บ้านปู คือธุรกิจพลังงานของไทยที่เริ่มต้นจากการทำสัมปทานครั้งแรกที่หมู่บ้านบ้านปู อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำมันแพงและขาดแคลนใน พ.ศ. 2527 จนต้องหาพลังงานทางเลือก

เป็นปีเดียวกับที่ คุณสมฤดี ชัยมงคล เริ่มทำงานที่นี่หลังเรียนจบสาขาบัญชี เติบโตมาพร้อมบ้านปูและเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมพลังงาน ตั้งแต่วิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นอนาคตธุรกิจพลังงานที่ต้องขยับขยายไปสู่พลังงานเพื่ออนาคตมากขึ้น จึงวางกลยุทธ์ขยายธุรกิจพลังงานจากต้นน้ำซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรพลังงาน ไปสู่กลางน้ำคือการผลิตพลังงาน และปลายน้ำในธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน บ้านปูจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทของไทยที่สร้างสรรค์พลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ โดยดำเนินธุรกิจใน 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ผ่านมา 39 ปี ปัจจุบัน เธอคือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ ซีอีโอคนที่ 2 ต่อจาก คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทฯ คุณสมฤดีเป็นผู้บริหารที่กำลังนำพาการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กรไปสู่ ‘พลังงานที่ดีขึ้นเพื่ออนาคต’ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดหาได้ด้วยราคาที่เหมาะสม มีความเสถียร และส่งมอบให้กับผู้ได้รับอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ‘ความยั่งยืน’ โดยยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบด้วยหลักความยั่งยืน คือ ESG (Environment, Social, Governance) เพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หรือครั้งไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากขาดกำลังสำคัญจาก ‘คน’ ที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด 

บ้านปูจัดสรรงบประมาณจำนวนมากในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากรให้เก่งและดียิ่งขึ้น ออกแบบสวัสดิการพิเศษที่นอกเหนือจากพื้นฐาน ซึ่งสามารถตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้ สร้างวัฒนธรรมบ้านปู หรือ Banpu Heart เพื่อบริหารคนที่มีไม่น้อยกว่า 20 เชื้อชาติ ใน 10 ประเทศ ให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและเข้าใจกันมากที่สุด 

ในวงการสื่อมวลชน คุณสมฤดีได้รับการกล่าวขานว่าเป็นคนที่พลิกวิกฤตถ่านหินของบ้านปู 

ในแวดวงธุรกิจ เธอเป็นซีอีโอหญิงของบริษัทพลังงานที่เติบโตอย่างยั่งยืนทุกปี ผู้สืบทอดวิสัยทัศน์และเจตนารมณ์ของคุณชนินท์ได้อย่างดีเยี่ยม

ในองค์กร เธอคือผู้บริหารเก่งที่มีความจำดีเลิศ เธอเอาใจใส่แม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ ของคนในทีม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ชอบ งานอดิเรก หรือจุดเด่นที่เขามี และเป็นผู้นำที่ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วย

สมฤดี ชัยมงคล CEO หญิงแห่ง ‘บ้านปู’ องค์กรที่ผูกโยงหัวใจพนักงานด้วยวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง

ตำแหน่งงานแรกของคุณที่บ้านปูคืออะไร

ปีที่เรียนจบเป็นปีที่บ้านปูก่อตั้งเป็นปีแรก เราเข้ามาเป็น Receptionist ช่วงนั้นบ้านปูยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่ทุกคนต้องทำทุกอย่าง แต่ต่อมาก็ย้ายไปทำบัญชี เพราะเรียนจบบัญชี

บ้านปูเมื่อ 39 ปีที่แล้วเป็นยังไง

ต่างกันมหาศาลเลย ตอนนั้นมีพนักงานอยู่แค่ 20 กว่าคนเอง หลัก ๆ เป็นนักธรณีที่สำรวจแหล่งแร่ เป็นวิศวกรวางแผน ส่วนงานบริการสนับสนุนก็เป็นฝ่ายบัญชี การเงิน และบุคคล 

วันนี้บริษัทฯ มีพนักงานทั้งหมดกี่คนแล้ว

ถ้ารวมทั้งกลุ่ม 10 บริษัทใน 10 ประเทศ จะมีประมาณ 5,700 คน ในประเทศไทยมีกว่า 400 คน อินโดนีเซียมากหน่อย 2,000 กว่าคน จีนก็ราว ๆ 1,000 คน ออสเตรเลียประมาณ 1,500 คน ที่เหลือกระจายอยู่ในญี่ปุ่น เวียดนาม มองโกเลีย และสหรัฐอเมริกา

ความท้าทายของการบริหารธุรกิจที่มีอยู่ถึง 10 ประเทศคืออะไร

ความแตกต่างของพนักงาน เราเคารพในความหลากหลาย (Diversity) และความเท่าเทียม (Equitability) ในเรื่องของการปฏิบัติกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ 

ในแต่ละประเทศก็อาจจะมีพนักงานถึง 4 – 5 เชื้อชาติ ซึ่งมีพื้นฐานประเทศต่างกัน พื้นเพครอบครัวก็ต่างกัน แม้กระทั่งคนในประเทศเดียวกันยังไม่เหมือนกันเลย เราจึงต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงมาก ๆ ซึ่งเรามี Banpu Heart ที่หล่อหลอมพนักงานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน มี Shared Value ร่วมกัน โดย Banpu Heart ประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก 1) Passionate ใจรักในการทำงาน 2) Innovative ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ 3) Committed หรือความมุ่งมั่นยืนหยัดที่จะทำงานให้สำเร็จลุล่วง รวมไปถึงความแน่วแน่ต่อความถูกต้องโดยยึดหลัก ESG ซึ่งทั้งหมดได้หลอมรวมทุกความต่างของพนักงานให้เป็นหนึ่งเดียว เกิดความเป็นครอบครัวในองค์กร

ขณะที่หลายตำราและสื่อธุรกิจเห็นตรงข้าม ทำไมบ้านปูถึงยังเชื่อเรื่องการทำงานแบบครอบครัว

