“ไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยวัฒนธรรม เราอยากเป็นเวทีตัวแทนของคนทั้งประเทศที่ผลักดันภูมิปัญญาไทยให้ไปเวทีโลก”

ฟังดูเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่นี่คือความตั้งใจของ โอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม 

ไม่ว่าจะก๋วยเตี๋ยวเรือธรรมดาที่แวะกินข้างทาง ผลไม้แปรรูป และงานถักที่คนไทยเราเคยเห็นจนชินตา บวบที่ใครหลายคนมองว่าเป็นพืชขยะ หรือการนำหม้อดินเผามาทำกาแฟที่บางคนอาจมองว่าเชย เหล่านี้เป็นผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จากหลายภูมิภาคทั่วไทย ที่ได้มาเปิดร้านที่สุขสยามและได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างล้นหลาม

ทั้งได้รับการติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ ได้ส่งออกไปยังประเทศในแถบเอเชียและยุโรป และแม้กระทั่งมีแบรนด์ระดับโลกให้ความสนใจ โอ๊ตให้ความเห็นว่า เรามักเคยชินกับ ‘วิถีไทย’ จนรู้สึกว่าเป็นสิ่งสามัญธรรมดา แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าภูมิปัญญาไทยนั้นมีเสน่ห์ 

คนต่างชาติที่มาเห็นรู้สึกประทับใจเพราะเห็นเสน่ห์ที่เรามองข้ามไป

ดีที่สุดของแต่ละภาค

สิ่งที่คนตัวเล็กๆ ต้องการมากที่สุดคือ เวที

เมืองสุขสยามจึงเป็นเมืองจำลองที่พร้อมต้อนรับคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ทั้งกรุ๊ปทัวร์และนักท่องเที่ยวสัญจรที่อยากสัมผัสวิถีความเป็นไทย

โจทย์ที่หินที่สุด คือการคัดสรรของดีที่สุดของแต่ละภาคมารวมไว้ด้วยกัน 

ข้าวซอยที่อร่อยที่สุด กาละแมที่หวานอร่อยที่สุด ลายผ้าที่สวยสะดุดตาที่สุด มีทั้งของกินของใช้ให้ช้อปครบจบในที่เดียว พร้อมทั้งหมุนเวียนสับเปลี่ยนร้านค้าอยู่เสมอ 

เมื่อถามโอ๊ตว่า มีวิธีเสาะหาของดีเหล่านี้อย่างไร เพราะเมืองไทย 77 จังหวัดมีของดีเยอะมาก

ก็ได้คำตอบว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องมีต้นตำรับดั้งเดิม นั่นคือ มีภูมิปัญญาที่สืบสานส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่หยุดพัฒนา ปรับตัวให้พร้อมขายในระดับสากล พร้อมขยับขยายสู่เวทีโลก

ในฐานะคนรุ่นใหม่ โอ๊ตมองว่า “ประวัติศาสตร์สร้างใหม่ไม่ได้ คนรุ่นใหม่ต้องขุดไปเจอรากนั้นก่อนแล้วค่อยบิด ดัดแปลงให้เป็นภาษาของปัจจุบันเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น” 

หากอยากรู้ว่าของไทยที่โกอินเตอร์มีดีแค่ไหน และมีไม้เด็ดอย่างไร

วันนี้ The Cloud ขอรับอาสาเป็นไกด์ ชวนมาแวะพูดคุยกับ Local Heroes ผู้ประกอบการดีเด่นในเมืองสุขสยามกัน 

ภาคอีสาน 

01 กลุ่มวิสาหกิจไทเมืองเพีย​ 

‘ศิลปะจากใยบวบที่มีออเดอร์จากยุโรป ญี่ปุ่น และสิงคโปร์’

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

“อย่ายึดติดว่าภูมิปัญญาไทยจะต้องเชย โบราณ” เป็นอุดมการณ์ของ เรืองอุไร ชาแป ประธานกลุ่มวิสาหกิจไทเมืองเพีย จังหวัดขอนแก่น ที่ทำสินค้าศิลปะอีสานหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจอย่างล้นหลาม คือสินค้าจากใยบวบ 

