ทุกวันนี้หากไปเดินเล่นตามชายหาดหลายแห่ง อาทิ หาดชะอำ หาดปราณบุรี และหาดอีกหลายแห่งทางตอนใต้ของประเทศ จะพบสิ่งก่อสร้างของทางการคล้ายเขื่อนกั้นหาด เรียกว่า กำแพงกันคลื่น ยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล

ภาพชายหาดริมทะเลธรรมชาติอันงดงามค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างของมนุษย์

ทางราชการอ้างเหตุผลความจำเป็นว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านจากคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่ง

แม้ว่านักวิชาการทางทะเลหลายคนจะมีหลักฐานชัดเจนพิสูจน์ว่า หลังจากการสร้างกำแพงกันคลื่นแล้ว จะก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้น

ขณะที่ทางการเดินหน้าสร้างเขื่อนกันคลื่น อ้างว่าป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของชาวบ้าน เพราะเขื่อนป้องกันไม่ได้ สุดท้ายก็พังทลาย

งานอ้างอิงถึงงานวิจัยต่าง ๆ ทั่วโลก ระบุตรงกันว่า กำแพงกันคลื่นเป็น Death of the Beach คือตัวการที่ทำให้ชายหาด ชายฝั่ง หายไปตลอดกาล

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เป็นปัญหาทั่วโลก จึงน่าจะมีวิธีจัดการที่ดีกว่าและใช้งบประมาณน้อยกว่านี้

หาดทรายหลายแห่งที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พอมีโครงการกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้น ทำให้หาดทรายหายไป นักท่องเที่ยวจำนวนมากลดลงทันที จนเกิดการประท้วงขึ้นหลายแห่งของชาวบ้านบริเวณนั้น

เมื่อไม่นานมานี้ ทางเจ้าหน้าที่สถาบันลูกโลกสีเขียวได้ชวนผู้เขียนไปลงพื้นที่ที่ชุมชนบ้านโคกเมือง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ที่ตั้งอยู่ติดทะเลสาบสงขลา

นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’
นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’

ไปดูว่าชาวบ้านแถวนั้นปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งมานานแล้ว โดยไม่ต้องใช้เงินมากมายสร้างกำแพงกันคลื่น

แต่กว่าจะสำเร็จก็ไม่ง่ายเลย หากชาวโคกเมืองไม่ลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างฝันให้เป็นจริง

ชาวบ้านโคกเมือง เป็นชุมชนชาวพุทธเก่าแก่อายุนับร้อยปี ตั้งบ้านเรือนอยู่ติดทะเลสาบสงขลา มีแหล่งต้นนํ้ามาจากเทือกเขาบรรทัดและสันกาลาคีรี และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมไปสู่ทะเลที่อ่าวไทย ทำให้เกิดเป็นชุมชนที่มีระบบนิเวศ 3 นํ้า คือ นํ้าจืด นํ้ากร่อย และนํ้าเค็ม

บริเวณแถวนี้เคยเป็นเมืองโบราณ ยังปรากฏหลักฐานให้เห็น ได้แก่ คูเมืองโบราณ แหล่งนํ้าขนาดใหญ่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ฐานศิวลึงค์ สมอเรือ เครื่องถ้วยชามจีนสมัยต่าง ๆ เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น

จนกระทั่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ชาวบ้านเริ่มประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาตลอด โดยเฉพาะช่วงมรสุมคลื่นลมแรง ชาวบ้านหลายคนเริ่มพูดคุยกัน มองออกไปนอกฝั่ง พยายามหาวิธีลดความรุนแรงของคลื่นลม และได้ความคิดว่าหากลองช่วยกันปลูกต้นไม้ในทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้มาก่อน อาจจะช่วยป้องกันการกัดเซาะได้ พวกเขาจึงเริ่มจากการลองผิดลองถูก ไม่รู้ว่าต้นไม้จะขึ้นไหม

“ตอนนั้นเราไม่มีความรู้อะไร คิดแค่ว่าจะลองปลูกต้นไม้ในทะเล เพื่อให้ต้นไม้ช่วยบรรเทาคลื่นลม ต้นไม้ชนิดแรกที่นึกถึง คือ ต้นโกงกาง ที่เห็นคนปลูกในป่าชายเลน จึงเดาว่าน่าจะใช้ได้” นายอุดม ฮิ่นเซ่ง อดีตผู้ใหญ่บ้านแกนนำคนสำคัญเล่าให้ผู้เขียนฟัง