ด้วยความที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ เราจึงต้องการความร่วมมือระหว่างกันสูง ถ้าคิดว่านี่คือครอบครัวเดียวกัน เราทำงานร่วมกันด้วยความสัมพันธ์แบบพี่น้อง เราจะเคารพซึ่งกันและกันไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นเจเนอเรชันไหน จะ Baby Boomer, Gen X, Gen Y หรือดิจิทัล เราจะเคารพความคิดของกันและกัน พอเคารพกันแล้ว ก็ทำให้ร่วมมือกันสร้างแนวคิด นวัตกรรม หรือทางเลือกธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาได้

ถ้าเป็นยุค 30 ปีที่แล้ว อาจเคยได้ยินปัญหาที่ไม่เข้าใจกันระหว่างแผนก เกิดฝ่ายใครฝ่ายมัน ขอบเขตของฉัน เธออย่ามาก้าวก่าย เป็นการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เราต้องมี One goal, One dream, One team ทำงานแบบ Agile เน้นผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอน 

งานหนึ่งชิ้นอาจประกอบไปด้วยผู้รับผิดชอบมากกว่า 1 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อช่วยกันระดมความคิดของตัวแทนจากทุกหน่วยงาน อย่างเช่น ตอนนี้เรากำลังมีแผนปรับปรุงออฟฟิศ เนื่องจากเรามีนโยบายให้ Work from Anywhere 100% จึงจะทำให้ออฟฟิศเป็น Co-working Space ซึ่งมีที่พักผ่อนหย่อนใจ มีระบบแอปพลิเคชันในการจองที่นั่ง ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนในบริษัทฯ ก็ต้องมีส่วนร่วม

กลับมาเรื่องความเป็นครอบครัว พอเราบริหารทีมแบบนี้ การคิดว่าทุกคนเป็นครอบครัวก็ได้ประโยชน์มาก ถ้าเรามีพี่ชายพี่สาวที่รักกัน เราคุยกัน ทำทุกอย่างร่วมกัน เพื่อทุกคนในครอบครัว เพื่อทุกคนที่รู้จักครอบครัวเรา มันคือการเลียนแบบชีวิตจริงของแต่ละคนในที่ทำงาน

เราจะย้ำกับน้อง ๆ เสมอว่า ทุกเช้าที่ตื่นมา ขอให้คิดว่าการได้ทำงานกับเราเหมือนกับการได้อยู่ในอีกครอบครัวหนึ่ง ในทางกลับกัน ในฐานะบริษัท เราก็ต้องสร้าง Happy Workplace เพื่อสมาชิกในครอบครัวของเรา และมีพันธสัญญาที่จะดูแลพนักงานของเราอย่างดีที่สุด เราดูแลไปถึงครอบครัวของเขา 

จึงเป็นเหตุผลที่พนักงานบ้านปูเลือกรับ Benefit ของตัวเองได้

เราเรียกว่า Flexible Benefit สมัยเริ่มทำงานเมื่อ 39 ปีก่อนมันก็เป็นระบบทั่วไป สวัสดิการก็มีประกันชีวิต ประกันสุขภาพ มีเงินเดือน มีโบนัสตามแต่กำไรในแต่ละปี ผ่านมาอีกยุคหนึ่ง ประเทศไทยเริ่มมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทต่าง ๆ ก็นำมาใช้ รวมถึงบ้านปูด้วย

มาถึงปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัล ความต้องการพื้นฐานของทุกคนไม่เหมือนเดิมแล้ว กลุ่มคนที่มีครอบครัว มีลูก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำเพื่อลูก กลุ่มคนที่แต่งงานแต่ไม่อยากมีลูก ก็อาจจะชอบชีวิตอิสระ กลุ่มคนโสดก็ตั้งใจจะดูแลตัวเองให้ดี ดังนั้น เราอยากให้สวัสดิการของบริษัทฯ ตอบโจทย์วิถีชีวิตของพนักงานจริง ๆ ถ้าคุณมีลูก ก็เลือกเบิกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกได้ ถ้าคุณไม่มีลูก ก็อาจจะเลือกเบิกเป็นค่าน้ำมัน ค่าดูแลรถ หรือถ้าคุณชอบออกกำลังกาย ก็เอาสวัสดิการตรงนี้ไปใช้กับเมมเบอร์ฟิตเนส มีหลายรูปแบบจนเราเองก็จำไม่ได้ (หัวเราะ)

เกือบ 40 ปี ของเส้นทางการสร้างสรรค์พลังงาน จากการขับเคลื่อนองค์กรของพนักงานที่มีหัวใจและเป้าหมายหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยวัฒนธรรมองค์กร 

ปัจจุบันบ้านปูดำเนินธุรกิจบนทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่สะอาดขึ้นและฉลาดขึ้นด้วยกลยุทธ์ Greener & Smarter โดยยึดมั่นหลักการของ ESG หรือ Environment, Social, Governance เพื่อสร้างคุณค่าและความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มใน 10 ประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อโลกและสังคม รวมถึงส่งมอบ ‘พลังงานที่ดีขึ้นเพื่ออนาคต’

ลักษณะของ ‘ผู้ส่งมอบพลังงานที่ดีขึ้นเพื่ออนาคต’ คืออะไร

คือผู้ที่ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ระบบดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องไปกับ 3 เมกะเทรนด์พลังงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น

1) Decarbonization คือ การหาพลังงานสะอาดที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง ลดปัจจัยการเกิดภาวะโลกร้อน

2) Decentralization หรือ การกระจายตัวของแหล่งผลิตและจำหน่ายพลังงาน โดยผู้ผลิตเป็นผู้ใช้เอง เช่น โรงงาน โรงเรียน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งครัวเรือน ก็ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เองแล้วนำกลับมาใช้ทำธุรกิจหรือใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ เพราะห่วงโซ่การบริการสั้นลง

3) Digitalization ซึ่งเป็นกระแสในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ต้องทำให้ห่วงโซ่การให้บริการสั้นที่สุด ประหยัดต้นทุนที่สุด จึงปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ลดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพ จนลดต้นทุนได้อีกเช่นกัน

