“ทำไมคุณต้องมาสัมภาษณ์ผม”

ต้อง-ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง สำนักพิมพ์สมมติ ร่วมกับ จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล ยิงคำถามใส่ผมก่อนบทสนทนาจะเริ่มต้น

ในฐานะคนทำงานสัมภาษณ์ยอมรับว่าไม่ค่อยคุ้น ที่อีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มต้นคำถามแรก และจากน้ำเสียงของเขา มันบ่งบอกชัดเจนว่าเขาสงสัยจริงๆ หาได้ตั้งคำถามเพื่อทดสอบไหวพริบฝ่ายตรงข้าม

จะมาสนใจอะไรกับสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่พิมพ์หนังสือที่ขายไม่ค่อยได้ – เขาว่าอย่างนั้น

แน่นอน สนใจอะไรตอบได้ไม่ยาก ในแวดวงวรรณกรรมคลาสสิก สำนักพิมพ์สมมติคือชื่อแรกๆ ที่นักอ่านนึกถึง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสำนักพิมพ์ที่ให้พื้นที่กับเนื้อหาแบบนี้ในบ้านเรามีแทบจะนับนิ้วได้ พูดอย่างตลกร้ายคือ หากคุณเริ่มต้นทำวันนี้ก็แทบจะติดท็อปเท็นในทันที

แต่ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนหรอก ที่ทำให้ใครหลายคนคิดถึงชื่อ สำนักพิมพ์สมมติ

ความเอาจริงเอาจัง ทำอย่างต่อเนื่องจนปีนี้หยัดยืนมาครบทศวรรษ ความซื่อสัตย์ต่อผู้อ่านและความเชื่อของผู้ผลิต ต่างหาก ที่ทำให้สำนักพิมพ์นี้ยังอยู่ในใจคนอ่านของพวกเขา

วรรณกรรมคลาสสิกจำนวนมากที่รู้ทั้งรู้ว่าขายยากกลับมามีลมหายใจอีกครั้งเพราะพวกเขาเห็นความสำคัญ จำเป็น พูดได้ว่าหนังสือหลายเล่ม สมมติถ้าเขาไม่ทำ ถ้าสำนักพิมพ์สมมติไม่พิมพ์ ก็ไม่มีใครกล้าทำ

1984 วรรณกรรมทรงพลังของ George Orwell กลับมาแปลและพิมพ์อีกครั้ง หลังหายไปราว 20 ปีก็เพราะสำนักพิมพ์ของเขา

ในวาระครบรอบ 10 ปี ของสำนักพิมพ์ เรานัดพบเจอกันในช่วงเช้าวันหนึ่งที่ ร้านสมมติ & the Object ย่านถนนกาญจนาภิเษก สถานที่ซึ่งเป็นทั้งร้านหนังสืออิสระและฐานบัญชาการของเขา และบทสนทนาบนโต๊ะหน้าร้านก็เวียนวนอยู่กับเรื่อง ‘สมมติ’ ในโลกแห่งความจริง

และอย่างที่บอก บทสนทนานี้เขาเป็นผู้เริ่มต้น

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

“ทำไมคุณต้องมาสัมภาษณ์ผม

“ตอนผมเป็นเด็ก นิตยสาร a day เคยสัมภาษณ์พี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี คำถามแรกที่พี่สุชาติถาม ถ้าจำไม่ผิดคือ ‘คุณจะมาสนใจอะไรเรื่องแบบนี้’ ถ้านับสื่อที่มาสัมภาษณ์ผม คุณน่าจะเป็นคนแรกที่มาในลักษณะของคนที่เป็นนักสัมภาษณ์ ที่ไม่ใช่ข่าว เพราะฉะนั้น มันเลยเป็นคำถามว่า คุณสนใจในฐานะอะไร ในฐานะที่เป็นสำนักพิมพ์ ในฐานะที่ครบรอบวาระ หรือในฐานะที่ผมทำหนังสือที่ไม่มีคนอ่านแบบนี้ ซึ่งมันไม่กระตุ้นยอดไลก์ยอดแชร์ของเพจคุณแน่นอน บอกไว้เลย”

