“มันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เกิด”

ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) นักวาดสตอรี่บอร์ดประสบการณ์มากกว่า 30 ปี บอกกับเราแบบนั้น เมื่อถามถึงก้าวแรกในการเข้าสู่วงการ ‘Visualizer’ ที่เขาถอดจินตนาการให้กลายเป็นภาพจริง ๆ

ผลงานเขียนสตอรี่บอร์ดของตุ่มมีทั้งภาพยนตร์ ภาพยนตร์สั้น ภาพยนตร์โฆษณา และแอนิเมชัน เช่น สตรีเหล็ก, 15 ค่ำ เดือน 11, แฟนฉัน, ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, เด็กหอ, 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น, อินทรีแดง, แสงกระสือ, Last Summer ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย, ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์, ภาพหวาด, ผีตามคน, คอลเกต ยิ้มสู้, โดฟ #LetHerGrow ฯลฯ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากลายเส้นตลอดชีวิตของเขา

ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี

ชายคนนี้สร้างคำว่า ‘ล่ามภาษาภาพ’ มานิยามอาชีพที่เขารัก เขาทำหน้าที่สร้างภาพฟุ้งฝันของบรรดาผู้กำกับให้ประจักษ์ ความสนุกคือมันเหมือนจริงขนาดนั้นได้อย่างไร และความน่าสนุกอีกอย่างคือ ตุ่มเป็นคนเขียนสตอรี่บอร์ด สิ่งที่นำไปขายจึงไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นภาพที่เขาเขียน

เมื่อสิบกว่าปีก่อนนับเป็นยุครุ่งเรืองของ ‘ตุ่ม สตอรี่บอร์ด’ คิวทองจนภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาต่อแถวจองตัวกันชนิดนับเรื่องไม่ถ้วน แม้วันวานจะล่วงเลยผ่าน พาอายุเด็กหนุ่มเข้าสู่วัย 55 แต่ตุ่มยังเป็นที่ยอมรับของวงการ มีผู้กำกับมากหน้าหลายตาชวนเขาเขียนสตอรี่บอร์ดด้วยกันอยู่เสมอ (ขนาดที่ว่าระหว่างสนทนากันอยู่ก็มีสายเข้า เพื่อจองตัวและนัดหมายคุยเรื่องหนังใหม่ที่ชวนให้เขาเขียนบอร์ด) และตุ่มยังได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในหลายมหาวิทยาลัย เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจแก่นแท้ของ Visualizer

นี่พอจะยืนยันได้ว่า ‘ล่าม’ คนนี้สื่อสารด้วย ‘ภาพ’ เก่งกาจขนาดไหน

เรื่องราวทั้งหมดนี้คือ ชีวิตและ Visualizer ของชายผู้ตั้งใจจะเขียนสตอรี่บอร์ดจนหมดลมหายใจ

ฉากที่ 1
เด็กชาย-นายทรงพล

เด็กชายตุ่มเป็นเด็กจังหวัดนนทบุรี เขาเกิดในยุคแอนะล็อกและธรรมชาติ โตมากับดิน โตมากับทราย โตมากับหนังกลางแปลงตามงานวัด โตมากับการ์ตูนผีเล่มละบาทจากนักวาดคนไทย

“เราเชื่อว่าในวัยเด็กยังไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร เราก็เหมือนกัน เรามีปมด้อยเรื่องกีฬา สิ่งที่สนใจตอนนั้นคือการวาดรูป เพราะมีแรงบันดาลใจจากการ์ตูนเล่มละบาทและโปสเตอร์หนังวาดมือ มันทำให้เรารู้สึกว่ากลุ่มคนที่วาดรูปพวกนี้มหัศจรรย์มาก

“เรายังไม่รู้ว่า ‘ศิลปิน’ คืออะไร ศิลปินคือเทพเจ้าหรือเปล่า กินอาหารทิพย์หรือเปล่า ถึงได้เก่งขนาดนั้น จากนั้นเราก็เริ่มขีด ๆ เขียน ๆ หัดวาดการ์ตูนก่อน สมัยนั้นก็ทำมาหากินแล้วนะ”

ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี
ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี

คุณทำมาหากินจากการวาดรูปตั้งแต่ตอนไหน – เราสงสัย

“ตั้งแต่ ป.5 – 6 เราฉีกหน้ากลางของสมุดปกอ่อนมาวาดอุลตร้าแมน ไอ้มดแดง ให้เพื่อน คิดเงินครั้งละสลึง” เขาเล่าด้วยเสียงหัวเราะถึงอาชีพแรกในชีวิตของเด็กชายทรงพล

ตุ่มซึมซับความสนใจของเขามาเรื่อย ๆ จนตัดสินใจเรียนสายวิชาชีพด้านวิจิตรศิลป์

“เราเลือกเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา เพราะตอน ม.3 อาจารย์เห็นแวว ส่งแข่งวาดรูประดับจังหวัด เราติด 1 ใน 3 ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเจ๋ง เป็นหนึ่งในตองอูของเมืองนนท์ พอเข้ามาเรียนปีแรก สุดท้ายบ๊วย เพราะเป็นกลุ่มที่อายุน้อยที่สุด เพื่อน ๆ เรียนศิลปะกันมาแล้ว หลายคนซิ่วมาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาด้านศิลปะจากที่ต่าง ๆ

“จากปี 1 ที่เราบ๊วยสุด เราแก้ปัญหาด้วยการฝึก พอ 5 โมงเลิกเรียน ไม่กลับบ้าน เอาหุ่นนิ่งมาตั้ง นัดเพื่อน 3 – 4 กลุ่มมาวาดหุ่นนิ่งด้วยกันตั้งแต่ 6 โมงถึง 1 ทุ่ม แล้วก็นั่งรถเมล์กลับบ้าน ทำแบบนี้อยู่เป็นปี จนปี 2 งานเราเริ่มติดบอร์ด ทุกอย่างมาจากการฝึกจริง ๆ ไม่ได้มาจากพรสวรรค์

“สิ่งที่เราเรียนรู้จากการเรียน ปวช. คือพื้นฐานการวาดรูป จากที่เคยคิดว่าตัวเองเจ๋งที่สุดในปฐพี จริง ๆ ก็แค่กบในกะลา พอเราวาดทุกวัน มันก็เข้ามาในสัญชาตญาณ จนรู้สึกว่ามันอยู่ในตัวเราแล้ว มันอยู่ในทุกอณูของชีวิตเราแล้ว” นายทรงพลในวัย 55 ย้อนความทรงจำถึงตนเองในวัยเด็ก

ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี

ช่วงเปลี่ยนผ่านจาก ปวช. สู่ ปวส. ตุ่มก็ยังเลือกเชื่อสัญชาตญาณด้านศิลปะของตนเอง

“ตอนนั้นวิทยาลัยเพาะช่างเปิดคณะใหม่ คือ แผนกพาณิชยศิลป์ แล้วพาณิชยศิลป์มันจบไปทำอะไรกินวะ ไปทำงานโฆษณา ไปทำงานกราฟิก ซึ่งสุดท้ายเราตอบไม่ได้จริง ๆ ว่าจบแล้วจะทำอาชีพอะไร

“พอมาเรียนพาณิชยศิลป์ ยอมรับว่าหลักสูตรและระบบการเรียนการสอนในยุคนั้นมันทำร้ายเราทางอ้อม เชื่อไหม เราเรียน ปวส. 2 ปี ได้เรียนสตอรี่บอร์ดแค่ 1 คาบ แล้ววันที่สะท้อนใจมาถึงทุกวันนี้ คืออาจารย์เดินเข้ามาตอน 9 โมง ‘วันนี้เราจะทำงานเรื่องสตอรี่บอร์ดกัน’ เราใบ้แดก สตอรี่บอร์ดคืออะไร

