั่ว วิธีการก่อสร้าง

เมื่อเดินเข้าไป จึงเห็นทั้งบันไดพญานาคของภาคเหนือ ชิโน แมนชั่นของภาคใต้ ลานเมืองของภาคกลาง และเล้าข้าวไทยในแบบอีสาน

หากเงี่ยหูฟังให้ดี เวลาเดินเล่นในแต่ละโซนจะได้ยินเสียงเพลงพื้นบ้านของแต่ละภาค ที่กระซิบเล่าเรื่องวัฒนธรรมเพื่อรอให้คนเงี่ยหูฟัง 

Rome was not Built in One Day

สำหรับโอ๊ต การคัดสรรร้านค้ามาอยู่ในสุขสยามเป็นงานที่ไม่มีที่สิ้นสุด

การสืบสานวัฒนธรรมเป็นงานที่พัฒนาต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ เหมือนพัฒนาเมืองๆ หนึ่ง หากร้านค้าที่มาอยู่ในเมืองสุขสยาม ไม่ได้ขยับขยายหรือพัฒนาต่อก็ไม่มีความหมาย

การไม่ได้มองสุขสยามว่าเป็นแค่ตลาดน้ำติดแอร์ แต่เป็นเวทีตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ จึงทำให้แตกต่างจากห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ที่ปล่อยพื้นที่ให้ร้านค้ามาเช่าเท่านั้นแล้วจบ

ในปีนี้สุขสยามเริ่มก่อตั้ง สุขสยาม อะคาเดมีที่มุ่งติดอาวุธให้ผู้ประกอบการอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งด้านการค้ากับต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และอีกมากมาย

สิ่งสำคัญที่สุด คือการให้โอกาสกิจการชุมชนได้เติบโตอย่างยั่งยืน

หลายกิจการ เมื่อต่างชาติให้ความสนใจมากขึ้นก็สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนต้นน้ำมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟ ผลไม้จากไร่ หรือชุมชนคนทำงานฝีมือ

เพราะเมืองที่ดีจะเติบโตได้เมื่อทุกคนโตไปด้วยกัน 


Facebook : SOOKSIAM 

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ธันวา ลุจินตานนท์

หุ้นส่วนร้านล้างฟิล์มที่ถูกทักเสมอว่าไม่เห็นอยู่ร้าน ชอบถ่ายรูปผู้คนเพราะสนุกเวลาได้ฟังหรือพูดคุยกับเค้า และชอบแดดฤดูหนาวเพราะความคมกับโทนของมันช่างสวยงามแต่คนรอบข้างไม่มีใครเข้าใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

จากสิ่งที่ ‘มองผ่าน’ สู่สิ่งที่ ‘มองเห็น’

อดีตฝังแน่นในแผ่นไม้ลายฉลุ เสน่ห์เมืองเก่าถูกบรรจุระหว่างรอยร้าวของกำแพงอิฐ ความทรงจำได้รับการจารึกบนตึกรามบ้านช่องอายุไม่น้อยกว่า 100 ปี บน ‘ถนนยมจินดา’ ถนนสายแรกของเมืองระยองที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ยาวขนานคู่แม่น้ำชื่อเดียวกับจังหวัด

ความเก่าแก่แต่ไม่เก่าเก็บได้รับการปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งผ่านความร่วมมือของหลายฝ่ายตั้งแต่ชาวบ้านในพื้นที่ กลุ่มและองค์กรในชุมชน รวมถึงสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) มิตรรักนักพัฒนาที่ชวน The Cloud มาเดินชมย่านสวยรวยเสน่ห์ในคราวนี้ พร้อมทีมงานจากโรงเรียนสังเคราะห์แสง (School of Photographic Arts) มิตรรักนักถ่ายภาพที่จัดกิจกรรมชวนเจ้าของย่านทุกช่วงวัยมาถ่ายภาพสะท้อนหลากหลายมุมมองผ่านนิทรรศการ ‘Portrait of YOMJINDA’ ที่จัดขึ้น ณ ตึกกี่พ้งและตึกเถ้าแก่เทียน ตั้งแต่วันที่ 9 – 11 กันยายน พ.ศ. 2565

ขอเล่าก่อนว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในการทดลองสร้างเส้นทางเพื่อดูความเป็นไปได้ในการขยายขอบข่ายการท่องเที่ยวที่ CEA เทศบาลนครระยอง และชาวย่านร่วมกันจัดขึ้นภายใต้ชื่องาน ‘Co-Create YOMJINDA – สรรค์สร้างย่านเมืองเก่าสร้างสรรค์ยมจินดา’ จึงมีระยะเวลาจัดงานเพียง 3 วัน

