5 พฤศจิกายน 2565

“วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ฉันเจอนกตัวหนึ่ง มันถามฉันว่าจะไปไหน 

“ฉันจึงตอบ อยากไปให้ไกล ไกลเกินกว่าที่ฉันเคยไป โว้โหว…” 

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ผมกำลังนั่งฟังเพลงของ พี่แม็กซ์ เจนมานะ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของตนเอง ขณะกำลังปุเลง ๆ ในรถมินิบัสที่มีลูกทัวร์ 10 ชีวิต มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง (Phong Nha-Ke Bang) บริเวณภาคกลางของประเทศเวียดนามในจังหวัดกว๋างบิ่ญ (Quang Binh) จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับ สปป.ลาว และเป็นที่ตั้งของถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ถ้ำเซิน ดุง (Son Doong) ซึ่งเพิ่งเปิดให้ท่องเที่ยวเมื่อ พ.ศ. 2556 นี้เอง

ก่อนหน้านั้น 2 เดือน โควิด-19 กำลังเริ่มระบาดและสถานการณ์ยิ่งน่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวเวียดนาม ชาวไทย และต่างชาติ ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ และพยายามเดินทางกลับประเทศตัวเอง หลายประเทศทยอยปิดประเทศ ห้ามเดินทางเข้าออกอย่างเคร่งครัด เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มดำเนินนโยบาย Zero Covid อย่างเข้มข้น

ขณะที่กำลังเหนื่อยล้าจากภารกิจประสานงานช่วยเหลืออพยพนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ตกค้างอยู่ในเวียดนามกลับประเทศ โฆษณาในเฟซบุ๊กก็เด้งขึ้นมาว่า การท่องเที่ยวถ้ำเซินดุงประจำปีนี้กำลังจะเปิด มีส่วนลดถึง 10% ! เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 สนนราคาประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ (จากราคาเต็ม 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ) พอคลิกเข้าไปดูก็แปลกใจเป็นอย่างมากว่า มีที่เหลือเยอะมาก ๆ 

หากใครติดตามทัวร์ถ้ำแห่งนี้ จะทราบดีว่า 1 ปีเปิดรับแค่ 50 – 100 รอบ รอบละ 10 คน ระหว่างเดือนมีนาคม-สิงหาคม (นอกฤดูฝน) เท่านั้น ต้องจองกันข้ามปี สวดมนต์กันข้ามคืน แถมต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน 100% ล่วงหน้าถึงจะได้คิว แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกการจองเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศ

ครุ่นคิดคำนวณต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่สักพัก ก็กระดกเบียร์ไซง่อนจนหมด บีบกระป๋อง และตัดสินใจว่า เอาวะ! ถ้าจะต้องบินจากไทยมาลงนี่ 2 – 3 ต่อ ลางานรวม ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (เวลาเดินเทรกกิ้ง 4 วัน 3 คืน บวกกับเวลาเดินทางมาและกลับอีก 2 วัน 2 คืน) และยังไม่นับคิวที่จองยากโคตร ๆ โอกาสนี้จึงน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ผมจึงไม่รีรอ รีบกดลงทะเบียน พร้อมโพสต์หาเพื่อนร่วมชะตากรรมในเฟซบุ๊กทันที ไม่นานพี่สาวผู้ใหญ่ใจดี 2 ท่านที่ทำงานอยู่ในเวียดนามด้วยกันก็ทักแสดงความสนใจมา 

พี่แหม่ม และ พี่ปุ๊ก ท่านหนึ่งในขณะนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารไทยแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม ส่วนอีกท่านเป็นนักธุรกิจสาว พูดเวียดนามคล่องกว่าไทย และอาศัยอยู่เวียดนามมากกว่า 20 ปี ผมก็อุ่นใจระดับหนึ่งว่า อย่างน้อยถ้าพลาดพลั้งเป็นอะไรไปจากการเข้าถ้ำครั้งนี้ ก็ยังมีคนรู้จักที่บอกเล่าตำนานการตกหน้าผาแบบเท่ ๆ ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป 