“อาจารย์ให้เขียนมิวสิกวิดีโอ 1 เรื่องมาส่งภายในสัปดาห์หน้า แล้วอาจารย์ก็เดินออกไป มันเป็นสิ่งที่เราต้องค้นคว้าหาความรู้เอง เราเริ่มจากศูนย์ แล้วโจทย์คือมิวสิกวิดีโอ ก็เลยเอาเพลงของอัสนี-วสันต์มาเล่า เป็นเรื่องคนบ้านนอกเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เราใช้วิธีด้นสด ด้นจากเนื้อเพลง คิดภาพอะไรก็วาดอย่างนั้น การวิจารณ์ของอาจารย์เราก็หวังว่า เขาจะให้เด็กวิเคราะห์แล้วถอดความจากเนื้อหามาสู่ภาพ มันควรจะหนึ่ง สอง สาม สี่ อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี แต่นี่ไม่ใช่ มึงวาดสวยใช่ไหม งั้นมึงเอา A ไป

“นี่คือความเจ็บปวดที่เรายอมรับว่าเจ็บปวดมาก” ตุ่มบรรยายถึงแผลในใจระดับ A+

ตุ่ม สตอรี่บอร์ด : Visualizer ที่วาด Storyboard ให้หนังและโฆษณาไทยมาตลอด 30 ปี

จนกระทั่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาต้องเลือกว่าจะเรียนให้จบปริญญาหรือเบี่ยงเส้นทางชีวิตไปทางไหน โชคดี (มาก) ที่ ม่ำ-สุธน เพชรสุวรรณ กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง แมวมองจากบริษัทโฆษณา มาเห็นผลงานรีโปรดักต์โปสเตอร์หนังของตุ่มพอดี เหตุการณ์ไม่คาดคิดของชายที่อายุกำลังจะปริ่ม 20 ก็เกิดขึ้น เมื่อแมวมองจากเอเจนซี่ทาบทามให้เขาไปทำงานด้วยกัน

แมวมองชวนคุณอีท่าไหน

เขามาทิ้งนามบัตรไว้ แล้วถามว่าคุณจะเรียนต่อหรืออยากทำงาน คุณลองไปคุยที่ออฟฟิศผมหน่อย และโชคดีฉิบหาย ดันเป็นบริษัทลินตาส เอเจนซีโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เราด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก สาทร ธานี ทาวเวอร์ จำได้แม่นเลย กดลิฟต์ ลิฟต์แม่งพูดได้ นี่คือสิ่งมหัศจรรย์มาก เราหิ้วงานพะรุงพะรัง กดลิฟต์ไปชั้น 8 ไปคุยกับ พี่มนัส อัตตวัฒนา หัวหน้าแผนกวิชวลของบริษัท

เขาถามเราว่า ‘น้องจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่’ เราก็โอ้โห

คุณเรียกเท่าไหร่

3,500 เพราะเพื่อนเรา (พิง ลำพระเพลิง) ได้จากบริษัทญี่ปุ่น 3,500 เขาตอบกลับมาว่า ที่นี่สตาร์ท 5,000 เราเลยตอบตกลง ณ วันนั้นกูไม่เรียนต่อแล้ว ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิต Visualizer ที่บริษัทนี้ตั้งแต่อายุ 19 – 20

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

ฉากที่ 2
ชีวิตในบริษัทโฆษณา

คุณคิดถูกแล้วใช่ไหมที่เลือกทำงานแทนการเรียนต่อปริญญาตรี

คิดถูก เราทำงาน 2 ปี เรามีเงินเดือน มีเงินให้แม่ เลี้ยงดูแม่ได้ นั่นคือสิ่งที่มีความสุขที่สุด ในขณะที่เพื่อนเรา อีก 2 ปีก็จะรับปริญญา แต่เราไม่เคยรู้สึกขาดตรงนั้นเลย เพราะในแต่ละวันที่ทำงาน มันคือการเรียนรู้ อย่างที่บอก เราเคยเจ็บจากตอนเรียนมาแล้ว แต่งานคือของจริง

มันจริงขนาดไหน

งานเราออนแอร์ทีวี ขึ้นบิลบอร์ด ลงโฆษณาในแม็กกาซีน ซึ่งต้นทางเราเป็นคนวาด

คนวาดที่คุณว่า เรียกว่า Visualizer ใช่ไหม

ตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกว่าหน้าที่ของ Visualizer คืออะไรกันแน่ เพราะมีแค่ครีเอทีฟมาสเก็ตช์ไอเดียด้วยลายเส้นก้างปลา แล้วบอกเราว่าทำให้มันสวยที เรามีหน้าที่จัดการไอเดียเขาให้ออกมาสวยงามสำหรับการพรีเซนต์ หน้าที่มีแค่นั้นและเรารู้แค่นั้น แล้วตอนนั้นเราก็เจอโปรดักต์ที่หินที่สุดด้วย

โปรดักต์คือ

Consumer Product ของ Lever Brothers จะต้องเขียนผู้หญิงสวย เขียนแชมพูก็ต้องสะบัดให้สลวยสวยเก๋ ตอนนั้นทำงานเข้าปีที่ 3 กำลังเป็นดาวของบริษัท ตอน 10 โมง ครีเอทีฟไดเรกเตอร์บรีฟให้วาดหนัง 1 เรื่อง ตอนบ่าย 2 ลูกค้ามาฟังพรีเซนต์ เรามีเวลา 4 ชั่วโมงในการเขียนบอร์ด ใครจะไปเขียนได้ เขาก็บอกว่าสุด ๆ นะ เราก็เลยสุด ๆ ไป เขาก็เร่ง ‘ตุ่มเสร็จยัง’ เราก็รีบปะบอร์ด วิ่งลงมาจากชั้น 8 ไปที่ห้องฉายหนังชั้น 6 แล้วก็ขอเข้าไปในห้องประชุมด้วย ห้องก็มืด

อย่าบอกนะว่า บอร์ดของคุณทำให้บริษัทขายงานผ่านฉลุย

ลูกค้าถามว่าใครเป็นคนวาด เอามือหรือเท้าวาดคะ เรานี่นั่งหน้าซีด น้ำตามา เรา The show must go on ไปแล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่าเขียนแค่ 4 ชั่วโมง มันพูดไม่ได้ เจ้านายก็อธิบายว่ามันนู่นนี่นั่นนะ

มันไม่มีหรอกที่เวลาเร่งขนาดนั้นแล้วงานจะออกมาดี นี่คือความจริง ตอนนั้นแม่งเสียศูนย์จริง ๆ

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

ทรงพลในวัย 23 จัดการกับความรู้สึกนั้นยังไง

เรากลับมาถามตัวเองว่ามาถูกทางหรือเปล่า จะไปต่อไหม โฆษณาก็ไม่เคยเรียน เรียนรู้จากประสบการณ์ล้วน ๆ จากนั้นก็ฝึกวาดผู้หญิง วาดอยู่ 2 ปี จนเป็นมือต้น ๆ ของบริษัท ไม่ว่าจะ Johnson & Johnson สินค้าเกี่ยวกับงานผิว งานผม มาเถอะ มาเลย จำไฮไลต์ได้หมดแล้ว สั่งเราได้เลย

ซึ่งมันพิสูจน์ได้ว่าทุกอย่างต้องฝึกฝนอย่างหนักจริง ๆ แล้วก็โชคดีที่เราได้เลื่อนตำแหน่งจาก Visualizer เป็น Art Director ต้องอยู่ในกระบวนการคิดงานมากขึ้น ถือว่าเป็นโลกใหม่ของเรา

ตอนนั้นคุณเป็น Art Director แบบไหน

เราเป็น Art Director ที่ทำงานหนักมาก คิดด้วย วาดรูปด้วย ขอบอกความลับ 1 ข้อ ช่วงนั้นเราทำงานแบบแมนนวล ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่มาพร้อมคอมประจำตำแหน่ง เงินเดือนก็สูง แต่กูยังนั่งปาดมาร์กเกอร์ สเก็ตช์มืออยู่เลย ทำไมเด็กมันเทพกันจัง ด้วยความที่เป็นมนุษย์รุ่นเก่าก็เริ่มหนี