แต่หากใครยังชั่งใจ ไม่รู้ว่าวันหยุดหน้าควรตีตั๋วไปไหน เราขอฝากตัวเป็นไกด์นำเที่ยวเลี้ยวชมประวัติศาสตร์ผ่านนานาภาพถ่ายและกิจกรรมที่เพิ่งผ่านมา พาทุกท่านเดินทางสู่ถนนเมืองเก่าที่ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่ 

‘ยมจินดาก็ยินดีต้อนรับเสมอ’

Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย

ร้านหลานเอก

The Future of Yomjinda’s Café

เริ่มต้นกันบนถนนชุมพลที่อยู่ถัดจากถนนยมจินดาเพียงไม่กี่เมตร แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของย่านเดียวกัน

สถานที่จัดนิทรรศการภาพถ่ายโซนที่หนึ่งคือ ร้านหลานเอก คาเฟ่คนรุ่นใหม่ในตึกเก่าอายุ 109 ปี เรียกกันว่า ‘ตึกกี่พ้ง’ สร้างโดย นายกี่พ้ง แซ่ตัน ชาวจีนไหหลำที่อพยพมาทำงานค้าพริกไทยและเสื้อผ้าตามตำบลต่าง ๆ ในเมืองระยองจนร่ำรวย 

เขาได้ว่าจ้างช่างจากภูเก็ตมาสร้างอาคารหลังนี้ในสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน จำนวน 12 ห้อง ถือเป็นอาคารพาณิชย์หลังแรกของเมือง สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2456 ภายหลังตกทอดมาถึงครอบครัว นายเอก พะเนียงทอง เมื่อได้รับการปรับปรุงเป็นคาเฟ่ภายใต้ความดูแลของผู้ร่วมก่อตั้งรุ่นใหม่อย่าง ซัน-กษิดิ์เดช พะเนียงทอง คำว่า ‘หลานเอก’ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อร้าน

Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย

“เจ้าของเห็นความสำคัญของตึกนี้มาตั้งแต่แรก เลยอยากทำอะไรให้เกิดประโยชน์และเชื่อมกับชุมชน ที่ตรงนี้ถูกปล่อยร้างไว้นาน แต่เจ้าของเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไร ยกเว้นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาสภาพให้แข็งแรง 

เราต้องรอคิวช่างซ่อมโบสถ์เป็นปี เพื่อมาซ่อมกระเบื้องหลังคาโบราณโดยเฉพาะ ช่างทั่วไปทำไม่เป็น

ตอนนี้ตึกแบ่งเจ้าของเป็น 3 ช่วง แต่ 2 ช่วงแรกนับจากอาคารอีกมุมมีการเปลี่ยนพื้น ทาสีใหม่ แต่ฝั่งของเราชูความเดิม ๆ ถ้าจะเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ระยองก็มีอยู่แล้ว เราเลยทำเป็นคาเฟ่ให้คนทั่วไปเข้าถึงง่ายขึ้น ไม่อยากให้คนเดินผ่านมาแล้วก็ผ่านไป”

ซันอธิบายให้ฟังพร้อมกับที่พนักงานนำเมนูเด็ดของร้านมาเสิร์ฟ 

2 เมนูที่เรามีโอกาสได้ชิมคือ Old Town Matcha มัทฉะผสมน้ำแอปเปิ้ล หอมกลิ่นเครื่องเทศ เมนูนี้ออกแบบมาเพื่อสะท้อนประวัติศาสตร์ของย่านในฐานะศูนย์การค้าเก่าที่มีสมุนไพรเป็นหนึ่งในสินค้าขายดี

เมนูที่สองคือ RILA เสกขึ้นจากอิตาเลียนโซดาผสมกลิ่นอายความเป็นไทยจากสมุนไพรที่ใส่ลงในอาหารพื้นเมือง ทั้งตะไคร้ มะกรูด และมะนาว โดยเมนูพิเศษนี้คิดค้นขึ้นเพื่อนำรายได้ 40 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายไปมอบให้กับ สถาบันเพื่อการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จังหวัดระยอง (RILA) เพื่อพัฒนาระยองต่อไป

“เมนูจะเปลี่ยนตามองค์กรที่สนับสนุน ด้วยความตั้งใจว่าอยากให้สถานที่แห่งนี้เป็นประโยชน์ต่อทุกคนอย่างแท้จริง

“เราคิดไว้ตั้งแต่แรกว่า ชั้นบนจะทำเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมหรือนิทรรศการหมุนเวียน โดยโจทย์ต้องเกี่ยวข้องกับชุมชนหรือระยองเท่านั้น สังเกตว่าจะไม่ค่อยมีที่ให้นั่งเท่าไหร่ จะให้นั่งด้านล่างมากกว่า”

Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย
Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย

แม้อายุของร้านหลานเอกจะยังไม่มากนัก แต่ความตั้งใจของพวกเขาล้นเหลือและวางแผนกันมานานหลายปี

ซันกล่าวว่า เขาไม่อยากให้ใครมายมจินดาแล้วพบแต่เพียงความร้อน แต่อยากให้นักท่องเที่ยวได้มายลมนต์เสน่ห์ที่เขาและพี่ชายเคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก เมื่อจิตที่แน่วแน่ยืนยันว่าถนนสายเก่ายังหายใจและไปต่อได้ เหล่าหลานเอกจึงขอเป็นผู้ประกอบการตัวเล็กที่จะจุดประกายให้คนอื่นเห็นว่า ‘ถนนเส้นนี้มีทางรอด’

“CEA ร่วมกับเทศบาล กลุ่มคนในพื้นที่ร้านหลานเอก และคนรุ่นใหม่ ยมจินเดย์ มีแผนอยากเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมือง เพราะเวลาใครมาระยองก็ไปทะเล ทำให้มองเลยกลุ่มในเมืองไป 

“เราสำรวจดูว่าจะพาไปไหนได้บ้าง มีกิจกรรมอะไรบ้าง จึงเกิดเป็นเส้นทางทดลองนี้ขึ้นมา โดยให้ยมจินดาเป็นเหมือนสปริงบอร์ด พานักท่องเที่ยวไปต่อยังที่อื่นได้ทั้งทางบกและทางน้ำ” มนฑินี ยงวิกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เสริมถึงที่มาของกิจกรรมและเหตุผลที่เราทุกคนมาเยือนระยองในครั้งนี้

หากในอนาคตเส้นทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริง นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสเดินทางทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นพายเรือหรือล่องเรือจากแม่น้ำระยอง ย่านยมจินดาไปถึงสะพานขาว เข้าสู่ป่าชายเลน และพื้นที่พระเจดีย์กลางน้ำ

นิทรรศการภาพถ่ายโดยชาวย่าน 3 ช่วงวัย

If Yomjinda Cloud Say

Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย

ลายฉลุโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ของตึกกี่พ้งยังมีให้เงยหน้าชมเหมือนเมื่อร้อยปีก่อน เพียงแต่บางซี่ผุบ้างหักบ้างตามกาลเวลา

เราเดินสำรวจจากชั้น 1 ขึ้นมายังชั้น 2 จนพบนิทรรศการ Portraits of YOMJINDA ไฮไลต์ของงานครั้งนี้ โดยมี แบงค์-ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช, เอ็กซ์-อาวุธ ชินนภาแสน, โต้-วิรุนันท์ ชิตเดชะ และ ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ 4 ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสังเคราะห์แสง ผู้เชื่อว่าภาพถ่ายมีพลังในการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างไร้ขอบเขต เป็นผู้พาเราชมนิทรรศการ

“สังเคราะห์แสงมีภาษิตว่า A hub where photography grows and matters. เราดูว่าภาพทำอะไรได้บ้าง ก่อนจะค้นพบว่ามันนำพาเราไปค้นพบอะไรมากขึ้น

“เรื่องราวของยมจินดาเป็นสิ่งที่คนมองแต่ไม่เห็น แม้กระทั่งคนในชุมชนที่เดินผ่านทุกวัน แต่รูปถ่ายจะทำให้คนเห็นในสิ่งที่เขามองผ่าน เราเลยชวนคนในชุมชนมาถ่ายภาพกัน โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงวัย คนอาวุโสที่มีเรื่องราวอยากถ่ายทอดมากมาย คนทั่วไปที่อยากขับเคลื่อนบางอย่าง และเด็กที่เป็นอนาคตของย่าน ทั้งหมดร้อยเรียงออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ของนิทรรศการครั้งนี้

“แต่สุดท้ายคนที่เราอยากให้เห็นที่สุดคือคนในย่าน เพราะนี่คือที่ที่เขาอยู่” อาจารย์แบงค์เล่า

Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย

งาน ‘Portraits of’ ของกลุ่มสังเคราะห์แสงและ CEA เคยเกิดมาก่อนแล้วที่ย่านเจริญกรุงและสงขลา แต่ละสถานที่ให้ผลลัพธ์แตกต่างกันเช่นเดียวกับครั้งนี้

เราถูกดึงดูดด้วยรูปสีสดใส ซื่อตรง และแปลกตา นั่นคือผลงานภาพฟิล์มของเด็กชาวย่านที่ผ่านการเวิร์กชอปกับทีมทั้งหมด 17 คน โดยโจทย์ของพวกเขาคือ ‘What’s the FUTURE saying?’ พรุ่งนี้ที่อยากเห็น มีคำสำคัญให้ คือ บ้านเก่า ศาลเจ้า ความสุข สีสัน และยมจินดา

