28 ธันวาคม 2563
16 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)

The Cloud ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) จังหวัดสงขลา และกลุ่มภาคีคนรักเมืองสงขลา ลงพื้นที่สำรวจเพื่อทำโครงการศึกษาอัตลักษณ์ของสงขลา แล้วนำมาเสนอในมุมใหม่ เพื่อให้เห็นว่าจังหวัดสงขลามีเรื่องราวที่น่าสนใจนำมาต่อยอดในรูปแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอยากให้เดินทางไปสัมผัสกับสิ่งพิเศษนี้

เรามองว่าหัวใจหลักที่ทำให้ทุกวันนี้สงขลามีความพิเศษคือทะเลสาบสงขลา ที่เป็นต้นกำเนิดของเมือง

ซิงกอรา คือชื่อเดิมของสงขลา เป็นหมุดหมายหนึ่งบนเส้นทางเดินเรือโบราณ ที่มีทะเลสาบสงขลาเป็นที่พักหลบมรสุม ทำให้เกิดการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ถ่ายทอดภูมิปัญญา และตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นเมืองสงขลา

ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ความผูกพันของชาวสงขลากับทะเลสาบสงขลามีมาตั้งแต่เริ่มสร้างเมือง การเลือกที่ตั้งของเมืองซึ่งมีอยู่ถึง 3 ยุคก่อนที่จะย้ายมาตั้งในที่ปัจจุบันก็เป็นบริเวณที่ลุ่มรอบทะเลสาบสงขลาทั้งสิ้น

ในยุคเริ่มแรก คนที่นี่สร้างเมืองสงขลาด้วยวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิม ก่อนจะย้ายที่ตั้งเมืองครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรมระหว่างไทยพุทธ ไทยจีน และไทยมุสลิม เรื่อยมา จนย้ายมาสร้างเมืองในที่ตั้งปัจจุบัน ซึ่งเป็นเมืองท่าค้าขายกับจีน และได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมแบบจีนอย่างมากในการสร้างเมือง

วัฒนธรรมแบบจีนปรากฏในหลายๆ อย่างในเมืองสงขลาปัจจุบัน ตั้งแต่คติความเชื่อ การวางผังเมือง เทคโนโลยีการก่อสร้างบ้านเรือน เครื่องนุ่งห่ม และงานช่าง รวมถึงอาหาร ขนม 

ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ทะเลสาบสงขลายังมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร เป็นลากูนหรือแหล่งน้ำ 3 น้ำ คือน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ขนาดใหญ่ ที่มีทางออกสู่ทะเลแหล่งเดียวในไทย ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและเฉพาะตัว

จากการลงสำรวจของกลุ่มภาคีคนรักเมืองสงขลา พบว่าสงขลาเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจที่ยังคงมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภาพความรุ่งเรืองในอดีตส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน และยังอยู่ร่วมสมัยได้ด้วยหัวใจในการอนุรักษ์ของคนสงขลา รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ช่วยกันต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้ด้วยความเข้าใจ 

เราเลือกบางส่วนจากข้อมูลจำนวนมากที่จะเล่าให้เห็นภาพของสงขลาผ่านตัวแทน 12 สิ่ง ที่จะทำให้รู้จักสงขลาในมุมมองใหม่

ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

01

ทะเลสาบสงขลา

ทะเลสาบสงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ทะเลสาบสงขลามีลักษณะเป็นลากูน หรือแหล่งน้ำตื้นขนาดใหญ่ที่มีทางออกสู่ทะเล และเป็นลากูนหนึ่งเดียวของประเทศไทย 

ส่วนที่อยู่ในเขตจังหวัดสงขลา เรียกว่าทะเลสาบสงขลาตอนล่าง มีช่องทางออกสู่ทะเล ทำให้เกิดความพิเศษที่พบได้เฉพาะสงขลาเท่านั้น คือสิ่งที่เรียกว่าทะเล 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ปลาและสัตว์น้ำในทะเลใหญ่จะเข้ามาวางไข่ในบริเวณทะเลสาบสงขลา 

ทะเลสาบสงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำมีมาก โดยเฉพาะปลาพื้นถิ่นที่จะพบได้ง่ายในทะเลสาบ เช่น ปลาขี้ตัง ปลากระบอก ที่เป็นปลาท้องถิ่นขึ้นชื่อของสงขลา หรือปลากะพง 3 น้ำ ปลาที่นิยมนำไปทำอาหาร ด้วยเหตุผลที่ว่ากันว่ามีเนื้อพิเศษจากการอาศัยและว่ายน้ำอยู่ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม รวมถึงแม่กุ้งหรือกุ้งก้ามกรามสองน้ำก็มีความพิเศษที่เนื้อเช่นกัน

ทะเลสาบสงขลายังเป็นจุดพักของนักเดินเรือในอดีต เพื่อหลบลมมรสุมในเส้นทางการเดินเรือในสมัยโบราณ ทำให้สงขลาเป็นเมืองที่มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า จนกลายเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่ง

ทะเลสาบสงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

02

ข้าวสตูหมู

ข้าวสตูหมู เกียดฟั่ง, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
ข้าวสตูหมู เกียดฟั่ง, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

สตูน้ำข้นใส่เนื้อหมู เลือด และเครื่องในกินกับข้าวสวย เป็นเมนูที่อยู่คู่เมืองสงขลามานาน อาหารชื่อฝรั่งที่หน้าตาดูจีนเป็นอาหารจากความคิดสร้างสรรค์ของชาวจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งรกรากในสงขลา ชาวจีนไหหลำที่ทำงานเป็นกุ๊กบนเรือฝรั่ง เรียนรู้เรื่องสตูแบบตะวันตก และใช้ความคิดสร้างสรรค์ปรับเปลี่ยนสูตรไปตามพื้นที่ที่เรือเดินทางไปถึง 

เรือฝรั่งเดินทางไปถึงเกาะชวา แหล่งเครื่องเทศ กุ๊กชาวไหหลำจึงได้นำเครื่องเทศมาปรุงกับสตูจานเดิม แต่เปลี่ยนจากครีมเป็นกะทิ กลายเป็นสตูจานใหม่ เมื่อมาตั้งรกรากที่เมืองไทยจึงได้นำสูตรติดตัวมาด้วย 

ข้าวสตูหมู เกียดฟั่ง, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ในช่วงเริ่มต้น สตูหมูใส่กะทิแบบเข้มข้น จนค่อยๆ ปรับให้ถูกปากกับคนในท้องถิ่น สตูหมูที่เคี่ยวน้ำต้มกระดูก ใส่หางและหัวกะทิ ผสมกับเครื่องเทศยาจีนหอมๆ ใส่เนื้อหมูและเครื่องในหมู กินกับข้าวสวยและน้ำจิ้ม มีเครื่องเป็นหมูกรอบ หรือจะใส่หมูกรอบลงไปในสตูด้วยก็เป็นอีกทางเลือกที่คนนิยม