เดี๋ยว หนีเลยเหรอ

เราว่ามันถึงจุดอิ่มตัว ก็ลาออกเลย ค่อนข้างหักดิบนะ ตอนนั้นเงินเดือนสูงมาก เอาเข้าจริงงานสายครีเอทีฟเราก็ยังไปต่อได้ แต่ที่ออกมายอมรับว่าเป็นอุบัติเหตุทางชีวิต เลยตัดสินใจเป็นฟรีแลนซ์สักระยะ ยังไม่รู้หรอกนะว่าจะไปรอดหรือเปล่า แค่อยากใช้เวลาหาตัวเองอีกสัก 1 ปี

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

1 ปีนั้นคุณเจออะไรบ้าง

เจอว่าตัวเองทำงานได้หลายอย่าง เป็นโปรดักต์ดีไซน์ในโปรดักชันเฮาส์ เป็นดีไซเนอร์ทำสต็อปโมชัน เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เขียนสตอรี่บอร์ด วาดการ์ตูน ใน 1 ปีนั้นเรารับทำทุกอย่าง จนเจอคำถามจากเพื่อนว่า ‘ผ่านมา 1 ปี มึงคิดว่ามึงคือใคร’ เรารู้สึกเหมือนโดนตบหน้า

หลังจากหน้าชา คุณตอบคำถามกับเพื่อนและตัวเองยังไง

เรากลับมาคำนวณต้นทุนชีวิตและคอนแทคในการทำงาน แล้วก็เห็นช่องทางว่าการเขียนสตอรี่บอร์ดน่าสนใจมาก ตอนเป็นฟรีแลนซ์เราปล่อยงานพวกนี้ไปเยอะมากเพราะเงินน้อย แต่ข้อดีคือมีงานถี่ เราก็เลยเปิดตัวว่ามาทางนี้ ไม่ทำพวกครีเอทีฟแล้ว แต่ก็เจอคำถามหนึ่งที่ทำให้สะอึกไปเหมือนกัน

โดนตบหน้าอีกครั้งด้วยคำถามอะไร

‘ตุ่มเป็นถึงครีเอทีฟ ทำไมลดตัวมาทำวิชวลวะ’ คำถามนี้เราวิ้งไปเลย แต่เราเช็กตัวเองตลอดนะ เพราะตอนเป็นครีเอทีฟ เราเรียนรู้เยอะมาก ได้คอนเนกชันเยอะมาก แต่สิ่งที่ตามมาคือโรคเครียด เราต้องนั่งคิดไอเดียกับเพื่อนก๊อปปี้ไรเตอร์ ต้องคอยยิงงานเพื่อน แล้วอวยงานตัวเอง ชีวิตมีแต่การประชุม ๆ ๆ เราไม่มีความสุข

พอกลับมาวาดรูป เรารู้สึกว่านี่คือจุดเริ่มต้นของเรา เราเกิดจากตรงนี้ การประสบความสำเร็จหรือการมีชื่อเสียงเป็นเรื่องปลายทาง แต่ละคนควบคุมเรื่องพวกนี้ไม่ได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือ ‘ใจ’

การกลับมาวาดรูป ทำให้เรารักษาสมดุลชีวิตของตัวเองได้เป็นอย่างดี เราทำงานแล้วมีความสุข แสดงว่านั่นคือทางที่ควรจะไป มันเป็นจุดเริ่มต้นในอาชีพเขียนสตอรี่บอร์ดของเรา

ฉากที่ 3
ตุ่ม สตอรี่บอร์ด

คุณจำจุดสูงสุดของวิชาชีพได้ไหม

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรากล้าพูดเลยว่า เราคือหนึ่งใน Top 5 ของเมืองไทย หนังไทยเรื่องแรกที่เราวาดคือ สตรีเหล็ก แล้วก็ 15 ค่ำ เดือน 11, แฟนฉัน, ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, เด็กหอ, อินทรีแดง ฯลฯ

นี่คุณกล้าเคลมเลยเหรอ

เพราะยุคนั้นมีคนวาดสตอรี่บอร์ดแบบมืออาชีพน้อย เราทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด แล้วก็กล้าพูดอีกรอบว่า จองคิวลำบากมาก ไม่ได้โม้นะ เรียกว่าคิวทองเลย ตอนนั้นใครยกเลิกคิวเรา เราคิดค่ายกเลิกด้วย เดี๋ยวนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว

ยุครุ่งเรืองของคุณ พอจะบอกได้ไหมว่ามีหนังต่อคิวกันกี่เรื่อง

นับไม่ถ้วน 1 เดือนไม่มีวันหยุด โดยเฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตัวดีเลย

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง
เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

เขาว่ากันว่า ลูกค้ากลัวคุณ

เพราะเราด่าเก่ง (หัวเราะ) โดยเฉพาะจูเนียร์ที่ร้อนวิชา เราเหวี่ยงกับคนที่ไม่ทำการบ้านมาก่อน สิ่งสำคัญคือเขาต้องคิดงานมาให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นถือว่าเขาไม่ให้เกียรติเราและไม่ให้เกียรติตัวเอง หน้าที่ของเราต้องต้อนลูกค้าให้จนมุม ถ้าไม่เห็นภาพในหัว เราวาดภาพออกมาไม่ได้ เราจะซักทุกอย่าง พยายามคิดทวิสต์ คิดเบิ้ล โดยไม่เปลี่ยนบทและยังเคารพบริบทเดิม เพราะเราจะไม่เป็น Visualizer ที่ซื่อบื้อเด็ดขาด เราต้องต้อนด้านภาพกับลูกค้าให้จนมุม

แม้บางครั้งลูกค้าไม่มีประสบการณ์ เรายินดีเป็นพี่เลี้ยง เป็นคนที่กล้าทุบหม้อข้าวตัวเอง เงินหายไปหลายร้อยต่อช็อต ไม่เป็นไร เพราะเราอยากเขียนงานที่มันปังแล้วจบ ให้มันไปถึงไอเดียสุดท้ายจริง ๆ นี่คือสิ่งที่ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพมาขับเคลื่อนงานของเรา เพื่อให้ลูกค้าทำงานง่ายขึ้น

ในวัย 55 แต่คุณยังคิวทองอยู่ คิดว่าเป็นเพราะอะไร

วินัย (ตอบทันที) และเราเคารพเวลามากที่สุด ด้วยความเป็นฟรีแลนซ์ คนมองว่างานสบาย ไม่จริง วินัยต้องมากกว่าพนักงานประจำถึง 3 เท่า อีกอย่างคือรูปแบบการทำงาน เราชอบต้อนลูกค้า งานจึงออกมาค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ เราใช้วิธีการทำงานออนไซต์ ถ้าออนไลน์ก็ต้องแชร์สกรีนให้ลูกค้าดูว่าสิ่งที่คิดมาตรงกันหรือเปล่า ภาพสเก็ตช์จะเป็นด่านแรกที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวเราแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ จุดแข็งอีกข้อคือเราแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ ที่สำคัญ เราไม่ยอมเป็น Option เราต้องทำตัวเองเป็น Destination

ฉากที่ 4
ล่ามภาษาภาพ

ตอนไหนที่คุณเข้าใจจริง ๆ ว่า Visualizer คืออะไร

ตอนที่เริ่มเป็นวิทยากรสอนหนังสือในมหาลัย ซึ่งประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เรายังทำงานแบบอุตสาหกรรมอยู่ ด้วยตำแหน่ง Visualizer ไม่มีคำจำกัดความเป็นภาษาไทย หน้าที่คือดูเรื่องภาพเป็นหลัก มันคือการแปลงจินตนาการจากหัวออกมาเป็นภาพ เราคิดแบบนี้มาตลอดจนกระทั่งเริ่มสอนหนังสือ