ฟิตร่างกายก่อนเข้าถ้ำ

พวกเรา 3 ใบเถา มีเวลาเตรียมตัวก่อนเข้าถ้ำประมาณ 1 เดือน ต้องบอกก่อนว่าก่อนจ่ายเงินค่าทัวร์ เซลส์ประจำตัวที่คอยให้คำปรึกษาจะส่งแบบทดสอบและประเมินสมรรถนะความฟิตของร่างกายและสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายของเราเหมาะสมสำหรับกิจกรรมหรือไม่ หรือจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะด้านใดเพิ่มเติม ซึ่งประสบการณ์เทรกกิ้งของผมนั้นเรียกว่าขี้หมูขี้หมามาก ๆ เคยเดินเทรกกิ้งเข้าถ้ำ Hang En (ห่างเอ๊น) 2 วันถ้วน ซึ่งเป็นถ้ำขนาดกลางบริเวณอุทยานเดียวกันกับเซินดุงเมื่อปีก่อนหน้า จึงได้รับคำแนะนำให้ลองไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาในจังหวัดบริเวณรอบ ๆ นครโฮจิมินห์สัก 2 – 3 ครั้งดูก่อน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พี่แหม่มผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวสายเขียว (ธรรมชาติ) เป็นชีวิตจิตใจรีบจ้างเทรนเนอร์มาเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย พี่ปุ๊กก็เช่นกัน ทั้งวิ่ง ทั้งต่อยมวย พวกเรา 3 คน ไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาลูกเตี้ย ๆ บริเวณรอบนคร พยายามเพิ่มความแข็งแรงและความอึดของร่างกาย เพื่อให้มีสมรรถนะพอฟัดพอเหวี่ยงกับการเข้าถ้ำที่มีความยากลำดับ 6 ตามมาตรฐานการเดินถ้ำ ซึ่งเป็นลำดับที่ยากที่สุด 

ที่ขาดไม่ได้คือ Shopping Day พวกเรานัดไปช้อปอุปกรณ์ปีนเขา เข้าร้านแล้วตาลายมาก ๆ เสียหายกันหลายล้าน (ด่ง) เพราะของมันต้องมี! เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม อุปกรณ์พร้อม เราออกเดินทางจากนครโฮจิมินห์ไปลงที่เมืองด่งเฮ๋ย (Dong Hoi) เมืองเอกของจังหวัดกว๋างบิ่ญ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง เมื่อถึงสนามบินปลายทาง มีพนักงานจากบริษัท Oxalis Adventure บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้บริการทัวร์ถ้ำเซินดุงแต่เพียงผู้เดียวมาถือป้ายรอรับอยู่ที่สนามบิน และพาเราขึ้นรถตู้มุ่งตรงไปยังโรงแรมที่พักใกล้อุทยาน ก่อนจะนัดรวมตัวกันที่ออฟฟิศใหญ่ของบริษัท Oxalis ช่วงเย็นเพื่อฟังบรีฟข้อมูลทั้งหมด

How (old) are you? 6519 

ในค่ำคืนวันแรก ลูกทัวร์รอบเดียวกันถูกเรียกมารวมตัว เพื่อฟังบรรยายสรุปก่อนทานข้าวเย็นมื้อจัดเต็มที่สุดที่สำนักงานของบริษัท Oxalis ริมแม่น้ำกอน (Song Con) เราพบลูกทัวร์ที่เหลืออีก 7 คน ประกอบด้วยคู่สามีภรรยาชาวฮานอย คู่รักหนุ่มสาวชาวเวียดและฝรั่งเศส สาวไซง่อนกูรูผู้ฝึกสอนโยคะและการออกกำลังทุกประเภท คู่รักไซง่อนอีกคู่ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้กำกับในวงการมายาอีก 2  คน 