03

เต้าคั่ว

เต้าคั่ว, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

เต้าคั่วเป็นอาหารที่มีมากในแถบลุ่มทะเลสาบสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง คล้ายกับสลัดแบบชาวไทย-มุสลิม แต่ได้รับการผสมผสานวัฒนธรรมไทย-จีน และไทย-พุทธ เข้ามาด้วย มีวิธีปรุงและมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด เต้าคั่วของสงขลามีส่วนประกอบของวัตถุดิบสำคัญที่เล่าความเป็นจังหวัดสงขลาได้ผ่านอาหารจานนี้

เต้าคั่ว, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

น้ำราดเต้าคั่วคือน้ำตาลโตนดเคี่ยว ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการใช้ต้นตาลโตนดบนบกและวัตถุดิบจากทะเลสาบสงขลา เช่น กุ้งและปลาเล็กปลาน้อยตามแต่สูตรของแต่ละร้าน ใส่เส้นหมี่หุ้น เต้าหู้ หูหมูหั่นเป็นเส้นที่เป็นวัฒนธรรมอาหารแบบจีน กินแบบคลุกเค้าให้เข้ากัน ราดด้วยพริกน้ำส้มโตนด อีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น กลายเป็นอาหารที่เล่าเรื่องจังหวัดสงขลาและพหุวัฒนธรรมได้ดีมากอีกเมนูหนึ่ง

04

ไข่ครอบ

ไข่ครอบ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
ไข่ครอบ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ไข่ครอบคืออาหารที่มีที่มาจากวิถีชีวิตของชาวประมงแถบลุ่มทะเลสาบสงขลา เกิดจากการนำไข่ขาวไปใช้เคลือบอวนที่ใช้ในการจับปลา เมื่อไข่แดงเหลือใช้ จึงได้นำมาถนอมอาหาร วิธีคือนำไข่แดงไปแช่น้ำเกลือ แล้วช้อนไข่แดง 2 ฟองใส่ลงในเปลือกไข่ที่ล้างและตัดขอบจนเรียบเสมอกัน แล้วนำไปนึ่งจนไข่แดงเริ่มเป็นยางมะตูม 

ชื่อไข่ครอบมีที่มาจากกรรมวิธีการทำไข่ครอบตามแบบดั้งเดิม คือการนำไข่แดงใส่ในเปลือกไข่ขาวที่ตัดขอบเรียบ แล้วใช้เปลือกไข่ขาวอีกเปลือกครอบไว้เพื่อกันฝุ่นกันแมลง แล้วตั้งเรียงไว้บนกองฟางเพื่อไม่ให้ไข่หกคะเมน จากนั้นนำไปตากแดดแรง ซึ่งปัจจุบันใช้วิธีนึ่งแทนการตากแดดแล้ว

ไข่ครอบ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
ไข่ครอบ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ไข่ครอบเป็นภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ที่เห็นการใช้ชีวิตของชาวประมงได้ดี ปัจจุบันมีกลุ่มรัฐวิสาหกิจชุมชนเกษตรกร และชาวประมง ต่างทำไข่ครอบเพื่อเป็นของฝาก และมองหาไข่ครอบตามร้านอาหารได้ทั่วเมืองสงขลาเช่นกัน

05

โรงสีแดง

โรงสีแดง หรือ หับโห้หิ้น, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

เมื่อร้อยกว่าปีก่อนสงขลามีโรงสีขนาดใหญ่อยู่ 6 แห่ง โรงสีแดงหรือหับโห้หิ้น เป็นโรงสีข้าวที่มีเทคโนโลยีทันสมัยมีปล่องควันที่สร้างด้วยอิฐนำเข้าจากอินเดีย และสั่งเครื่องสีข้าวแบบเครื่องจักรไอน้ำมาจากประเทศอังกฤษ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากในยุคก่อนสงครามโลก 

เมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นขึ้นฝั่งที่จังหวัดสงขลา ยึดเอาตึกและบ้านเรือนเป็นฐานที่มั่น รวมถึงยึดโรงสีแดง สำหรับใช้เป็นสถานที่เก็บเวชภัณฑ์ของกองทัพ บ้านเรือนรอบโรงสีก็เป็นที่พักของนายแพทย์และหน่วยพยาบาล เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดเพื่อทำลายฐานของญี่ปุ่น โรงสีแดงเป็นโรงเดียวที่รอดจากการทิ้งระเบิดทำลาย สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะถูกใช้เป็นสถานพยาบาลและที่เก็บยา

โรงสีแดง หรือ หับโห้หิ้น, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

หลังจากหมดสงคราม โรงสีหับโห้หิ้นเดินเครื่องสีข้าวอีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือชาวนาสงขลาและจังหวัดรอบข้าง ด้วยการสีข้าวโดยเงินสนับสนุนจากภาครัฐ

จนถึงยุคที่บ้านเมืองฟื้นฟูอีกครั้ง โรงสีข้าวขนาดเล็กเกิดขึ้นมาก จนไม่มีข้าวมาป้อนโรงสีได้เพียงพอ จึงต้องหยุดการสีข้าวลง โรงสีแดงเปลี่ยนเป็นโรงผลิตน้ำแข็งในยุคที่ประเทศยังไม่เคยมีน้ำแข็งมาก่อน กลายเป็นที่เก็บยางพาราเพื่อลำเลียงสู่เรือที่มารับซื้อนำไปขายให้กับต่างประเทศ และปิดโรงสีไปหลายปี

โรงสีแดง หรือ หับโห้หิ้น, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
โรงสีแดง หรือ หับโห้หิ้น, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ปัจจุบันโรงสีแดงกลับมาใช้งานอีกครั้ง เปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเมืองสงขลาในรูปแบบต่างๆ ร่วมงานกับภาคประชาชนที่มีต้องการอนุรักษ์เมืองเก่าสงขลา โรงสีหับโห้หิ้นเลยมอบพื้นที่ให้กับงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเปลี่ยนเป็นพื้นที่สาธารณะในการสร้างห้องสมุดเพื่อสร้างแหล่งความรู้ให้ชุมชน

06

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

สงขลาเป็นเมืองที่มีกำแพงที่ได้เทคโนโลยีการวางผังเมืองแบบจีน ถอดแบบมาจากเมืองไห่เฉิงซึ่งเป็นเมืองริมทะเล ทำให้ผังเมืองสงขลาแตกต่างจากเมืองอื่นๆ ในอดีตอย่างชัดเจน ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหัวใจของเมืองอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งตามคติความเชื่อของจีน 

สงขลามีค่าย คู ประตู หอรบ ถือเป็นเมืองระดับชั้นเอก ศาลหลักเมืองมีเจ้าพ่อหลักเมืองประทับ ที่นี่จึงมีพิธีแห่เจ้าพ่อหลักเมือง

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ชาวจีนโพ้นทะเลในสมัยก่อนเมื่อเดินทางด้วยเรือจะเอาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจจากบ้านเกิดติดตัวมาด้วย เพื่อเป็นสิ่งมงคลในการก่อตั้งศาลหลักเมือง เช่น ของที่เบาที่สุดอย่างผงธูปจากกระถางธูป 

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบจีน เรียบง่าย เมื่อเป็นศูนย์กลางของเมือง บริเวณรอบๆ ของศาลหลักเมืองจึงเป็นชุมชนของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยเริ่มแรก