ลูกศิษย์ถามทุกปี ปีแรก ๆ ตอบไม่ได้ จนเราเริ่มสร้างคำว่า ‘ล่ามภาษาภาพ’ เราเอาคำนี้ไปปรึกษา พี่อ้ำ-ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ อาจารย์แม่ที่เคารพรัก เขาบอกว่าคำนี้คือคำที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

การทำงานของ Visualizer เริ่มต้นจากอะไร

เริ่มต้นจากบทที่แข็งแรงก่อน เรามีเทคนิคส่วนตัวคือ ‘หลับตา’ แล้วให้ลูกค้าเล่าเรื่อง ยังไม่ต้องวาดใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งนี้ทำให้เราเห็นภาพรวมทั้งหมด หลังจากเห็นภาพก็เริ่มลงรายละเอียด ต้องคิดตลอดเวลาว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร สิ่งนี้จะทำให้คนเห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น ซึ่งพื้นฐานต้องมาจากบทที่ดีและชัดเจน สิ่งที่เราเพิ่มเติมเข้าไปได้อีกคือขนาดภาพ มุมกล้อง และการเคลื่อนที่ของกล้อง

บทดี บอร์ดดี หมดหน้าที่ของคุณหรือยัง

หมดแล้ว ด้วยความที่วันถ่ายเราไม่ได้ไป เลยต้องรับผิดชอบภาพให้ออกมาเคลียร์ที่สุด แต่ก่อนจะแปลงออกมาเป็นภาพ ต้องอินกับบทหรือเรื่องราวให้ได้ ตราบใดที่ยังไม่อิน เราไม่มีทางเขียนได้

คุณเคยอินกับบทขนาดไหน

เราฝันว่าบินได้ ตอนนั้นเขียนแอนิเมชันเรื่องแรก ‘ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์’ ฝันว่าบินได้จริง ๆ ฝันเห็นสีด้วย เห็นครุฑเป็นสีแดง เราบอกพี่วิศิษฏ์ได้ว่าหิมพานต์เป็นยังไง เขาวงกตเป็นยังไง แล้วฉากครุฑบินก็พยายามนึกว่า ถ้าเราเป็นนกจะเห็นอะไรบ้าง เพราะถ้ามานั่งรอว่าต้องเขียนแบบนี้นะ ไม่ทันกิน คนอื่นเอาไปหมด เราว่าการทำงานมันกินกันตรงนี้

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

แล้วหัวใจของการเขียนสตอรี่บอร์ดคืออะไร

ภาพต้องสื่อสารและบอกจุดประสงค์ในแต่ละเฟรมได้ มันไม่ใช่งานที่วาดรูปสวย แต่มันคืองานสื่อสาร สำหรับเรา สตอรี่บอร์ดที่ดีคือสตอรี่บอร์ดที่ทำให้ทีมงานต่อยอดออกมาได้ดีที่สุด

ซึ่งท้าทาย

ท้าทาย เราจะเอาสิ่งที่อยู่ในหัวของผู้กำกับออกมาเป็นภาพได้ไหม จะเหมือนมากน้อยขนาดไหน บางครั้งไม่ใช่ว่าเราเขียนตามคำสั่งอย่างเดียวนะ ต้องใช้สัญชาตญาณด้วย เช่น ความต่อเนื่องของภาพ เฟรมต่อไปควรเป็นอย่างไร เราควรมีเซนส์ในการนำเสนอ การคิด และการถ่ายทอด

ปกติคุณใช้เวลาทำงานเท่าไหร่

ตามความเร่งของลูกค้า

เร็วที่สุด คือ

บัดนาว เอาเลย ต้องเสกขึ้นมาให้ได้

ฉากที่ 5
วิชวลไลเซอร์ที่รัก

ความสนุกของคนแปลงจินตนาการให้เป็นภาพมันอยู่ตรงไหน

ความสนุกคือการเรียนรู้ ยิ่งมีงานใหม่ ๆ เข้ามา เรายิ่งตื่นเต้น ได้เจอผู้กำกับใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ๆ เหมือนได้ลับสมองอยู่ตลอด โดยเฉพาะทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ มันเจ๋งและสนุกมาก

อีกช่วงที่ชอบ คือวันที่หนังออนแอร์ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มไหน แค่ผู้กำกับส่งลิงก์หนังมาให้ก็มีความสุขแล้ว แม้แต่รอบปฐมทัศน์ เราจะดูหนังจนเห็นชื่อตัวเอง เหมือนโรคจิตนะ แต่มันเป็นความภูมิใจว่าเราก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่แข็งแรงของกระบวนการทำงาน

สิ่งที่คุณเรียนรู้จาก Visualizer มาตลอด 30 ปี คืออะไร

เราเรียนรู้ว่าศักยภาพของมนุษย์เป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อน

คุณกำลังจะบอกว่า

เรากำลังจะบอกว่ามนุษย์ดูถูกศักยภาพของตัวเองมากเกินไป

ตอนนี้เรามีทักษะ มีความสามารถ แต่เราใช้ตัวช่วยกันเยอะมาก รู้สึกอย่างนี้จริง ๆ บวกกับระยะหลังได้เป็นวิทยากรสอนเด็ก ๆ เห็นชัดเลย เด็กจะถามเรื่องเครื่องมือตลอด ใช้หัวแปรงอันไหน ใช้โปรแกรมอะไร ถ้าไฟดับ ไม่มีเน็ต จะทำยังไง แต่เรามีกระดาษ มีดินสอ ก็หาเงินได้แล้ว ที่สำคัญคืออยากให้เขาเห็นและเข้าใจแก่นแท้ของการทำงาน เพราะเด็กส่วนใหญ่หลงระเริงกับปลายทาง อยากให้เขาใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์ให้มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกเราว่า Virtual กำลังมา NFT กำลังมา ลุ้นตัวเองอยู่ว่าจะตามทันไหม แต่ก็มองว่าเราอยู่มา 50 กว่าปี อยู่รอดได้เพราะความเป็นมนุษย์นะ ถ้า AI ครองโลกก็คงต้องยอมรับ ถึงตอนนั้นคงตายก่อน (หัวเราะ) แต่เชื่อว่าเรายังวาดสตอรี่บอร์ดได้ยันตาย จนกว่าจะไม่มีแรง

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

คุณรักอะไรในอาชีพนี้ถึงอยู่กับมันมาค่อนชีวิต และจะวาดสตอรี่บอร์ดยันตาย

เพราะมันคือชีวิตเรา เราเกิดจากตรงนี้ และอยากตายจากตรงนี้

อย่างที่บอก ตอนเราเป็นครีเอทีฟ เรามีทางเลือก ทำไมถึงไม่ไปทางนั้น แต่กลับเลือกมาเป็น Visualizer เพราะรู้สึกว่ามันใช่ และอีกอย่างคือดัชนีชี้วัดความสุขของเราอยู่ตรงนี้

คุณพูดถึงเด็กชายทรงพลหน่อยสิ เด็กชายที่ฉีกสมุดหน้ากลางวาดอุลตร้าแมนขาย

ต้องขอบคุณมันจริง ๆ ถ้าไม่รู้สึกคันไม้คันมือ อยากหยิบดินสอมาวาดอุลตร้าแมนในหน้ากลางแล้วฉีกไปขาย คงไม่มีเราในทุกวันนี้หรอก ในช่วงวัยนั้นไม่มีใครรู้ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่อย่างน้อยมันเป็นตัวสะกิดจิตวิญญาณให้เรา พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องขอบคุณโอกาส ถือว่าจังหวะมันสมูทมาก ๆ แม้จะเฟลจากระบบการศึกษาที่ไม่ถูกใจนัก แต่พออยู่ในองค์กรที่มีระบบ ได้เรียนรู้การทำงาน การจัดการกับความคิดสร้างสรรค์ มันยิ่งกว่าการเรียนในสถาบันอีก ประสบการณ์สอนเราเยอะมากจริง ๆ