บ้านปูมีกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้ตอบรับเมกะเทรนด์นี้

เรามีแผนกลยุทธ์ชื่อ Greener & Smarter โดยตั้งใจให้ธุรกิจสะอาดขึ้นและฉลาดขึ้น

Greener เราเน้นลงทุนในธุรกิจที่สะอาดขึ้น สำหรับธุรกิจต้นน้ำ เช่น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในสหรัฐฯ ธุรกิจกลางน้ำ เช่น ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในประเทศญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน รวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซ ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจก๊าซต้นน้ำ 

ในส่วน Smarter เรานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อก้าวให้ทันเทรนด์พลังงานในอนาคต 

นอกจากนี้เราใช้สูตร 3A คือ Acceleration หรือการปรับธุรกิจให้เร็วขึ้น ถัดมาคือ Augmentation การต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และสุดท้ายที่สำคัญมากในยุคนี้ที่เข้ากับภาวะปัจจุบันที่เกิดวิกฤตพลังงาน และสงครามการเมืองในภูมิภาคยุโรป คือ Antifragile หรือความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที ความพร้อมในการป้องกันความเสี่ยง และหาโอกาสจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

สมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอหญิงแห่ง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่มาตั้งแต่ปีแรก และให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เป็นที่หนึ่ง
สมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอหญิงแห่ง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่มาตั้งแต่ปีแรก และให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เป็นที่หนึ่ง

อะไรคือสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

คน คืออันดับหนึ่ง

บ้านปูพัฒนาคนอย่างไรให้เท่าทันการปรับตัวตามโลกในทุกวัน

เราต้อง Transform คนไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเราได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อพัฒนาศักยภาพของคน รวมถึงจัดตั้ง Banpu Academy เพื่ออบรมให้ความรู้ เสริมทักษะให้คนของเราเป็นเจเนอเรชันดิจิทัล 

เราถือว่าทรัพยากรบุคคลมีค่ามากที่สุด เราจึงได้มุ่งมั่นพัฒนาคน สร้างผู้นำ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นตัวขับเคลื่อนองค์กรให้พร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

สมฤดี ชัยมงคล CEO หญิงแห่ง ‘บ้านปู’ องค์กรที่ผูกโยงหัวใจพนักงานด้วยวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง

รู้ไหมว่าสื่อต่าง ๆ ยกให้คุณเป็น ‘คนที่พลิกวิกฤตถ่านหินของบ้านปู’

เห็นบ้าง (หัวเราะ) แต่จริง ๆ แล้วผู้ที่พลิกวิกฤต คือ พนักงานทุกคนของบ้านปูต่างหาก

ความท้าทายของการเป็นผู้บริหารหญิงในอุตสาหกรรมพลังงานคืออะไร

เราโชคดีที่อยู่ในองค์กรที่มีความแตกต่างสูงมาก และทุกคนก็เคารพกันและกัน ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ประเด็นเรื่องเพศหรือการเป็นผู้หญิงจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในบ้านปู เรามีผู้บริหารหญิงหลายคน วิศวกรมีผู้ชายเยอะ แต่คนเก่ง ๆ ที่เป็นผู้หญิงก็มีมาก จุดนี้คือเอกลักษณ์ของที่นี่ที่ความแตกต่างไม่ใช่ข้อด้อย แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่เหมือนคนอื่น

สำหรับคุณ การเป็นผู้นำที่ดีคือพรสวรรค์หรือพรแสวง

ส่วนหนึ่งต้องมาจาก Inner ข้างในของตัวเอง เหมือนกระบวนการศึกษาที่เราได้รับมาตั้งแต่เด็ก ต้องยอมรับว่ามันคือกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ ทำไมเราถึงต้องใส่เครื่องแบบไปเรียน ทำไมต้องไปเรียนให้ตรงเวลา ทำไมต้องมีการสอบ สำหรับเรา นั่นคือการฝึกวินัย และในกระบวนการเหล่านั้นมันก็จะมีโอกาสให้เราได้แสดงภาวะการเป็นผู้นำ เช่น มีการทำงานกลุ่ม 

ดังนั้นเรื่องของภาวะผู้นำมันเกิดตั้งแต่กระบวนการศึกษาแล้ว บางคนอาจจะเป็น Talent ติดตัวที่ได้มาจากพื้นฐานครอบครัว ได้เห็นความเป็นผู้นำของผู้ปกครอง มี Role Model มาตั้งแต่เด็ก เหมือนกับที่เรามีคุณชนินท์เป็นต้นแบบ พอเรามีแบบอย่าง Talent ก็จะตามมา เพราะเรามีแรงบันดาลใจ

นั่นคือ 30% ของการเป็นผู้นำ ส่วนอีก 70% คือหัวใจข้างในของเราว่าอยากเป็นผู้นำแบบไหน ผู้นำก็มีหลายสไตล์ ต้องปรับให้เข้ากับภาวะต่าง ๆ ผู้นำที่ดีมีแค่พรสวรรค์ไม่พอ ต้องมีหัวใจ และรู้จักเรียนรู้ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบันด้วย

ถ้าอย่างนั้น คุณจะเป็นผู้นำที่ดีในสถานการณ์โลกวันนี้อย่างไร

ด้วยความที่เราเป็นธุรกิจพลังงาน ซึ่งอยู่ในภาวะที่มีความผันผวนมาก เปลี่ยนแปลงตลอด การเป็นผู้นำพร้อมวิสัยทัศน์ที่คาดการณ์ไปข้างหน้าได้อย่างน้อย 2 – 3 ก้าวเป็นข้อได้เปรียบ เพราะจะทำให้เราเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ได้

เรายังมี Tagline ประจำตัวคือ Here to Serve ที่พร้อมจะเป็นผู้ให้ เรานำแบบ Humble Leadership คือ 1) ถ่อมตัว 2) เห็นอกเห็นใจ 3) โอบอ้อมอารี เราต้องสร้างความใกล้ชิด และความเข้าใจระหว่างกัน ทำได้ง่าย ๆ อย่างการ Walk the Floor ที่ชวนผู้บริหารเดินทักทายพนักงานในวาระหรือโอกาสต่าง ๆ