ในยุคที่จีนเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ศาลเจ้าและวัฒนธรรมบางส่วนได้ถูกทำลายไป ทำให้ปัจจุบันเมืองสงขลาเป็นแหล่งที่นักประวัติศาสตร์จีนกลับมาศึกษารูปแบบผังเมืองและรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนโบราณ เพื่อนำไปฟื้นฟูเมืองอีกครั้ง

07

วัดมัชฌิมาวาส

วัดมัชฌิมาวาส สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

วัดมัชฌิมาวาสตั้งอยู่ระหว่างวัดเลียบกับวัดโพธิ์ปฐมาวาสในเมืองเก่าสงขลา จึงได้ชื่อเรียกกันในชาวสงขลาว่าวัดกลาง

วัดเก่าแก่แห่งนี้มีอายุถึง 300 ปี สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ความน่าสนใจในวัดมัชฌิมาวาสคืองานศิลปะที่แสดงความผสมผสานวิถีชีวิตของผู้คนต่างวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกัน ทั้งคนไทย จีน และชาวต่างชาติจากตะวันตก ที่เคยเข้ามาทำการค้าในสมัยนั้น

วัดมัชฌิมาวาส สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
วัดมัชฌิมาวาส สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมสีฝุ่นบนผนังปูน ซึ่งเป็นฝีมือล้ำเลิศโดยช่างหลวงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ภายนอกพระอุโบสถมีตุ๊กตาจีนเป็นทวารบาล และมีเจดีย์ทรงจีนหรือถะ แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมแบบจีนที่มีอิทธิพลในสมัยนั้น และพระวิหารมีซุ้มเหนือหน้าต่าง ที่ใช้กระจกสีศิลปะแบบโกธิกประดับสวยงาม รวมถึงซุ้มประตูหน้าวัด ก็สร้างให้เป็นซุ้มประตูฝรั่งผสมจีน

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ พระวิหารของวัดกลางเป็นอาคารแบบไทยทรงก่ออิฐถือปูนศิลปะประยุกต์ไทย-จีน หากเห็นลักษณะวิหารแห่งนี้แล้วเดินไปที่มัสยิดบ้านบน จะเห็นความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างสองศาสนสถาน

08

มัสยิดบ้านบน

มัสยิดบ้านบน สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

มัสยิดอุสาสนอิสลามหรือเรียกกันว่ามัสยิดบ้านบน เป็นศาสนสถานสำคัญของชาวไทยมุสลิม ตั้งอยู่ในเขตชุมชนบ้านบน ชุมชนชาวมุสลิมที่ย้ายมามาจากเมืองเก่าสงขลาในอดีตที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลสาบ มาตั้งถิ่นฐานบริเวณหัวถนนนครในจนถึงปัจจุบัน

มัสยิดบ้านบน สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
มัสยิดบ้านบน สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

มัสยิดบ้านบนสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 สิ่งที่น่าสังเกตคือ มัสยิดบ้านบนมีรูปร่างเป็นอาคารแบบทรงไทย คล้ายกับอุโบสถวัด และหออาซานเดิมก็มีลักษณะคล้ายกับหอระฆัง ซึ่งภายหลังได้รับการต่อเติมเป็นยอดโดม เชื่อว่ามัสยิดบ้านบนใช้ช่างชุดเดียวกับช่างที่สร้างวิหารวัดกลางหรือวัดมัชฌิมาวาสซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ตัวมัสยิดเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนศิลปะประยุกต์ไทย-จีน ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งคราวที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ณ เมืองสงขลา ขณะเสด็จไปชวา 

มัสยิดได้รับการบูรณะมาตลอดจากชาวไทยมุสลิม และเป็นมัสยิดหนึ่งเดียวในสงขลาที่มีลักษณะพิเศษของตัวอาคาร

09

The Apothecary of Singora

The Apothecary of Singora, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

The Apothecary of Singora เป็นตึกสถาปัตยกรรมบ้านโบราณแบบจีนยุคแรกสุดของสงขลาที่ยังใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน 

อดีตร้านยายู่เหลียงของปู่ขวด หมอปรุงยาชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้เรียนวิชาการทำยาจากหมอจีน จ่ายยาให้กับชาวบ้านแบบไม่คิดเงิน รวมถึงดูฤกษ์ยาม จนปู่ขวดเสียชีวิต ร้านยู่เหลียงจึงปิดกิจการลง เวลาผ่านไปยังคงมีตู้ยาโบราณเขียนชื่อเครื่องยาไทยกำกับไว้อยู่ในบ้าน ก่อนทำการบูรณะบ้านด้วยการศึกษาเรื่องราวของบ้าน และรักษาสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด 

The Apothecary of Singora, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
The Apothecary of Singora, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

จึงเกิดเป็นโครงการร้านปรุงยาแห่งเมืองสงขลา ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อให้คนมาศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ วิถีวัฒนธรรมของคนสงขลาในอดีต บ้านที่หันหน้าสู่ถนนทั้งสองด้านคือถนนนครใน ปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟ เพื่อเปิดให้คนได้เข้ามาสัมผัสกับภายในบ้าน

The Apothecary of Singora, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ด้านถนนนครนอก เปิดเป็น Apo Store ร้านขายของที่ระลึกที่ดีไซน์จากของท้องถิ่นของสงขลา เช่น กระเป๋าจากผ้าทอเกาะยอ และยาหม่อง ยาดมที่ออกแบบกลิ่นจากถนนหลัก 3 สายของเมืองเก่าสงขลา ได้แก่ นครนอก นครใน และนางงาม นับเป็นโปรเจกต์การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแบบโบราณให้กลับมามีชีวิตแบบที่ต่อยอดจากพื้นที่และเข้าใจบริบทในอดีตได้อย่างดี

10

กระเบื้องเกาะยอ

กระเบื้องเกาะยอ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ในเมืองเก่าสงขลาหากสังเกตหลังคาสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ทั้งอาคาร บ้าน และวัด จะเห็นกระเบื้องหลังคาและกระเบื้องปูพื้นที่มีร่องรอยการผ่านเวลามานับร้อยปี กระเบื้องเหล่านี้คือกระเบื้องเกาะยอที่มีชื่อเสียงของสงขลา

กระเบื้องเกาะยอเป็นดินเผาสีส้มมีลวดลายเฉพาะตัว กระเบื้องที่ใช้มุงหลังคามีความบางและน้ำหนักเบา เป็นเทคโนโลยีการทำกระเบื้องดินเผาที่ได้มาจากช่างชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่บริเวณริมทะเลสาบ และถ่ายทอดสู่คนพื้นเมือง จนเกิดโรงเผากระเบื้องมากกว่า 200 โรงรอบทะเลสาบสงขลา และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญในอดีต

กระเบื้องเกาะยอ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
กระเบื้องเกาะยอ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ดินรอบทะเลสาบสงขลาเป็นดินน้ำกร่อยที่มีคุณสมบัติเหมาะกับการทำกระเบื้อง เพราะมีความอ่อนตัวในการงอทำขอกระเบื้องเกี่ยวรางหลังคา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของกระเบื้องเกาะยอ การทำกระเบื้องในอดีตใช้เวลานานร่วม 2 เดือน แต่ปัจจุบันมีโรงงานกระเบื้องดินเผาที่ใช้ระยะเวลาที่น้อยลง แต่ยังรักษาเอกลักษณ์สำคัญคือน้ำหนักเบา บาง เอาไว้ เหมาะกับการใช้บูรณะศาสนสถานและอาคารเก่าแก่