“หลายประเทศมีบวบ แต่พันธ์ุพื้นเมืองของไทยมีเส้นใยพิเศษ เมื่อโดนน้ำแล้วนุ่ม เหมาะนำมาทำที่ใส่สบู่ ที่ขัดตัว” เรืองอุไรเล่าความเป็นมาที่เล็งเห็นโอกาสจากบวบพันธ์ุไทยที่ใครหลายคนมองว่าเป็นแค่พืชขยะ 

เธอนำเศษเหลือจากบวบมาออกแบบเป็นสินค้าที่เธอเรียกว่า ‘นวัตกรรมอีสาน’ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบให้เป็นรูปมีมิติต่างๆ เช่น รูปสัตว์ และยังผลิตด้วยมือจากคนในชุมชน ทั้งคนพิการ คนสูงวัย และออทิสติก

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

สิ่งที่เห็นได้ชัดเวลาเธอเล่าคือความภาคภูมิใจในบ้านเกิดแดนอีสาน

“ขอบคุณที่เกิดบ้านนอก เราปั้นวัวปั้นควายตอนเด็กเล่น นั่นคือการฝึกให้มีไอเดียออกแบบงานศิลปะจากใยบวบหลายๆ อย่าง”

เรืองอุไรเล่าว่าต่างชาตินิยมสั่งทำออเดอร์ตามวัฒนธรรมความเชื่อของแต่ละชาติ สิงคโปร์ชอบสิงโตทะเล คนยุโรปชอบปลากระเบน ในขณะที่ญี่ปุ่นชอบเต่า

ส่วนเคล็ดลับในการส่งออกขายชาวต่างชาติให้ประสบความสำเร็จนั้น เธอบอกว่า คือการรู้จักประยุกต์การออกแบบให้หลากหลาย เช่น ช้างซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยก็ออกแบบไว้หลายเวอร์ชัน เวลามีคนสั่งอยากให้ทำ รูปตุ๊กตุ๊ก หรือ Angry Bird เธอก็เคยทำมาแล้ว มีการคิดค้นสินค้าใหม่ตลอด เช่น โคมไฟจากบวบ สควิชชี่ที่ทำจากใยบวบผสมยางพารา

การไม่หยุดนิ่งของร้านทำให้แม้แต่แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกก็สนใจมาสั่งทำสินค้าจากใยบวบมาแล้ว และเรืองอุไรก็ไม่เคยลืมถิ่นบ้านเกิดของเธอ

“ศิลปะอีสาน มีความซื่อ แซ่บ จริงใจ เราใช้ชื่อ ‘ไทเมืองเพีย’ คนจะได้รู้ว่าสินค้ามาจากชุมชนไหน เราไม่ได้มีดีกรีดอกเตอร์ แต่มีดีกรีในฐานะคนในชุมชนที่สามารถอนุรักษ์ภูมิปัญญาไว้ได้”

ภาคกลาง

02 ก๋วยเตี๋ยวเรือเมืองปทุม​

‘นอกจากมีคนสิงคโปร์ที่มากินทุกวัน ก็ยังคนจีนมาขอซื้อสูตรไปขาย’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ว่ากันว่าปทุมธานีขึ้นชื่อเรื่องก๋วยเตี๋ยวเรือ หมวย-กมลรัตน์ แซ่อึ้ง เล่าว่าตาของเจ๊หมวยเคยขายก๋วยเตี๋ยวเรือในคลอง พอเริ่มมีถนน ก็ยกพลขึ้นมาขายบนบก และเปลี่ยนมาขายประจำอยู่ที่ตลาดน้ำขวัญเรียม

สูตรเด็ดของก๋วยเตี๋ยวเรือเมืองปทุมไม่ใช่แค่น้ำซุปที่ต้มเกิน 2 ชั่วโมงจนเข้มข้นเท่านั้น แม้แต่เครื่องปรุงอย่างพริกกับถั่วทางร้านก็คั่วเอง พริกน้ำส้มทำเองด้วยสูตรไม่เหมือนใคร กระเทียมเจียว เจียวสดใหม่ทุกเช้า คลุกเคล้าให้เข้ากันออกมาเป็นรสก๋วยเตี๋ยวเรือที่กลมกล่อม

ลองชิมแล้วรสแซ่บ กลิ่นหอมจัดจ้านจากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่สดใหม่