ถ้ามีโอกาสก็แสดงให้เขารู้ว่าเราเห็นคุณค่าของเขา และขอบคุณในสิ่งที่เขาทำ

เป็นซีอีโอมาแล้ว 7 ปี ยังต้องฝึกซ้อมก่อนคุยกับน้อง ๆ อยู่ไหม

เบื้องหลังเราใช้เวลาเป็นคืน ๆ เพื่อคิดว่าจะสื่อสารกับทั้งองค์กรอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ ทำอย่างไรให้น้องไม่เครียด ให้น้องเห็นภาพใหญ่ของบริษัท ให้น้องกลับบ้านไปแล้วอิ่มเอมด้วยความสุข 

ในภาวะที่ดี น้องจะรู้สึกปลาบปลื้มไปกับองค์กร ส่วนในภาวะที่ไม่ดี เราก็ยังได้รับความเห็นอกเห็นใจจากน้อง ๆ

มีอยู่ปีหนึ่ง ธุรกิจขาดสภาพคล่องและเราต้องสื่อสารให้พนักงานทุกคนรับรู้ สิ่งที่เราได้รับ คือ ความเห็นใจ ‘พี่สมไม่ต้องกลัวนะ พวกเราจะอยู่ข้างพี่สม’ ‘พวกเราจะสู้ต่อไป’ เสียงเหล่านี้เป็นพลังสำคัญที่ทำให้เราอยากทำอะไรเพื่อน้อง ๆ เพื่อบ้านปู เพื่อครอบครัวของเราต่อไป แล้วก็เป็นที่มาของ Tagline ที่ว่า Here to Serve ของเรา

สมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอหญิงแห่ง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่มาตั้งแต่ปีแรก และให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เป็นที่หนึ่ง

Questions answered by CEO, Banpu Public Company Limited

1. คนในบริษัทมองว่าคุณเป็นผู้บริหารที่

คุณสมฤดี : ให้น้องตอบแทนได้ไหม (หัวเราะ)

น้อง ๆ : พี่สมเป็นผู้บริหารที่เข้าถึงง่าย ทำงานเก่ง พี่สมรู้จักทุกคนจริง ๆ รู้จุดแข็งของคน มี Empathy สูงมาก และพร้อมที่จะส่งเสริมให้ทุกคนเติบโตในองค์กร ใคร ๆ ก็อยากทำงานด้วย เพราะทำงานด้วยแล้วสบายใจ

2. คำชมที่ภูมิใจที่สุดคือ

‘ทำไมพี่จำแม่นจังเลย’ เราจำชื่อทุกคนได้ จำรายละเอียดได้ จำได้ว่าเขาทำงานอะไร

3. เทคนิคการจำเก่งคือ

จำเป็นภาพ จำเป็นตัวเลข จำเสื้อที่เขาใส่ สมมติต้องจำชื่อคนคนหนึ่ง ก็อาจจะเชื่อมโยงกับสิ่งของหรือสถานที่ที่มีชื่อเรียกคล้าย ๆ กัน พอเราจำได้ อีกฝ่ายก็รู้สึกดีนะ เหมือนถ้าเราบังเอิญไปเจอใครแล้วเขาจำเราได้ เราก็รู้สึกดีนะ

4. เอกลักษณ์ของ Speech คุณคือ

ถ้าเรียกตามภาษาการตลาดคือ Touch Point เราจะมีลูกเล่นให้คนได้ลุ้น จนบางทีน้องชอบบอกว่า ‘พี่สมชอบแกง’ หลายครั้งเวลาเราพูด คนตื่นเต้นหัวใจจะวายกัน แต่สุดท้ายก็ยิ้มหน้าบานกลับไป

5. สิ่งที่ภูมิใจในตัวเองมากที่สุดในฐานะ CEO คนที่ 2 ของบ้านปูคือ

คือการได้เป็นซีอีโอของบ้านปูคนที่ 2 ต่อจากคุณชนินท์นี่แหละ

6. ผู้นำที่คนรักสำหรับคุณคือ

ผู้นำที่คนจะรักต้องให้ความสำคัญกับจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในภาวะผู้นำเท่านั้น

ภาพ : Banpu

ทำความรู้จักกับบ้านปูให้มากขึ้น ทั้งหมดอยู่ในภาพยนตร์สื่อสารองค์กรชุดใหม่ของ BANPU แล้ว youtu.be/L5ow68bNz-M

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย คือกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เพิ่งรับตำแหน่งในวาระที่สองเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

ในวาระแรก The Cloud เคยชวนเขาคุยเรื่องเส้นทางชีวิตจากเด็กวิศวะ (ที่เกือบจะเลือกเรียนสถาปัตย์) มาสู่เส้นทางการเงินการลงทุน จนกลายมาเป็นผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ในวันนั้น

รอบนี้ เรากลับมาคุยกับเขาอีกครั้งเรื่องวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ที่ว่า To Make the Capital Market “Work” for Everyone กับงานมากมายที่ทำให้ตลาดแห่งนี้ตอบโจทย์ความต้องการของคนตัวเล็ก ทั้งนักลงทุนและผู้ระดมทุน จนเกิดแพลตฟอร์มใหม่ LiVE เพื่อใช้ระดมทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่าง Startup และ SMEs

นั่นคือบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่เราอาจนึกไม่ถึง

และอีกเรื่องที่เราอยากชวนเขาคุยก็คือ การรับตำแหน่งผู้บริหารองค์กรที่มีลักษณะเฉพาะตัวเช่นนี้ เขามีหลักคิดในการบริหารงานอย่างไร

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย เปิดตลาดหลักทรัพย์ให้ Startup เข้ามาระดมทุน และคนตัวเล็กมาใช้งาน

งานในฝันของคุณคือสถาปนิก มันเหมือนกับงานบริหารตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบันของคุณยังไง

มันเป็นงานออกแบบ ทำพิมพ์เขียวเหมือนกัน ทำพิมพ์เขียวให้ปัจจุบันใช้งานได้ดีและขยายต่อได้ในอนาคต ผมมักจะวาดรูปหนึ่งให้น้อง ๆ ในทีม บอกว่าตอนนี้ธุรกิจเรามีอะไรบ้าง แล้วอีกสองสามปีคุณจะต่อมันออกไปยังไง พิมพ์เขียวอันนี้สำคัญว่าจะต่อยอดจากของเก่าหรือทำใหม่ จะมาเสริมกับรูปเดิมให้ใหญ่ขึ้นสวยขึ้นได้ยังไง ถ้าพิมพ์เขียวไม่ดีโอกาสขยายต่อก็ยาก

การอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารที่มีวาระมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง

ข้อดีคือ เราต้องมีความชัดเจนในการวางนโยบายขององค์กรให้พัฒนาได้ภายในเวลาที่สั้น เราต้องแสดงให้เห็นว่า มีกลยุทธ์มีวิธีการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จภายในเวลา แล้วต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดีว่าอะไรคือความสำเร็จระยะสั้น อะไรคือแผนระยะยาว ข้อเสียคือ แผนระยะยาวอาจถูกลดความสำคัญลง ไปเน้นความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้เร็ว

ผมพยายามบาลานซ์สิ่งนี้ตลอด เวลาวางแผนผมจะมีสิ่งที่เรียกว่า Low-hanging Fruit คือความสำเร็จที่เก็บเกี่ยวได้เร็ว กับสิ่งที่ผมเรียกว่า Home Run คือความสำเร็จในระยะยาวที่แม้ผมไม่อยู่แล้วแต่ก็เป็นประโยชน์กับทั้งองค์กรและอุตสาหกรรม

ความรู้สึกตอนรับตำแหน่งวาระสองต่างจากวาระหนึ่งไหม

โล่งใจขึ้นเยอะ (หัวเราะ) แปลว่าอย่างน้อยคุณทำอะไรประสบความสำเร็จพอที่คณะกรรมการของเราเห็น จึงให้โอกาสเราทำตรงนี้ต่อ ทำให้เราสบายใจว่าเรามาถูกทางแล้ว การได้ทำต่อก็ดีตรงยังมีงานบางอย่างที่ยังไม่เสร็จ ตอนหมดวาระเทอมหนึ่งผมเตรียมตัวส่งต่อเรียบร้อยแล้วว่า คนที่จะมารับหน้าที่มีอะไรที่ต้องทำต่อบ้าง อะไรคือ Cash Cow ที่จะสร้างกำไรสร้างความสำเร็จให้คุณอย่างต่อเนื่อง และอะไรคือ Home Run ของคุณ เช่น การทำให้ตลาดทุนเป็นที่ที่คนตัวเล็กเข้าถึงได้ทั้งนักลงทุนและผู้ระดมทุน ทำให้ตลาดไทยเป็นที่ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเข้ามาระดมทุน และทำให้ตลาดไทยมีผลิตภัณฑ์การระดมทุนแบบเดิมและแบบดิจิทัล สามเรื่องนี้ไม่ได้สำเร็จเร็วต้องทำต่อไป

ตลาดหลักทรัพย์มีรูปแบบงานที่หลากหลายมาก ตัวองค์กรเองก็เป็นกึ่งเอกชนกึ่งรัฐ ผู้บริหารที่นี่ต้องมีคุณสมบัติแบบไหน

คุณ คนเก่งทุกอย่างหายากนะ ผมใช้หลักการสร้างทีม เราจะมีคนเก่งหลาย ๆ ด้านมารวมกันเป็นทีม เราเรียกว่า Management Comittee ช่วยกันคิด ช่วยกันตัดสินใจ แล้วผมก็อยากให้คนเก่งถ่ายทอดความเก่งของเขาให้คนอื่นด้วย สิ่งสำคัญคือการฟังและคิดร่วมกัน พอคนเก่งด้านต่าง ๆ มารวมกันและฟังกัน เราจะรู้ว่าเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ต่อให้บางเรื่องที่เราเก่ง เราก็อาจจะไม่เคยคิดแบบนี้ เพราะวิธีคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ผู้บริหารแต่ละหน่วยต้องคุยข้ามกำแพงกันได้ เพื่อให้พร้อมปรับตัวตลอด ถ้าเกิดปัญหาเราจะปรับตัวได้เร็วถ้าเราเป็นทีม ถ้าเป็นคนเดียวนะคุณ ไม่มีทาง เพราะเราจะคิดแต่เรื่องงานปฏิบัติการของตัวเอง

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย เปิดตลาดหลักทรัพย์ให้ Startup เข้ามาระดมทุน และคนตัวเล็กมาใช้งาน
ดร.ภากร ปีตธวัชชัย เปิดตลาดหลักทรัพย์ให้ Startup เข้ามาระดมทุน และคนตัวเล็กมาใช้งาน

หลายคนมองว่า การเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นหมุดหมายความสำเร็จใหญ่ของธุรกิจ คุณเห็นด้วยไหม

ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถ้าคุณเป็นบริษัทที่เข้ามาเพื่อระดมทุนเพิ่ม เพื่อขยายกิจการ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ลงทุนมากขึ้น และมีการทำเรื่องธรรมาภิบาลให้มากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้าเข้ามาเพื่อขายกิจการหรือ Exit นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการเข้ามาจดทะเบียน นี่เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก เราพยายามตรวจสอบเต็มที่ พยายามปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แต่ถามว่ามีไหมก็มี เพราะบางคนเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ทำอย่างที่พูด เราต้องดูกันต่อว่าในอนาคตจะมีวิธีติดตามที่เข้มงวดขึ้นหรือการคัดออกอย่างไร

อะไรทำให้ช่วงนี้ตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดเล็กเป็นพิเศษ