11

ผ้าทอเกาะยอ

ผ้าทอเกาะยอ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ผ้าทอเกาะยอเป็นผ้าพื้นเมืองของสงขลา สันนิษฐานว่ามีที่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา จากภูมิปัญญาของคนไทยเชื้อสายจีนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐาน และเป็นผู้สอนชาวบ้านให้ทอผ้าด้วยเครื่องมือง่ายๆ จากฝ้าย และลวดลายไม่ซับซ้อน ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม และเป็นหนึ่งในสินค้าที่ใส่เรือสำเภาไปขายทั้งแถบสงขลาและแหลมมลายู

ลวดลายผ้าทอได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ลายคอนกเขา ที่มาจากลายบนคอของนกเขาชวา ภายหลังได้รับพระราชทานนามใหม่จากรัชกาลที่ 7 ให้เป็นลายราชวัตถ์ 

ผ้าทอเกาะยอ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
ผ้าทอเกาะยอ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ในยุคหนึ่งได้เชิญครูทอผ้าจากเซี่ยงไฮ้มา 2 คน คือนายยี่สุ่นและพุดดิ้น ผู้เชี่ยวชาญในการคิดลายผ้าและการทำกี่ทอผ้า มาสอนการทอผ้าให้ชาวบ้าน 

การทอด้วยกี่ทำให้ชาวบ้านสร้างลายผ้าที่ซับซ้อนและเพิ่มจำนวนผลิตได้มากขึ้น โดยมีนายยี่ แสงอรุณ ลูกศิษย์ของครูชาวจีนทั้งสอง เปิดโรงทอผ้าสอนชาวบ้านเกาะยอทอผ้า และคิดลายผ้าต่อมา จุดเด่นคือลวดลายที่ดูลอยขึ้นมาจากเนื้อผ้า นิยมนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าแนวร่วมสมัย และนำไปประยุกต์ใช้เป็นงานออกแบบร่วมสมัย

ผ้าทอเกาะยอ, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

12

สตรีทอาร์ต

สตรีทอาร์ต สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

เมืองเก่าสงขลามีลักษณะเป็นถนนหลัก ตัดกับซอกซอยย่อยเป็นรูปตาราง หากเดินตามซอยจะเห็นภาพวาดตามกำแพงบ้าน เรื่องราวในภาพเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นเมืองสงขลาแบบต่างๆ 

การทำภาพวาดตามฝาผนังเกิดจากการแรงบันดาลใจและที่ปรึกษาจากกลุ่ม Penang Heritage Cluster ที่ใช้ภาพวาดฝาผนังส่งเสริมการท่องเที่ยวจนได้รับความนิยมอย่างมาก

สตรีทอาร์ต สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
สตรีทอาร์ต สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

ภาพวาดไฮไลต์ของสงขลาอยู่บนถนนนางงาม เป็นรูปร้านน้ำชาที่มีคน 3 คนกำลังนั่งคุยกันระหว่างร้านน้ำชาและร้านอาหาร 2 ร้านที่สั่งอาหารมากินอีกร้านหนึ่งได้ การแต่งกายของคนทั้งสามไม่ได้บ่งบอกถึงชนชั้นหรือฐานะ แต่คนหนึ่งในภาพเป็นเจ้าสัว คนหนึ่งเป็นนักวิชาการ และอีกคนหนึ่งเป็นคนถีบสามล้อ ภาพนี้มีความหมายถึงนิสัยใจคอที่ไม่ถือชนชั้น สบาย และถ้อยทีถ้อยอาศัยของคนสงขลา ภาพนี้โด่งดังจนกลายเป็นที่รู้จักและทำให้เกิดโปรเจกต์ภาพวาดสตรีทอาร์ตทั่วทั้งเมือง มีคนมาต่อแถวถ่ายรูปกันไม่ขาดสาย 

หลายภาพวาดทำให้ซอยแคบซอยเปลี่ยวกลายเป็นซอยที่คึกคักขึ้นมา และเป็นส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวสงขลา

สตรีทอาร์ต สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา
สตรีทอาร์ต สงขลา, ทำความรู้จักสงขลา เมืองท่าแห่งลากูนหนึ่งเดียวในประเทศผ่านสิ่งของ 12 อย่าง, ที่เที่ยวสงขลา

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

“ต้องกินเยอะ ๆ จะได้มีแรงเรียน”

เพราะวัยเรียนเป็นวัยที่ใช้พลังงานจากความเป็นเด็กอย่างคุ้มค่า ทั้งเรียนและทำกิจกรรม เมื่อใช้พลัง ก็ต้องเติมพลัง อาหารจึงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ เราไม่แปลกใจหากคุณเคยได้ยินประโยคข้างต้นผ่านหูกันมาบ้าง จากพ่อ แม่ ครู ญาติผู้ใหญ่ แม้แต่คุณลุง คุณป้า เจ้าของ ‘ร้านอาหารละแวกโรงเรียน’ 

Take Me Out ขอจัดทริปตะลอน 10 ร้านอาหารละแวกโรงเรียนให้ตามรอยสถานที่ที่เป็นทั้งแหล่งเติมพลังก่อนเข้าเรียน พบปะเพื่อนหลังเลิกเรียน พักผ่อนหย่อนใจระหว่างรอพ่อแม่มารับ เรียนจบไปนานก็ยังหวนกลับมากินได้เสมอ ที่สำคัญ แต่ละร้านมีรสชาติที่ครองใจลูกค้ามาหลายต่อหลายรุ่น

จะมีร้านไหนในความทรงจำของใครบ้าง เตรียมท้องให้ว่าง แล้วตามไปชิมกันเลย

01

JOHNNY Food & Drink

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘จอนนี่’ ร้านอาหารตามสั่งสีชมพูขนาด 96 ตารางเมตรแห่งรั้วสามย่านมีอายุหลายสิบปี เริ่มขายตั้งแต่รุ่นอาเจ็ก ในทำเลสามย่านย่านมิตรทาวน์ และย้ายมาปักหลักที่ซอยจุฬา 11 จนถึงปัจจุบัน 

นักเรียนสาธิตจุฬาฯ ผู้ปกครอง พนักงานบริษัท ต่างมาฝากท้องกับอาหารร้านจอนนี่ เพราะรสชาติถูกปาก ราคาถูกใจ ปริมาณอิ่มท้อง แน่นอนว่าหาได้ไม่ง่ายนักในย่านใจกลางเมืองแบบนี้ 

ข้าวสวยนุ่ม ๆ เบคอน ต้นหอมชิ้นใหญ่ กระเทียมหัวโต ผัดคลุกเคล้าหอมกลิ่นกระทะ ก่อนเสิร์ฟเข้าปากด้วยรสชาติสุดรัญจวนใจ นี่คือข้าวผัดเจแปน เมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านที่ พี่จอน เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันอยากให้ทุกคนลิ้มลอง ไม่ได้ชิมเหมือนมาไม่ถึง ผู้ปกครองและน้อง ๆ สาธิตจุฬาฯ รับประกัน!