พอมาขายที่สุขสยาม ก็มีการปรับขนาดชามให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เหมาะกับคนต่างชาติ คัดสรรวัตถุดิบ ปรับปรุงรสชาติให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

เวลาคนต่างชาติมากินก็จะช่วยแนะนำว่ากินเมนูอะไรให้ถูกปาก เพราะแต่ละประเทศชอบไม่เหมือนกัน คนจีนชอบกินหมู กัมพูชาชอบกินเนื้อ

ความภูมิใจของเจ๊หมวย คือ “เราเป็นก๋วยเตี๋ยวที่ต่างชาติยอมรับในรสชาติ เป็นต้นตำรับที่คนกินแล้วติดใจ มีคนสิงคโปร์ที่มากินทุกวัน คนจีนมาขอซื้อสูตรไปขาย”

นอกจากรสชาติของก๋วยเตี๋ยวที่ทำให้ร้านแน่นขนัดแล้ว เจ๊หมวยกำชับว่าสิ่งที่ลืมไม่ได้ คือ “การยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นส่วนหนึ่งของรสชาติ อร่อยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องบริการดีด้วย” 

ภาคใต้ 

03 ขนมจีบป้าพิณ​ 

‘ของดีเมืองตรังที่อร่อยถูกปากคนฝรั่งเศสและอิตาลี’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

มาถึงของดีประจำจังหวัดตรังอย่างขนมจีบ 

ฟังชื่อแวบแรกนึกว่าเป็นขนมจีบติ่มซำ แต่ โด๊ฟ-ณัฐวัตร​ ตันศิริเสถียร ทายาทรุ่นสองของร้านขนมจีบป้าพิณอธิบายว่า ขนมจีบภาคใต้มีลักษณะคล้ายกะหรี่ปั๊บ ที่เรียกขนมจีบเพราะเวลาเข้าเตาอบต้องขลิบและม้วน

สินค้าหลักของร้านขนมจีบป้าพิณคือขนมจีบ ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ. 2539 และในภาคใต้มีเฉพาะจังหวัดตรังที่มีขนมแบบนี้

หากเช็กอินตรัง ต้องมาซื้อขนมจีบสังขยา ถึงจะรู้สึกว่ามาถึงตรังแล้ว

จุดเด่นของขนมจีบป้าพิณ คือไส้สังขยาทำจากไข่ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้วิธีอบไม่ทอด ไส้หลักคือ ไส้สังขยาไข่ดั้งเดิม และมีไส้อื่นๆ อีกเกือบ 10 ไส้ให้เลือก เช่น มะพร้าว ทุเรียน มันม่วง 

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ใครๆ ก็ว่าขนมของประเทศตะวันออกกับตะวันตกไม่เหมือนกัน แต่โด๊ฟบอกว่าความจริงแล้วรสนิยมการกินมีความคล้ายกันอยู่ 

“คนฝรั่งเศสกับอิตาลีชอบขนมเราเพราะเมืองเขากับเมืองเรากินขนมหวานคล้ายกัน ฝั่งเอเชีย คนเวียดนาม มีขนมเทียนเวียดนามที่คล้ายกัน โดยรวมแล้วมาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ชอบกินขนมเราที่สุด กินแล้วถูกปาก”

เพราะชาวต่างชาติไม่เคยรู้จักขนมเมืองตรังมาก่อน การจัดร้านแบบเปิดให้ลูกค้าได้เห็นขนมชัดๆ ทำให้คนกล้าเข้ามาลอง 

โด๊ฟบอกว่า การได้มาอยู่สุขสยามก็เหมือนกับการได้เปิดร้านให้เจอคนต่างชาติหลากหลายมากขึ้น หากกินแล้วติดใจ อยากซื้อซ้ำ ทางร้านก็มีช่องทางการขายออนไลน์ ทั้งผ่าน Lazada และไปรษณีย์รองรับ

“เราจะบอกเสมอว่า มากินวันนี้แล้ว ตามไปเที่ยวเมืองตรังวันหลังได้นะ บางคนตามไปซื้อที่ตรังเลยก็มี”

