“มันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เกิด”

ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) นักวาดสตอรี่บอร์ดประสบการณ์มากกว่า 30 ปี บอกกับเราแบบนั้น เมื่อถามถึงก้าวแรกในการเข้าสู่วงการ ‘Visualizer’ ที่เขาถอดจินตนาการให้กลายเป็นภาพจริง ๆ

ผลงานเขียนสตอรี่บอร์ดของตุ่มมีทั้งภาพยนตร์ ภาพยนตร์สั้น ภาพยนตร์โฆษณา และแอนิเมชัน เช่น สตรีเหล็ก, 15 ค่ำ เดือน 11, แฟนฉัน, ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, เด็กหอ, 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น, อินทรีแดง, แสงกระสือ, Last Summer ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย, ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์, ภาพหวาด, ผีตามคน, คอลเกต ยิ้มสู้, โดฟ #LetHerGrow ฯลฯ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากลายเส้นตลอดชีวิตของเขา

ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี

ชายคนนี้สร้างคำว่า ‘ล่ามภาษาภาพ’ มานิยามอาชีพที่เขารัก เขาทำหน้าที่สร้างภาพฟุ้งฝันของบรรดาผู้กำกับให้ประจักษ์ ความสนุกคือมันเหมือนจริงขนาดนั้นได้อย่างไร และความน่าสนุกอีกอย่างคือ ตุ่มเป็นคนเขียนสตอรี่บอร์ด สิ่งที่นำไปขายจึงไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นภาพที่เขาเขียน

เมื่อสิบกว่าปีก่อนนับเป็นยุครุ่งเรืองของ ‘ตุ่ม สตอรี่บอร์ด’ คิวทองจนภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาต่อแถวจองตัวกันชนิดนับเรื่องไม่ถ้วน แม้วันวานจะล่วงเลยผ่าน พาอายุเด็กหนุ่มเข้าสู่วัย 55 แต่ตุ่มยังเป็นที่ยอมรับของวงการ มีผู้กำกับมากหน้าหลายตาชวนเขาเขียนสตอรี่บอร์ดด้วยกันอยู่เสมอ (ขนาดที่ว่าระหว่างสนทนากันอยู่ก็มีสายเข้า เพื่อจองตัวและนัดหมายคุยเรื่องหนังใหม่ที่ชวนให้เขาเขียนบอร์ด) และตุ่มยังได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในหลายมหาวิทยาลัย เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจแก่นแท้ของ Visualizer

นี่พอจะยืนยันได้ว่า ‘ล่าม’ คนนี้สื่อสารด้วย ‘ภาพ’ เก่งกาจขนาดไหน

เรื่องราวทั้งหมดนี้คือ ชีวิตและ Visualizer ของชายผู้ตั้งใจจะเขียนสตอรี่บอร์ดจนหมดลมหายใจ

ฉากที่ 1
เด็กชาย-นายทรงพล

เด็กชายตุ่มเป็นเด็กจังหวัดนนทบุรี เขาเกิดในยุคแอนะล็อกและธรรมชาติ โตมากับดิน โตมากับทราย โตมากับหนังกลางแปลงตามงานวัด โตมากับการ์ตูนผีเล่มละบาทจากนักวาดคนไทย

“เราเชื่อว่าในวัยเด็กยังไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร เราก็เหมือนกัน เรามีปมด้อยเรื่องกีฬา สิ่งที่สนใจตอนนั้นคือการวาดรูป เพราะมีแรงบันดาลใจจากการ์ตูนเล่มละบาทและโปสเตอร์หนังวาดมือ มันทำให้เรารู้สึกว่ากลุ่มคนที่วาดรูปพวกนี้มหัศจรรย์มาก

“เรายังไม่รู้ว่า ‘ศิลปิน’ คืออะไร ศิลปินคือเทพเจ้าหรือเปล่า กินอาหารทิพย์หรือเปล่า ถึงได้เก่งขนาดนั้น จากนั้นเราก็เริ่มขีด ๆ เขียน ๆ หัดวาดการ์ตูนก่อน สมัยนั้นก็ทำมาหากินแล้วนะ”

ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี
ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี

คุณทำมาหากินจากการวาดรูปตั้งแต่ตอนไหน – เราสงสัย

“ตั้งแต่ ป.5 – 6 เราฉีกหน้ากลางของสมุดปกอ่อนมาวาดอุลตร้าแมน ไอ้มดแดง ให้เพื่อน คิดเงินครั้งละสลึง” เขาเล่าด้วยเสียงหัวเราะถึงอาชีพแรกในชีวิตของเด็กชายทรงพล

ตุ่มซึมซับความสนใจของเขามาเรื่อย ๆ จนตัดสินใจเรียนสายวิชาชีพด้านวิจิตรศิลป์

“เราเลือกเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา เพราะตอน ม.3 อาจารย์เห็นแวว ส่งแข่งวาดรูประดับจังหวัด เราติด 1 ใน 3 ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเจ๋ง เป็นหนึ่งในตองอูของเมืองนนท์ พอเข้ามาเรียนปีแรก สุดท้ายบ๊วย เพราะเป็นกลุ่มที่อายุน้อยที่สุด เพื่อน ๆ เรียนศิลปะกันมาแล้ว หลายคนซิ่วมาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาด้านศิลปะจากที่ต่าง ๆ

“จากปี 1 ที่เราบ๊วยสุด เราแก้ปัญหาด้วยการฝึก พอ 5 โมงเลิกเรียน ไม่กลับบ้าน เอาหุ่นนิ่งมาตั้ง นัดเพื่อน 3 – 4 กลุ่มมาวาดหุ่นนิ่งด้วยกันตั้งแต่ 6 โมงถึง 1 ทุ่ม แล้วก็นั่งรถเมล์กลับบ้าน ทำแบบนี้อยู่เป็นปี จนปี 2 งานเราเริ่มติดบอร์ด ทุกอย่างมาจากการฝึกจริง ๆ ไม่ได้มาจากพรสวรรค์

“สิ่งที่เราเรียนรู้จากการเรียน ปวช. คือพื้นฐานการวาดรูป จากที่เคยคิดว่าตัวเองเจ๋งที่สุดในปฐพี จริง ๆ ก็แค่กบในกะลา พอเราวาดทุกวัน มันก็เข้ามาในสัญชาตญาณ จนรู้สึกว่ามันอยู่ในตัวเราแล้ว มันอยู่ในทุกอณูของชีวิตเราแล้ว” นายทรงพลในวัย 55 ย้อนความทรงจำถึงตนเองในวัยเด็ก

ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี

ช่วงเปลี่ยนผ่านจาก ปวช. สู่ ปวส. ตุ่มก็ยังเลือกเชื่อสัญชาตญาณด้านศิลปะของตนเอง

“ตอนนั้นวิทยาลัยเพาะช่างเปิดคณะใหม่ คือ แผนกพาณิชยศิลป์ แล้วพาณิชยศิลป์มันจบไปทำอะไรกินวะ ไปทำงานโฆษณา ไปทำงานกราฟิก ซึ่งสุดท้ายเราตอบไม่ได้จริง ๆ ว่าจบแล้วจะทำอาชีพอะไร

“พอมาเรียนพาณิชยศิลป์ ยอมรับว่าหลักสูตรและระบบการเรียนการสอนในยุคนั้นมันทำร้ายเราทางอ้อม เชื่อไหม เราเรียน ปวส. 2 ปี ได้เรียนสตอรี่บอร์ดแค่ 1 คาบ แล้ววันที่สะท้อนใจมาถึงทุกวันนี้ คืออาจารย์เดินเข้ามาตอน 9 โมง ‘วันนี้เราจะทำงานเรื่องสตอรี่บอร์ดกัน’ เราใบ้แดก สตอรี่บอร์ดคืออะไร

“อาจารย์ให้เขียนมิวสิกวิดีโอ 1 เรื่องมาส่งภายในสัปดาห์หน้า แล้วอาจารย์ก็เดินออกไป มันเป็นสิ่งที่เราต้องค้นคว้าหาความรู้เอง เราเริ่มจากศูนย์ แล้วโจทย์คือมิวสิกวิดีโอ ก็เลยเอาเพลงของอัสนี-วสันต์มาเล่า เป็นเรื่องคนบ้านนอกเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เราใช้วิธีด้นสด ด้นจากเนื้อเพลง คิดภาพอะไรก็วาดอย่างนั้น การวิจารณ์ของอาจารย์เราก็หวังว่า เขาจะให้เด็กวิเคราะห์แล้วถอดความจากเนื้อหามาสู่ภาพ มันควรจะหนึ่ง สอง สาม สี่ อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี แต่นี่ไม่ใช่ มึงวาดสวยใช่ไหม งั้นมึงเอา A ไป

“นี่คือความเจ็บปวดที่เรายอมรับว่าเจ็บปวดมาก” ตุ่มบรรยายถึงแผลในใจระดับ A+

ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี

จนกระทั่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาต้องเลือกว่าจะเรียนให้จบปริญญาหรือเบี่ยงเส้นทางชีวิตไปทางไหน โชคดี (มาก) ที่ ม่ำ-สุธน เพชรสุวรรณ กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง แมวมองจากบริษัทโฆษณา มาเห็นผลงานรีโปรดักต์โปสเตอร์หนังของตุ่มพอดี เหตุการณ์ไม่คาดคิดของชายที่อายุกำลังจะปริ่ม 20 ก็เกิดขึ้น เมื่อแมวมองจากเอเจนซี่ทาบทามให้เขาไปทำงานด้วยกัน

แมวมองชวนคุณอีท่าไหน

เขามาทิ้งนามบัตรไว้ แล้วถามว่าคุณจะเรียนต่อหรืออยากทำงาน คุณลองไปคุยที่ออฟฟิศผมหน่อย และโชคดีฉิบหาย ดันเป็นบริษัทลินตาส เอเจนซีโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เราด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก สาทร ธานี ทาวเวอร์ จำได้แม่นเลย กดลิฟต์ ลิฟต์แม่งพูดได้ นี่คือสิ่งมหัศจรรย์มาก เราหิ้วงานพะรุงพะรัง กดลิฟต์ไปชั้น 8 ไปคุยกับ พี่มนัส อัตตวัฒนา หัวหน้าแผนกวิชวลของบริษัท

เขาถามเราว่า ‘น้องจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่’ เราก็โอ้โห

คุณเรียกเท่าไหร่

3,500 เพราะเพื่อนเรา (พิง ลำพระเพลิง) ได้จากบริษัทญี่ปุ่น 3,500 เขาตอบกลับมาว่า ที่นี่สตาร์ท 5,000 เราเลยตอบตกลง ณ วันนั้นกูไม่เรียนต่อแล้ว ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิต Visualizer ที่บริษัทนี้ตั้งแต่อายุ 19 – 20

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

ฉากที่ 2
ชีวิตในบริษัทโฆษณา

คุณคิดถูกแล้วใช่ไหมที่เลือกทำงานแทนการเรียนต่อปริญญาตรี

คิดถูก เราทำงาน 2 ปี เรามีเงินเดือน มีเงินให้แม่ เลี้ยงดูแม่ได้ นั่นคือสิ่งที่มีความสุขที่สุด ในขณะที่เพื่อนเรา อีก 2 ปีก็จะรับปริญญา แต่เราไม่เคยรู้สึกขาดตรงนั้นเลย เพราะในแต่ละวันที่ทำงาน มันคือการเรียนรู้ อย่างที่บอก เราเคยเจ็บจากตอนเรียนมาแล้ว แต่งานคือของจริง

มันจริงขนาดไหน

งานเราออนแอร์ทีวี ขึ้นบิลบอร์ด ลงโฆษณาในแม็กกาซีน ซึ่งต้นทางเราเป็นคนวาด

คนวาดที่คุณว่า เรียกว่า Visualizer ใช่ไหม

ตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกว่าหน้าที่ของ Visualizer คืออะไรกันแน่ เพราะมีแค่ครีเอทีฟมาสเก็ตช์ไอเดียด้วยลายเส้นก้างปลา แล้วบอกเราว่าทำให้มันสวยที เรามีหน้าที่จัดการไอเดียเขาให้ออกมาสวยงามสำหรับการพรีเซนต์ หน้าที่มีแค่นั้นและเรารู้แค่นั้น แล้วตอนนั้นเราก็เจอโปรดักต์ที่หินที่สุดด้วย

โปรดักต์คือ

Consumer Product ของ Lever Brothers จะต้องเขียนผู้หญิงสวย เขียนแชมพูก็ต้องสะบัดให้สลวยสวยเก๋ ตอนนั้นทำงานเข้าปีที่ 3 กำลังเป็นดาวของบริษัท ตอน 10 โมง ครีเอทีฟไดเรกเตอร์บรีฟให้วาดหนัง 1 เรื่อง ตอนบ่าย 2 ลูกค้ามาฟังพรีเซนต์ เรามีเวลา 4 ชั่วโมงในการเขียนบอร์ด ใครจะไปเขียนได้ เขาก็บอกว่าสุด ๆ นะ เราก็เลยสุด ๆ ไป เขาก็เร่ง ‘ตุ่มเสร็จยัง’ เราก็รีบปะบอร์ด วิ่งลงมาจากชั้น 8 ไปที่ห้องฉายหนังชั้น 6 แล้วก็ขอเข้าไปในห้องประชุมด้วย ห้องก็มืด