โซนที่อยู่ถัดไปคือภาพแบบ Narrative และ Inspirative โดยกลุ่มคนทั่วไปที่มีทั้งผู้ใหญ่และวัยชราปะปนกันภายใต้โจทย์ ‘What’s the PRESENT saying?’ วันนี้คนในพื้นที่รู้สึกอย่างไร สุขหรือเศร้า เหงาหรือกำลังฝัน ทั้งหมดถ่ายทอดออกมาผ่านภาพที่คำพูดนับล้านไม่อาจบรรยายได้หมด

เราขอยกตัวอย่างเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของยมจินดาและกิจกรรมที่เกิดขึ้นสักเล็กน้อย

01 บ้านและอาคารเก่า

Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย

รวมภาพหน้าต่างบ้าน ถ่ายโดยชาวย่านยมจินดาวัย 60 ปี

ไม่ว่าจะผลงานของเด็กน้อยหรือผู้ใหญ่ต่างก็เต็มไปด้วยสีน้ำตาลของเนื้อไม้อันคุ้นเคย เนื่องจากอาคารในย่านผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งไทย จีน และตะวันตก

สภาพบ้านเรือนดั้งเดิมยังมีให้พบตลอดสาย ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ของชาวบ้านทั่วไป หรือกิจการเก่าแก่ที่ยังเปิดให้เข้าชมหรือให้บริการทั้ง บ้านสัตย์อุดม ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งแรกของย่าน สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2464 

บ้านสะพานไม้ ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงบ้านสะพานไม้ 

บ้านบุญศิริ บ้านหลังแรกในย่าน

และ บ้านมาลีวณิชย์ ร้านขายหมอนทำมือเจ้าเก่า ซึ่งคุณลุงเจ้าของบ้านเล่าว่า กระเบื้องหน้าบ้านของเขานำเข้าจากอิตาลีมีอายุกว่า 60 ปีแล้ว

ระหว่างเดินชมเมือง เราเห็นทั้งบอร์ดแปลกตา สติกเกอร์สีสดใส และป้ายรูปแบบไม่คุ้นเคย กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ นั่นคือกิจกรรมซาวเสียงที่ CEA เยาวชนรุ่นใหม่ในย่าน และองค์กรพันธมิตรร่วมกันจัดขึ้น 

ยกตัวอย่าง ‘ปฏิทิน 12 เดือน’ ที่ตัวแทนกลุ่มยมจินเดย์อธิบายว่า เป็นการขอความคิดเห็นจากคนในท้องที่ว่า พวกเขาอยากให้จัดกิจกรรมอะไรในแต่ละเดือน ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้เกิดกิจกรรมใหม่ และที่สำคัญคือได้สร้างกิจกรรมของคนในยมจินดาเพื่อคนยมจินดาอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับบอร์ดความเห็นเรื่อง ‘Street Furniture & Street Elements’ ที่ อาจารย์หนอน-ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พาเราสำรวจ

“เรามีแบบฝาท่อและกระถางให้เลือกโหวตว่าแต่ละคนชอบแบบไหน สามารถเขียนข้อดี-ข้อเสียเขียนลงบนสติกเกอร์ ผ่านไป 3 วันเราก็จะพอได้แนวทางเพื่อบอกต่อไปยังเทศบาลหรือจังหวัด

“สิ่งที่อยู่ด้านหน้าตลาดเทศบาลนครระยองคือม็อกอัพที่เราทำขึ้น เพื่อให้นึกออกว่า ในอนาคตจะมีบอร์ดความรู้แบบไหนมาตั้ง เขาชอบแบบทันสมัยมีหน้าจอหรือชอบแบบทั่วไป นอกจากนี้ที่หน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมก็มีเฟอร์นิเจอร์ที่ลองออกแบบ เพื่อให้ร่มเงาและเป็นพื้นที่พักผ่อนให้ทดลองใช้บริการ”

02 ศาลเจ้าแม่ทับทิม

Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย

แดง เหลือง เขียว น้ำเงิน คือพาเลตสีศาลเจ้าที่ปรากฏอยู่บนภาพฟิล์มหลายใบ เพราะศาลเจ้าแม่ทับทิมคือแหล่งรวมใจที่ขาดไปไม่ได้

“กิจกรรมนี้เป็นมุกที่เราจัดเส้นทางทดลองให้คนไปเยี่ยมชมจุดต่าง ๆ เลยเริ่มจากการเสี่ยงเซียมซีที่ศาลเจ้า สิ่งที่ได้ออกมาคือสถานที่ที่ให้ไป เช่น บ้านสะพานไม้ ตะหลาดโรงสี ฝาท่อ แต่ต้องอ่านเอาจากคำทำนาย”