แล้วทรงพลในวัย 55 ใช้ชีวิตแบบไหน

ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ตื่น 7 โมงครึ่ง ต้มน้ำ รดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้ สแตนด์บายรอทำงาน ทำงาน ทำงาน ถ้ามีเวลาก็พาภรรยาไปพักผ่อนบ้าง

ทำไมคนวัยนี้ชอบรดน้ำต้นไม้

ถึงที่สุดแล้ว อยู่กับธรรมชาติปลอดภัยที่สุด มันไม่มีอะไรแอบแฝง

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

ฉากพิเศษ

ว่าแต่หน้าตาคุณคุ้นมาก เคยเป็นดาราหรือเปล่า

เป็นตำรวจ

ตำรวจจับผู้ร้ายหรือคะ

แสดงเป็นตำรวจ เราสนิทกับ คุณสิน-ยงยุทธ ทองกองทุน และ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล เขาให้แสดงเป็นตำรวจในเรื่อง สตรีเหล็ก พอ 15 ค่ำ เดือน 11 ก็รับบทเป็นตำรวจรถไฟ มีบทพูดบ้าง แต่อย่าให้พูดนานนะ พูดนานแล้วตาย มีครั้งหนึ่งพี่เก้งเขียนบนปก DVD ให้เป็นของขวัญว่า ‘การที่มึงเล่นหนังกู 9 เทก เกือบทำให้หนังกูฉิบหาย’

คุณทำหนังของผู้กำกับดังฉิบหายเลยเหรอ

สมัยนั้นถ่ายด้วยฟิล์ม แล้วเราไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ พอเห็นกล้องปุ๊บ

ตีบทแตก

จำบทไม่ได้!

เรื่องราวของ ตุ่ม-ทรงพล สังข์สวน (Toom Visualizer) กับอาชีพ Visualizer ที่ถอดภาพจินตนาการเป็นภาพจริง

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

เมื่อพูดถึง ช่างท๊อป-ภานุพงศ์ จงจิตร หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท คงทำให้ใครหลายคนนึกถึงคลิปช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมวในเฟซบุ๊ก ผู้มักจะต้องรบรากับเหล่าสัตว์บ้านที่ดุร้ายอย่างกับสิงห์สาราสัตว์ตามป่าใหญ่ หรือบางตัวก็ชวนตลกระดับแก๊งป่วนก๊วนพิสดาร

หรือถ้าใส่ข้อมูลเชิงลึกลงไปกว่านั้น ก็คงต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างจากหลาย ๆ บทสัมภาษณ์

เขาเคยไปเป็นลูกจ้างร้านอาบน้ำตัดขนหมาแมวที่กรุงเทพฯ

กลับมาเปิดร้านของตัวเองที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ก่อนจะแพ้ภัยสิ่งอบายมุข ติดเที่ยว ติดบุหรี่ ติดเหล้า จนต้องปิดกิจการไปในเวลาต่อมา

แล้วจึงขอโอกาสแก้ไขชีวิต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดัน กลับไปเป็นลูกจ้างเพื่อขัดเกลาตัวเอง แล้วหวนคืนสู่ถิ่นมาเปิดร้านอีกครั้งหนึ่ง

พร้อมกับกลายเป็นที่รู้จักในโลกโซเชียลจากคลิปน้องลูกจัน (แมว) ไม่ชอบอาบน้ำ

แต่นั่นไม่ใช่หลักใหญ่สำคัญของบทความนี้ เพราะตลอดการพูดคุยนี้ ไม่ใช่เรื่องของการทำเพจ ไม่ใช่เรื่องของการทำคลิป ไม่ได้เอาความดังของเขามาเป็นตัวตั้ง แต่เอาฝีมือและประสบการณ์มาเล่า จากการเป็นช่างตัดขนและอาบน้ำหมานานกว่า 18 ปี

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างไม่เท่เอาเสียเลย

“คำถามแรกที่ถามเจ้าของร้านก็คือ เขาเอาหมาไปตากแดดที่ไหน” 

ช่างท๊อปบอกเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อย้อนนึกถึงวันวานของตนที่เข้าไปในร้านอาบน้ำตัดขนสัตว์ที่กรุงเทพฯ แบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่รู้ว่าเขาต้องการหางานพิเศษทำ

ไม่เพียงเท่านั้น การเลือกเข้าทำงานที่นี่ก็ไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อยากลองหรือสนใจในอาชีพ เพียงแต่แฟนของเขาพึ่งดูละครเรื่อง รักเกินพิกัดแค้น (พ.ศ. 2547) ซึ่งมี หนุ่ม อรรถพร เล่นเป็นช่างอาบน้ำตัดขนสัตว์มาดหล่อ อีกทั้งยังแต่งตัวเท่เยี่ยงชายในเครื่องแบบ ฉะนี้เองเขาจึงถูกแฟนตะล่อมให้เข้าทำงานโดยปริยาย

แต่สำหรับช่างท๊อปในตอนนั้นที่มีพื้นฐานเป็นคนรักสัตว์ การทำงานในร้านจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แม้จะเริ่มต้นด้วยการเก็บขี้หมาในกรง 

เมื่อนำความน่ารักของเหล่าหมาแมวมาบวกลบทดดูแล้ว มันก็มากเพียงพอจะหักล้างกับอะไรหลาย ๆ อย่าง จนเกิดเป็นความคิดที่ว่า “หมามันน่ารักอะครับ สายพันธุ์ที่เราไม่เคยเจอมันน่ารัก เรามีความสุขในการทำงานอยู่กับหมา”

ยิ่งนำไปเปรียบเทียบกับการนั่งทำงานออฟฟิศ ตากแอร์สบาย ๆ เอนหลังไปกับเก้าอี้ แต่อาจแวดล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมงานเรื่องเยอะ ลูกค้าจอมจู้จี้จุกจิก การอยู่แบบนี้เห็นจะสบายใจกว่าเป็นไหน ๆ เพราะสำหรับช่างท๊อปแล้ว หมาแมวก็เปรียบเสมือนลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

“ถ้าลูกค้าทำกริยาท่าทางไม่ดีกับเรา เราจะไปบ่น ไปด่าเขา เราทำไม่ได้ แต่ถ้าเราอยู่กับหมา เขาก็รับฟัง (หัวเราะ) สุดท้ายมันก็มาเลียหน้าเรา มากระดิกหางใส่เรา ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้เราเพิ่งด่ามันไป ก็เลยทำงานมีความสุข ทั้ง ๆ ที่บางทีงานมันอาจจะเครียด”

ความเครียดในที่นี้หมายถึงเหล่าความเสี่ยง ความสกปรก และความยากต่อการรับมือที่อาชีพนี้ต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเสี่ยง เช่น หมาที่มีอายุมากแล้ว หรือภาษาบ้านคือ หมาแก่ มีความเสี่ยงที่จะช็อกเสียชีวิตได้ตลอดเวลา

ความอดทน เช่น หมาอายุน้อย หมาสมาธิสั้น หรือหมาปัญญาอ่อน สำหรับช่างท๊อปแล้วรับมือยากกว่าหมาดุแบบคนละเรื่อง เพราะพูดอะไรให้ตายยังไงมันก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี หรืออาจจะเป็นเหล่า​​แมวดุ แมวกัด แมวตบ ที่ชอบมามอบแผลให้ได้ระลึกถึงกัน

ส่วนความสกปรก เช่น เวลาที่หมาแมวบางตัวเกิดอาการกลัวระหว่างตัดขนหรืออาบน้ำ อาจมีบางครั้งที่ตัด ๆ อยู่แล้วกลัวชนิดขี้แตกขี้แตนเต็มโต๊ะ เลอะเทอะเสื้อผ้าช่าง ซึ่งช่างท๊อปก็บอกกับเราเพียงแค่ว่า “ต้องรับสภาพให้ได้”