ภาคเหนือ 

04 ลุงเงินกาแฟหม้อดิน​

‘เปิดแฟรนไชส์ที่ต่างประเทศ ทั้งจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ขวัญ-มณฑล อาจหาญ เป็นเจ้าของร้านรุ่นสองที่สืบสานสูตรการทำกาแฟหม้อดินของภาคเหนือมากว่า 50 ปี จากลุงเงินผู้เป็นพ่อ

“เด็กรุ่นใหม่มาเห็นแล้วแปลกใจว่าหม้อดินเผาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยเหรอ นึกว่าใช้ปลูกต้นไม้ได้อย่างเดียว” ขวัญเล่าว่าภาชนะดินเผาอยู่ในวิถีชีวิตคนไทยในสมัยก่อน เพราะใช้เก็บความร้อนก็ได้ เก็บความเย็นก็ดี นึกภาพหม้อตุ่มที่เก็บน้ำเย็นได้และหม้อใส่อาหารร้อนที่มีไอกลิ่นหอมลอยฉุยๆ ขึ้นมา 

การนำหม้อดินเผามาทำกาแฟทำให้มีจุดเด่นทั้งในแง่รสชาติและภาพจำของร้าน 

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

เมล็ดกาแฟจากป่าดอยสะเก็ดที่เติบโตมาจากในป่า มีกลิ่นไอของดอกไม้ป่า ดิน ลำธาร เมื่อนำมาต้มกับน้ำใบเตยในหม้อดินเผา คั่วกาแฟจากหม้อดินโดยใช้ถ่าน ทำให้เกิดกลิ่นหอมอบอวลของกาแฟโบราณที่ไม่เหมือนใคร

เมื่อนำร้านเข้าห้าง ก็มีการปรับกระบวนการใช้หม้อดินให้ปลอดภัยและทันสมัยขึ้น แต่ยังคงต้นตำรับภูมิปัญญาดั้งเดิมอยู่ โดยเปลี่ยนจากใช้หม้อกับเตาถ่านมาใช้ฮีตเตอร์ขดลวดความร้อนแทน

“ร้านเราใช้วิธีสร้างแรงดึงดูดก่อน พอคนเห็นหม้อก็สนใจ เดินเข้ามาชิม ชอบรสชาติก็ติดใจ เราทำโลโก้ให้จำง่าย”

ปัจจุบันมีชาวต่างชาติที่มาชิมแล้วติดใจหลายราย ทำให้ได้เปิดแฟรนไชส์ที่ต่างประเทศ ทั้งจีนอินโดนีเซีย มาเลเซีย และยังมีขายที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นร้านดั้งเดิมด้วย

“เราคงกระบวนการทำกาแฟและคอนเซปต์ร้านเดิมทุกอย่าง เวลาไปขายต่างประเทศ แต่รสชาติของวัตถุดิบ เช่น ใบเตย นม ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เราต้องไปสำรวจตลาดเพื่อเสาะหาวัตถุดิบให้คงรสชาติใกล้เคียงกาแฟโบราณดั้งเดิมของเรามากที่สุด” ขวัญเล่าด้วยความภูมิใจที่ได้เห็นสูตรกาแฟของพ่อเดินทางไกลไปหลายประเทศ

05 กลุ่มแปรรูปผลผลิตเกษตร​ตำบลสันติสุข​

‘ได้รับความนิยมจากหลายชาติทั้งฮ่องกง ไต้หวัน จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

บุญนภา วรรณคำ และ โสภา ทาอ้าย สองพี่น้องจากกลุ่มแปรรูปผลผลิตเกษตร ตำบลสันติสุข​ เริ่มนำผลไม้ท้องถิ่นอย่าง ลำไย ลิ้นจี่ สับปะรด มะม่วง มะขาม กล้วย มาทำเป็นผลไม้แปรรูป ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 โดยมีชาวบ้านกว่าร้อยชีวิตช่วยกันทำ

เคล็ดลับการทำผลไม้แปรรูปให้อร่อย คือใส่ใจคุณภาพผลไม้ที่ดี ตั้งแต่ตอนเลือกผลไม้ไปจนถึงขั้นตอนแปรรูปที่ไม่ใส่น้ำตาล เน้นกระบวนการผลิตแบบธรรมชาติ ใส่ใจสุขภาพของคนทาน