“พวกชาวบ้านจึงช่วยกันระดมไปหาต้นโกงกางที่แถวนี้ไม่เคยขึ้นมาก่อน แต่ไปเอามาจากข้างนอกพื้นที่ แล้วระดมปลูกต้นโกงกางในทะเลหลายร้อยต้น หวังว่าจะช่วยลดแรงคลื่นลมได้ แต่สุดท้ายต้นโกงกางตายเรียบ ก่อนจะค้นพบสาเหตุว่า เพราะบริเวณที่ปลูกนี้เป็นดินทราย แต่ต้นโกงกางขึ้นในดินเลน จึงตายหมด”

นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’
นวัตกรรมชาวบ้านปลูกลำพูเป็น ‘ป่าชายเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแทน ‘เขื่อนกันคลื่น’

บทเรียนครั้งนั้นที่ลงแรงลงเงินไปแบบไร้ประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่า

‘กลับไปดูบ้านตัวเองว่า มีต้นไม้อะไรที่ปลูกขึ้นได้’

“สุดท้ายชาวโคกเมืองพบว่า ในหมู่บ้านตัวเองมีลุงคนหนึ่ง ชื่อ ลุงลั่น ศรีประสม แกปลูกต้นลำพูมาก่อนบนดินทรายแถวบ้านได้นานแล้ว แต่ไม่มีใครสังเกต พวกเราจึงคิดว่าน่าจะลองเอาต้นลำพูไปปลูกริมทะเลน่าจะดี” นายอุดม ฮิ่นเซ่ง เล่าความหลังเมื่อ 10 กว่าปีก่อนให้ฟัง

ใน พ.ศ. 2547 ชาวบ้านระดมกันปลูกต้นลำพูริมฝั่งทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้ขึ้นมาก่อน โดยใช้ลำพูเป็นต้นไม้เบิกนำบนพื้นทรายผสมโคลน

หลายปีต่อมา เมื่อดินค่อย ๆ ปรับสภาพ มีดินโคลนมาทับถมมากขึ้น ก็ปลูกต้นโกงกางเสริม ทำให้เกิดเป็นแนวป่าลำพู โกงกางยาวตลอดชายฝั่งร่วม 1 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่เกือบ 100 ไร่ในทะเล ต่อมาได้ทดลองนำต้นจาก ต้นฝาด ต้นตะบูน มาปลูกเสริม จนแนวป่ามีความหลากหลายของชนิดต้นไม้

จากฝั่งทะเลที่ไม่เคยมีต้นไม้ขึ้นมาก่อนในอดีต กลายเป็นป่าโกงกาง ป่าชายเลน ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างดี เพราะรากโกงกางช่วยยึดพื้นดิน โดยเฉพาะช่วงฤดูมรสุมที่คลื่นลมแรง

ที่น่าสนใจคือ นักวิชาการบางคนเรียกต้นไม้ที่ปลูกในทะเลของชาวบ้านโคกเมืองว่า ‘ป่าชายเล’ ไม่ใช่ป่าชายเลน ซึ่งอาจจะเป็นนวัตกรรมของชาวบ้าน ในการปลูกต้นไม้ในทะเลที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น

แทนที่ ‘เขื่อนกันคลื่น’ ตัวการทำชายหาดหายไปตลอดกาล ด้วย ‘ป่าชายเล’ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

เมื่อป่าชายเลนเกิดขึ้นริมฝั่งทะเล สิ่งที่ตามมาคือ บริเวณนี้ได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ มีกุ้ง หอย ปู ปลา เข้ามาอาศัยอยู่มาก ชาวบ้านสังเกตว่าเมื่อมีต้นลําพูเกิดขึ้น ทําให้ปลาจำนวนมากมาวางไข่ และต่อมาชาวบ้านยังร่วมใจกันทำแนวเขตฟาร์มทะเล ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ โดยใช้ไม้ไผ่กั้นเป็นแนวรอบ ชาวบ้านจะมาช่วยกันวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 7 – 10 คน และเวียนมาซ่อมแซมเดือนละครั้ง

