The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เรามาวันแรกก็รู้สึกทันทีว่าสงขลาเป็นเมืองน่ารัก

  ปัญญา พูลศิลป์ วิศวกรนักสะสมผ้าโบราณกว่า 1,000 ผืนบอกกับเรา

  นอกจากเป็นวิศวกร เป็นนักสะสมผ้า เขายังเป็นเจ้าของ238 Inspiration House’ พิพิธภัณฑ์ผ้าภาคใต้แห่งเดียวในประเทศไทย เป็นการสะสมผ้าภาคใต้หาชมยากจากคอลเลกชันส่วนตัว ส่วนใหญ่เป็นผ้าจากจังหวัดสงขลา มาจากชาวบ้านชุมชมมุสลิมเป็นหลัก เพราะชาวมุสลิมถือว่าผ้าเป็นมรดกส่งต่อให้กับลูกหลานได้ บางครั้งก็เจอผ้าภาคเหนือ ภาคอีสาน และผ้าจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย มลายู จีน ฯลฯ

  นอกจากความสวยงามแล้ว ผ้าท้องถิ่นและผ้าต่างถิ่นแต่ละผืนกำลังบอกเราเรื่องราวของมันเองผ่านลวดลายเฉพาะถิ่น สีสันจัดจ้าน การทอแสนประณีต และสารพัดเทคนิคสุดแพรวพราว บางผืนแสดงถึงความร่ำรวยและยศฐาบรรดาศักด์ของผู้สวมใส่ บางผืนกำลังบอกเล่าการเดินทางจากมลายูจนถึงซิงกอรา และบางผืนกำลังบอกเล่าประวัติศาสตร์ ตลอดจนวิถีชีวิตของคนสงขลาในอดีตจวบจนปัจจุบัน

238 Inspiration House สงขลา 238 Inspiration House สงขลา

  ปัญญาเป็นคนสมุทรปราการ เขาตกหลุมรักสงขลาตั้งแต่แรกเห็นเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนย้ายมาประจำตำแหน่งวิศวกรที่นี่ ด้วยความชอบสะสมของเก่า ประจวบกับมีโอกาสรู้จัก อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ท่านแนะปัญญาว่าคนเก็บผ้าภาคเหนือมีเยอะแล้ว สงขลายังไม่มีใครเก็บผ้าภาคใต้เลย

  เขาเลยลองเก็บสะสมดู จนปริมาณเพิ่มขึ้นเยอะมากภายในเวลาเพียง 1 ปี ปัญญาตัดสินใจเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้า พ่วงของสะสมโบราณและงานศิลปะภายใต้บ้านเก่าอายุมากกว่า 100 ปี ผู้มาเยือนเลยได้รับความรู้เรื่องโครงสร้างสถาปัตยกรรมของบ้านเก่าเป็นของแถมกลับบ้านไปด้วย

  238 เป็นเลขที่บ้านของบ้านจีนฮกเกี้ยนหลังนี้ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัญญาชวนสังเกตจากลวดลายบนเสาบ้านเป็นลายพระราชนิยมในสมัยนั้น พอล่วงเลยมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โครงสร้างถูกปรับเป็นคานปูน ตัวบ้านเลยขยายใหญ่กว่าเดิม แม้กระทั่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เคยเป็นโรงครัวของทหารญี่ปุ่นมาก่อน เพราะมีห้องใต้ดินอยู่ในบ้าน

  ปัญญาได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์เผ่าทอง เขาเลยอยากส่งต่อแรงบันดาลใจนั้นให้คนอื่น ผ่านผ้าภาคใต้โบราณ ของสะสม และบ้านเก่าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ตั้งแต่หน้าประตู

238 Inspiration House สงขลา

238 Inspiration House สงขลา

238 Inspiration House สงขลา

1

  ปัญญาชอบสะสมของเก่าเป็นทุนเดิม บวกกับความรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองซิงกอรา เขาเข้าหาชาวบ้านในชุมชนมุสลิม พร้อมกับประกาศรับซื้อผ้าทุกชนิด หลังจากประกาศเพียง 1 เดือน เช้าจรดเย็นเขาต้องนั่งคัดผ้าเป็นกระสอบ พอเปิดกระสอบลองคลี่ผ้าบางส่วนออกมาดู เขาเจอผ้ายก ว่ากันว่าผ้ายกที่ดีที่สุดในประเทศไทยคือ ผ้ายกพุมเรียง พอลงลึกสืบประวัติพบว่าคนพุมเรียงคือคนสงขลาเดิมที่ถูกเทครัวไปอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นั่นยิ่งทำให้เขาเกิดแรงขับบางอย่าง