อย่าบอกนะว่า บอร์ดของคุณทำให้บริษัทขายงานผ่านฉลุย

ลูกค้าถามว่าใครเป็นคนวาด เอามือหรือเท้าวาดคะ เรานี่นั่งหน้าซีด น้ำตามา เรา The show must go on ไปแล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่าเขียนแค่ 4 ชั่วโมง มันพูดไม่ได้ เจ้านายก็อธิบายว่ามันนู่นนี่นั่นนะ

มันไม่มีหรอกที่เวลาเร่งขนาดนั้นแล้วงานจะออกมาดี นี่คือความจริง ตอนนั้นแม่งเสียศูนย์จริง ๆ

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

ทรงพลในวัย 23 จัดการกับความรู้สึกนั้นยังไง

เรากลับมาถามตัวเองว่ามาถูกทางหรือเปล่า จะไปต่อไหม โฆษณาก็ไม่เคยเรียน เรียนรู้จากประสบการณ์ล้วน ๆ จากนั้นก็ฝึกวาดผู้หญิง วาดอยู่ 2 ปี จนเป็นมือต้น ๆ ของบริษัท ไม่ว่าจะ Johnson & Johnson สินค้าเกี่ยวกับงานผิว งานผม มาเถอะ มาเลย จำไฮไลต์ได้หมดแล้ว สั่งเราได้เลย

ซึ่งมันพิสูจน์ได้ว่าทุกอย่างต้องฝึกฝนอย่างหนักจริง ๆ แล้วก็โชคดีที่เราได้เลื่อนตำแหน่งจาก Visualizer เป็น Art Director ต้องอยู่ในกระบวนการคิดงานมากขึ้น ถือว่าเป็นโลกใหม่ของเรา

ตอนนั้นคุณเป็น Art Director แบบไหน

เราเป็น Art Director ที่ทำงานหนักมาก คิดด้วย วาดรูปด้วย ขอบอกความลับ 1 ข้อ ช่วงนั้นเราทำงานแบบแมนนวล ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่มาพร้อมคอมประจำตำแหน่ง เงินเดือนก็สูง แต่กูยังนั่งปาดมาร์กเกอร์ สเก็ตช์มืออยู่เลย ทำไมเด็กมันเทพกันจัง ด้วยความที่เป็นมนุษย์รุ่นเก่าก็เริ่มหนี

เดี๋ยว หนีเลยเหรอ

เราว่ามันถึงจุดอิ่มตัว ก็ลาออกเลย ค่อนข้างหักดิบนะ ตอนนั้นเงินเดือนสูงมาก เอาเข้าจริงงานสายครีเอทีฟเราก็ยังไปต่อได้ แต่ที่ออกมายอมรับว่าเป็นอุบัติเหตุทางชีวิต เลยตัดสินใจเป็นฟรีแลนซ์สักระยะ ยังไม่รู้หรอกนะว่าจะไปรอดหรือเปล่า แค่อยากใช้เวลาหาตัวเองอีกสัก 1 ปี

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

1 ปีนั้นคุณเจออะไรบ้าง

เจอว่าตัวเองทำงานได้หลายอย่าง เป็นโปรดักต์ดีไซน์ในโปรดักชันเฮาส์ เป็นดีไซเนอร์ทำสต็อปโมชัน เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เขียนสตอรี่บอร์ด วาดการ์ตูน ใน 1 ปีนั้นเรารับทำทุกอย่าง จนเจอคำถามจากเพื่อนว่า ‘ผ่านมา 1 ปี มึงคิดว่ามึงคือใคร’ เรารู้สึกเหมือนโดนตบหน้า

หลังจากหน้าชา คุณตอบคำถามกับเพื่อนและตัวเองยังไง

เรากลับมาคำนวณต้นทุนชีวิตและคอนแทคในการทำงาน แล้วก็เห็นช่องทางว่าการเขียนสตอรี่บอร์ดน่าสนใจมาก ตอนเป็นฟรีแลนซ์เราปล่อยงานพวกนี้ไปเยอะมากเพราะเงินน้อย แต่ข้อดีคือมีงานถี่ เราก็เลยเปิดตัวว่ามาทางนี้ ไม่ทำพวกครีเอทีฟแล้ว แต่ก็เจอคำถามหนึ่งที่ทำให้สะอึกไปเหมือนกัน

โดนตบหน้าอีกครั้งด้วยคำถามอะไร

‘ตุ่มเป็นถึงครีเอทีฟ ทำไมลดตัวมาทำวิชวลวะ’ คำถามนี้เราวิ้งไปเลย แต่เราเช็กตัวเองตลอดนะ เพราะตอนเป็นครีเอทีฟ เราเรียนรู้เยอะมาก ได้คอนเนกชันเยอะมาก แต่สิ่งที่ตามมาคือโรคเครียด เราต้องนั่งคิดไอเดียกับเพื่อนก๊อปปี้ไรเตอร์ ต้องคอยยิงงานเพื่อน แล้วอวยงานตัวเอง ชีวิตมีแต่การประชุม ๆ ๆ เราไม่มีความสุข

พอกลับมาวาดรูป เรารู้สึกว่านี่คือจุดเริ่มต้นของเรา เราเกิดจากตรงนี้ การประสบความสำเร็จหรือการมีชื่อเสียงเป็นเรื่องปลายทาง แต่ละคนควบคุมเรื่องพวกนี้ไม่ได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือ ‘ใจ’

การกลับมาวาดรูป ทำให้เรารักษาสมดุลชีวิตของตัวเองได้เป็นอย่างดี เราทำงานแล้วมีความสุข แสดงว่านั่นคือทางที่ควรจะไป มันเป็นจุดเริ่มต้นในอาชีพเขียนสตอรี่บอร์ดของเรา

ฉากที่ 3
ตุ่ม สตอรี่บอร์ด

คุณจำจุดสูงสุดของวิชาชีพได้ไหม

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรากล้าพูดเลยว่า เราคือหนึ่งใน Top 5 ของเมืองไทย หนังไทยเรื่องแรกที่เราวาดคือ สตรีเหล็ก แล้วก็ 15 ค่ำ เดือน 11, แฟนฉัน, ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, เด็กหอ, อินทรีแดง ฯลฯ

นี่คุณกล้าเคลมเลยเหรอ

เพราะยุคนั้นมีคนวาดสตอรี่บอร์ดแบบมืออาชีพน้อย เราทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด แล้วก็กล้าพูดอีกรอบว่า จองคิวลำบากมาก ไม่ได้โม้นะ เรียกว่าคิวทองเลย ตอนนั้นใครยกเลิกคิวเรา เราคิดค่ายกเลิกด้วย เดี๋ยวนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว

ยุครุ่งเรืองของคุณ พอจะบอกได้ไหมว่ามีหนังต่อคิวกันกี่เรื่อง

นับไม่ถ้วน 1 เดือนไม่มีวันหยุด โดยเฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตัวดีเลย

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง
เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

เขาว่ากันว่า ลูกค้ากลัวคุณ

เพราะเราด่าเก่ง (หัวเราะ) โดยเฉพาะจูเนียร์ที่ร้อนวิชา เราเหวี่ยงกับคนที่ไม่ทำการบ้านมาก่อน สิ่งสำคัญคือเขาต้องคิดงานมาให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นถือว่าเขาไม่ให้เกียรติเราและไม่ให้เกียรติตัวเอง หน้าที่ของเราต้องต้อนลูกค้าให้จนมุม ถ้าไม่เห็นภาพในหัว เราวาดภาพออกมาไม่ได้ เราจะซักทุกอย่าง พยายามคิดทวิสต์ คิดเบิ้ล โดยไม่เปลี่ยนบทและยังเคารพบริบทเดิม เพราะเราจะไม่เป็น Visualizer ที่ซื่อบื้อเด็ดขาด เราต้องต้อนด้านภาพกับลูกค้าให้จนมุม

แม้บางครั้งลูกค้าไม่มีประสบการณ์ เรายินดีเป็นพี่เลี้ยง เป็นคนที่กล้าทุบหม้อข้าวตัวเอง เงินหายไปหลายร้อยต่อช็อต ไม่เป็นไร เพราะเราอยากเขียนงานที่มันปังแล้วจบ ให้มันไปถึงไอเดียสุดท้ายจริง ๆ นี่คือสิ่งที่ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพมาขับเคลื่อนงานของเรา เพื่อให้ลูกค้าทำงานง่ายขึ้น

ในวัย 55 แต่คุณยังคิวทองอยู่ คิดว่าเป็นเพราะอะไร

วินัย (ตอบทันที) และเราเคารพเวลามากที่สุด ด้วยความเป็นฟรีแลนซ์ คนมองว่างานสบาย ไม่จริง วินัยต้องมากกว่าพนักงานประจำถึง 3 เท่า อีกอย่างคือรูปแบบการทำงาน เราชอบต้อนลูกค้า งานจึงออกมาค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ เราใช้วิธีการทำงานออนไซต์ ถ้าออนไลน์ก็ต้องแชร์สกรีนให้ลูกค้าดูว่าสิ่งที่คิดมาตรงกันหรือเปล่า ภาพสเก็ตช์จะเป็นด่านแรกที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวเราแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ จุดแข็งอีกข้อคือเราแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ ที่สำคัญ เราไม่ยอมเป็น Option เราต้องทำตัวเองเป็น Destination

ฉากที่ 4
ล่ามภาษาภาพ

ตอนไหนที่คุณเข้าใจจริง ๆ ว่า Visualizer คืออะไร

ตอนที่เริ่มเป็นวิทยากรสอนหนังสือในมหาลัย ซึ่งประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เรายังทำงานแบบอุตสาหกรรมอยู่ ด้วยตำแหน่ง Visualizer ไม่มีคำจำกัดความเป็นภาษาไทย หน้าที่คือดูเรื่องภาพเป็นหลัก มันคือการแปลงจินตนาการจากหัวออกมาเป็นภาพ เราคิดแบบนี้มาตลอดจนกระทั่งเริ่มสอนหนังสือ

ลูกศิษย์ถามทุกปี ปีแรก ๆ ตอบไม่ได้ จนเราเริ่มสร้างคำว่า ‘ล่ามภาษาภาพ’ เราเอาคำนี้ไปปรึกษา พี่อ้ำ-ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ อาจารย์แม่ที่เคารพรัก เขาบอกว่าคำนี้คือคำที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

การทำงานของ Visualizer เริ่มต้นจากอะไร

เริ่มต้นจากบทที่แข็งแรงก่อน เรามีเทคนิคส่วนตัวคือ ‘หลับตา’ แล้วให้ลูกค้าเล่าเรื่อง ยังไม่ต้องวาดใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งนี้ทำให้เราเห็นภาพรวมทั้งหมด หลังจากเห็นภาพก็เริ่มลงรายละเอียด ต้องคิดตลอดเวลาว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร สิ่งนี้จะทำให้คนเห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น ซึ่งพื้นฐานต้องมาจากบทที่ดีและชัดเจน สิ่งที่เราเพิ่มเติมเข้าไปได้อีกคือขนาดภาพ มุมกล้อง และการเคลื่อนที่ของกล้อง

บทดี บอร์ดดี หมดหน้าที่ของคุณหรือยัง

หมดแล้ว ด้วยความที่วันถ่ายเราไม่ได้ไป เลยต้องรับผิดชอบภาพให้ออกมาเคลียร์ที่สุด แต่ก่อนจะแปลงออกมาเป็นภาพ ต้องอินกับบทหรือเรื่องราวให้ได้ ตราบใดที่ยังไม่อิน เราไม่มีทางเขียนได้

คุณเคยอินกับบทขนาดไหน

เราฝันว่าบินได้ ตอนนั้นเขียนแอนิเมชันเรื่องแรก ‘ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์’ ฝันว่าบินได้จริง ๆ ฝันเห็นสีด้วย เห็นครุฑเป็นสีแดง เราบอกพี่วิศิษฏ์ได้ว่าหิมพานต์เป็นยังไง เขาวงกตเป็นยังไง แล้วฉากครุฑบินก็พยายามนึกว่า ถ้าเราเป็นนกจะเห็นอะไรบ้าง เพราะถ้ามานั่งรอว่าต้องเขียนแบบนี้นะ ไม่ทันกิน คนอื่นเอาไปหมด เราว่าการทำงานมันกินกันตรงนี้

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

แล้วหัวใจของการเขียนสตอรี่บอร์ดคืออะไร

ภาพต้องสื่อสารและบอกจุดประสงค์ในแต่ละเฟรมได้ มันไม่ใช่งานที่วาดรูปสวย แต่มันคืองานสื่อสาร สำหรับเรา สตอรี่บอร์ดที่ดีคือสตอรี่บอร์ดที่ทำให้ทีมงานต่อยอดออกมาได้ดีที่สุด

ซึ่งท้าทาย

ท้าทาย เราจะเอาสิ่งที่อยู่ในหัวของผู้กำกับออกมาเป็นภาพได้ไหม จะเหมือนมากน้อยขนาดไหน บางครั้งไม่ใช่ว่าเราเขียนตามคำสั่งอย่างเดียวนะ ต้องใช้สัญชาตญาณด้วย เช่น ความต่อเนื่องของภาพ เฟรมต่อไปควรเป็นอย่างไร เราควรมีเซนส์ในการนำเสนอ การคิด และการถ่ายทอด