จากนั้นใช้ภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ในการนํากิ่งไม้มาสุมไว้ในเขตอนุรักษ์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นํ้า เรียกว่าการ ‘ล้อมหมํา’ เป็นวิธีหนึ่งในการขยายพันธุ์สัตว์นํ้า ทําให้เกิดเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์นํ้าเป็นพื้นที่ 320 ไร่ เป็นแบบอย่างในการฟื้นฟูลุ่มนํ้าทะเลสาบสงขลา ทะเลหน้าบ้านของพวกเขา ให้มีปริมาณสัตว์ทะเลเพิ่มขึ้น

ชาวบ้านมีรายได้สูงขึ้นจากการมีอาชีพจับกุ้ง หอย ปู ปลา ที่ระเบียบของชุมชนอนุญาตให้จับได้นอกเขตอนุรักษ์ หลายคนที่ไปหางานทำในเมืองได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิด

ปลาที่จับได้มีหลากหลายชนิดตลอดปี จากระบบนิเวศในทะเลสาบแห่งนี้ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

“ในฤดูฝนที่ฝนจากภูเขาตกลงมาหนัก ช่วยผลักดันน้ำเค็มออกไป น้ำแถวนี้กลายเป็นน้ำจืด แต่หากในฤดูแล้ง น้ำทะเลอาจจะหนุนเข้ามาลึก จนทำให้เกิดน้ำเค็มไปทั่ว ทำให้เกิดสัตว์น้ำหลากหลายชนิด มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเล อาทิ ปลาลิ้นหมา ปลาแป้น ปลาทราย ปลากระโทง ปลากระบอก กุ้งก้ามกราม กุ้งหัวมัน กุ้งหัวแข็ง กุ้งกุลาดำ และปูอีกหลายชนิด และพวกเรายังมีการปล่อยลูกสัตว์น้ำเติมตลอด อาทิ ปล่อยกุ้งแชบ๊วยปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1,500,000 ตัว ปลากะพงปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 100,000 ตัว”

แทนที่ ‘เขื่อนกันคลื่น’ ตัวการทำชายหาดหายไปตลอดกาล ด้วย ‘ป่าชายเล’ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

อุดม ฮิ่นเซ่ง วัย 60 บอกกับเราว่า ได้เกษียณตัวเองแล้ว ให้ผู้ใหญ่บ้านรุ่นใหม่มาสืบทอดแนวคิดต่อ และตัวเองถอยออกมาเป็นพี่เลี้ยงแทน

เมื่อสร้างระบบนิเวศที่สอดคล้องกับท้องถิ่น ผู้คนก็ลืมตาอ้าปากได้จากการหาทรัพยากรธรรมชาติในทะเล

และที่น่ายินดีคือ เมื่อชุมชนโคกเมืองมีความเข้มแข็ง ได้ขยายแนวคิดและการปลูกป่าชายทะเลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ในช่วงภาวะเศรษฐกิจวิกฤตไปทั่วประเทศ ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีความมั่นคงทางอาหารมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

ด้วยความคิดที่เริ่มจากการปลูก ‘ป่าเล’ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง กลายมาเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของชาวบ้านแถวนั้น จนลืมตาอ้าปากได้อย่างมีความสุข

กลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ที่หัวใจไม่เล็กเลย

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

สำหรับนักท่องเที่ยวขาลุยที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมากกว่าการเที่ยวในมหานครใหญ่แล้ว ไอซ์แลนด์กำลังเป็นประเทศจุดหมายปลายทาง ตัวเลือกที่น่าสนใจและกำลังมาแรง แม้ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง จะค่อนข้างสูง

ไอซ์แลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ในยุโรปรองจากเกาะอังกฤษ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างอังกฤษ นอร์เวย์ และเกาะกรีนแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อภาษาพื้นเมืองว่า Reykjavík

ในทางภูมิศาสตร์ ไอซ์แลนด์เป็นเกาะเกิดใหม่จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ดันหินหลอมเหลวใต้เปลือกโลกขึ้นมาตามรอยแยกเมื่อ 70 ล้านปีก่อน เกาะตั้งอยู่บนสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นแนวแผ่นเปลือกโลกแยกตัวระหว่างแผ่นทวีปอเมริกาเหนือและแผ่นทวีปยูเรเชีย

แผ่นทวีปยูเรเซียคือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทรขนาด ประมาณ 67,800,000 ตารางกิโลเมตร รวมทวีปยุโรปและทวีปเอเชียส่วนใหญ่เข้าด้วยกัน ยกเว้นอินเดีย ตะวันออกกลาง และพื้นที่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขา Chersky ของไซบีเรีย และประชากรร้อยละ 75 บนโลกอาศัยอยู่บนแผ่นทวีปนี้

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ส่วนแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ คือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทร ขนาดประมาณ 75,900,000 ตารางกิโลเมตร รองรับทวีปอเมริกาเหนือ กรีนแลนด์ คิวบา บาฮามาส และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

คำว่าสันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Oceanic Ridge) เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะเพิ่งมีการค้นพบเทือกเขากลางสมุทรจมอยู่ใต้ทะเลลึกเมื่อราว 70 กว่าปีก่อน จากการสำรวจพื้นท้องมหาสมุทรโดยเรือสำรวจ และพบแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และส่วนหนึ่งพาดผ่านเกาะไอซ์แลนด์

ไม่แปลกใจเลยที่ไอซ์แลนด์ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งภูเขาไฟ มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง น้ำพุร้อน แหล่งพลังงานความร้อนใต้โลก ภูเขาไฟหลายแห่งยังคงคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ซึ่งปะทุครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2543

ตลอดสิบกว่าวันที่เราขับรถตระเวนไปทั่วเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 5 เท่า เห็นภูมิประเทศรูปทรงแปลก ๆ งดงามไม่ซ้ำ อันเนื่องจากมีอายุทางธรณีวิทยาไม่นาน แผ่นดินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

เมื่อปีที่แล้วในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 แค่ 3 สัปดาห์ได้ เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 50,000 ครั้ง บนคาบสมุทร Reykjanes ในประเทศไอซ์แลนด์ อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่นิ่งของแผ่นดินที่กำลังเกิดใหม่บนเกาะไอซ์แลนด์

แต่ไอซ์แลนด์น่าจะเป็นประเทศไม่กี่แห่งในโลก ที่เราขับรถไปไม่กี่สิบกิโลเมตร จะเห็นภูมิประเทศไม่ซ้ำเดิม มีความหลากหลายจากความแตกต่างของชั้นหิน การสึกกร่อนของแผ่นดิน การกัดเซาะของน้ำ ได้ภาพน้ำตกอันตระการตา จนถึงเดินย่ำไปบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และมุดเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

วันแรกเมื่อเราเดินทางมาถึงเกาะน้ำแข็งแห่งนี้ ก่อนจะไปผจญภัยตามที่ต่าง ๆ สถานที่แห่งแรกที่เพื่อนสนิทดั้นด้นไปเป็นแห่งแรก และไม่ค่อยอยู่ในโปรแกรมเที่ยวของทัวร์ส่วนใหญ่ คือบริเวณอุทยานธรณี คาบสมุทร Reykjanes อยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร

เพื่อนสนิทบอกว่า “หากมาไอซ์แลนด์ ตรงนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นที่เดียวในโลกที่จะมีโอกาสได้เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปยุโรปเกือบแนบชิดติดกัน ตรงบริเวณ Reykjanes”

เรายังสงสัยอยู่ตั้งนานว่าคืออะไร

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

พอรถขับไปตามกูเกิล ดั้นด้นมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอปีนขึ้นไปเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือร่องหินสองฟากลึกไม่กี่เมตร มีสะพานเล็ก ๆ ให้เดินข้าม

ฝั่งหนึ่งคือทวีปอเมริกาเหนือ อีกฝั่งคือทวีปยุโรป เราเดินข้ามทวีปได้โดยผ่านสะพานสีขาวที่ทอดข้ามรอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือ ในคาบสมุทร Reykjanes

บริเวณนี้เป็นสถานที่เดียวในโลกที่พื้นที่ส่วนเล็ก ๆ ของสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกโผล่ขึ้นมา ไม่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล โดยสันเขานี้เป็นที่ที่แผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น คือ ยูเรเซียและอเมริกาเหนือ มาบรรจบกันแต่ไม่ติดกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ สันเขากลางสมุทรเป็นแนวขอบเขตรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เราจึงเดินข้ามไปมาระหว่างแผ่นเปลือกโลกทั้งสองบนสะพานได้