ตลาดหลักทรัพย์มีวิสัยทัศน์ว่า To Make the Capital Market “Work” for Everyone คุณเคยได้ยินหนังสือเรื่อง Capital in The Twenty-first Century ของ โทมัส พิเก็ตตี ไหม จากข้อมูลบอกเราว่า ไม่มีทางเลยที่ผลตอบแทนของแรงงานจะตามผลตอบแทนของตลาดทุนทัน ถ้าเราไม่สามารถทำให้คนตัวเล็กเข้าถึงตลาดทุนได้ ความไม่เสมอภาคทางรายได้จะยิ่งห่างขึ้น พวกเรามีแต่เงินเดือน ไปทำธุรกิจแข่งกับบริษัทใหญ่คงยาก วิธีที่คุณทำได้เหมือนเขาก็คือ ซื้อหุ้นบริษัทเขา คุณก็จะได้ผลตอบแทนเหมือนบริษัทนั้น ตลาดทุนมีประโยชน์กว่าที่พวกเราคิดเยอะ ทำให้คนตัวเล็กเป็นเจ้าของกิจการได้เหมือนคนตัวใหญ่

เมื่อก่อนตลาดฯ คือพื้นที่ของบริษัทใหญ่ สำหรับคนมีเงิน หุ้นปูนฯ ราคาสองสามร้อยบาท ต้องซื้ออย่างต่ำร้อยหุ้น กว่าจะได้หุ้นปูนต้องใช้เงินเยอะนะ ในขณะที่คุณซื้อกองทุนรวมได้ตั้งแต่ห้าสิบบาทร้อยบาท ในอนาคตเราจะทำให้นักลงทุนซื้อหุ้นได้เป็นตัว ๆ ด้วยซ้ำ หรือมีเงินสองสามร้อยบาทก็ซื้อได้

แล้วก็ยังเปิดกระดาน LiVE ให้ธุรกิจแบบ Startup หรือ SMEs เข้าไประดมทุน กระดานนี้ต่างจาก SET และ mai ยังไง

ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าต้องการทำให้ตลาดทุนทำงานให้ทุกคน ก็ต้องมาทำกับธุรกิจเล็ก ๆ เมื่อก่อนบริษัทที่จะเข้ามาระดมทุนได้ต้องมีขนาดเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ ตอนนี้เราออกแพลตฟอร์ม LiVE มาสำหรับ Startup SMEs เรามีโปรแกรมบ่มเพาะ มี Mentorship Program มีระบบให้คุณทำ Due Diligence (การตรวจสอบประเมินทรัพย์สิน หนี้สิน) ระหว่างนักลงทุนกับบริษัทได้ง่ายขึ้น เพื่อให้คุณระดมทุนง่ายขึ้น

ตลาด Private Equity กับ Venture Capital ในเมืองไทยไม่ได้โตมาก มี Angel Investor เยอะก็จริง แต่ทำมาเป็นสิบปีก็ยังไม่เกิด เราอยากให้ LiVE เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยระดมทุน PE หรือ VC ก็เข้ามาใช้ได้ นอกจากเสนอขายให้นักลงทุนรายย่อยแล้ว นักลงทุนสถาบันก็ซื้อไปทำเป็นกองทุนรวมขายรายย่อยได้ นี่คือสิ่งที่ตลาดทุนสร้างประโยชน์ให้ Real Sector กับเศรษฐกิจของประเทศ

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย เปิดตลาดหลักทรัพย์ให้ Startup เข้ามาระดมทุน และคนตัวเล็กมาใช้งาน

การลงทุนใน SET กับ LiVE ใช้หลักคิดชุดเดียวกันไหม

เป็นคำถามที่ดีมาก Startup นี่ Evaluate ยากมากนะ คุณต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ถ้าจะลงทุนใน Startup คุณต้องเห็นข้อมูล ต้องรู้ว่าเขาทำอะไร และต้องยอมรับความเสี่ยง ดูแค่สตอรี่ไม่พอ แพลตฟอร์มนี้ทำให้คุณเข้าไปดูข้อมูลสำคัญของเขาได้ อย่างน้อยก็เห็นว่า Cash Flow วิ่งยังไง ผมพยายามสนับสนุนให้กองทุนรวมเข้ามาซื้อหุ้นบริษัท Startup แล้วตั้งเป็นกองทุนเอาไปขายนักลงทุนรายย่อยต่อ นั่นคือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับรายย่อยในการซื้อบริษัท Startup เพราะต้องการความหลากหลาย Startup 80-90 เปอร์เซ็นต์ อาจไปต่อไม่ได้ แต่ 10 เปอร์เซ็นต์ที่รอด ผลตอบแทนมันมหาศาล อาจจะ 20X หรือ 200X เอามาทดแทนบริษัทที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คุณเห็นการเข้าตลาดฯ ของบริษัทไหนที่น่าสนใจบ้าง

หลายเคสเลยครับ ที่ผมดีใจมาก ๆ คือ เคสที่เป็นธุรกิจดั้งเดิมของไทยแต่ใช้เทคโนโลยี สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การทำกลิ่นอาหาร ซึ่งสังเคราะห์จากแล็บออกมาให้เหมือนกลิ่นต่าง ๆ แล้วเอาไปเติมในอาหาร นี่คือมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย จุดแข็งของเราคือทุกอย่างที่เป็น Well-being คนมักจะพูดว่า ธุรกิจพวกนี้มันน่าเบื่อ แต่มันเป็นจุดแข็งของเรา ทำไมไม่พยายามทำให้มันดีขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้ล่ะ

อย่างบริษัทผลิตอาหารคน ก็ขยายมาผลิตอาหารแมวอาหารหมาจนมูลค่าบริษัทลูกโตกว่าบริษัทแม่แล้ว นี่คือสิ่งที่ผมเห็นแล้วมีความสุข เขาสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งที่มี แก้กระบวนการ ใส่เทคโนโลยี เปลี่ยนลูกค้า เปลี่ยนพื้นที่ ตรงนี้จะเป็นฐานให้คุณสร้างธุรกิจ S-curve ต่อได้ เราทำเหมือนเดิมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หรอก ต้องต่อยอดสร้างสิ่งใหม่ ๆ