หากมาในช่วงเย็นอาจต้องรอนานสักนิด เนื่องจากเป็นเวลาที่เด็ก ๆ เลิกเรียน นอกจากข้าวผัดเจแปน เราขอแนะนำอีก 2 เมนูอร่อย ได้แก่ ข้าวผัดมันกุ้ง ข้าวไข่ระเบิดซอส เป็นอีกเมนูที่ต้องสั่งให้ได้สักครั้งหากแวะมาที่ร้านจอนนี่ รับรองว่าคุ้มค่า สมกับการรอคิวในยามเย็นแน่นอน

“ลูกค้าร้านเราเป็นเด็กเยอะ ความเป็นกันเองของเราทำให้เข้าถึงเด็ก ๆ ได้ง่าย และเราตั้งใจเสิร์ฟอาหารดี ๆ ให้กับเขาในทุก ๆ จาน ร้านจอนนี่เลยเป็นอีกหนึ่งความทรงจำในวัยเรียนของเด็กเหล่านี้ ทำให้ร้านเราเต็มไปด้วยนักเรียนรุ่นปัจจุบันและศิษย์เก่าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย” พี่จอนทิ้งท้าย

ที่ตั้ง : 223-225 ซอยจุฬา 11 ถนนพระรามที่ 4 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 

เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 11.00 – 21.00 น.

โทรศัพท์ : 08 6512 2445

02

แพนเค้กพี่นุ

โรงเรียนราชินีบน

‘แพนเค้กพี่นุ’ ร้านแพนเค้กรถเข็นขนาดกะทัดรัดที่ครองตำแหน่งขวัญใจนักเรียน อาจารย์ ผู้ปกครอง โรงเรียนราชินีบนมาเกือบ 40 ปี การันตีความใส่ใจทั้งวัตถุดิบ รสชาติ และบริการ 

แค่เดินเฉียดร้านก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ 

หากถามถึงเมนูขึ้นชื่อที่ติดใจใครหลายคนก็คงหนีไม่พ้นแพนเค้ก ‘จุดจุด’ คือเจ้าแพนเค้กจิ๋ว ปาดเนยฉ่ำ ๆ ใส่ในถ้วยขนาดพอดี สนนราคาน่ารักที่ 3 ชิ้น 1 บาท เป็นเมนูยอดฮิตของลูกค้าทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าใครก็สะดุดกับกลิ่นหอมแป้งและเนยที่ลอยมาแต่ไกล ไม่ใช่แค่กลิ่นเท่านั้น แต่รสชาติของแป้งกับเนยหอม ๆ พอได้ชิมก็ทำให้ตาลุกวาวได้ไม่ยาก แถมเมนูอร่อยให้อีก จดนะ โตเกียวไส้หวานและคาว แป้งกรอบ และเมนูที่เกิดขึ้นจากความชอบของเด็ก ๆ อย่างไส้กรอกผัดไข่ ล้วนเด่นด้วยคุณภาพของวัตถุดิบและรสชาติของแป้งที่คิดค้นสูตรมาอย่างดีตั้งแต่รุ่นแม่ และปรับปรุงสูตรโดยพี่นุจนมีรสหวานกำลังดี กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ แม้ทิ้งไว้นานก็ยังคงความนุ่มละมุนลิ้นชนิดที่ว่าใครกินก็ติดใจได้ไม่ยาก 

นอกเหนือจากรสชาติอร่อยของขนม ความสบายใจที่ได้รับจากรุ่นแม่จนถึงรุ่นพี่นุ ก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่นักเรียนราชินีบนหลายต่อหลายรุ่นยังคงวนเวียนกลับมาอุดหนุนกันอยู่เสมอ 

“สำหรับน้อง ๆ ที่นี่ เหมือนพี่เป็นส่วนหนึ่งของเขา เป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่งที่พ่อแม่และครูฝากดูแล พี่ดูแลลูกหลานมาหลายรุ่นแล้ว พี่ดีใจที่น้อง ๆ ไม่ลืมขนมพี่ แม่พี่พูดเสมอว่าลูกค้าคือผู้มีพระคุณ สมัยแม่พี่ขาย เด็ก ๆ เรียกว่า ป้าแพนเค้ก พอพี่มาขาย เรียกพี่นุ แม้แต่คุณยายก็ยังเรียกพี่ว่า พี่นุ” 

พี่นุบอกกับเราด้วยรอยยิ้ม พร้อม ๆ กับมือที่ยังคงทำแพนเค้กอย่างคล่องแคล่ว 

ที่ตั้ง : 5 ซอยเขียวไข่กา แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 

เปิดบริการเวลา 06.00 – 08.00 และ เวลา 13.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 08 3896 3652 (แนะนำให้โทรหาพี่นุก่อนแวะไปอุดหนุน)

03

ร้านช้งเช้ง

โรงเรียนราชินี

ตึกแถว 1 คูหา 2 ทางเข้าออกแห่งซอยปานสุข ซ้ายมือมีครัวเปิด ขวามือมีโต๊ะชงกาแฟ เป็นสถานที่ตั้งของร้านอาหารหลากชื่อที่เปลี่ยนนามตาม ‘นักเรียนราชินี’ เจ้าของร้านเล่าให้เราฟังว่า ก่อนหน้าที่จะชื่อช้งเช้ง ร้านอาหารตามสั่งใกล้แม่น้ำเจ้าพระยานี้ไม่เคยมีชื่อมาก่อน ครั้นจนพิกุลแก้วรุ่นที่ 80 ตั้งให้ว่า ‘โนบรา’ เพราะคุณลุงสมชายเจ้าของร้านไม่เคยใส่เสื้อเวลาผัดข้าวเลย เปลี่ยนยุคมาสู่รุ่นที่ 100 กว่า ด้วยทำเลร้านที่อยู่ตรงกลางระหว่างคาเฟ่ VIVI และ Coconut จึงได้ชื่อ ‘วีโค่ (VICO)’ ไปโดยปริยาย

  นักเรียนราชินีรุ่น 115 เรียกร้านนี้ว่าช้งเช้ง ด้วยเหตุผลว่าคุณลุงกับคุณป้าเจ้าของร้านมักทะเลาะกันช้งเช้งวุ่นวายทุกครั้งที่ลูกค้าแน่นขนัด เมนูโปรดของชาวราชินีคือ ‘ข้าวผัดสามกษัตริย์’ เล่าง่าย ๆ เมนูนี้คือการรวมตัวกันของพริกเผา ไข่ และเนื้อสัตว์ ราดบนข้าวสวยร้อน ๆ เสิร์ฟพร้อมพริกน้ำปลา

  คุณป้าเจ้าของร้านบอกว่า สามกษัตริย์ครองใจนักเรียนเพราะเป็นเมนูที่ไม่มีผัก ปรับได้ตามความต้องการของสาว ๆ ราชินี มีทั้งสามกษัตริย์ปกติที่ใส่ไก่ หมึก กุ้ง ส่วนสามกษัตริย์บก เหมาะสำหรับคนแพ้อาหารทะเล เปลี่ยนเป็นหมูยอ ไส้กรอก หรือไก่ก็ได้ บอกคุณลุงคุณป้าได้เลยตามต้องการ