หลังจากเริ่มทำความรู้จักกันเบื้องต้นแบบเขิน ๆ ลุง Howard Limbert (ต่อไปขอเรียกว่าลุงโฮเวิร์ด) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินถ้ำชาวบริติชก็เผยตัว โชคดีมาก ๆ ที่ลุงร่วมทริปนี้ด้วย เพราะลุงเป็นบุคคลแรก ๆ ที่ร่วมสำรวจถ้ำเซินดุงกับลุง Ho Kanh ชาวบ้านที่ค้นพบปากทางเข้าถ้ำโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2534 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลุงโฮเวิร์ดเริ่มบรรยาย ครอบคลุมเนื้อหาถึงข้อควรระวัง การปฏิบัติตัวเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เส้นทางการเดินในแต่ละวัน วันไหนเท้าเปียก วันไหนปีนผา ลุยน้ำ โรยตัว โดยเฉลี่ยแล้วพวกเราเทรกกิ้งวันละ 6 ชม. รวมระยะทาง 25 กม. มีการปีนป่ายมุดถ้ำ 8 กม. ข้ามลำธารหลายครั้งและว่ายน้ำในถ้ำ ส่วนไฮไลต์คือการปีนกำแพงเมืองเวียด (Wall of Vietnam) ความสูง 100 เมตรเพื่อออกสู่ปากถ้ำ นอนตามจุดตั้งแคมป์ต่าง ๆ 3 คืน ในทริปนี้เราไม่ไปแค่ถ้ำเซินดุงเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านถ้ำน้อยใหญ่ เช่น Hang En และ Hang Tien ด้วย พอฟังบรีฟจบก็แอบหวั่นใจ จะไหวไหมนะ ขาก็สั้น มือก็เล็ก ท่าจะเหนื่อย แต่พอหันไปดูน้องหน้าละอ่อนทีมงานลูกหาบที่ตัวเล็กพอกันก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ฮึบ ๆ น่าจะพอได้

“Has anyone died from Son Doong expedition before?” ผมกระซิบถามลุงโฮเวิร์ดเบา ๆ หลังจบการบรรยาย ลุงมองหน้าผมด้วยความเอ็นดูขำ ๆ แล้วตบไหล่เบา ๆ พร้อมตอบว่า คนอายุน้อยที่สุดที่เคยเข้าถ้ำอายุ 18 ปี และมากที่สุดคือ 80 ปี, How old are you? ยังไม่มีใครตายนะ มีแต่เจ็บหนัก ลุงพูดจบก็หัวเราะ พร้อมมอบสติกเกอร์ติดกระเป๋าเลขที่ 6519 หมายถึงคนที่ 6519 ที่เดินเข้าถ้ำนี้ 

เท่าที่สืบทราบ ผมน่าจะเป็นคนไทยไม่เกินคนที่ 10 ที่เคยเข้าถ้ำนี้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลืมบอกว่าการเทรกกิ้งครั้งนี้เป็นการเดินอย่างพระราชา กินอย่างเศรษฐี และเข้าห้องน้ำแบบส่วนตัวสุด ๆ มีห้อง (เต็นท์) เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย แม้เรามีลูกทัวร์ 10 คน แต่มีทีมงานคุณภาพถึง 29 คน!! ใช่ครับ หนุ่มน้อยชาวเวียดนามร่างกายกำยำอายุ 20 ต้น ประกอบด้วยลูกหาบ 18 คน เชฟ 2 คน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย 5 คน ผู้ช่วยถ่ายภาพ 1 คน ไกด์นำเที่ยว 1 คน นายพราน 1 คน และนักเดินถ้ำชาวบริติชสังกัดสมาคมเดินถ้ำโลกอีก 1 คน ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ทุกคน (ยกเว้นชาวบริติช) ใส่รองเท้าแตะลุงโฮฯ (รองเท้าแตะหุ้มข้อเท้าทำจากยางล้อรถยนต์ คู่ละ 300 บาท) 

ในการเดิน 4 วัน ยังไม่เคยเห็นทีมงานคุณภาพท่านใดลื่นล้ม มีแต่ลูกทัวร์รองเท้าเทรกกิ้งแบรนด์ดังคู่ละ 6,000 บาทขึ้นไปที่ลื่นแล้วลื่นอีก ไม่ว่าพื้นยางจะใช้เทคโนโลยี Nano Grip สูงขนาดไหนก็ตาม แต่ทุกคนต้องมีท่าลื่นไถลเท่ ๆ โดยทั่วกัน