ทำไมถึงคิดว่าไม่มีคนสนใจสิ่งที่คุณทำ

ไม่มีหรอก เพราะมันเล็กมาก เล็กมากจนมึงต้องเจียมเนื้อเจียมตัวตลอดเวลา แต่ตอนแรกผมไม่ได้คิดแบบนี้นะ แรกๆ ผมอหังการมากเลย คิดว่าหนังสือเปลี่ยนโลก หนังสือเปลี่ยนวิธีคิดคน คนไปเปลี่ยนสังคมได้ ผมเชื่ออย่างนั้นเลยนะ ผมรู้สึกว่า ถ้าเราทำหนังสือมาเล่มหนึ่ง แล้วมันมีผลต่อคนที่ได้อ่าน แล้วคนคนนั้นมีผลต่อเพื่อนของเขา แล้วเพื่อนของเขามีอีก 10 คน ถ้าคุณเชปไอเดียบางอย่างที่คิดว่ามันโอเคในทางหลักการ มันจะไม่เปลี่ยนโลกได้ยังไง มันจะไม่เปลี่ยนสังคมที่เฮงซวยแบบนี้ได้ยังไง มันเปลี่ยนได้ด้วยหนังสือแน่นอน แต่นั่นมันคือความคิดตอนนั้น แล้วมันก็ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ เพราะคุณก็เจอความจริงตรงหน้าที่กระทำกับมึงว่า สิ่งที่มึงทำไม่ได้กระทบอะไรเลย ไม่ได้ส่งผลอะไรที่มีนัยกับสังคมอะไรสักอย่างเลยว่ะ เรื่องนี้ซีเรียสนะ

ยกตัวอย่าง สมมติคุณรณรงค์ให้คนปลูกต้นไม้วันละต้น โลกมันจะดีขึ้น คุณจะไม่ทำเหรอ มึงต้องทำ ช่วยกันทำ รณรงค์แม่งไป ปลูกคนละต้น หน้าบ้าน ข้างออฟฟิศ ปลูกไป มึงเจอหนึ่งโรงงานที่มีศักยภาพมหาศาลปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไปแค่ 1 ชั่วโมง สิ่งที่พวกคุณทำทั้งหมดมันไม่มีความหมายทางผลลัพธ์เลยนะ มันมีความหมายต่อจิตใจคุณเท่านั้นเอง ซึ่งปัญหาแบบนี้ ถ้าคุณซูมดูในทุกๆ เหตุการณ์ ในทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเวลามีความคิดเห็น เราอยู่กันแบบนี้หมด

คือการไปคาดหวังว่าเราจะเปลี่ยนบางอย่างด้วยสิ่งเล็กๆ ที่ทำมันยากมาก เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่โครงสร้างมันบิดเบี้ยวไปหมด ถ้าพูดง่ายๆ คือมันไม่มีโครงสร้างอะไรสักอย่างในสังคม ระบบการศึกษา ระบบสาธารณะสุข ครัวเรือน ชุมชน มันไม่มีเลย แต่คุณไปคาดหวังว่าจะเปลี่ยนบางอย่างด้วยสิ่งเล็กๆ ที่พวกคุณช่วยกันทำ เฮ้ย โลกสมัยใหม่ว่ะ มันเปลี่ยนไม่ได้หรอก ถ้าย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีคุณอาจจะเปลี่ยนได้ แต่ทุกวันนี้คุณอยู่ในโลกสมัยใหม่ คุณไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อีกต่อไปแล้วในความเชื่อของผม

ระบบมาแบบไหน โครงสร้างมาแบบไหน ถ้าคุณทำเล็กๆ แล้วคาดหวังว่าจะเปลี่ยน ผลลัพธ์มันไม่มีความหมาย ถ้าจะเปลี่ยนคุณต้องถอนรากถอนโคนถึงจะเปลี่ยนได้ ซึ่งพอพูดแบบนี้ก็เท่ากับเปลี่ยนไม่ได้ เพราะไม่มีใครถอนรากถอนโคนอะไรสักอย่างได้

ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าทำบางสิ่งเล็กๆ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยหรือเปล่า