2 ทวีปที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกคั่นกลาง ระยะทางนับพันกิโลเมตร แต่เราเดินข้ามทวีปได้ไม่ถึงนาที

พวกเราพากันเดินข้ามสะพานข้ามทวีป มีชื่อเรียกว่า ‘Leif the Lucky’ ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่นาย เลฟ เอริกสัน (Leif Erikson) นักสำรวจชาวไอซ์แลนด์ และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่พิชิตทวีปอเมริกาเหนือสำเร็จเมื่อพันปีก่อน ตามตำนานของชาวไอซ์แลนด์

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) จะค้นพบทวีปนี้ ชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อม 2 ทวีปเข้าด้วยกัน

พอเราเดินถึงกลางสะพาน มีแผ่นโลหะจารึกว่า ‘Midlina In the footsteps of the gods’ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแผ่นทวีปยูเรเซียกับแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสองฟากจะมีป้าย ‘Welcome to America’ and ‘Welcome to Europe’

พอเดินข้ามสะพานผ่าน 2 ทวีป และพากันเดินลงมาใต้สะพาน เพื่อสัมผัสสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดยาวจากอาร์กติกถึงแอนตาร์กติกา เดินสำรวจลักษณะหิน ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ อันเป็นหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดหรือลาวาอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก ที่เห็นส่วนใหญ่มีสีเทาถึงสีดำ มีเนื้อละเอียด เป็นการยืนยันว่าเกาะแห่งนี้เกิดจากหืนหนืดหรือลาวาค่อย ๆ ทับถมจนกลายเป็นเกาะ

ไม่น่าเชื่อว่าสันเขาที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลลึก จะโผล่ขึ้นมาให้มนุษย์ได้เห็นเพียงที่เดียวในโลก

เดินไปสักพักบริเวณแห่งนี้มีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวไว้ว่า

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

“ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่บนแผ่นเพลตยูเรเซียน แผ่นเปลือกโลกแผ่นใหญ่ที่สุดในโลก แผ่นเพลตนี้ประกอบด้วยก้อนหินเก่าแก่ที่สุดในโลก ขณะที่แผ่นเพลตอเมริกาเหนือจะเคลื่อนตัวห่างออกไปทางตะวันตกของเพลตยูเรเซียน ทำให้เปลือกโลก 2 แห่งค่อย ๆ แยกตัวออกจากกัน…”

“สะพานแห่งนี้มีความยาว 18 เมตร ข้ามหุบผาที่มีความลึกประมาณ 6 เมตร เป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกว่า เปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนตัวแยกห่างจากกัน 2 เซนติเมตรต่อปี หรือ 2 เมตรทุกร้อยปี”

ร่องรอยจากลาวาของแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก อธิบายว่าแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ภายใต้รอยแยกที่แตกออก ซึ่งทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกกว้างขึ้นทีละน้อย

ที่น่าสนใจคือ สันเขากลางมหาสมุทรไม่ได้มีเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติก แต่มีอยู่ทุกมหาสมุทรทั่วโลก และมีการเชื่อมต่อกันเป็นแนวเทือกเขากลางมหาสมุทรยาวที่สุดของโลก ถึง 80,000 กิโลเมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังค่อย ๆ ไขปริศนาของพื้นธรณีบริเวณนี้ที่ยังเป็นโลกใต้ทะเลอันลึกลับ ยากต่อการสำรวจ เพราะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูงในการเก็บข้อมูลต่อไป

สำหรับผู้หลงใหลธรณีวิทยา คาบสมุทร Reykjanes แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแดนสวรรค์ที่จะย้อนเวลาให้ได้เข้าใจการกำเนิดโลก เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาไฟ ทุ่งลาวา แผ่นดินไหว รอยแยก ชั้นหินต่าง ๆ น้ำพุร้อน และระบบความร้อนใต้พิภพได้เป็นอย่างดี

“จดจำภูมิประเทศแถวนี้ไว้ให้ดี หากอนาคตไม่กี่ปีคุณมาอีก ภูมิประเทศแถวนี้อาจไม่เหมือนเดิม” เพื่อนชาวไอซ์แลนด์คนหนึ่งบอกเรา ถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์บนภูมิภาคแห่งนี้

Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load