การเดินทางของร่างกายและจิตใจ 

วันแรกน่าจะชิวที่สุด พวกเราเริ่มต้นจากอุทยานแห่งชาติฟ่องหย่า (Phong Nha) ไกด์หนุ่มหน้ามนพูดภาษาอังกฤษคล่องนาม หยุง มาทักทายพร้อมชี้ให้ดูทากที่กำลังกระดึ๊บ ๆ บนพื้นแล้วพร่ำว่า ฝนเริ่มลงแล้ว ทากออกมาเล่นน้ำ เป็นการต้อนรับลูกทัวร์ทั้ง 10 ด้วยความตื่นเต้น พวกเราเดินลัดเลาะริมลำธาร น้ำใสเย็นฉ่ำ ผีเสื้อหลากสีบินมาทักทายเป็นระยะ เมื่อถึงหมู่บ้านบันดุง (Ban Doong Village) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดุงตามชื่อถ้ำ อาศัยอยู่ใกล้ชายแดน สปป.ลาว เวียดนาม พวกเราแวะแจกขนมน้อง ๆ ในหมู่บ้านและเดินเล่นก่อนรับประทานอาหารกลางวันกันใต้ถุนบ้านของผู้นำหมู่บ้าน

วันนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน พวกเราเดินสบาย ๆ ถ้าเป็นการวิ่งก็ถือเป็น Easy Run และแล้วก็มาถึงถ้ำเอ๊น (Hang En) ช่วงบ่ายแก่ ๆ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของวันนี้ เพราะมันคือสถานที่ตั้งแคมป์คืนแรกของพวกเราที่ตั้งอยู่บนชายหาดภายในถ้ำ! เมื่อไปถึงก็พบว่าเต็นท์เอย ครัวเอย ห้องน้ำเอย รวมถึงห้องเปลี่ยนเสื้อเอย ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยโดยเหล่าลูกหาบที่เดินมาถึงล่วงหน้าหลายชั่วโมง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

หันไปทางครัวเห็นเชฟกำลังหุงข้าวควันขโมง เชฟนามว่า กวาง ได้ยินเราพูดภาษาไทยก็เข้ามาเว้าลาวทักทายด้วยความดีใจ เธอเล่าว่าเคยไปทำงานใน สปป.ลาว หลายปี เลยพูดลาวได้ พี่สาวคนสวยของผมผู้มีพื้นเพจากอุบลฯ เลยเว้าอีสานกันสนุกสนาน ผูกมิตรอย่างสนิทสนม ผลบุญกุศลครั้งนี้ทำให้พวกเราได้กินอาหารลาวประเภทยำแซ่บ ๆ เสริมมื้ออาหารด้วยเสมอ เพราะเชฟกวางอยากแสดงฝีมือการทำอาหารลาวที่เก็บกดมานาน ต้องบอกว่ากับข้าวแต่ละมื้อมีประมาณ 7 – 8 อย่าง ต้ม ผัด แกง ทอด ครบครัน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม


วันนี้พระอาทิตย์ตกแล้ว ผมมองลอดช่องเขายุบในถ้ำเหนือชายหาดขึ้นไปเห็นดวงดาวเต็มฟ้า เป็นฉากที่แปลกตามาก เพราะนั่งอยู่ในถ้ำแต่เห็นชายหาดและดวงดาว เหลือบตาลงมาที่ท่าน้ำบริเวณหาดเห็นสาวห่มสไบยืนอยู่! ใช่ครับ พี่สาวคนสวยของผมเอง ชีเอาสไบมาด้วย ชาวไทย-ชาวเวียดทุกคนผลัดกันถ่ายรูปอย่างสนุกสนานที่ท่าน้ำ ก่อนจะอาบน้ำในแอ่งน้ำที่แสร้งว่าเป็นชายหาด ซึ่งอุณหภูมิเย็นเจี๊ยบ เป็นการอาบแบบล้างเนื้อล้างตัวโดยไม่ใช้สบู่ เพราะเป็นกฎสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 100% In and Out แม้แต่ของเสียทั้งหมดของมนุษย์ ลูกหาบก็ต้องแบกออกมาทิ้งนอกอุทยานทุกครั้ง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ผมกลับเข้ามาในเต็นท์ หลับตาลง แฮมสตริงตึงเล็กน้อย ได้ยินเสียงน้ำไหลเบา ๆ จากซอกหิน พร้อมเสียงนกบินเล่นในท้องฟ้าเหนือถ้ำวนไปมาอย่างไม่รู้เหนื่อย รู้สึกสบายตัวและสบายใจ 

เด็กกรุงเทพฯ อย่างผมไม่เคยหายใจแล้วเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแบบนี้มาก่อน 