  สงขลาไม่น่ามีแค่ผ้าทอเกาะยอ เพราะต้นตอของผ้ายกที่ดีที่สุดในประเทศไทยก็อยู่ที่เมืองนี้แหละ เราเลยเหมือนกับอินเดียน่า โจนส์ พยายามสืบหาหลักฐานบางอย่างว่ามีผ้าทออยู่ในสงขลาด้วยเหมือนกันปัญญาเล่าด้วยแววตามุ่งมั่น

  จากการซื้อขายผ้ากับชาวบ้านทำให้ปัญญาเจอหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าสงขลาทอผ้ายก มาจากผ้าไหมสีเทอร์ควอยซ์ขาดครึ่งผืนในกระสอบผ้า ปลายผ้ายกด้วยดิ้นทองคำขนาดเล็กเท่าเส้นผม ด้วยความดีใจเขาโพสต์ลงเฟซบุ๊ก มีอาจารย์ท่านหนึ่งตอบกลับว่าเป็นไปได้ว่าผ้ายกผืนนี้ถูกทอในสงขลา เพราะกระบวนลายไม่เหมือนของอินเดีย แล้วก็ไม่เหมือนของจีนปัญญาสวมบทอินเดียน่า โจนส์ สืบต่อ

  4 ปีที่แล้วเขาไปเจอคุณยายอายุ 99 ปี ท่านเล่าให้ปัญญาฟังว่าบ้านอิชั้นมีไพร่อยู่ใต้ถุนบ้าน ทอผ้าให้นุ่งแต่กี่ทอผ้าถูกแปรสภาพเป็นม้านั่งไปแล้ว คุณยายเลยมอบผ้าโจงกระเบนสีชมพูให้ปัญญา เขาเดินหน้าต่อไปยังชุมชนมุสลิมใกล้เคียง ก็ไปเจอผ้าคล้ายๆ กันเป็นร้อยผืน คนในชุมชนเฉลยว่า เมื่อก่อนทอผ้ากันเอง เลยพาปัญญาไปดูโรงทอผ้าโบราณ ปัจจุบันกลายเป็นโกดังเก็บของและโรงจอดรถ แต่หลังคาอายุร่วม 100 ปีก็พอเป็นหลักฐานยืนยันว่าเคยเป็นโรงทอผ้ามาก่อนแน่นอน  

  เราขอซื้อกระสวยทอผ้าเขากลับมา นั่นเป็นหลักฐานว่าสงขลาก็เคยทอผ้า ไม่เพียงแค่เกาะยอเท่านั้นปัญญาบอกเราด้วยความภูมิใจ ไม่เพียงไขปริศนาให้ตนเอง ยังเป็นการส่งต่อความรู้แก่ผู้สนใจด้วย

238 Inspiration House สงขลา 238 Inspiration House สงขลา 238 Inspiration House สงขลา

2

  หลังจากปัญญาเก็บผ้ามาได้สักระยะ เขาเจอผ้าหายากอย่างผ้าจวนตานี ผ้าปะลางิง ผ้าจากมลายู ผ้าจากอินเดีย ผ้าจากพม่า ฯลฯ ยิ่งตอกย้ำความเป็นเมืองท่าของสงขลาได้เป็นอย่างดี

  เราเจอผ้าจากอินเดียอายุประมาณ 200 ปี เจอผ้าจากพม่าอายุ 140 ปี เจอผ้าจากเอเชียกลาง ในเมืองสงขลาเมืองเดียวแทบจะเจอผ้าทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ถือเป็นหลักฐานและจิ๊กซอว์ทางประวัติศาสตร์ตัวหนึ่ง อย่างเจ้าเมืองซิงกอรา ว่ากันว่ามาจากเมืองสาเลห์ ประเทศอินโดนีเซีย ไม่มีหลักฐานยืนยัน

  แต่เราไปเจอผ้าจากเมืองสาเลห์ อยู่ในสงขลาหลายผืนมาก ตอนแรกสงสัยว่าผ้ามาจากไหน เปิดหนังสือของประเทศไทยก็ไม่เจอข้อมูล พอไปดูหนังสือของนักวิชาการต่างประเทศ อ้าว! เป็นผ้าของบาหลีอายุประมาณ 100 – 200 ปี ทำไมมาอยู่เมืองซิงกอรา ผ้าเหล่านั้นถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้เลย

  เราขออวดโฉมคอลเลกชันผ้าโบราณหาชมยาก 15 ผืน จาก 1,000 ผืน มาให้ดูเป็นขวัญตา

1 ผ้าจวนตานี

238 Inspiration House สงขลา

  ผ้าจวนตานีเป็นผ้ามัดหมี่ที่เส้นพุ่งและเส้นยืนมัดทั้งสองด้าน จะมีร่องริ้วเล็กๆ เป็นลวดลาย การทำลายให้เกิดในช่องเดียวกันทั้งหมดเป็นเรื่องยากมาก ลายจะเป็นลายเฉพาะถิ่น เช่น ลายโคม ลายดาว