“ความเครียดมีอยู่ตลอดเวลา แต่เวลาผมอัดคลิป ผมจะเอาความเครียดแต่ละครั้งมาเป็นความสนุกให้ทุกคนได้ดู แม้ในใจของเราบางทีจะเครียด”

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างเลือก

หมากับแมวพันธุ์ไหนรับมือยากที่สุด

ผมว่าหมากับแมวพอ ๆ กันครับ ขึ้นอยู่กับที่แต่ละตัวมากกว่า เหมือนคนเลย คนไหนนิสัยไม่ดี คนไหนนิสัยดี อย่างนี้ครับ

การอาบน้ำตัดขนก็ไม่มีขั้นตอนไหนยากตายตัวเลยครับ ทุกอย่างคล้าย ๆ หมด

เหมือนเราจะไถเท้า หมาตัวนี้ไถเท้าง่ายมาก หมาตัวนี้ไถเท้าโคตรยาก หมาตัวนี้ไถไม่ได้เลย พอเราทำได้หมดแล้ว ความยากมันอยู่ที่นิสัยหมา นิสัยแมว ถามว่าหมากับแมวอันไหนทำยากกว่า ผมบอกเลยว่า แมว

ทำไม 

แมวที่จองคิวมาที่ร้าน อันดับแรกก็คือต้องเทสต์ดูก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่ามาถึงปุ๊บก็ทำเลย

อันดับแรกต้องเทสต์ไดร์ เทสต์เสียงน้ำ พอเทสต์เสร็จปุ๊บ โอเค ผ่านขั้นตอนแรก เราก็ไปขั้นตอนที่สองในการอาบน้ำ บางตัวอาบเสร็จ บางตัวก็อาบไม่เสร็จ มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละตัว

อาบไม่เสร็จนี่คือล่มกลางทาง

เราประเมินจากประสบการณ์ เห็นหมาปุ๊บเราจะรู้เลยว่าตัวนี้เราทำได้ไหม ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าว่าอาจจะทำได้ก็คือลองทำให้ดูก่อน อาจจะเสร็จหรือไม่เสร็จ

ส่วนใหญ่แล้วที่ว่าโดนกัดหนัก ๆ ก็เป็นเพราะว่าเราอยากทำให้ แต่บางจังหวะเราก็พลาด ส่วนตัวไหนที่จับแล้วปุ๊บทำไม่ได้เลยก็มี บางทีอาจจะยอมช่วงแรก แต่พอหลัง ๆ เขาไม่ยอมแล้ว ยังไงก็ไม่ยอม ได้แค่ไหนเอาแค่นั้นครับ

แล้วบอกเจ้าของยังไง 

เขาจองคิวมา เราก็ส่งรายละเอียดให้เขาหมดแล้วว่า เออ การจะจองคิวอาบน้ำตัดขนหมาแมวแต่ละตัวมีรายละเอียดอะไรบ้าง มีข้อตกลงกันก่อน

ถูกกัด ถูกข่วน นานแค่ไหนกว่าจะชิน

นานอยู่เหมือนกันครับ เพราะว่าตอนแรก ๆ ที่เข้าไปเป็นเด็กอาบน้ำหมา แค่สัปดาห์เดียวก็โดนกัดแล้ว พอเราโดนกัดปุ๊บ ตอนนั้นตกใจนะ แต่ว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้ตกใจไปกับเรา เราก็มานั่งทบทวน อ๋อ สงสัยมันเป็นเหตุการณ์ปกติล่ะมั้ง (หัวเราะ)

แล้วการโดนกัด เราเลือกได้ครับ เราเลือกที่จะทำได้

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

เลือกได้ด้วยเหรอ

เลือกได้ครับ เพราะว่าช่างบางคนเขาก็ไม่รับเลย หมาดุ หมากัด

เจ้าของก็ต้องเอาไปร้านสัตวแพทย์ โดยให้สัตวแพทย์วางยาซึม วางยาสลบ แล้วค่อยให้ตัดขน ปัญหาคือเจ้าของหมาต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น สองคือหมาจะซึมอยู่แบบนั้นประมาณ 2 – 3 วัน

ถ้าตัวไหนเราทำได้ เราก็ทำให้ เราโดนกัด แต่ว่าเจ้าของแทบไม่รู้ว่าหมาเขากัดเรา เพราะว่าผมจะไม่ค่อยบอก เรากลัวเขาจะเกรงใจแล้วไม่กล้าพามา กลัวว่าจะพาไปวางยา ผมสงสารหมา ซึ่งสัตวแพทย์เองก็ไม่อยากทำเหมือนกันครับ

มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะทำให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด

มีอุปกรณ์ป้องกัน ส่วนใหญ่บางคนเขาก็ใช้ถุงมือบ้าง ที่ครอบปาก ครอบหัว ที่ร้านผมไม่มีอุปกรณ์อะไรช่วยเลย มีแต่มือเปล่า ๆ แล้วก็มีแฟนผมเป็นผู้ช่วยคอยจับในบางจังหวะที่ว่า เออ เราต้องช่วยกันจับนะ เหมือนเราทำแมว สัญชาตญาณแมวคือมันจะตะเกียกตะกาย ก็ต้องให้ช่วยจับเท้าข้างหนึ่ง

ถ้ามีอุปกรณ์ช่วย เราอาจจะทำได้เร็วกว่า แต่ว่าหมาแมวมันอาจจะเครียดกว่าเดิม

เป็นการให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของสัตว์ด้วย 

ใช่ครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเลือกที่จะไม่ทำเลย มันจะดีกว่า ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็อย่าไปฝืน

ถ้าตัวไหนที่ว่าคิดว่าจับไม่ไหว ต้องบอกให้เจ้าของเอากลับไป หรือไม่ก็ให้เจ้าของช่วยจับ แต่ถ้าเคสไหนที่เจ้าของปฏิเสธเลยว่า ผมช่วยจับให้ไม่ได้ อันนี้คือต้องพิจารณา

บางทีเจ้าของไม่กล้าจับ กลัวโดนข่วน โดนกัด แต่ว่าเราจะมีวิธี มีเทคนิคในการจับ

วิธีนั้นคือยังไง 

คล้าย ๆ การจับงูครับ เขาก็มีวิธีว่าทำยังไงไม่ให้งูกัด

แต่แมวมา 10 ตัว จะทำวิธีเดียวกันไม่ได้ เราต้องประเมินเบื้องต้นว่าตัวนี้ควรจับยังไง ตัวนี้ยอมท่าไหน หมาแมวแต่ละตัวจะยอมไม่เหมือนกันครับ มันต้องรู้จักนิสัย แล้วนิสัยแต่ละสายพันธุ์ก็ไม่เหมือนกันอีก

เรียนรู้มาจากไหน

ประสบการณ์เลยครับ เหมือนอย่างผม 18 ปีก็เยอะพอสมควร เลยรู้นิสัย รู้พฤติกรรมในบางตัว แต่ไม่ใช่ว่ารู้ 100 เปอร์เซ็นต์นะครับ เราก็พลาดบ้าง โดนกัด โดนตบบ่อย

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างลำบาก

ในขณะที่กำลังสนทนากันในเรื่องของการจองคิว ช่างท๊อปได้พูดขึ้นมาอย่างน่าสนใจว่า “เมื่อก่อนมีพวกชอบมาลองของเยอะ”

ลองของในที่นี้ ไม่ได้มาจากการที่ช่างท๊อปมีสถานะเป็นนักเลงหัวไม้ขาใหญ่คับซอย จนต้องมีคนมาตีรันฟันแทงแย่งตำแหน่งจ้าวยุทธภพ ขณะเดียวกันตัวร้านก็ไม่ได้มีประวัติสยองขวัญขนาดที่พี่ป๋องต้องเอาไปออกรายการ

แต่คือเหล่าลูกค้าที่นึกอยากทดสอบฝีมือช่างด้วยการนำสัตว์เลี้ยงของตนที่มีนิสัยดุร้ายอยู่แล้วเป็นทุนเดิมมาใช้บริการ เพียงแต่จะไม่แจ้งช่างล่วงหน้าว่า หมาแมวของเขานั้นดุขนาดไหน ซึ่งช่างท๊อปเองก็ต้องรับมือกับลูกค้าแบบนี้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล จนต้องออกกฎว่า ไม่แจ้งล่วงหน้า เชิญรับกลับทันที

“ตอนที่ผมดังในโลกโซเชียลแล้ว มันจะมีประเภทที่ว่า ผมทำเสร็จ มารับปุ๊บ แล้วก็พูดว่า แล้วมันไม่กัดช่างหรอครับ …เอ้า!” 