ปกติคุณใช้เวลาทำงานเท่าไหร่

ตามความเร่งของลูกค้า

เร็วที่สุด คือ

บัดนาว เอาเลย ต้องเสกขึ้นมาให้ได้

ฉากที่ 5
วิชวลไลเซอร์ที่รัก

ความสนุกของคนแปลงจินตนาการให้เป็นภาพมันอยู่ตรงไหน

ความสนุกคือการเรียนรู้ ยิ่งมีงานใหม่ ๆ เข้ามา เรายิ่งตื่นเต้น ได้เจอผู้กำกับใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ๆ เหมือนได้ลับสมองอยู่ตลอด โดยเฉพาะทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ มันเจ๋งและสนุกมาก

อีกช่วงที่ชอบ คือวันที่หนังออนแอร์ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มไหน แค่ผู้กำกับส่งลิงก์หนังมาให้ก็มีความสุขแล้ว แม้แต่รอบปฐมทัศน์ เราจะดูหนังจนเห็นชื่อตัวเอง เหมือนโรคจิตนะ แต่มันเป็นความภูมิใจว่าเราก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่แข็งแรงของกระบวนการทำงาน

สิ่งที่คุณเรียนรู้จาก Visualizer มาตลอด 30 ปี คืออะไร

เราเรียนรู้ว่าศักยภาพของมนุษย์เป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อน

คุณกำลังจะบอกว่า

เรากำลังจะบอกว่ามนุษย์ดูถูกศักยภาพของตัวเองมากเกินไป

ตอนนี้เรามีทักษะ มีความสามารถ แต่เราใช้ตัวช่วยกันเยอะมาก รู้สึกอย่างนี้จริง ๆ บวกกับระยะหลังได้เป็นวิทยากรสอนเด็ก ๆ เห็นชัดเลย เด็กจะถามเรื่องเครื่องมือตลอด ใช้หัวแปรงอันไหน ใช้โปรแกรมอะไร ถ้าไฟดับ ไม่มีเน็ต จะทำยังไง แต่เรามีกระดาษ มีดินสอ ก็หาเงินได้แล้ว ที่สำคัญคืออยากให้เขาเห็นและเข้าใจแก่นแท้ของการทำงาน เพราะเด็กส่วนใหญ่หลงระเริงกับปลายทาง อยากให้เขาใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์ให้มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกเราว่า Virtual กำลังมา NFT กำลังมา ลุ้นตัวเองอยู่ว่าจะตามทันไหม แต่ก็มองว่าเราอยู่มา 50 กว่าปี อยู่รอดได้เพราะความเป็นมนุษย์นะ ถ้า AI ครองโลกก็คงต้องยอมรับ ถึงตอนนั้นคงตายก่อน (หัวเราะ) แต่เชื่อว่าเรายังวาดสตอรี่บอร์ดได้ยันตาย จนกว่าจะไม่มีแรง

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

คุณรักอะไรในอาชีพนี้ถึงอยู่กับมันมาค่อนชีวิต และจะวาดสตอรี่บอร์ดยันตาย

เพราะมันคือชีวิตเรา เราเกิดจากตรงนี้ และอยากตายจากตรงนี้

อย่างที่บอก ตอนเราเป็นครีเอทีฟ เรามีทางเลือก ทำไมถึงไม่ไปทางนั้น แต่กลับเลือกมาเป็น Visualizer เพราะรู้สึกว่ามันใช่ และอีกอย่างคือดัชนีชี้วัดความสุขของเราอยู่ตรงนี้

คุณพูดถึงเด็กชายทรงพลหน่อยสิ เด็กชายที่ฉีกสมุดหน้ากลางวาดอุลตร้าแมนขาย

ต้องขอบคุณมันจริง ๆ ถ้าไม่รู้สึกคันไม้คันมือ อยากหยิบดินสอมาวาดอุลตร้าแมนในหน้ากลางแล้วฉีกไปขาย คงไม่มีเราในทุกวันนี้หรอก ในช่วงวัยนั้นไม่มีใครรู้ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่อย่างน้อยมันเป็นตัวสะกิดจิตวิญญาณให้เรา พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องขอบคุณโอกาส ถือว่าจังหวะมันสมูทมาก ๆ แม้จะเฟลจากระบบการศึกษาที่ไม่ถูกใจนัก แต่พออยู่ในองค์กรที่มีระบบ ได้เรียนรู้การทำงาน การจัดการกับความคิดสร้างสรรค์ มันยิ่งกว่าการเรียนในสถาบันอีก ประสบการณ์สอนเราเยอะมากจริง ๆ

แล้วทรงพลในวัย 55 ใช้ชีวิตแบบไหน

ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ตื่น 7 โมงครึ่ง ต้มน้ำ รดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ สแตนด์บายรอทำงาน ทำงาน ทำงาน ถ้ามีเวลาก็พาภรรยาไปพักผ่อนบ้าง

ทำไมคนวัยนี้ชอบรดน้ำต้นไม้

ถึงที่สุดแล้ว อยู่กับธรรมชาติปลอดภัยที่สุด มันไม่มีอะไรแอบแฝง

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

ฉากพิเศษ

ว่าแต่หน้าตาคุณคุ้นมาก เคยเป็นดาราหรือเปล่า

เป็นตำรวจ

ตำรวจจับผู้ร้ายหรือคะ

แสดงเป็นตำรวจ เราสนิทกับ คุณสิน-ยงยุทธ ทองกองทุน และ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล เขาให้แสดงเป็นตำรวจในเรื่อง สตรีเหล็ก พอ 15 ค่ำ เดือน 11 ก็รับบทเป็นตำรวจรถไฟ มีบทพูดบ้าง แต่อย่าให้พูดนานนะ พูดนานแล้วตาย มีครั้งหนึ่งพี่เก้งเขียนบนปก DVD ให้เป็นของขวัญว่า ‘การที่มึงเล่นหนังกู 9 เทก เกือบทำให้หนังกูฉิบหาย’

คุณทำหนังของผู้กำกับดังฉิบหายเลยเหรอ

สมัยนั้นถ่ายด้วยฟิล์ม แล้วเราไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ พอเห็นกล้องปุ๊บ

ตีบทแตก

จำบทไม่ได้!