อาจารย์หนอนอธิบายกิจกรรมพร้อมด้วยทีมงานของ CEA ที่ลองอ่านใบเซียมซีให้ฟังเป็นตัวอย่าง

ศาลเจ้าแม่ทับทิมหรือตุ้ยบุ้ยเต๋งเหนี่ยง ปัจจุบันมีอายุครบ 144 ปี นับแต่ พ.ศ. 2421

“จากเกาะไหหลำ เจ้าพ่อกวนอูขึ้นฝั่งที่เกาะสมุย แต่เจ้าแม่ทับทิมไม่ยอมขึ้น จนลมมรสุมพัดขึ้นอ่าวไทยมา จริง ๆ ท่านจะขึ้นที่สัตหีบหรือประแสก็ได้ แต่กลับมาทางแหลมเจริญเข้ามาในแม่น้ำระยองที่ท่าประดู่แห่งนี้

“ย่านนี้คนจีนค้าขายกันในอดีต พอทราบเรื่องก็ลองมาโยนไม้เสี่ยงทานดู การโยนของจีนไหหลำจะยากกว่าจีนทั่วไป ต้องให้ได้ 3 แบบไม่เหมือนกัน ถึงจะแปลว่าใช่ โยนเซ็ตเดียวท่านขึ้นเลย” 

ยรรยง วรโศภิษฐ์ ประธานมูลนิธิกุศลร่วมใจ ศาลเจ้าแม่ทับทิมระยอง และ สุทธิพร ภู่ธนะพิบูล เลขาฯ มูลนิธิศาลเจ้าแม่ทับทิม เล่าประวัติให้ฟังด้วยความสนุก

Portrait of YOMJINDA เที่ยว 'ยมจินดา' ถนนสายแรกของระยองผ่านนิทรรศการภาพถ่าย 3 ช่วงวัย

พวกเขาบอกว่า ศาลเจ้าแม่ทับทิมแหล่งอื่นอาจย้ายศาลตามบริบทเมืองที่เปลี่ยนไป แต่เจ้าแม่ทับทิมที่นี่ยังคงอยู่ที่เดิม พร้อมสภาพบ้านเมืองที่ไม่ต่างไปมากนัก

สิ่งที่เพิ่มขึ้นจากอดีตคือการพัฒนาศาลให้แข็งแรงทนทานต่อกาลเวลา พร้อมจิตรกรรมฝาผนังที่ฝั่งหนึ่งบอกเล่าการกำเนิดเจ้าแม่ทับทิมของจังหวัด ส่วนอีกด้านเป็นประวัติเจ้าแม่ทับทิมที่ประเทศจีน

ยรรยงเสริมว่า เสาไม้เก่าของศาลเจ้าบางส่วนที่ผุกร่อนถูกนำมาทำเป็นเหรียญเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งจะทำพิธีลุยไฟในวันที่ 3 และวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ทำพิธีแห่เจ้ารอบเมือง ก่อนแจกให้สาธารณชนนำไปบูชา

03 กิจการใหม่ในบ้านเก่า

เมืองเก่าเล่าใหม่ผ่านภาพหายากและภาพถ่ายโดยชาว 'ยมจินดา' คืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ อาคาร และผู้คน บนถนนระยะ 700 เมตร

อีกหนึ่งสิ่งที่ปรากฏล้อไปกับบ้านไม้สุดคลาสสิก คือตัวอักษรทันสมัยบนป้ายร้านค้า คาเฟ่ และโรงแรมสมัยใหม่ที่เกิดในเมืองเก่า ไม่ว่าจะเป็น Old House At Yomjinda ร้านเชย Hippie type หรือ Converstation ที่มักจัดกิจกรรมให้คนรุ่นใหม่มาร่วมตัวกัน เปิดพื้นที่ให้ใช้ และเล่นบอร์ดเกมคลายเครียด

ส่วนเราได้ลองสกรีนเสื้อด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก โดยมีลวดลายที่เกี่ยวข้องกับเมืองให้เลือกกลับไปเป็นของที่ระลึก

ตึกเถ้าแก่เทียน

Portraits of YOMJINDA

เมืองเก่าเล่าใหม่ผ่านภาพหายากและภาพถ่ายโดยชาว 'ยมจินดา' คืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ อาคาร และผู้คน บนถนนระยะ 700 เมตร
เมืองเก่าเล่าใหม่ผ่านภาพหายากและภาพถ่ายโดยชาว 'ยมจินดา' คืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ อาคาร และผู้คน บนถนนระยะ 700 เมตร