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ด้วยคุณประโยชน์ของผลไม้แต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ลิ้นจี่บำรุงผิวพรรณ มะขามแก้ท้องผูก ทำให้มีผลไม้มากมายหลายชนิดให้เลือก และด้วยความหลากหลายนี้เองที่ทำให้โดนใจชาวต่างชาติหลายประเทศที่แวะเวียนมา

“คนจีนชอบลำไยอบแห้งเพราะเชื่อว่าเป็นตามังกร (Dragon Eyes) เป็นของที่มีค่าของคนจีน มะม่วงอบแห้ง ก็ได้รับความนิยมจากหลายชาติ ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย” โสภาเล่าสิ่งที่สังเกตได้จากพฤติกรรมการซื้อของคนแต่ละชาติ

การได้ขยับขยายมาขายที่สุขสยามทำให้ได้ทำผลิตภัณฑ์ให้เป็นสากลมากขึ้น แพ็กเกจใสที่มองเห็นผลไม้ได้ชัดและการให้ชิมที่หน้าร้าน ทำให้ลูกค้าต่างชาติที่ไม่เคยทานกล้าลองชิม และกลับมาสั่งออเดอร์เพิ่มเติมต่อไป 

ธนบุรีดีไลท์

06 จุ๊บเจลเนอรัล 

‘กระเป๋าถักนิตติ้งและโครเชต์ของกลุ่มชาวบ้านที่ดีไซเนอร์จากปารีสติดต่อขอซื้อ’
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ
ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

นอกจากสินค้าภูมิปัญญาของภาคต่างๆ แล้ว แถบชุมชนคลองสานก็มีกลุ่มที่เชี่ยวชาญในงานถักทุกชนิดทั้งนิตติ้งและโครเชต์ โดยนำแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ดอกคาเมลเลีย ลายกนกไทย ทำออกมาเป็นสินค้าหลากหลาย ทั้งกระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ เครื่องประดับ

ความพิเศษ คือไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ จุ๊บ-ปิลันธนา นามวงศ์ ตั้งใจให้งานถักเป็นศิลปะบำบัดสำหรับกลุ่มคนเกษียณที่มีฝีมือการถักดอกไม้ระดับครู ไปจนถึงเด็กสาวที่มีลูกในวัยเรียนและกลุ่มแม่บ้าน

โดยจุ๊บได้มอบหมายงานถักที่เหมาะกับนักถักแต่ละกลุ่ม เด็กๆ มักได้ถักของชิ้นเล็กชิ้นน้อยเช่นดอกไม้ ส่วนแม่บ้านเน้นถักกระเป๋า เธอยังให้อิสระในการออกแบบแก่นักถัก แต่ก็ยังคุมคอนเซปต์ให้ตรงความต้องการของตลาด 

งานถักของร้าน จุ๊บเจลเนอรัล เริ่มโกอินเตอร์เมื่อมีซุปเปอร์สตาร์และอินฟลูเอนเซอร์จากไต้หวัน
มาซื้อกระเป๋าถัก ทำให้คนไต้หวันแห่มาซื้อตาม 

ถอดสูตรความสำเร็จของ 6 ธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการร้านเล็กๆ จาก สุขสยาม ที่ขยายสาขาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

เมื่อมีคนสนใจมากขึ้น สิ่งที่ร้านปรับตัว คือไม่ได้ทำตามสีและออกแบบที่ตัวเองชอบเท่านั้น แต่ฟังความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

“แต่ละประเทศตอบรับสีไม่เหมือนกัน โทนสีที่เราคิดว่าสวย บางทีคนต่างชาติก็ไม่ได้ชอบแบบเรา คนอังกฤษอยากได้สีเรียบๆ อย่าง ขาว ดำ เราก็ทำให้ หลายครั้งลูกค้ามีไอเดียมาว่าอยากได้แบบไหน ก็จัดให้”

ดังนั้นไม่ว่าจะมีดีไซเนอร์ที่ปารีสมาติดต่อขอซื้อ หรือคนมุมไบจากอินเดียมาสั่งทำหมวกและผ้าพันคอเป็นจำนวนหลายร้อย จุ๊บเจลเนอรัล ก็จัดให้ได้ 

สร้างเมืองแห่งสารพัดสุข โดยนักออกแบบสวนสนุก 

Local Heroes แต่ละคนนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่แตกต่างกัน และนี่เป็นหนึ่งในความตั้งใจของโอ๊ตที่อยากให้สุขสยามเป็นเมืองสารพัดสุข