ฟินเทคทำให้เราลงทุนในกองทุน คริปโต แม้กระทั่งทองได้ง่ายขึ้น มันทำให้คนรุ่นใหม่สนใจลงทุนในหุ้นน้อยลงไหม

คนทุกรุ่นมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างคือ Asset Allocation คนกลุ่มไหนชอบสินทรัพย์แบบไหนผมบอกไม่ได้ แต่ผมรู้ว่าวิธีที่เขาจะตัดสินใจลงทุนได้ครบถ้วนคือมีทางเลือก มีความหลากหลาย เพราะแต่ละคนรับความเสี่ยง และต้องการผลตอบแทนไม่เท่ากัน ถ้าคุณกระจายความเสี่ยง แล้วเลือกสัดส่วนให้เหมาะสม คุณจะได้ประโยชน์จากตรงนั้นมากกว่า ตลาดฯ บอกไม่ได้หรอกว่าคุณควรจะลงในอะไร นักลงทุนควรจะปรึกษา Financial Advisor ส่วนเราก็ควรมีทางเลือกให้

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย เปิดตลาดหลักทรัพย์ให้ Startup เข้ามาระดมทุน และคนตัวเล็กมาใช้งาน
ดร.ภากร ปีตธวัชชัย เปิดตลาดหลักทรัพย์ให้ Startup เข้ามาระดมทุน และคนตัวเล็กมาใช้งาน

การลงทุนที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดคือลอตเตอรี่…

สำหรับผมลอตเตอรี่ไม่ใช่งานลงทุนนะ TFEX (ตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้า) ก็ไม่ใช่ มันเป็นการเก็งกำไร คริปโตก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีอะไรจะบอกได้ว่า ความสามารถในการทำกำไรของมันคืออะไร แต่การลงทุนในหุ้นคุณเข้าไปดูบริษัทจดทะเบียนที่คุณซื้อหุ้นได้ เห็นสตอรี่ เห็นตัวเลข ผมว่ามันไม่เหมือนกัน

ถ้าอยากชวนคนเปลี่ยนจากการซื้อลอตเตอรี่มาซื้อหุ้นมากขึ้น เราต้องให้ข้อมูลอะไร

มันเป็นเรื่องที่เปลี่ยนใจกันยาก บางคนอยากรวยเร็ว หรือฝันว่าถ้าถูกลอตเตอรี่จะเอาเงินไปทำอะไร ตอนนี้ลอตเตอรี่ได้รับความนิยมมากเพราะแอปฯ เป๋าตังค์ เมื่อวานพ่อผมยังถามเลยว่าจะลงแอปฯ ยังไง พ่ออยากเล่นบ้าง ผมฟังแล้วหัวเราะเลย คำตอบของผมเหมือนเดิมคือ คุณต้องมีทางเลือกเยอะ ๆ มีความเสี่ยง มีผลตอบแทนที่ต่างกัน ตั้งแต่ลอตเตอรี่ คริปโต TFEX หุ้น ไปจนถึงตราสารหนี้ มีทางเลือกให้หมด แล้วทำให้ทุกอย่างซื้อง่าย

ผมว่ามี 3 เหตุผลที่ทำให้คนชอบลงทุนในคริปโตคือ หนึ่ง ง่าย เปิดบัญชีได้ใน 2 นาที สอง ซื้อขายได้ตลอดเวลา สาม ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ ผมถึงพยายามทำให้การซื้อหุ้นง่ายขึ้น ทำให้ลงทุนด้วยเงินที่น้อยลงได้ เข้าถึงระบบซื้อขายง่าย ตอนนี้เราขยายเวลาซื้อขายมากขึ้น พวก Fractional DR (ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ) ซึ่งอิงกับหุ้นต่างประเทศ เราก็เปิดให้ซื้อขายตามเวลาตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือการเข้าถึงการลงทุนทุกประเภท คุณห้ามไม่ให้เขาลงทุนบางแบบไม่ได้หรอก แต่เราต้องมีทางเลือก ต่อไปในมือถือคุณต้องซื้อได้ทั้งลอตเตอรี่ คริปโต หุ้นต่างประเทศ ให้คนได้เลือก นี่คือสิ่งที่ควรจะทำ

เราควรวัดความสำเร็จของตลาดหลักทรัพย์จากอะไรดี

เรามี KPI หลายอย่างทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น เราอยากให้มีบัญชีนักลงทุนเยอะขึ้น แต่ต้องดูว่าเขาเข้ามาลงทุนต่อเนื่องหรือเปล่า เราใช้คำว่า ‘ต่อเนื่อง’ เพื่อดูว่าเขาขาดทุนหรือเปล่า เราพบว่าอัตรา Exit ของนักลงทุนไทยในปีแรกคือ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงมาก ความรู้ทางการเงินจึงสำคัญมาก เราต้องวิเคราะห์ว่า นักลงทุนที่เข้ามามีกี่แบบ แต่ละแบบมีอัตรา Exit เป็นยังไง สิ่งที่แต่ละกลุ่มต้องการคืออะไร แล้วเราจะจัดโปรแกรมร่วมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือจัดอบรมเองให้กับนักลงทุนเหล่านี้ แล้วก็ยังดูพวกมูลค่าการ IPO หรือ Secondary Offering ในแต่ละปี สภาพคล่องเป็นยังไง Market Cap โตแค่ไหน

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กับงานบริหารตลาดหลักทรัพย์วาระสอง และภารกิจปรับตลาดให้คนตัวเล็กทั้งนักธุรกิจและนักลงทุนเข้ามาใช้งาน

ช่วงปีที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกทรง ๆ ทรุด ๆ เราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ยังไง

ต้องบอกว่า 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เจอทั้งโควิด สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าต่าง ๆ ขึ้น ดอกเบี้ยก็กำลังจะขึ้น แล้วก็ยังมีเรื่องสหรัฐกับจีนทำให้เราส่งออกได้ไม่เต็มที่ เป็นวิกฤตที่มีปัจจัยเข้ามาชนกันหลายอันมากเป็น Perfect Storm เลยคุณ