“โซนที่ 2 ทั้งหมดคือเรื่องราวที่เก็บจากเสียงของคนเก่าแก่ในพื้นที่ อยู่มาตั้งแต่เด็ก

“เราค้นพบว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ไม่สามารถถ่ายทอดผ่านภาพได้คือเรื่องเล่า เพราะมันมีชีวิตอยู่ในนั้น งานในตึกนี้เราจัดเป็นสเตชันแบ่งออกเป็นย่าน มีลำโพงซ่อนอยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นเสียงของคนที่เราไปคุยด้วย ให้คนดูและฟังไปพร้อมกัน

“อย่างที่ตึกกี่พ้ง ร้านหลานเอก จะเห็นว่าเราเล่าเรื่องปัจจุบันและอนาคต เห็นอย่างไรถ่ายอย่างนั้น แต่เราอยากเอาอดีตกลับมาด้วยเพื่อความสมบูรณ์ 

“ภาพเก่าของยมจินดามีจำกัดและหายากมาก (กกกกก) มีแค่ไม่กี่ชุดและหลายชุดถูกทำเป็นหนังสือแล้ว กว่าจะได้มาต้องเอามาจากคนทำหนังสือก็คือ เรื่องเล่าเมืองระยอง ของ อาจารย์เอนก นาวิกมูล” อาจารย์เอ็กซ์นำทัวร์ภายในตึกเถ้าแก่เทียน อีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญที่ไม่มาไม่ได้

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2460 ขุนพาณิชย์ ชลาสินธุ์ หรือ เถ้าแก่เทียน พ่อค้าคหบดีชาวจีนไหหลำสร้างตึกหลังที่ 2 ของระยองขึ้นโดยผสมผสานศิลปะจีนและตะวันตกเข้าด้วยกัน ใช้เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของจังหวัดใน พ.ศ. 2500 

จุดเด่นของอาคารคือ ปูนปั้นพรรณพฤกษาที่บริเวณหน้าจั่วและเหล็กดัดหน้าต่างรูปตราธนาคารนครหลวงไทย ปัจจุบันตึกเถ้าแก่เทียนหรือวิกเถ้าแก่เทียน เปิดเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมต่าง ๆ 

เมืองเก่าเล่าใหม่ผ่านภาพหายากและภาพถ่ายโดยชาว 'ยมจินดา' คืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ อาคาร และผู้คน บนถนนระยะ 700 เมตร

เราเดินชมภาพสีที่จัดแสดงสลับกับภาพขาวดำหาดูยากท่ามกลางผนังปูนที่ลอกออกเห็นอิฐแดงซ่อนอยู่ภายใน และเฟอร์นิเจอร์โบราณที่ใช้จริงในอดีต กลางห้องคือเครื่องเก็บเงินสีทองอร่าม ข้างกันคือลูกกรงสีแดงสำหรับเข้าห้องนิรภัยธนาคาร อดีตทุกอย่างจัดสรรอย่างดีในอาคารกว้าง 3 คูหาสมกับคอนเซ็ปต์ What’s the PAST saying?

“เสน่ห์ของการถ่ายรูปคือ พอเราทำงานกับคนที่ไม่รู้จักในพื้นที่ ถ่ายแค่ภาพเดียว สนิทกันเลย (หัวเราะ) อย่างรูปนี้เป็นความบังเอิญ เราได้รู้จักกับผู้อาวุโสทั้ง 3 ท่านตอนลงพื้นที่ มีพูดถึงสะพานเก่าแก่ของจังหวัด แล้วบังเอิญหลังจากนั้นได้เจอภาพเก่าในมุมเดียวกันพอดี” 

อาจารย์เอ็กซ์เล่าถึงชายสูงวัย 3 คนที่ยืนเรียงกันบริเวณหน้าสะพานไม้โบราณ ซึ่งภายหลังได้รับการสร้างใหม่ในชื่อ สะพานสามิภักดิ์ แต่ชาวบ้านก็ยังคุ้นชินกับการเรียกว่าสะพานไม้หรือสะพานราษฎร์บำรุงมากกว่า

พลังของรูปถ่ายทำงานตลอดระยะเวลาเพียงน้อยนิดที่ทีมสังเคราะห์แสงทำการบ้านและทำความรู้จักถนนเส้นนี้ เช่นเดียวกับรูปถ่ายของหญิงสูงวัยคนหนึ่งซึ่งเธอไม่เคยเปิดบ้านให้ใครเข้าชมมาก่อน

“ทุกคนคือคนในพื้นที่ แต่เราคือคนแปลกหน้า อันนี้โชคดีมากที่เขาเปิดบ้านให้พอดี ส่วนคนนี้คือครูหมู เป็นลูกหลานท่านเจ้าเมืองที่มีข้อมูลของย่านนี้เยอะที่สุดแล้ว” 