อีกชั่วลมหายใจก็พลันรู้สึกตัวว่า พรุ่งนี้ฉันต้องลืมตาตื่นและเดินต่ออีกกี่โลหนา 

เราทุกตนต่างเป็นมนุษย์ถ้ำ

เช้าวันที่ 2 เราออกเดินทางจากถ้ำเอ๊น ลึกเข้าไปผ่านผาหินแหลมคมเพื่อทะลุออกหลังถ้ำ เดินเทรกกิ้งริมลำธารไปเรื่อย ๆ ราว 3 ชม. ในที่สุดก็มาถึงปากถ้ำเซินดุงที่รอคอย หลังจากทานอาหารกลางวัน น้องทีมรักษาความปลอดภัยก็นำเข็มขัดปีนผาหรือฮาร์เนสมาสวมให้ลูกทัวร์ทุกคน ซึ่งชายฉกรรจ์ทุกคนในกลุ่มต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้ารัดแน่นกว่านี้อีกนิดหนึ่งจะกลายเป็นหมันหมู่เป็นแน่แท้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

เราฝึกการใช้ฮาร์เนสและคลิปออนอยู่สักพัก ก็พร้อมหย่อนตัวลงไปที่หน้าผาสูงชันทางปากถ้ำเพื่อเข้าถ้ำเซินดุง ขาหยั่งกำแพง แขนตึง ตัวเอียง 60 องศา ถีบตัวออกจากผนังถ้ำพร้อมผ่อนมือเป็นระยะ ทะลุหมอกที่ลอยในถ้ำเหมือนกำลังก้าวข้ามไปอีกภพ อากาศในถ้ำเย็นชื้น ไม่มีกลิ่นอับ แสงไฟฉายบนหมวกกันน็อกฉายไปในความมืดที่ไม่สิ้นสุด ฝ่าผงฝุ่นละอองนับล้านที่มองด้วยตาเปล่าคงไม่ทันสังเกตเห็น

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พวกเราเทรกกิ้งต่อในถ้ำจนมาถึงจุดที่เรียกว่า Hand of God หินงอกยินย้อย 3 ล้านปี มีลักษณะคล้ายมือ (อย่างน้อยในทัศนคติผู้ค้นพบ) ทีมถ่ายรูปนำไฟสปอตไลต์ขนาดใหญ่วางทิ้งไว้ 3 จุด สำหรับให้ลูกทัวร์ถ่ายรูป โดยมีน้องทีมงานอีก 1 คน รีบรุดหน้าเดินไปยืนส่องไฟตัวเองกลางฉากเพื่อสร้างมิติระยะชัดลึก เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของถ้ำกับมนุษย์อย่างรู้งาน ทัวร์ลูกเป็ดข้ามน้ำลำธารในถ้ำที่เย็นเจี๊ยบและเชี่ยวกราดอีกหลายครั้ง ก่อนจะมาถึงเนินที่ผมเรียกว่า เนินดาวอังคาร เพราะเต็มไปด้วยหินฟอสซิลที่ถูกกัดกร่อนโดยน้ำที่หยดจากผนังถ้ำและลมที่พัดภายในถ้ำ จนกลายเป็นหินทรายก้อนกลมเหมือนกระดูกมนุษย์ต่างดาว มีดาษดื่นละลานตาไปหมด หินเหล่านี้อยู่มานานกว่ามนุษยชาติเสียอีก 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม
ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ข้าง ๆ มีบ่อน้ำ ไกด์หยุงชี้ให้ดูปลาเผือกสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือที่ว่ายไปมา ปลาไม่มีตาและลำตัวไม่มีสี เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ – นี่มันจูราสสิกชัดๆ ผมคิดในใจ พวกเรายังคงเดินลึกเข้าไปในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนมาถึงสถานที่ตั้งแคมป์ บนเนินทรายริมชะง่อนหน้าผาหลุมยุบ มองทะลุเพดานถ้ำเห็นท้องฟ้า พวกเราจัดแจงนำของออกจากกระเป๋าที่ลูกหาบนำมาให้ล่วงหน้า จากนั้นไกด์พาเราไปอาบน้ำ ต้องเดินเทรกลงไปอีก 1 – 2 กิโลเมตรเพื่อลงไปเล่นลำธารใต้ดินในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการอาบน้ำที่อินดี้สุด ๆ น้ำเย็นใสแจ๋ว คงเป็นเพราะผ่านการกรองจากชั้นหินและแร่ธาติธรรมชาติมาหลายชั้นกว่าจะมาถึงชั้นนี้ สนุกสนานกันพักใหญ่ก็ลืมนึกไปว่าต้องเดินกลับไปเบสแคมป์อีก เอ้า เหงื่อออกอีกแล้วหรอ ฮ่า ๆ