นั่นแหละ อย่านึกสนุกเพียงเพราะความอยากรู้อยากลอง อาชีพช่างอาบน้ำตัดขนนั้นมีความเสี่ยงจากการได้รับบาดเจ็บมากเกินพออยู่แล้ว

  เช่นครั้งหนึ่ง ช่างท๊อปเคยได้รับบาดเจ็บจากการตัดขนหมาพันธุ์บางแก้ว แม้ในทีแรกจะดูไม่มีปฏิกิริยาอะไรให้น่าเป็นห่วง แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่ง เจ้าบางแก้วก็หันมาแว้งกัด หรือพูดให้ถูกคือ ขย้ำแขนช่างท๊อป จนทำงานไม่ได้กว่าครึ่งค่อนเดือน

หวังว่าสถานการณ์นี้จะพอเป็นอุทาหรณ์สอนความเห็นใจได้บ้าง

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างขอมา วานโปรดเข้าใจ

อีกเรื่องหนึ่งที่ช่างท๊อปอยากให้ทุกคนเข้าใจคือ การทำงานกับสัตว์ย่อมต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงตามที่เคยบอกไว้ก่อนหน้า แต่ความเสี่ยงในที่นี้ยังรวมไปถึงเหล่าหมาแมวที่อยู่ไม่สุข จนทำให้ช่างนั้นอาจพลาดไปทำให้สัตว์มีบาดแผลโดยไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คนกับการที่สัตว์เลี้ยงของเขาที่ถูกดูแลประคบประหงมมาอย่างดีจะเกิดแผลขึ้นจากฝีมือของคนนอก และเป็นคนที่เราเลือกมาใช้บริการ

แต่วานโปรดเข้าใจ “เพราะเราก็ระวังให้สุด ๆ อยู่แล้ว”

บาดแผลที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ เป็นเพียงแค่รอยถลอกจากปัตตาเลี่ยน แผลบาดจากกรรไกรที่แน่นอนว่า ไม่ใช่แผลลึก หรือถ้าเป็นการตัดเล็บ หากสัตว์เกิดดิ้นขึ้นมาในระหว่างลงมือก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเลือดออกเนื่องจากตัดโดนเนื้อภายใน ซึ่งช่างเองก็เตรียมตัวพร้อมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อยู่เสมอด้วยการใช้ยาอุดให้ทันที

ช่างท๊อปต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่า มันเป็นเรื่องปกติจริง ๆ สมมติว่า มีหมาสัก 20 ตัว อาจจะมีเพียงแค่นิ้วสองนิ้วจากจำนวนทั้งหมดเท่านั้นที่ตัดพลาดจนมีเลือดออก

“แต่ว่าไม่ใช่ เออ มี 10 นิ้วพลาดไป 8 นิ้ว อันนั้นคือประมาท ไม่ใช่ละ”

ขณะเดียวกัน วิธีการทำงานเองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หวังว่า เหล่าลูกค้าและผู้คนที่มองเข้ามาจากภายนอกจะไม่ด่วนตัดสินกันเกินไป เพราะหลายครั้งหลายคราว เช่น การจับแมวด้วยวิธีดึงหนังคอ หลายคนก็ตีโพยตีพายกันไปแล้วว่า ช่างบีบคอแมวรึเปล่า

ช่างท๊อปยอมรับว่า บางอย่างไม่ได้เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด แต่มันเป็นวิธีเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ให้แมวหรือหมาบาดเจ็บได้มากที่สุด

วานโปรดเข้าใจ

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างน่าโมโห

และถึงแม้ว่าเหล่าแมวหมาหลากหลายสายพันธุ์จะน่ารักน่าเอ็นดู เชิญชวนให้น่าลูบหัวพร้อมจกพุงขนาดไหน ก็ต้องยอมรับว่า บางพฤติกรรมของมันนั้นชวนหงุดหงิดไม่ใช่น้อย

ช่างท๊อปเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อเวลาชีวิตกว่าครึ่งค่อนวันนั้นหมดไปกับการรับมือสัตว์ จึงมีบ้างกับความรู้สึกโมโหที่ทำไมถึงไม่อยู่นิ่ง ๆ สักที!

“เหมือนว่า ไม่ไหวแล้ว ตัวนี้ไม่ไหวจริง ๆ ต้องหยุดก่อน เอาไปไว้ในกรงก่อน แยกกันสักพักหนึ่ง ไปทำตัวอื่นที่กำลังแฮปปี้อยู่ พอเรารีแลกซ์ เราก็กลับไปทำอีก”

แต่นอกจากวิธีห่างกันสักพักแล้ว ช่างท๊อปยังเลือกใช้เสียงในการสยบความดื้อของสัตว์เลี้ยง

“บางทีก็ขู่ต่อหน้าเจ้าของ ต่อหน้าพ่อหน้าแม่มัน” หลังจบประโยคนี้ช่างท๊อปก็หัวเราะออกมายกใหญ่กันเลยทีเดียวเชียว

ซึ่งการทำทั้งเสียงดุ ขู่ ด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ ตีโต๊ะด้วยมือหรืออาจจะด้วยขวดเปล่าก็แลดูจะได้ผลไม่ใช่น้อยจากหลาย ๆ ครั้งที่ทำมา ยิ่งกับหมาเด็กด้วยแล้ว หากไม่ใช้เสียงก็อย่าหวังว่าเจ้าจิ๋วจอมซ่าจะอยู่นิ่งให้ลงมือทำงานได้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้าจนแล้วจนรอดยังไงก็ไม่นิ่งสักที ช่างท๊อปก็ได้บอกกับเราว่า “ตามสภาพ”

ถึงอย่างนั้น หมากับแมวต่อให้จะซนขนาดไหน พวกมันก็จะหยุดนิ่งบ้างในบางจังหวะ ซึ่งช่างท๊อปก็ต้องอาศัยจังหวะเหล่านั้นที่มีระยะความนานอยู่ที่ 15-20 วินาที ในการทำงานให้ตลอดรอดฝั่งไปในแต่ละตัว

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างสงสาร

ความดังกับความวุ่นวายเห็นจะเป็นสิ่งที่ควบคู่กันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลายครั้งและหลายคนที่เคยดูคลิปช่างท๊อป แล้วเกิดความรู้สึกอยากเอาหมาแมวของตัวเองมาใช้บริการ ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวนั้นอยู่คนละจังหวัดเลยก็มี

ทำเอาช่างท๊อปต้องห้ามไว้ไม่ให้ถ่อกันมา เพราะมีความเสี่ยงสูงที่หลายคนจะมาแล้วเสียเที่ยว

ในที่นี่ไม่ได้หมายความว่า คิวเต็มหรือช่างไม่อยู่ แต่มาจากการที่สัตว์เลี้ยงไม่เคยเข้าร้านอาบน้ำตัดขนมาก่อน เพราะการจะใช้บริการร้านเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องพาเหล่าหมาแมวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวน้อย หากคิดแค่ชื่นชอบแล้วอยากมาใช้บริการ โดยที่สัตว์เลี้ยงไม่เคยเข้าร้านอาบน้ำตัดขนแม้แต่ครั้งเดียว ช่างก็คงต้องขอห้ามไว้ก่อนว่า อย่ามา