  ตลอด 30 ปีที่ช้งเช้งอยู่คู่โรงเรียนราชินี ทุกความเปลี่ยนแปลง ทุกความทรงจำ ฝังลึกในร้านอาหารตามสั่งขนาด 1 คูหา มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นที่นี่ ทั้งอาจารย์ปกครองเดินผ่าน ทั้งนักเรียนวิ่งเอากระเป๋ามาจองโต๊ะหลังร้านเพราะกลัวไม่ได้ทาน คุณป้ากับคุณลุงก็ช่วยดูแลเด็ก ๆ จนศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบันแค่เดินผ่านซอยปานสุขก็ต้องแวะมาทักทาย และซื้อข้าวกลับบ้านเพื่อหวนรำลึกถึงสมัยเรียน

ที่ตั้ง : 394/5 ซอยปานสุข แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (MRT สนามไชย)

เปิดบริการเวลา 05.00 – 19.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2221 1509

04

กล่องดินสอ

โรงเรียนสตรีวิทยา

จากอดีตคุณครูประถมสู่การค้นพบว่าชอบทำของหวาน ทำให้ เปี๊ยบ-ชนัสถ์นันท์ จุลภาค ตัดสินใจเปิดร้าน ‘กล่องดินสอ’ ร้านขนมหวานที่มีเครื่องดื่มและอาหารครบจบในที่เดียว มาเสิร์ฟถึงที่ให้เด็กนักเรียนสตรีวิทยาตั้งแต่ พ.ศ. 2558 แม้เป็นร้านน้องใหม่ที่เปิดได้เพียง 7 ปี แต่ด้วยความเอาใจใส่และชอบคุยกับเด็ก ๆ ทำให้ร้านนี้เป็นรายชื่อร้านแรก ๆ ที่นักเรียนเจ้าถิ่นหลายคนแนะนำ เด็กคนไหนไม่กินผัก อยากเพิ่มชีสในเมนูอาหาร เพียงเปิดกล่องดินสอออกมาแล้วหยิบกระดาษกับปากกาติ๊กเลือกได้ตามใจ 

คุณเปี๊ยบเล่าว่าเค้กนูเทลลาและสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าคือเมนูคาวหวานคู่ใจเด็กสตรีวิทยา 

ตกเย็นเมื่อไหร่เป็นต้องเดินเข้ามาสั่งที่ร้าน และนั่งคุยเล่นบ่นความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนให้เจ้าของร้านฟังเป็นประจำ ถ้าจะเรียกว่าร้านนี้เป็นพื้นที่ความสบายใจแห่งหนึ่งของเด็กสตรีวิทยาก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะแม้แต่ผู้ปกครองยังปล่อยให้ลูกนั่งในร้านและรอรับกลับบ้านได้อย่างหมดห่วง

หลังจากประสบปัญหาโควิด-19 ทำให้ทางร้านต้องปรับตัว งดนั่งทานภายในร้านไปสักพักจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัยต่อเด็กทุกคน แต่ยังอุดหนุนทางร้านได้โดยการสั่งแบบกลับบ้านและสั่งเดลิเวอรี่ตามสไตล์ร้านขนมหวานยุค New Normal เพื่อลิ้มรสความรักพูน ๆ ที่ใส่ลงในจาน

กล่องดินสอ เป็นอีกหนึ่งร้านที่เราอยากให้คุณไปลอง แต่สำหรับศิษย์เก่าหรือใครก็ตามที่เคยเป็นลูกค้าประจำ เราขอท้าให้คุณเดินไปสั่งเมนู ‘เอาเหมือนเดิม’ แล้วคุณเปี๊ยบจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง

ที่ตั้ง : เลขที่ 80 ถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 2298 9296

Facebook : กล่องดินสอ-Klongdinsor

05

ศรีสมรเลิศรส

โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์

ศรีสมรเลิศรส aka ร้านป้าหมอน จากร้านกาแฟและอาหารเช้าสู่ร้านอาหารเก่าแก่รสเลิศย่านบางรัก ป้าหมอนเชื่อว่าการทำอาหารดี ๆ ให้คนกินคือความสุข ร้านศรีสมรเลิศรสเสิร์ฟเมนูก๋วยเตี๋ยว ข้าวหมูอบ ไก่อบ เมนูชูโรงรสชาติเด็ดดวงที่อยู่คู่กับนักเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์มากกว่า 50 ปี 

  รสชาติของเนื้อสัตว์เข้มข้น เนื้อสัมผัสนุ่มละลายลิ้น แสดงให้เห็นถึงการปรุงและตุ๋นอย่างพิถีพิถัน น้ำจิ้มรสแซ่บช่วยให้สดชื่นในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เราคงไม่ต้องสาธยายเพิ่มนักว่าทำไมร้านเก่าแก่แห่งนี้ถึงครองใจนักเรียนและคนย่านบางรัก แม้กระทั่งศิษย์เก่าหรือดาราอย่าง รถเมล์-คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์ และ ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ยังแวะเวียนกลับมาทานเมนูยอดนิยมที่ร้านแห่งนี้อยู่เสมอ

อย่าลืมขอน้ำจิ้มแจ่วป้าหมอนเยอะ ๆ นะ บอกเลยว่าเป็นที่เด็ด!

“ร้านของเราไม่ได้ทำเพื่อผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องมีเมตตา กรุณา และทำเพื่อคนอื่นด้วย บางครั้งเด็กนักเรียนอยากได้อะไร เราก็ให้เขาฟรี ๆ” ป้าหมอนบอกความตั้งใจกับเราในฐานะเจ้าของร้านอาหารศรีสมรเลิศรส และคริสเตียนคนหนึ่งที่ผูกพันกับนักเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์

ที่ตั้ง : 1, 2 ซอยพิพัฒน์ 2 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 

เปิดทำการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 06.00 – 15.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2238 1201

06

ข้าวต้มโอชารส

โรงเรียนอัสสัมชัญ

ร้านข้าวต้มแห่งนี้ขายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2527 มีเมนูเด็ดที่ทุกคนต้องสั่ง คือ แกงจืดบ๊วยหมูสับ กุ้งราดน้ำปูดอง ปูผัดผงกะหรี่ที่ใช้ปูก้อนสด ๆ คุณภาพดีจากทะเลไทย แต่เมนูที่เป็นที่สุด คือ ไส้พะโล้ทอด (เมนูลับสุด) หมักเครื่องพะโล้จนสีเข้ม ทอดจนกรอบ เหมาะแก่การกินคู่กับข้าวต้มยามเย็นเป็นที่สุด

ร้านเปิดทำการเมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงข้ามรั้วอัสสัมชัญบางรัก ทำให้ร้านข้าวต้มร้านนี้เป็นขวัญใจเหล่าน้อง ๆ แห่งรั้วขาวแดงมามากกว่า 38 ปี

เมนูที่เราแนะนำไปข้างต้นคือเมนูขึ้นชื่อลือชาจากปากนักเรียนกางเกงขาสั้นแห่งรั้วอัสสัมชัญ หนุ่ม ๆ บอกว่าต้องสั่งทุกครั้งเมื่อแวะไป แม้กาลเวลาเปลี่ยนไปเพียงใด เมนูเหล่านี้ยังคงเป็นที่นิยมจากลูกค้าทั่วไป ศิษย์ปัจจุบัน รวมถึงศิษย์เก่าที่ออกโบยบินยังโลกกว้าง