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เย็นนั้นอาหารค่ำยังคงอร่อยเช่นเคย เพิ่มเติมคือมิตรภาพที่เริ่มถูกคอ เราเล่นไพ่และแลกเปลี่ยนเรื่องราวมากมายจนดึกดื่น ผมรู้แล้วว่าในโลกแห่งความเป็นจริงแต่ละคนสวมหัวโขนทำอาชีพอะไร แต่วันนี้เราคือคนประเภทเดียวกัน คนถ้ำที่มีเป้าหมายร่วมกัน เผลอคิดไปว่าถ้ารู้จักคนเหล่านี้ข้างนอก เราจะกล้าถอดหัวโขนแล้วมาเป็นมนุษย์ถ้ำเหมือนกันหรือไม่ ในโลกนอกถ้ำ มนุษย์ไม่เคยมีอิสระอย่างแท้จริง เพราะถูกจองจำอยู่กับการไล่ล่าความฝันและเป้าหมายสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ชีวิตได้ตามความจำเป็น

ค่าของฝุ่น

ผมตื่นมาฉีกซองกาแฟดริปแบรนด์ดังของเวียดนาม เอากาดริปจิ๋วออกมาจากกระเป๋า ใช่ครับ ผมพกกาดริปมาเดินถ้ำ บรรจงดริปกาแฟสายพันธุ์คารติมอร์จากที่ราบสูงในจังหวัดเลิมด่ง เมืองดาลัด พร้อมหมอกจาง ๆ ลอยเหนือปล่องถ้ำ ลำแสงที่เล็ดลอดเข้ามาเผยให้เห็นสีเขียวของต้นไม้ที่ขึ้นแซมในชะง่อนผาหิน วันนี้เป็นไฮไลต์ของทริป น้องหยุงบอกว่าวันนี้เดินน้อย ถ่ายรูปเยอะ โอ้โห เข้าทางพวกเราชาวสยาม

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เราเดินเทรกกิ้งลึกเข้าไปในถ้ำ อากาศหนาวขึ้น มืดขึ้น แต่หัวใจพวกเรานั้นพองโต ระหว่างทางผ่านช่องหินที่ลูกหาบสถาปนาให้เป็นรูเจมส์บอนด์ เพราะเป็นช่องกลมขนาดพอดีคนยืน พื้นหินลายดำตัดขาวคล้ายหินอ่อนทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูน่าสนใจเหมือนพระเอกในหนังสายลับอังกฤษ เดินต่อราว 2 ชั่วโมงก็ถึง Garden of Eden และ Wedding Cake หลุมยุบในถ้ำขนาดใหญ่ที่แสงสาดส่องเข้ามาถึงพื้นดิน เกิดระบบนิเวศต้นไม้เขียวน้อยใหญ่ เฟิร์นและหญ้ามอสเคลือบชั้นหินสลับซับซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ถ้าเปรียบกับจูราสสิก คงเป็นจังหวะที่มองไปแล้วเห็นไดโนเสาร์คอยาวใจดี (Apatosarus) กำลังเล็มยอดไม้

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

พวกเราผลัดกันปีนขึ้นไปยัง Wedding Cake หรือชั้นหินที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อยู่ตรงกลางช่องปล่องหลุมยุบ น่าจะเป็นจุดที่ผู้คนถ่ายรูปกันมากที่สุดและสวยที่สุดในทริป พี่แหม่มไม่รีรอหยิบธงชาติไทยที่แบกมา 3 วันออกมาจากกระเป๋า ส่วนพี่ปุ๊กคว้าสไบออกมาห่มตัว พร้อมหัวใจอันแรงกล้าในการปักธงความเป็นไทยกลางถ้ำล้านปี นี่แหละ! Soft Power ไทยไปไกลถึงถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวียดนาม 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ผมไต่ชั้นหินที่เคลือบด้วยน้ำและมอสขึ้นไปบนจุดสูงสุดแล้วมองไปรอบ ๆ 

ผมรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ส่วนมนุษย์เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นของจักรวาลเท่านั้นเอง

ปราการด่านสุดท้าย กำแพงเมืองเวียดนาม

การเทรกกิ้งวันสุดท้ายคือการเข้าไปจุดที่ลึกสุด สูงที่สุด และชันที่สุดของถ้ำ

หากเป็นหลังหน้าฝนใหม่ ๆ พื้นถ้ำจะกลายเป็นแม่น้ำย่อม ๆ ลึกกว่า 10 เมตร ต้องลงเรือและพายเข้าไปยังจุดในสุดของถ้ำและไต่กำแพงหินสูง 100 เมตร หรือ Wall of Vietnam เรียกว่ามีทั้งไต่บันได ปีนผาด้วยเชือก เพื่ออกจากถ้ำเซินดุงทางด้านล่างขึ้นไปทางด้านบน ตอนที่พวกเราไปเป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าฝน น้ำในถ้ำจึงสูงแค่เอว วันนี้คุณลุงเดวิดเรียกว่าวันแห่งโคลน หรือ Muddy Day เป็นการเดินลุยดินโคลนกันครึ่งค่อนวัน ลัดเลาะตามซอกหินที่มีน้ำสูงระดับเอวหลายกิโล 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

วันนี้เป็นวันที่ทุกคนถ่ายรูปได้น้อยที่สุด เพราะลื่นล้มกันเยอะที่สุด การเดินในน้ำโคลนนั้นยากกว่าการเดินบนพื้นแห้งมาก ต้องใช้กำลังมากขึ้นถึง 2 เท่าในการยกและย่ำเท้า แถมยังมองไม่เห็นหลุมหรือซอกหินใต้น้ำสีโคลน แต่ชาวไทยอย่างพวกเราที่ฝึกฝนทักษะการเดินในน้ำท่วมมายาวนานหลายชั่วคน จึงหลบหลีกหลุมบ่อใต้น้ำได้อย่างดีเยี่ยมจนมาถึงกำแพงเมืองเวียด ลูกทัวร์แต่ละคนต้องใช้กำลังที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดไต่หน้าผาชันขึ้นไป 100 เมตร ตกคนละ 10 กว่านาที ในขณะที่ลูกหาบโชว์เหนืออีกแล้ว น้อง ๆ สวมรองเท้าแตะวิ่งไต่ผากับเชือก เหมือนหนังจีนกำลังภายในภายใน 3 – 4 นาทีเท่านั้น 

พวกเราทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มและภูมิใจ ในที่สุดก็ได้พิสูจน์ตัวเอง พวกเราทำได้!

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

อาหารมื้อสุดท้ายเป็นปอเปี๊ยะสดสอดไส้ง่าย ๆ นั่งทานบนผืนพลาสติกบริเวณปากถ้ำเซินดุง แต่มื้ออาหารธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา เพราะรอยยิ้มของพวกเรา 10 คนที่เต็มไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ในขณะเดียวกันก็โล่งใจที่จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในบ่ายวันนี้ พวกเราเดินเทรกกิ้งออกจากปากถ้ำไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงถนนเส้นหลักที่รถบัสจอดรออยู่ ฝนตกหนัก ทุกคนสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ 

ผมหยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งเริ่มมีสัญญาณขึ้นมา ไลน์เด้งติดกันอย่างบ้าคลั่งกว่า 2 – 3 นาที 

ผมมองใบไม้เต้นระบำสู้ฝน ฟังเสียงน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ทากกระดึ๊บ ๆ ออกมาเล่นน้ำฝน 

“วันนี้ผมเดินออกจากป่า ผมไปไกลมาเกินกว่าที่ผมเคยไป” 

โลกความเป็นจริงอาจไม่ใช่โลกแห่งปัจจุบัน เพราะบางครั้งโลกปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้น ทำให้ไม่อาจเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติและจิตใจของมนุษย์ ขอบคุณ พี่แม็กซ์ เจนมานะ มา ณ ที่นี้ครับ 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ยุทธฤทธิ์ บุนนาค

นักการทูตไทย นักดื่มกาแฟ นักเดินทางและปั่นจักรยานมือสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตเพื่อตามหากาแฟแก้วที่ดีที่สุดในชีวิต

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load