เพราะแม้แต่ช่างเองก็ไม่สามารถการันตีให้ได้ว่า จะทำได้ไหม

บางตัวในคลิปเข้ามาใช้บริการตั้งแต่เด็กยังดุขนาดนั้น ยังดื้อขนาดนี้ แล้วคนที่ไม่เคย-ดีไม่ดีจะยิ่งไปกันใหญ่

แต่ถ้าตัวไหนถูกพาเข้าร้านอาบน้ำตัดขนเป็นประจำอยู่แล้ว และต้องการมาใช้บริการของช่างท๊อป อันนี้ก็ยังพอทำเนา แต่ก็คงต้องคุยรายละเอียดกันหลายยก

“เราจะถามตั้งแต่หมาพันธุ์อะไร อายุเท่าไหร่ เข้าร้านเป็นประจำตั้งแต่เด็กไหม คือเราจะถามหมดเลย ถ้าเราไม่ถามรายละเอียดเยอะ ๆ เขาอาจจะมาเสียเที่ยว”

กระนั้นเอง ช่างท๊อปก็ไม่ได้มองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสียจากการเป็นคนดังแต่อย่างใด เพราะมันก็ยังอยู่ในระดับภาวะที่เขารับมือได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่ออะไรหลาย ๆ อย่างรอบตัว แม้ว่าบางครั้งลูกค้าจะชอบมาขอให้ถ่ายคลิประหว่างกำลังตัดขนหมาแมวที่พวกเขานำมาก็ตาม

ซึ่งช่างก็ต้องบอกไปตามตรงว่า “เราให้ไม่ได้”

สาเหตุนั้นมาจากช่างไม่ได้ถ่ายคลิปเป็นประจำทุกตัว ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากเหตุการณ์ซึ่ง ๆ หน้า แล้วแต่สถานการณ์และความว่าง ไม่มีการจัดวาง ไม่มีการตัดต่อ มีเพียงความรู้สึกว่า “โอ้ มันน่ารักจังวะ” จึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งกล้องถ่ายสัก 1-2 นาที เพื่อแบ่งปันความน่ารักนี้ให้ผู้อื่นได้ชื่นชมไปพร้อม ๆ กัน

“หมาแมวบางตัวมาที่ร้านคือทำคลิปบ่อย จนเจ้าของมีความรู้สึกว่า เขารักหมาแมวเขามากกว่าเดิม เพราะว่าความน่ารักบางมุมคือเขาพึ่งมาเห็นกับร้านเรา”

พอเอ่ยถึงประเด็นการถ่ายคลิป เราเลยลองถามช่างท๊อปดูว่า ถ้าไม่ได้ดังจากคลิปน้องลูกจันจนกลายเป็นช่างงานรัดตัวประหนึ่ง Influencer จะเป็นยังไง

เขาตอบเรามาอย่างติดตลก “ตอนนี้น่าจะตัดขนเยอะกว่าเดิมนะครับ”

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว

ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว เขาใช้เวลาครุ่นคิดไม่น้อยเมื่อถูกถามความเห็นเกี่ยวกับวาทกรรม การให้ข้าวหมาแมวจรคือความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง

แต่ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมโดยสมบูรณ์ ช่างท๊อปก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ไม่เกี่ยวกับการเห็นแก่ตัวเลยครับ”

ซึ่งประโยคเพียงแค่นั้นก็มากพอที่จะสรุปใจความที่เขาตั้งใจจะสื่อต่อจากนี้ได้อย่างครบครัน เพราะเขามองว่า มันไม่มีทางเลยที่คนคนหนึ่งจะสามารถรับเลี้ยงสัตว์จรจัดที่พบเห็นได้ทุกตัว หรือบางทีอาจอยู่รวมกันเป็นฝูง

  สำหรับเขา การรับเลี้ยงสัตว์ตัวหนึ่งเปรียบเสมือนภาระอันใหญ่หลวง ไม่เพียงแต่ต้องมีใจที่พร้อมดูแล แต่ต้องพร้อมสรรพไปด้วยกำลังทรัพย์ เวลาที่ยินดีสละ และสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่

“การเลี้ยงหมาตัวหนึ่งก็เหมือนเลี้ยงคนคนหนึ่ง เขาต้องอยู่กับเราตลอดชีวิต”

อย่างน้อย ๆ การได้ให้อาหารแม้เพียงมื้อเดียว มันก็ดีกว่าการปล่อยให้สัตว์เหล่านั้นหิวโซด้วยความทรมาน ดีกว่าปล่อยให้มันตายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่เราเลือกจะไม่ทำอะไรสักอย่างเลย หรือกระนั้นเอง การเลือกไม่ทำอะไรเลยก็เห็นจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในบางแง่มุม

ช่างท๊อปได้เสริมปิดท้ายว่า “คนที่เลี้ยงแล้วเอาไปปล่อย พวกนี้ต่างหากคือ เห็นแก่ตัว”

ฉะนี้เอง ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว ช่างท๊อปจึงอยากฝากฝังถึงคนที่ทั้งกำลังเลี้ยงสัตว์และกำลังคิดว่าจะเริ่มเลี้ยงสักตัว

หากกำลังเลี้ยงอยู่ ก็จงพยายามดูแลเอาใจใส่เขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้

หากกำลังคิดว่าอยากจะเริ่มเลี้ยงสัตว์สักตัว ก็จงศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วน ศึกษาหมาแต่ละสายพันธุ์ แมวแต่ละสายพันธุ์ให้ดี และไตร่ตรองกับตัวเองให้ดีเช่นกันว่า เราชอบจริงรึเปล่า และเราจะรักเขาจริง ๆ รึเปล่า กระทั่งตรวจสอบตัวเองให้แน่ใจแล้วว่า ไม่ได้แพ้ขนสัตว์

“บางคนไม่รู้ว่าตัวเองแพ้ขนสัตว์ พอว่าเลี้ยงไปแล้ว เอ้า กูแพ้ขนสัตว์ ต้องเอาไปปล่อย หรือว่าเอาไปให้คนอื่น”

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นการผลักภาระให้ผู้อื่น แต่ยังเป็นการบั่นทอนสภาพจิตใจของสัตว์เลี้ยง เพราะหมาและแมวจะจำได้ว่า ใครคือเจ้าของของมัน และมันก็รักคนคนนี้ไปแล้ว มันรักเราไปเรียบร้อยแล้ว

ท้ายที่สุด ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมวย่อมต้องให้คำแนะนำเกี่ยวกับการอาบน้ำสัตว์เลี้ยง

ถ้าเป็นไปได้ สำหรับหมาควรอาบอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการอาบเองที่บ้านหรือพามาที่ร้าน

ในส่วนของแมวนั้น แค่เดือนละครั้งตามเห็นสมควร เพราะแมวจะเลียขนเพื่อเป็นการทำความสะอาดตัวเองอยู่แล้ว นอกจากนี้การอาบน้ำให้แมวเยอะจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของแมวได้

แต่ถ้าเหล่าสัตว์เลี้ยงดันไม่อยากอาบน้ำขึ้นมา ช่างท๊อปก็บอกได้แค่ว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่มีวิธีตายตัวในการจับเหล่าหมาแมวจอมซนมาอาบน้ำ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ ทำให้เขาเชื่อใจ

“พูดดี ให้เวลา ปรับตัวเข้าหา แล้วก็ทำให้เขาเชื่อใจเราให้ได้ การที่หมาแมวไม่อยากอาบน้ำ บางตัวไม่ใช่ว่า เขาไม่ชอบน้ำ เขาแค่ไม่ไว้ใจ ยังไงก็อาบได้ครับ”

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

วิศวะ เดียวกี่

เป็นเด็กใต้เมืองคอน นิสัยติสท์ๆ ชอบถ่ายรูป ชอบกิน ชอบเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load