“ร้านของเราพยายามรักษาคุณภาพให้เหมือน 38 ปีที่แล้ว ความเป็นกันเองของร้านและลูกค้า ทำให้ร้านเป็นที่นิยมเสมอมา ลูกค้าหรือนักเรียนบางคนที่เคยกินกับเรา ทุกวันนี้เขายังพาพ่อ แม่ ลูก หลาน มากินตลอด ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหาร แต่เราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา” 

สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องรับประกันอย่างดีว่า เหตุใดร้านข้าวต้มแห่งนี้จึงเป็นขวัญใจชาวบางรักและน้อง ๆ รั้วขาวแดงจนถึงปัจจุบัน ถ้าอยากลองลิ้ม แนะนำให้รีบไป เพราะถ้าช้า ระวังของหมดนะ

ที่ตั้ง : 492/3 ซอยเจริญกรุง 49 แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

เปิดบริการวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 17.30 – 3.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1625 7518

07

ลุงกับป้า

โรงเรียนเทพศิรินทร์

ลอดตัวเข้ามาในรั้วสีเขียวของเขตคอนโด คุณจะพบกับ ‘ร้านลุงกับป้า’ ของ ลุงหม่อม กรณ และ ป้าแป๊ว บุปผา จากวันแรกที่ทั้งคู่จับพลัดจับผลูเปิดร้านอาหาร เวลาล่วงมากว่า 20 ปีที่ร้านนี้กลายเป็นร้านอาหารในดวงใจของชาวเทพศิรินทร์ทุกรุ่น เพียงก้าวเท้าเข้าไปในร้านก็พบกับคุณลุงนั่งยิ้มรอรับออเดอร์ที่โต๊ะด้านขวาของร้าน ถัดเข้าไปเป็นตู้ไอศกรีมที่หยิบทานเป็นของหวานหลังมื้ออาหารได้

  ลุงหม่อมเล่าว่าช่วงแรกที่เปิดร้านอาหาร คุณป้ายังทำอาหารไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่ก็ลองผิดลองถูกจนเข้าที่ เมนูที่เด็กเทพศิรินทร์ไม่ว่ารุ่นไหน ๆ ก็แนะนำคือ ‘หมูกระเทียม’ และ ‘หมู/เนื้อผัดน้ำมันหอย’ ถึงขนาดยกให้เป็น ‘หมูกระเทียมที่อร่อยที่สุดในโลก’ เพราะกระเทียมร่วนกรอบ เนื้อหมูหมักรสอร่อย ผัดกำลังดี ไม่แข็งหรือแห้งเกินไป ทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมฉุย เข้ากันลงตัวจนอยากเบิ้ล!

  ไม่ว่าจะจบไปกี่รุ่น กี่ปี ทุกครั้งที่ผ่านย่านนี้ ศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบันต้องแวะเวียนมากิน ขณะที่กำลังสัมภาษณ์อยู่ก็มีศิษย์เก่าแวะเข้ามาทักลุงกับป้าด้วยรอยยิ้ม พร้อมสั่งเมนูโปรดสมัยเรียน โอกาสดีแบบนี้เราจึงขอถามลูกแม่รำเพยรุ่น 135 เสียหน่อยว่า เหตุผลที่ทำให้ร้านลุงกับป้าครองใจเด็กทั้งโรงเรียนคืออะไร

  “มันคือความผูกพัน ถ้าใครเรียนเทพศิรินทร์ต้องมากินร้านนี้ ลุงน่ารัก มีวันหนึ่งผมเดินมาบอกลุงว่า ลุง ๆ ผมสอบได้เกรดสี่ ลุงเลี้ยงข้าวผมได้ปะ แล้วลุงก็เลี้ยงจริง ๆ แค่นึกก็คิดถึงตอนนั้นแล้ว”

  ไม่เพียงเติมอาหารให้ท้อง แต่ยังเติมใจให้เป็นสีชมพูด้วย เพราะศิษย์เก่าเทพศิรินทร์ยืนยันว่า ร้านนี้คือจุดพบรักของเด็กเทพศิรินทร์กับเด็กสายปัญญามาหลายคู่ ร้านลุงกับป้าเป็นมากกว่าร้านอาหาร และเป็นชิ้นส่วนความทรงจำที่หากขาดหายไป ชีวิต 6 ปีในรั้วเทพศิรินทร์คงไม่มีสนุกขนาดนี้

“เช้า ๆ ต้องไล่เข้าโรงเรียน 8 โมงแล้วนะ บางคนลุงไล่จนได้ดี” ลุงหม่อมเล่าด้วยรอยยิ้ม

ที่ตั้ง : 34/3 ถนนมิตรพันธ์ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ เวลา 06.00 – 15.00 น.

โทรศัพท์ : 08 6792 3397

08

 เสียวหลัง

โรงเรียนวัดราชบพิธ

ถ้านึกถึงร้านอาหารใกล้รั้วโรงเรียนวัดราชบพิธ ‘เสียวหลัง’ ต้องเป็นหนึ่งในคำตอบแน่นอน ด้วยปริมาณอาหารที่ให้เยอะจุใจ ทำเลอยู่ใกล้โรงเรียนชายล้วนและโรงเรียนหญิงล้วนมากมาย จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานร้านอาหารที่ไม่เคยมีโต๊ะว่าง เป็นเวลาเกือบ 50 ปีที่ร้านนี้อยู่ในหัวใจเด็ก ๆ หลายยุค

คุณป้าเปรมจิต แตงสวัตดิ์ เจ้าของร้าน เล่าให้เราฟังว่า เมื่อก่อนร้านไม่ได้ตั้งอยู่ในตึกแถว 1 คูหาอย่างในปัจจุบัน แต่ตั้งอยู่ในซอยที่จัดโต๊ะให้ลูกค้านั่งสองฝั่งผนัง โดยตรงกลางเป็นพื้นที่ให้คนสัญจร ด้วยพื้นที่ตรงนี้เป็นย่านการค้า จึงมีรถเข็นผักและรถเข็นสินค้าผ่านไปผ่านมาให้ลูกค้าได้ ‘เสียวหลัง’ 

  ก่อนหน้านี้ร้านเสียวหลังก็เหมือนร้านอาหารตามสั่งธรรมดาที่จะสั่งเมนูอะไรก็ได้ แต่เมื่อช่วงสิบปีก่อน ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้น ร้านจึงต้องปรับจนเหลือแค่ 2 เมนู คือ กะเพราไก่ กับ ไก่กระเทียม 

  เนื้อไก่ชิ้นสวยพูน ๆ จาน และข้าวที่ตักมาในปริมาณให้ทานพอ ๆ กัน เป็นทีเด็ดมัดใจเด็ก ร.บ. และใกล้เคียงได้อยู่หมัด คุณป้ายืนยันว่านักเรียนราชบพิธมาทานทุกวัน วันไหนร้านไม่เปิดหรือไม่เจอคุณป้าก็จะรีบถามหา แม้จบการศึกษาไปแล้วก็ยังแวะกลับมาทานกันอยู่เสมอ

  ความผูกพันระหว่างร้านอาหารกับนักเรียนชาย ไม่ได้มีเพียงแต่ปริมาณอาหารและรสชาติถูกปาก แต่แฝงไว้ด้วยความสัมพันธ์และการดูแลเด็ก ๆ ดุจลูกหลาน ครั้งที่เจอนักเรียนหิวโซ แต่มีเงินไม่พอจะทาน คุณป้าก็ยินดีทำอาหารให้ฟรี จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมร้านนี้ถึงมีลูกค้าแน่นขนัดทุกวัน ทุกเวลา

ที่ตั้ง : 227 ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 06.00 – 17.00 น. (แนะนำให้ไปก่อน 15.00 น.)