2 ผ้าปะลังงิง

238 Inspiration House สงขลา

  ผ้าปะลังงิง อายุมากกว่าร้อยปี ป๊อปปูลาร์มากสำหรับคนมลายูและคนสงขลาสมัยก่อน

ใช้เทคนิคเย็บย้อมจากประเทศอินเดีย เป็นการด้นบนผ้าสีขาว ก่อนจะย้อมไล่จากสีอ่อนไปสีเข้ม

3 เสื้อทองคำแท้ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

238 Inspiration House สงขลา

238 Inspiration House สงขลา

เสื้อทอด้วยทองคำขนาดเส้นเล็กกว่าเส้นผม ทอสลับกับเส้นไหมสีเขียว ด้านในกรุด้วยผ้าพิมพ์จากประเทศอินเดีย รูเล็กด้านหน้ากลัดด้วยกระดุมทองประดับอัญมณี เป็นของเจ้านายสมัยก่อน ปัญญาได้มาจากจังหวัดปัตตานี มาพร้อมผ้าเกี้ยวทอจากอินเดีย สลับไหมกับเส้นโลหะดิ้นเงินและดิ้นทอง บริเวณชายเป็นครุยทำจากโลหะเงิน ใช้สำหรับคาดเอว

4 ผ้ายกกรวยเชิง 3 ชั้น

238 Inspiration House สงขลา

  ผ้ายกมีกรวยเชิง 3 ชั้น อายุราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นผ้าเบี้ยหวัด ส่วนใหญ่สั่งทอจากประเทศอินเดีย ปัญญาได้มาจากกลันตัน สันนิษฐานว่าเจ้าของได้รับพระราชทานจากส่วนกลางสมัยก่อน

5  ผ้าทอลายใบเทศก้านแย่ง

238 Inspiration House สงขลา

  ผ้าทอลายใบเทศก้านแย่ง ทอยกด้วยไหมสีทอง

6 ผ้าทอลายราชวัตรเล็ก

238 Inspiration House สงขลา

  ผ้าทอลายราชวัตรเล็กจากบ้านหัวเขา ทอด้วยไหมน้อย เป็นลายตารางเหลี่ยมขนาดเล็กๆ มีกรวยเชิง 1 ชั้น เป็นดิ้นโลหะทอง คาดว่าอยู่มาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

7 เสื้อสตรีสงขลา

238 Inspiration House สงขลา

  เสื้อสตรีสงขลาทำจากผ้าคล้ายชีฟอง คอเหลี่ยม แขนตุ๊กตา อายุประมาณ 80 – 90 ปี บ่งบอกว่าคนสงขลารสนิยมดีมาก เสื้อผ้ามีแพตเทิร์นและตัดเย็บเนี้ยบมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นการแสดงถึงความศิวิไลซ์ของเมืองซิงกอราผ่านเครื่องแต่งกายได้เป็นอย่างดี

8 ผ้าซิ่นก่านคอควาย

238 Inspiration House สงขลา

ผ้าซิ่นก่านคอควาย ผ้าทอพื้นบ้านจากจังหวัดน่าน พบที่สงขลา ปัญญาเคยเจอผ้าทอเลียนแบบผ้าซิ่นก่านคอควายของชาวมุสลิม ทอด้วยไหมแทนฝ้าย คาดว่าเคยสั่งจากน่านมา ประจวบกับมีโรงทอของตนเองจึงสั่งทอขึ้นใหม่ด้วยไหมและมีลายใกล้เคียงต้นฉบับมาก

9 ผ้าทอเกาะยอยุคแรก

238 Inspiration House สงขลา

  ผ้าทอเกาะยอยุคแรก อายุประมาณ 60 ปี ทอเป็นลายหางกระรอก จะมีสีเหลือบจากการควบฝ้ายและไหม ปัจจุบันชาวเกาะยอไม่ทอลายและสีแบบนี้แล้ว

10 ผ้าพิมพ์ลายลุนตยา

238 Inspiration House สงขลา

ผ้าพิมพ์ลายลุนตยา อายุประมาณ 70 – 80 ปี จากโรงงานพิมพ์ผ้าในประเทศไทย

11 ผ้าต่อหัวซิ่น

238 Inspiration House สงขลา

238 Inspiration House สงขลา

  ผ้าต่อหัวซิ่นจากประเทศกัมพูชา อายุเกือบ 200 ปี วัฒนธรรมการต่อหัวซิ่นมาจากภาคเหนือและประเทศพม่า คาดว่าการต่อหัวซิ่นมีไว้สำหรับกันลื่นเวลาคาดเข็มขัด

12 ผ้าแพรเลี่ยน

238 Inspiration House สงขลา

  ผ้าแพรเลี่ยนจากประเทศจีน สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หญิงชาวสงขลาและปัตตานีสมัยก่อนนิยมใช้ห่มและพาดอก