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คนฝรั่งเศสไม่เชื่อเรื่องซานตาคลอส แต่ชายชราผมขาวสวมแว่นตาที่ฉันเจอชวนให้นึกถึงซานต้าผู้เดินทางไปมอบของขวัญให้เด็กๆ ทั่วโลก แม้คุณปู่ Gérard Poulard (เฌราร์ ปูลาร์) ไม่ได้สวมชุดแดงขลิบขาวหรือเดินทางด้วยเลื่อนเทียมกวางเรนเดียร์ ทูตแห่งชีสฝรั่งเศสขึ้นเครื่องบินเปลี่ยนประเทศทุก 2 สัปดาห์เพื่อมอบวัฒนธรรมแสนอร่อยจากฟาร์มชีสทำมือทั่วประเทศบ้านเกิด

ทุกปีเมอสิเออร์เฌราร์ ปูลาร์ หรือ ‘ปาปี’ (คุณปู่) จะแวะมากรุงเทพมหานครพร้อม Fromage (โฟรมาฌ) หรือชีสหลายสิบชนิด เนยแข็งเฉดขาวไล่สีถึงเหลืองเข้มจนออกส้มอวดโฉมอยู่ในตู้กระจกห้องอาหาร Scarlett Wine Bar & Restaurant บนชั้น 37 ของโรงแรม Pullman Bangkok Hotel G นอกจากฉวยโอกาสทองนี้ชิมผลิตภัณฑ์นมที่คนฝรั่งเศสแสนภูมิใจ ฉันขอใช้เวลาแสนมีค่าสนทนาเรื่องความเชี่ยวชาญกับชีสมาสเตอร์แสนใจดี

“Fromagier (โฟรมาฌิเย) เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมและร้านอาหาร เป็นคนที่นำวัฒนธรรมเนยแข็งไปเผยแพร่ให้คนอื่นๆ รู้จัก ผมเลือกเนยแข็งที่ดีที่สุดไปให้คนชิม แล้วอธิบายที่มาและวัฒนธรรมเบื้องหลังเนยแข็งแต่ละชิ้น เหมือน Sommelier (ซอมเมอลิเย) ที่เชี่ยวชาญเรื่องไวน์”

คุณปู่ปูลาร์อธิบายชื่อวิชาชีพภาษาฝรั่งเศสของตัวเอง อดีตผู้จัดการโรงแรมระดับนานาชาติที่ฝรั่งเศสเล่าว่าเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว เขาตัดสินใจเปลี่ยนทางเดินอาชีพหลังจากทำงานด้านโรงแรมมาทั้งชีวิต เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ชีส ปาปีสังเกตว่าแต่ละโรงแรม อาหาร ขนมปัง และไวน์มีผู้เชี่ยวชาญดูแลกำกับ แต่เนยแข็งที่เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารและวัฒนธรรมแท้ๆ กลับไม่ค่อยมีใครเหลียวแล ดังนั้นนอกจากมี Fromager (โฟรมาเฌ) คนทำชีส และ Crémier-Fromager (เครมิเย-โฟรมาเฌ) คนขายชีส ก็ควรจะมีเฟืองตัวใหม่คือผู้เชี่ยวชาญด้านชีส (โฟรมาฌิเย) ด้วย

คุยกับทูตแห่งชีสฝรั่งเศส ผู้คัดเลือกเนยแข็งทำมือที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟคนทั่วโลก

“Un repas sans fromage est une belle à qui il manque un oeil.” (มื้ออาหารที่ไม่มีเนยแข็ง เหมือนสาวงามที่ขาดดวงตาไปข้างหนึ่ง) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีสยกประโยคดังของ Anthelme Brillat-Savarin นักกฎหมายชื่อดังของฝรั่งเศส มาเปรียบเปรยให้เห็นภาพ แล้วอธิบายต่อว่าคนยุโรปโดยเฉพาะคนฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมชีสตั้งแต่ยุค Gaule (โกล) การทำชีสเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งและเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ ชาวฝรั่งเศสชอบกินชีสมาก เห็นได้จากมื้ออาหารฝรั่งเศสแบบครบเครื่องที่ประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ปลา เนื้อสัตว์ เนยแข็ง และของหวานตบท้าย

“เวลาทำไวน์ ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตมีแค่ครั้งเดียว แต่ต้องทำงานทั้งปีเพราะขั้นตอนละเอียดมากและยาก ส่วนชีสทำได้ทุกวัน คนมักจะคิดว่าทำไวน์ยากกว่าทำชีส แต่ไม่จริงเลยครับ การทำชีสขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ฤดูกาล อุณหภูมิ การดูแลสัตว์ในฟาร์ม ความสะอาด กระทั่งอาหารที่สัตว์กินเมื่อวานและวันก่อนๆ

คุยกับทูตแห่งชีสฝรั่งเศส ผู้คัดเลือกเนยแข็งทำมือที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟคนทั่วโลก

“ผมหรือลูกชาย Olivier (โอลิวิเย) จะไปที่ฟาร์มผู้ผลิต ดูความสะอาดของคอกสัตว์ ถ้าคอกสะอาดแปลว่าสัตว์ได้รับการดูแลดี ถ้าพวกเขาเคารพปศุสัตว์เหล่านี้ พวกมันจะรู้แล้วให้น้ำนมดีๆ แต่ถ้าไม่เคารพ พวกมันจะก้าวร้าว เนื้อก็จะเหนียว น้ำนมคุณภาพลดลง ผมเคยเจอฟาร์มชั้นดีที่ให้วัวนอนบนฟูก ไม่ได้นอนกับพื้น แล้วฟาร์มสะอาดมาก ไม่มีแมลงวัน ไม่มีกลิ่นเหม็น แถมยังเปิดเพลงคลาสสิกให้วัวฟังอีก วัวสงบเหมือนอยู่ในภาวะเซนเลย นอกจากนั้นผมจะเลือกฟาร์มที่สัตว์ไม่ถูกทำร้าย ปล่อยให้พวกมันได้อยู่อย่างอิสระในตอนกลางวัน ให้พวกมันเข้าคอกตอนกลางคืน สัตว์ก็เหมือนมนุษย์ที่ต้องเคลื่อนไหว มีอิสระ ถ้ามันถูกกักไว้ตลอด มันจะอ้วน ให้น้ำนมที่คุณภาพลดลง และป่วยง่าย”