คุณจะสังเกตว่าประเทศที่ฟื้นตัวก่อนคือพวกโรงงานอุตสาหกรรมหรือไอที เช่น สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ฟื้นตัวเร็วมากใน 2 ปีแรก แล้วปีนี้ตกลงมา เวียดนามตก 30 เปอร์เซ็นต์ สหรัฐฯ ตก 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนไทยไม่ได้ฟื้นตัวเร็วนัก แต่อาจจะตกไป 5 ขึ้นมา 2 นี่คือความแตกต่างของพื้นฐานแต่ละประเทศ

ตอนนี้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดสูงกว่าช่วงโควิดแล้วนะ แต่อุตสาหกรรมที่ยังไม่ค่อยฟื้นตัวคือพวก Well-being เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่เข้ามา เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวเข้ามา 40 ล้านคน ปีที่แล้วหลักแสน ปีนี้มี 10 ล้าน จุดนี้ผมมองว่า เรามีโอกาสเติบโตในปีหน้ามากกว่าประเทศอื่น นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกคาดการณ์ว่า ปีหน้าไทยจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่จะมีการเติบโตมากกว่าปีนี้ ปีหน้าเราน่าจะมีโอกาสฟื้นตัวสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ครับ

ทำไมคุณถึงชอบขับรถ

แก้เครียดได้นะ เวลาขับรถคุณต้องมีสมาธิมากโดยเฉพาะขับขึ้นเขา พวกผมที่ไปขับรถกันเราเครียดกว่าทำงานอีกนะ เพื่อนผมขับไปเช็ดเหงื่อที่มือไป เพราะเราตั้งใจกันมาก ห่วงทั้งตัวเองทั้งคนบนถนน มันทำให้เรามีสมาธิไม่คิดอะไร ได้ใช้สมองอีกด้าน ได้พักผ่อน คุณไปขับรถจะเห็นเลยว่าประเทศไทยน่าอยู่จริง ๆ ยิ่งภาคเหนือ แถวแพร่ น่าน เชียงราย พะเยา กับฝั่งแม่ฮ่องสอน ปาย

ทางเส้นโปรดของคุณคือ

จากน่านไปบ่อเกลือ แต่ที่จริงมันดีหมดเลยคุณ จากบ่อเกลือคุณไล่มาน่านไปพะเยา เข้าเชียงราย เข้าเชียงใหม่ สวยมาก ถนนทั้งคดเคี้ยวทั้งชัน อีกฝั่งหนึ่งที่ไปจากเชียงใหม่วิ่งขึ้นดอยอินทนนท์ไปลงปายเข้าแม่ฮ่องสอนก็สวย

ทำยังไงให้ไม่เมารถ

เออ แฟนผมเขาเก่งนะ เขาไม่มีปัญหาเรื่องเมารถเลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม (หัวเราะ)

10 Things you never know

about Pakorn Peetathawatchai

1. อยากให้ลูกน้องเรียกคุณว่า

พี่ปุย

2. อะไรคือสิ่งที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณ

คนมักจะมองว่าผมไม่ค่อยยิ้ม ผมดุ แต่ผมไม่ดุนะ (หัวเราะเสียงดัง)

3. ตื่นมาต้องตามข่าวอะไรเป็นอย่างแรก

ตัวเลขตลาดอเมริกา เพราะเป็นดัชนีสำคัญที่มีผลต่อตลาดเอเชีย แล้วก็มี ETF ของประเทศไทยตัวหนึ่งอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์กชื่อ THD เมื่อก่อนเป็นตัวชี้วัดที่ส่งผลต่อตลาดไทย เพราะบอกว่านักลงทุนกลุ่มสถาบันในอเมริกามองตลาดหุ้นไทยยังไง

4. วันที่เข้าออฟฟิศกินข้าวกลางวันที่ไหน

ที่ห้องทำงาน ส่วนใหญ่ผมจะทานคนเดียวเร็ว ๆ แล้วไปทำงาน ไปประชุมต่อ ผมเป็นอย่างนี้ตั้งแต่สมัยผมเป็นเทรดเดอร์ที่ต้องเฝ้าหน้าจอ

5. ช่วงเวลาที่ชอบสุดในรอบวัน

สักทุ่มนึงถึงเที่ยงคืน ได้กลับไปพักผ่อนกับครอบครัว ได้คิดแบบไม่มีอคติ คุยกับคนที่บ้านซึ่งเขาไม่เกี่ยวกับงานเรา บางทีก็โดนดุว่าทำไมเราคิดแบบนี้ ทำให้รู้ตัว (หัวเราะ)

6. หนังเกี่ยวกับหุ้นที่ชอบสุด

GameStop ใน Netflix เป็นเรื่องของนักลงทุนรายย่อยที่ฟังการวิเคราะห์ของพอดแคสเตอร์คนหนึ่งแล้วรวมตัวกันทำให้ราคาในตลาดเปลี่ยน ซึ่งเมื่อก่อนมีแต่สถานบันการลงทุนขนาดใหญ่ที่ทำได้ ดูแล้วรู้ว่าปัจจุบันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้ซึ่งต่างจากอดีต

7. สถาปนิกคนโปรด

คุณพิเนต บุณยรัตพันธุ์ เขาเป็นเพื่อนผมที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน เขาออกแบบบ้านให้ผม

8. วิธีแก้เครียด

นอน กับ ตีกอล์ฟ

9. ถ้าได้พักร้อนหนึ่งเดือนคุณจะ

ขอให้ได้หยุดจริง ๆ ก่อนนะ แล้วผมจะมาตอบ (หัวเราะ)

10. ของที่อยากได้สุดตอนนี้

สิ่งที่ผมได้ทำน้อยมากช่วงที่ทำงานที่นี่คือ ซื้อของ ถ้าผมรีไทร์เมื่อไหร่ผมจะไปซื้อของที่อยากได้ แต่ขอไม่บอกว่าเป็นอะไร (หัวเราะ)

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load