โทรศัพท์ : 0 2222 7212

09

หมี่เต๋อ

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

‘หมี่เต๋อ’ เป็นร้านบะหมี่เกี๊ยวที่ครองใจเด็กกรุงเทพคริสเตียนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ต้นตำรับบะหมี่น้ำข้นที่คิดค้นสูตรเองจนมีรสชาติโดดเด่นแบบที่กินแค่ชามเดียวไม่พอ

หากพูดถึงหมี่เต๋อ บางคนอาจนึกถึงชื่อเรียกของเส้นอะไรสักอย่าง แต่แท้จริงแล้วหมี่เต๋อมาจากชื่อของ ‘ลุงเต๋อ’ เจ้าของร้านที่เด็กนักเรียน อาจารย์ หรือผู้ปกครอง คุ้นหน้ากันดี 

ขึ้นชื่อว่าหมี่เต๋อ ศิษย์เก่า ก.ท บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเมนูที่ต้องสั่งคือ ‘สองกษัตริย์’ รวมหมี่หยกกับหมี่เหลืองไว้ในชามเดียว และ ‘สามกษัตริย์’ รวมหมี่หยก หมี่เหลือง และเส้นเล็ก ไว้ในชามเดียว

การผสมผสานของเส้นเหนียวนุ่ม เกี๊ยวลูกโต หมูแดงรสเข้มข้น และน้ำซุปหวานกระดูกหมู ทำให้ศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ไม่พลาดที่จะแวะ ยิ่งไปกว่ารสชาติ คือการที่เมนูแนะนำนี้มีที่มาจากเด็ก ๆ 

“เมื่อก่อนนี้เป็นจตุรมิตร มีเด็กคนหนึ่งมาถามว่า ทำยังไงถึงจะชนะทั้งสามโรงเรียนได้ เขามีความคิดอยากจะกินทั้งสามโรงเรียน เราก็ทำตามที่เขาบอก น่ารักดี ความคิดของเด็ก ๆ สนุกนะ”

ความผูกพันของลุงเต๋อและเด็ก ๆ มีมายาวนาน หลายรุ่น และใกล้ชิดกันมากกว่าร้านอาหารกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเมนูอร่อยจากเด็ก ๆ หรือการที่ผู้ปกครองไว้ใจฝากลูกไว้กับลุงเต๋อ เรียกได้ว่าเมื่อไหร่ที่พูดถึงเด็ก ก.ท ลุงเต๋อจะมีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้าทันที 

“ทุกอย่างเราทำด้วยใจ ให้เด็กกินอิ่มและอร่อย เด็กนักเรียนทานจุกว่าผู้ใหญ่ บางคนเบิ้ล 2 พิเศษ แต่ก่อน 3 – 4 ชามก็มี เราก็ทำให้ตามใจเขา เขากินแล้วมีความสุข เราก็ดีใจ ภูมิใจที่เด็ก ๆ ชอบ

“มารับบริการจากลุงเต๋อได้เลยนะเด็ก ๆ ทุกคน” เจ้าของร้านใจดีทิ้งท้าย

แค่ได้ฟังก็รู้ถึงความอบอุ่นและความใส่ใจที่ลุงเต๋อใส่ลงไปในบะหมี่ทุกชาม

ที่ตั้ง : 10/2 ถนนศรีเวียง (ซอยตรงข้าม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.00 – 15.00 น.

โทรศัพท์ : 08 4452 7866

10

สวีท

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 

“เจ๊ใหญ่ แฮมเบอร์เกอร์ น้ำส้ม” เสียงเรียกของเด็กสวนกุหลาบที่ ป้าใหญ่ เจ้าของร้านสวีท คุ้นเคยเป็นอย่างดีในเวลาเช้าตรู่ก่อนเคารพธงชาติ เป็นเวลาที่บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยนักเรียนชายใส่เสื้อสีฟ้า-ชมพู และสีขาว กำลังนั่งรับประทานมื้อเช้าสไตล์อเมริกันอย่างเอร็ดอร่อยจนแทบไม่มีที่ว่าง

ร้านนี้เปิดคู่รั้วสวนกุหลาบวิทยาลัยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ด้วยความตั้งใจเป็นร้านอาหารเช้าสไตล์อเมริกันเพื่อให้แหวกแนวจากร้านอื่น ๆ ที่ทำข้าวราดแกงและก๋วยเตี๋ยว เมนูที่เราอยากแนะนำ คือ ข้าวเนื้อทอดไส้กรอกไข่ดาวใส่เบคอน ที่มีสารอาหารเพียบพร้อมสำหรับมื้อเช้าก่อนไปทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน แต่ถ้าใครไม่ใช่สายฝอ(ฝรั่ง) ทางร้านก็มีเมนูตามสั่งแบบไทย ๆ ให้ลิ้มรสความอร่อยด้วยเช่นกัน

ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนตกลับฟ้าของทุก ๆ วัน คือช่วงเวลาที่ร้านสวีทเปิดให้บริการเป็นปกติในช่วงนี้ ไม่เหมือนกับสมัยที่ป้าใหญ่ยังเป็นสาว บางครั้งที่มีงานโรงเรียนจนเด็กต้องเลิกดึก ก็มีร้านป้าใหญ่ที่คอยเปิดร้านช่วยบรรเทาความหิวโหยให้เด็ก ๆ หรือบางทีก็โดนกดออดเรียกให้ลงมาชงกาแฟตั้งแต่ตี 4 

แม้มีร้านอาหารใหม่ ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด แต่ความผูกพันกับเด็กสวนกุหลาบกว่า 40 ปี ก็ไม่ทำให้ชื่อเสียงของร้านสวีทจางลงแม้แต่น้อย ศิษย์เก่ายังคงแวะมาทานกันอยู่เรื่อย ๆ บางคนมีลูกแล้วก็ยังมาสั่งเมนูที่คุ้นเคย แถมแซวป้าใหญ่อยู่เรื่อยว่าทำไมยังไม่เลิกขาย แต่เห็นทีคนถามจะรู้คำตอบนั้นอยู่แก่ใจ

ที่ตั้ง : 103 ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

เปิดบริการทุกวัน เวลา 06.00 – 19.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2222 9611

Facebook : ร้านสวีท

เรื่อง : ภูรินทร์ บุระคร, จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา, ปณิตา พิชิตหฤทัย, วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล, สตางค์ พูลสวัสดิ์

ภาพ : ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ, ภูรินทร์ บุระคร

Writer & Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load