เมอสิเออร์เฌราร์และทีมงานของเขาติดต่อกับฟาร์มทำชีสประมาณ 300 แห่งทั่วประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวปูลาร์สนใจแต่ชีสทำมือเท่านั้น ไม่สนใจชีสที่ผ่านขั้นตอนอุตสาหกรรมหรือชีสที่พาสเจอไรซ์จนจืดเป็นน้ำเปล่า วัวสายพันธุ์ที่ให้น้ำนมเยอะอย่าง Holstein (โฮลชไตน์) จะถูกคัดออกตั้งแต่แรกเพราะรสนมไม่เข้มข้น เกณฑ์ยิบย่อยเหล่านี้กรองชีสกว่า 2 พันชนิดในฝรั่งเศสออกจนเหลือจำนวนหลักร้อยที่ผ่านมาตรฐาน ทูตแห่งเนยแข็งฝรั่งเศสกล่าวอย่างหนักแน่นว่าชีสที่ดีต้องกินได้เปล่าๆ หรือกินคู่กับขนมปังดีๆ ไม่ต้องใส่น้ำผึ้ง แยม ผลไม้ หรือถั่ว ให้พะรุงพะรังกลบรสชาติเดิม

“ผมจะเลือกเนยแข็งมาประมาณ 300 ชนิดที่มีรสชาติ แล้วแบ่งครึ่งเป็นคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน กับคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว เหมือนแฟชั่น ผมคิดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะฤดูกาลสัมพันธ์กับอาหารที่สัตว์กิน น้ำนมที่ได้จากสัตว์จึงเปลี่ยนไปทุกวัน

“ในฤดูใบไม้ผลิ ช่วงมีนาคม – มิถุนายน หญ้าจะขึ้นอุดมสมบูรณ์ที่สุดและมีรสชาติดีที่สุด เราจะผลิตเนยแข็งที่บ่มนานๆ อย่างเนยแข็งจากเทือกเขาปิเรเน่ และเก็บไว้นานหลายเดือน 1 ปี หรือถึง 3 ปี ส่วนฤดูร้อนไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เพราะอากาศร้อนแล้วหญ้าก็ไม่ค่อยขึ้น หญ้าที่ตัดหญ้าเก็บไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิก็ใช้ให้อาหารสัตว์ช่วงฤดูหนาว ดังนั้นทางฟาร์มจะให้พวกมันกินต้นข้าวโพดแทนหญ้า แล้วรอช่วงวันที่ 15 สิงหาคม ฝนจะเริ่มมาแล้วหญ้าจะงอกอีกครั้ง หญ้าพวกนี้คุณภาพดีมาก แต่ก็ไม่มีรสชาติของฤดูใบไม้ผลิ”

คุณปู่เล่าวิชาชีส 101 อย่างคล่องแคล่วด้วยดวงตาเป็นประกาย รสชาติพืชทุกชนิดที่วัว แพะ และแกะกินเข้าไปล้วนส่งผลต่อน้ำนมที่จะทำชีส เนยแข็งคอลเลกชันแรกมักมีสีเหลืองเข้มหรือเหลืองสดใส ส่วนคอลเลกชันถัดมา ชีสจะสีเหลืองครีมหรือออกขาว โดยเฉพาะชีสจากฤดูหนาวที่สัตว์ต้องกินหญ้าแห้งเป็นอาหาร

คุยกับทูตแห่งชีสฝรั่งเศส ผู้คัดเลือกเนยแข็งทำมือที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟคนทั่วโลก
คุยกับทูตแห่งชีสฝรั่งเศส ผู้คัดเลือกเนยแข็งทำมือที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟคนทั่วโลก

จบเรื่องความละเอียดยิบย่อยของชีสฝรั่งเศสก็เข้าสู่วิธีการทำเนยแข็งแบบดั้งเดิม ปาปีเล่าคร่าวๆ ว่าเกษตรกรจะรีดนมสัตว์วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้ากับตอนเย็น น้ำนมสดที่ดีจะสีขาวครีม มีกลิ่นหอม และน้ำนมที่รีดตอนเย็นจะเข้มข้นกว่าเพราะสัตว์กินอาหารเต็มที่มาแล้ว น้ำนมดิบจะถูกนำมาพักไว้แล้วใส่เอนไซม์ Rennet ทิ้งไว้อย่างน้อย 18 ชั่วโมง อาจจะใช้เวลา 24 – 48 ชั่วโมง โดยไม่แตะต้อง น้ำนมจะแยกออกเป็นของแข็งกับของเหลว ส่วนของเหลวคือหางนมรสเปรี้ยวเล็กน้อย ชีสมาสเตอร์บอกว่าหางนมนี่เอาไว้ให้หมูในฟาร์มดื่ม ส่วนที่ข้นแข็งก็ค่อยๆ ตักใส่แม่พิมพ์แล้วทิ้งให้สะเด็ดน้ำ

“คำว่า fromage มาจากคำว่า former หรือทำให้เป็นรูปร่าง งานจะเริ่มจากตรงนี้ล่ะ เราต้องกลับด้านเนยแข็งวันละหลายๆ ครั้งเพื่อให้มันเป็นรูปเป็นร่าง ถ้าไม่กลับด้านมันจะยุบตรงกลาง อุตสาหกรรมที่เครื่องมือทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด แต่ในฟาร์ม คนทำชีสจะกลับด้านชีสวันละ 3 – 4 ครั้ง เป็นงานที่หนักมาก หลังจากชีสแข็งตัว 18 ชั่วโมงหรือหนึ่งวันก็แกะชีสสีขาวออกจากแม่พิมพ์ แล้วก็ทำชีสให้เค็มด้วยการโรยเกลือละเอียดเล็กน้อย วันรุ่งขึ้นก็กลับด้านแล้วโรยเกลือใหม่ จากนั้นก็นำไปเก็บในห้องเก็บชีสที่มีลมระบายอากาศ 2 วัน โดยกลับด้านชีสวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้ากับตอนเย็น เพื่อทำให้ชีสค่อยๆ แห้ง”

ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำชีสที่แห้งแล้วไปเก็บในห้องบ่ม คนทำชีสต้องเข้ามากลับด้านชีสทุกวัน วันละ 2 รอบ เพื่อให้ความเข้มข้นอยู่ตรงกลางชีสและได้รสชาติดี หลังจากนั้นทุกฟาร์มจะส่งเนยแข็งชั้นเลิศมาที่ออฟฟิศของครอบครัวปูลาร์ที่ปารีส ทีมงานจะจัดการคัดเลือกชีส บรรจุลงกล่อง ทำเอกสารต่างๆ ตามกฎหมาย เพื่อสำแดงเนยแข็งทุกชิ้นให้ทางการตรวจสอบ ก่อนจะส่งชีสใส่ตู้แช่แข็งมาประเทศต่างๆ รอบโลกโดยเร็วที่สุด ตามกำหนดการเยี่ยมเยือนของทูตแห่งชีส

คุยกับทูตแห่งชีสฝรั่งเศส ผู้คัดเลือกเนยแข็งทำมือที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟคนทั่วโลก