เขาเปรยประวัติคร่าว ๆ ให้ฟัง ก่อนที่เย็นวันนั้นเราจะมีโอกาสสนทนากับครูหมูตัวจริงแบบกะทันหัน เพราะเธอควบหน้าที่แม่ครัวหัวป่าก์ ทอดไข่เจียวโบราณพร้อมทำเมนูแนะนำอย่างผัดวุ้นเส้นโบราณ แกงระยอง (แกงแขนงสับปะรด) พล่าสามเกลอ และกะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ให้เราทานพอดี

01 บ้านเจ้าเมืองต้นตระกูลยมจินดา – ครัวครูหมู

เมืองเก่าเล่าใหม่ผ่านภาพหายากและภาพถ่ายโดยชาว 'ยมจินดา' คืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ อาคาร และผู้คน บนถนนระยะ 700 เมตร

ถนนเส้นนี้มีความยาวกว่า 700 เมตร สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2443 ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ตระกูลยมจินดาที่สมาชิกของตระกูลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองถึง 3 ท่าน 

นอกจากนี้ถนนใกล้กันอย่าง ถนนศรีสมุทรโภค ก็ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ พระศรีสมุทรโภคไชยโชคชิตสงคราม (อิ่ม ยมจินดา) อดีตผู้ว่าราชการเมืองระยอง 

ถนนราชภักดี ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ หลวงราชภักดีศรีสงคราม (อรุณ ยมจินดา) อดีตนายอำเภอเมืองระยอง

และ ถนนภักดีบริรักษ์ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ หลวงภักดีบริรักษ์ (อำ ยมจินดา)

ปัจจุบันบ้านเจ้าเมืองยังคงตั้งอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ หน้าบ้านที่ในอดีตหันเข้าหาทางสัญจรหลักคือแม่น้ำระยอง ได้กลายเป็นส่วนหลังบ้าน ขณะที่หลังบ้านเดิมกลายเป็นประตูต้นรับแขกเหรื่อ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเรือนเจ้านายและมาทานอาหารที่ ครัวคุณหมู ร้านของ ครูหมู-วลัยพร ใจหนักแน่น ในฐานะหลานสาวของตระกูลและลูกสาวของ นางวาจา ยมจินดา ธิดาของ พระศรีสมุทรโภคไชยโชคชิตสงคราม (อิ่ม ยมจินดา) ผู้สร้างบ้านหลังนี้ใน พ.ศ. 2475

“คุณทวดเป็นเจ้าเมืองคนแรก ลูกชายก็คือคุณตาของครู เป็นเจ้าเมืองคนสุดท้าย ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านมาจากแพจากเรือที่ใช้สัญจรกันในอดีต

“ยมจินดาเคยเป็นศูนย์การค้าย่อย มีร้านเสื้อผ้า ร้านขายยา โชห่วย ร้านเครื่องสังฆภัณฑ์ ใครก็ต้องมา แต่พอศูนย์การค้าจริงเกิดขึ้น คนก็อพยพกันไปหมด ทางนี้เงียบเหงา เพิ่งฟื้นฟูขึ้นสัก 20 ปีก่อน ร้านอาหารนี้ก็ประมาณ 18 ปี ตอนนี้กลายเป็นถนนเมืองเก่า ถนนคนเดิน เป็นถนนทรงเสน่ห์ที่ใครก็รู้จัก

“การมีคนเข้ามาทำให้ครึกครื้นไม่เปลี่ยวเหงา เศรษฐกิจดี แต่ชาวบ้านบางคนก็ไม่อยากให้ทำหลายวัน เพราะยังเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนตัวเราเป็นกลาง คนรุ่นใหม่เขาชอบที่จะพัฒนา ความคิดของเขาดี แต่สิ่งสำคัญคือการพูดคุยกัน เรามีอะไรก็บอกเพื่อช่วยพัฒนาให้ดี” ครูหมูเสริม

02 แม่น้ำระยอง

รูปถ่ายริมน้ำมีให้เห็นละลานตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปขาวดำของสะพานราษฎร์บำรุง เหตุการณ์น้ำท่วมเมือง เด็กน้อยที่ทั้งกระโดดลงว่ายน้ำ นั่งยิ้มให้กล้องอยู่ริมท่า รวมถึงกอดรัดและเล่นสนุกกับโลมา! ภาพสุดท้ายนั้นถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ. 2510 ในคืนวันที่คนและสัตว์อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด

หากเป็นอย่างที่ทาง CEA วางแผนเส้นทางเอาไว้ ในอนาคตการท่องเที่ยวทางน้ำของยมจินดาอาจต่อยอดไปได้ไกลถึงศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ โดยมีท่าเรือสร้างขึ้นที่ท่าประดู่ ท่าเรือสำเภาเก่าแก่ที่มีเรื่องเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ว่า 