“คนไทยมีความสุขที่มีเสน่ห์แบบไม่เหมือนใครในโลก อะไรก็สุขได้” สุขสยามเลยอยากนำเสนอทั้งอาหารเลิศรสแบบ ‘สุขแซ่บ’ ตีแผ่ความเป็นมิตรแบบ ‘สุขสนุก’ ของคนไทย รวมถึงเรื่องราววัฒนธรรมวิถีไทยที่มีทั้ง ‘สุขเสน่ห์’ ‘สุขสัมพันธ์’ ‘สุขสืบสาน’ ‘สุขสร้างสรรค์’

หนึ่งในวิธีที่ทำให้คนเดินเล่นสัมผัสถึงวิถีไทยเหล่านั้น คือการออกแบบสถาปัตยกรรมและผังเมืองให้ไม่เหมือนห้างทั่วไป รวมทั้งใส่อัตลักษณ์ไทยลงไป 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินสำรวจเมืองสวนสนุก ก็น่าจะชอบเดินเล่นที่สุขสยามเหมือนกัน เพราะนักออกแบบสุขสยามคือคนเดียวกับคนที่ออกแบบให้ Harry Potter Land ที่ Universal Studio 

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมสุขสยามถึงมีแผนที่แบ่งเป็นโซนภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้ โดยแต่ละโซนมีการร่วมมือกับศิลปินไทยและ Urban Architect เพื่อออกแบบรายละเอียดสถาปัตยกรรมของบ้านในแต่ละภาคที่ต่างกัน ทั้งลายไม้ จั่ว วิธีการก่อสร้าง

เมื่อเดินเข้าไป จึงเห็นทั้งบันไดพญานาคของภาคเหนือ ชิโน แมนชั่นของภาคใต้ ลานเมืองของภาคกลาง และเล้าข้าวไทยในแบบอีสาน

หากเงี่ยหูฟังให้ดี เวลาเดินเล่นในแต่ละโซนจะได้ยินเสียงเพลงพื้นบ้านของแต่ละภาค ที่กระซิบเล่าเรื่องวัฒนธรรมเพื่อรอให้คนเงี่ยหูฟัง 

Rome was not Built in One Day

สำหรับโอ๊ต การคัดสรรร้านค้ามาอยู่ในสุขสยามเป็นงานที่ไม่มีที่สิ้นสุด

การสืบสานวัฒนธรรมเป็นงานที่พัฒนาต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ เหมือนพัฒนาเมืองๆ หนึ่ง หากร้านค้าที่มาอยู่ในเมืองสุขสยาม ไม่ได้ขยับขยายหรือพัฒนาต่อก็ไม่มีความหมาย

การไม่ได้มองสุขสยามว่าเป็นแค่ตลาดน้ำติดแอร์ แต่เป็นเวทีตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ จึงทำให้แตกต่างจากห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ที่ปล่อยพื้นที่ให้ร้านค้ามาเช่าเท่านั้นแล้วจบ

ในปีนี้สุขสยามเริ่มก่อตั้ง สุขสยาม อะคาเดมีที่มุ่งติดอาวุธให้ผู้ประกอบการอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งด้านการค้ากับต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และอีกมากมาย

สิ่งสำคัญที่สุด คือการให้โอกาสกิจการชุมชนได้เติบโตอย่างยั่งยืน

หลายกิจการ เมื่อต่างชาติให้ความสนใจมากขึ้นก็สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนต้นน้ำมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟ ผลไม้จากไร่ หรือชุมชนคนทำงานฝีมือ

เพราะเมืองที่ดีจะเติบโตได้เมื่อทุกคนโตไปด้วยกัน 


Facebook : SOOKSIAM 

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ธันวา ลุจินตานนท์

หุ้นส่วนร้านล้างฟิล์มที่ถูกทักเสมอว่าไม่เห็นอยู่ร้าน ชอบถ่ายรูปผู้คนเพราะสนุกเวลาได้ฟังหรือพูดคุยกับเค้า และชอบแดดฤดูหนาวเพราะความคมกับโทนของมันช่างสวยงามแต่คนรอบข้างไม่มีใครเข้าใจ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load