13 ผ้าปะลางิงจากประเทศญี่ปุ่น

238 Inspiration House สงขลา

ผ้าปะลังงิงพิมพ์ด้วยบล็อกไม้ลงบนผ้าไหม ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นส่งมาขายในมลายู

14 ผ้าขนสัตว์

238 Inspiration House สงขลา

ผ้าสุรบัน ทำจากขนสัตว์ มักซื้อเป็นของฝากหลังเสร็จพิธีฮัจญ์จากนครเมกกะ

15 ผ้าปาเต๊ะ

238 Inspiration House สงขลา

ผ้าปาเต๊ะพิมพ์ลายอายุร้อยกว่าปี สมัยก่อนขายเพียงขายผืนละ 1 – 2 บาท

บางลวดลายพิมพ์ตามความเชื่อของประเทศจีน เช่น ลายเหรียญ หมายถึง ทรัพย์สมบัติ ลายปลาทอง หมายถึงความอุดมสมบูรณ์

3

  จากผ้า 15 ผืน จะสังเกตว่าวัฒนธรรมทอผ้าเป็นวัฒนธรรมร่วมระหว่างไทย จีน พม่า กัมพูชา และอินเดีย แม้กระทั่งมลายู ต่างกันก็เพียงลวดลาย ยกตัวอย่างผ้าปาเต๊ะ มลายูจะเป็นลายสัตว์ อินโดนีเซียก่อนจะนับถือศาสนาอิสลาม นับถือศาสนาฮินดูมาก่อน ลายผ้ามักจะเป็นสัตว์ในอุดมคติด้แก่ มังกร สิงห์ และปลา ประเทศจีนจะเป็นลายเหรียญจีน ประแจจีน และต้นไผ่ตามความเชื่อ

  คนสงขลาเองก็นุ่งผ้าปาเต๊ะเหมือนกัน แต่จะไม่สวมเสื้อกาบายาแขนยาวแบบปัตตานี เพราะสภาพแวดล้อมไม่อำนวย ไม่เหมาะกับการดำนา ปลูกผักปลูกข้าว เสื้อแขนสั้นหรือแขนกระบอกเหมาะกว่ามาก อีกอย่างคนสงขลาจะนุ่งผ้าปาเต๊ะเฉพาะในบ้าน ไม่ใส่ออกงาน เขาถือกันว่าผ้าปาเต๊ะเป็นผ้าราคาถูก สมัยก่อนผืนละ 2 บาท ซื้อทีเป็นกุรุส เท่ากับ 20 ผืน ไว้นุ่งอาบน้ำ ทำกับข้าว ถ้าออกงานจะนุ่งผ้าไหมทออย่างดีจากภาคเหนือ บางทีก็นุ่งผ้ายกจากนครศรีธรรมราช เพราะราคาแพง ดูมีค่ามีราคา

  การศึกษาหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ล้วนมาจากความชอบของปัญญาทั้งสิ้น ไม่ว่าคำบอกเล่าจากคนเก่าแก่ในท้องถิ่น อาจารย์ผ้าในประเทศไทย นักวิชาการผ้าจากต่างประเทศ การค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งภาพถ่ายเก่าของเมืองซิงกอรา การกระทำของคนต่างถิ่นอย่างปัญญาเป็นมากกว่าการเก็บผ้าโบราณของภาคใต้ แต่เป็นการบอกเล่าประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของคนสงขลาอย่างแท้จริง

238 Inspiration House สงขลา

238 Inspiration House สงขลา

ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

238 Inspiration House : Songkhla Textile Museum

พิพิธภัณฑ์ผ้าภาคใต้แห่งเดียวในประเทศไทยยินดีต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านตั้งแต่บุคคลธรรมดา นักศึกษาจนถึงนักวิชาการไทยและเทศ ขอเพียงคุณมีความสนใจเต็มเปี่ยม ก็สายตรงนัดหมายปัญญาล่วงหน้าเพื่อสนทนากันก่อนถึงระดับความสนใจน้อยมาก หากตกลงวัน เวลา และจำนวนคนเรียบร้อย เรารับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวัง ทั้งการต้อนรับแบบเป็นกันเอง เหมือนมาดูของหายากบ้านเพื่อน ถ้าสงสัยให้ถามเพราะปัญญาข้อมูลแน่นไม่มีกั๊ก เผลอๆ อาจจะได้ลายแทงร้านอร่อยสงขลาติดมือออกมาด้วย เชื่อสิ!

ที่อยู่ 238 ถนนนครใน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสงขลา 90000

เปิดบริการวันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 09.30 – 18.30 น.

ไม่เสียค่าเข้าชม (ก่อนเข้าชมกรุณาติดต่อ 094 598 1299 )

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load