เจ้าเมืองระยองเคยได้รับพระราชทานอาวุธจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อครั้งยกทัพผ่านมาในพื้นที่ ซึ่งเรื่องราวของวีรชนคนระยองได้รับการจารึกไว้ที่ อุทยานการเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจังหวัดระยอง อย่างครบถ้วนในรูปแบบสื่อใหม่ ทั้งภาพยนตร์ 2D และ 4D รวมถึงแอนิเมชัน ถือเป็นแลนด์มาร์กใหม่ (นอกย่าน) ที่สนุกจนอยากแนะนำให้ไปลอง

03 ท่าประดู่

เมืองเก่าเล่าใหม่ผ่านภาพหายากและภาพถ่ายโดยชาว 'ยมจินดา' คืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ อาคาร และผู้คน บนถนนระยะ 700 เมตร

“งานของเราพยายามอ้างอิงจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเรียกว่า Future of Thapradu Exhibition หลังจากรถมา เรือก็ถูกลดความสำคัญลง แต่จริง ๆ มันยังสำคัญในแง่การดับเพลิง สูบน้ำ สิ่งที่จะทำได้คือเปลี่ยนเป็นพื้นที่พักผ่อน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เราก็คิดว่าจะเปลี่ยนยังไงให้เป็นพื้นที่ริมน้ำสบาย ๆ

“เราทำนิทรรศการง่าย ๆ ขึ้นมาให้ชาวบ้านเห็นว่า อนาคตของท่าประดูเป็นอย่างไรได้บ้าง เช่น มีสะพานเชื่อมสองฝั่ง มีสวนสาธารณะ เราขอความเห็นผ่านสติกเกอร์เหมือนเดิม มีกระจกใสให้เด็ก ๆ วาดภาพ”

อาจารย์หนอนเล่าต่อว่า คุณแม่เจ้าของเรือนไทยริมน้ำก็สงสัยถึงสิ่งที่ CEA และคนรุ่นใหม่กำลังทำ แต่ความเข้าใจเกิดขึ้นจากการพูดคุยและอธิบาย ในอนาคตท่าประดู่จะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับเสียงของทุกคน

“สังเกตว่าในแต่ละจุดจะมีเรื่องราวของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ระหว่างทางคือกระบวนการที่ทำให้ผู้ใหญ่ในพื้นที่และคนรุ่นใหม่ได้พบกัน การทำงานร่วมกันจะง่ายขึ้น” เขาทิ้งท้าย

ภาพถ่ายทุกใบในวันนั้นกลับกลายเป็นอดีตในวันนี้ แต่นิทรรศการ Portraits of YOMJINDA คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาและต่อยอดการท่องเที่ยวเมืองระยองจากโพ้นทะเล กลับสู่ต้นทางที่ผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมมารวมตัวกันเมื่อหลายร้อยปีก่อน

หลังพระอาทิตย์ตก เราเดินย้อนผ่านตึกเถ้าแก่เทียนอีกครั้ง สีสันในห้องจัดงาน 3 คูหาเป็นประกายดึงดูดผู้คนท่ามกลางราตรีที่มีเพียงแสงจันทร์

ภาพถ่ายขาวดำทำงานในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์และกล่องเก็บความทรงจำให้คนแปลกหน้าได้ทำความรู้จัก ให้ชาวบ้านได้หวนคิดถึงวันวานที่ผ่านมา ทั้งเพื่อนบ้านที่เคยเห็นหน้า แม่น้ำที่เคยลงกระโดด ตึกเก่าที่เคยวิ่งเล่น

สิ่งเหล่านั้นยังคงอยู่ และอาจคืนกลับมาด้วยความร่วมมือของทุกคนในชุมชน ไม่เว้นแม้แต่ท่านที่กำลังอ่านบทความอยู่ตอนนี้

หากใครยังไม่รู้ว่าทริปหน้าอยากจะไปพักผ่อนที่ไหน ลองเผื่อเวลาสักวันมาเที่ยวริมแม่น้ำระยอง เปลี่ยนยมจินดาให้เป็น ‘ยมจินเดย์’ ของคุณ

เมืองเก่าเล่าใหม่ผ่านภาพหายากและภาพถ่ายโดยชาว 'ยมจินดา' คืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ อาคาร และผู้คน บนถนนระยะ 700 เมตร

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ชาคริสต์ เจือจ้อย

ช่างภาพอิสระและนักปั่นจักรยานฟิกเกียร์ ชอบสั่งกระเพราหมูสับเผ็ดน้อยหวานๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load