ถึงตอนนี้เป็นช่วงเวลาโซโล่ของคุณปู่เฌราร์ ในร้านอาหารของโรงแรมที่แคเมอรูน เซเนกัล ชาด เกาะบอรา-บอรา เกาะตาฮิติ อาร์เจนตินา หรือในประเทศไทย ปาปีจะช่วยพนักงานจัดเรียงสารพัดคอลเลกชันชีสบนแผ่นไม้ จาน หรือกระทั่งใบตอง รอต้อนรับลูกค้าที่จะมาถึงด้วยจิตวิทยาและเสน่ห์ความอร่อยของฝรั่งเศส

“ทุกคืนผมจะทักทายลูกค้า แล้วถามพวกเขาว่ามาจากที่ไหน เป็นคนชาติอะไร เคยไปฝรั่งเศสมั้ย ถ้าเคยไป ไปที่ไหนมา แล้วเลือกรสชาติที่จะพาเขาเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆ ในฝรั่งเศส บางครั้งก็ให้เนยแข็งเชื่อมโยงกับความทรงจำ ผมจะถามว่ากลิ่นชีสทำให้คุณนึกถึงอะไร หลังจากสังเกตคนและปฏิกิริยาของพวกเขาที่มีต่อกลิ่น มันเป็นเรื่องจิตวิทยานะ เวลาลูกค้ามองและดมกลิ่นเนยแข็ง ผมจะสังเกตสีหน้าท่าทางของเขา เดาความคิดของเขา แล้วถามเขาว่าคุณต้องการ la tendresse (ความอ่อนโยน) la douceur (ความนุ่มนวล) le caractère (ความเข้มข้น) หรือ la colère (ความโกรธ) คำเหล่านี้จะทำให้ผมรู้ว่าเขาอยากได้ชีสรสนุ่ม รสครีม หรือรสที่ชัดเจนเข้มข้นในปากเหมือนทุเรียน”

คุยกับทูตแห่งชีสฝรั่งเศส ผู้คัดเลือกเนยแข็งทำมือที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟคนทั่วโลก
คุยกับทูตแห่งชีสฝรั่งเศส ผู้คัดเลือกเนยแข็งทำมือที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟคนทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านชีสเดินไปประจำที่หลังเคานเตอร์เนยแข็ง หยิบชีสมาหักดูเพื่อตรวจสอบ ก่อนใช้มีดประจำตัวตัดชีสรสต่างๆ มาให้ชิมคู่กับขนมปังอบสดใหม่ คุณปู่ยืนยันว่าชีสกลิ่นแรงไม่มีอยู่จริง ต้องใช้คำว่ามีรสชาติในปากถึงจะถูก

ฉันเริ่มหยิบชีสนมแพะที่โรยโรสแมรี่อบแห้งมาสัมผัสความอ่อนโยน ค่อยๆ ไต่ระดับรสชาติไปถึง Camembert (กามองแบร์) สีอ่อนรสนุ่มนวล ไปจบความเข้มข้นที่ Gaperon (กาเปอรง) หรือชีสรสกระเทียมที่คนไทยมักโปรดปราน

“อร่อยไหม”

ทูตแห่งชีสฝรั่งเศสถามขณะที่ฉันตั้งใจเคี้ยวเนยแข็ง ฉันพยักหน้าหงึกหงักยิ้มตอบ รสชาติพลุ่งพล่านในปากนั้นแปลกลิ้น แต่อร่อยน่าประทับใจจนรอยยิ้มกว้างไปถึงดวงตา

เรื่องนี้ขอไม่จบลงด้วยการกล่าวคำอำลา แต่ทิ้งท้ายด้วยคำตอบของชีสมาสเตอร์วัย 70 ปีที่ยังไม่หยุดเดินทาง ไม่หยุดสร้างสรรค์คอลเลกชันชีส และไม่หยุดมอบความสุขให้คนทั่วโลกผ่านของอร่อย

“ผมจะบอกอะไรให้อย่าง ในฐานะที่คุณอายุยังน้อย คุณต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อย่างเลือกไม่ได้ แต่คุณต้องใช้ชีวิตอย่างมีจินตนาการ ถ้าคุณมีจินตนาการ คุณจะสามารถสร้างสรรค์ สามารถทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นๆ พาคนเข้าไปอยู่ในจินตนการของคุณ ในการสร้างสรรค์ของคุณ มอบความฝันให้ผู้อื่น และทำให้พวกเขามีความสุข

“คนที่ไม่มีจินตนการจะไม่ทำอะไรเลยในชีวิต แค่ไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ กลับบ้านมานั่งดูทีวีแล้วนอน ไม่สนใจดูแลครอบครัว คนพวกนี้เป็นหุ่นยนต์ คนที่มีจิตวิญญาณจะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้มากมาย ผมยินดีเปิดประตูต้อนรับคุณเข้ามาในโลกจินตนาการของผม การสร้างคอลเลกชันเนยแข็งสร้างรอยยิ้มให้โลกใบนี้ ระหว่างที่คนกินเนยแข็งทำมือ เขาจะได้ฝันถึงภูมิภาคต่างๆ ของฝรั่งเศส ได้เห็นภูเขา เห็นดอกไม้ เห็นชนบทฝรั่งเศสอย่างลึกซึ้ง เวลากินเนยแข็ง คุณควรจะรู้ว่ามันมาจากไหน และใครเป็นคนทำ”

คุยกับทูตแห่งชีสฝรั่งเศส ผู้คัดเลือกเนยแข็งทำมือที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟคนทั่วโลก

Name: เฌราร์ ปูลาร์ (Gérard Poulard)
Age: 70 ปี
Occupation: ผู้เชี่ยวชาญด้านชีส / ทูตแห่งชีสฝรั่งเศส (Cheese Master/ FRANCE’s official Cheese Ambassador)
Place of Birth: เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส
In Detail: การคัดเลือกเนยแข็งให้เหมาะกับผู้รับประทานต้องอาศัยการสังเกตสีหน้าท่าทาง ความชอบของลูกค้า ให้กลิ่นดึงความทรงจำของพวกเขาออกมา และทำให้พวกเขารู้จักฝรั่งเศสผ่านรสชาติ
Stuff: วัฒนธรรมการกินเนยแข็งทำให้คนฝรั่งเศสยุคก่อนมีมีดติดกระเป๋าไว้ฝานเนยแข็งกินเสมอ ชีสมาสเตอร์จึงเดินทางพร้อมมีดประจำตัวที่ใช้ตัดเนยแข็งให้ลูกค้าทั่วโลก
My Favorite Part of the Job: ช่วงเวลาที่พูดคุยกับลูกค้า เนยแข็งมันพูดได้นะ แล้วมันพูดกับเราผ่านลูกค้า เวลาเห็นพวกเขากินแล้วมีความสุข นั่นคือค่าตอบแทนที่ดีที่สุดในการทำงานของผม

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load