ใช่ มันก็วนอยู่แบบนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเราทำมันตอบปัจเจก แต่ไม่ได้ตอบหลักการที่จะไปกระทำเพื่อให้มันเปลี่ยนโครงสร้าง มันตอบแค่ปัจเจก เราสำเร็จความใคร่ในทางตัวเองแค่นั้น

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

สำนักพิมพ์สมมติก็เกิดขึ้นด้วยการตอบแค่ปัจเจกแบบที่คุณว่าด้วยไหม

ถูกเลย ตอนเริ่มต้นทำสำนักพิมพ์ผมไม่เคยคิดทำธุรกิจ ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นธุรกิจเลยนะ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าพี่จ๊อกกับ พี่โย-กิตติพล สรัคคานนท์ (ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน) คิดไหม แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครคิดหรอก ตอนนั้นเราเด็กกันหมด ไม่ได้คิดเลยว่ามันขายไม่ได้แล้วจะเป็นยังไง สต็อกเป็นยังไง ส่งสายส่งเป็นยังไง ส่วนลดเป็นแบบไหน จ่ายค่าเรื่องจ่ายค่าพิมพ์แล้วเหลือเงินเท่าไหร่ ไม่ได้คิดอะไรพวกนี้เลย แล้วไม่ใช่ชั่ววูบด้วยนะ ในช่วง 3 – 4 ปีแรกในการทำสำนักพิมพ์ไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้เลย เพราะว่ามันไม่ได้อยู่ในหลักการของการทำสำนักพิมพ์ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าหลักการในการทำสำนักพิมพ์ตั้งแต่ต้นยึดว่ามันเป็นธุรกิจ เราต้องคิด

ถ้าไม่คิดเรื่องธุรกิจแล้วคิดอะไร

คิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้มันมีหนังสืออย่างที่เราอยากให้มันมี คิดแค่นั้นเลย

ถ้ามองสำนักพิมพ์เป็นธุรกิจ คุณถือเป็นคนทำธุรกิจที่…

เหี้ยมาก (ชิงตอบก่อนคำถามจบ) ผมเพิ่งเปลี่ยนโลโก้สำนักพิมพ์เมื่อ 2 – 3 ปีที่ผ่านมาเอง ถ้าคนทำธุรกิจแบรนดิ้งต้องมาก่อนเลย โลโก้ เฉดสีแบบไหน อัตลักษณ์องค์กรเป็นแบบไหน แต่เราไม่เคยคิดอะไรแบบนั้น โลโก้เดิมก็แค่เอาให้มันมีบนปกก่อน

ถ้าคนทำธุรกิจเขาไม่ทำแบบนี้หรอก เขาก็ดูว่าเทรนด์หนังสือแบบไหนมา ทำหนังสือแบบนั้น อะไรกำลังจะมา เล่มไหนจะทำเป็นหนังหรือเปล่า เป็นซีรีส์หรือเปล่า แต่เราไม่เคยทำอะไรแบบนั้นเลย มันเป็นหลักการ เราก็แค่ทำหนังสือที่คิดว่าดี หนังสือที่คิดว่าควรจะมีเป็นภาษาไทยในสังคมไทย ไม่ได้ทำด้วยหลักการว่า เฮ้ย อีก 3 ปีมาชัวร์ มีข่าวว่าจะทำหนัง เอามาทำก่อน ไม่ได้คิดแบบนั้น

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

ที่คุณเคยบอกว่า ‘หนังสือผมไม่เน้นขาย’ คุณพูดเล่นหรือพูดจริง

ผมว่าจริงนะ ด้วยตัวมันเองมันไม่ได้ขาย ด้วยประเภทหนังสือ วรรณกรรมคลาสสิกมันไม่ได้เป็นหนังสือที่ต้องซื้อวันนี้ ถ้าคุณไม่ซื้อคุณจะตกเทรนด์ ชีวิตคุณจะไม่รอด ไม่ใช่ หนังสือคลาสสิกมันไม่ได้บอกคุณแบบนั้น หนังสือคลาสสิกคุณอายุ 50 คุณค่อยอ่านก็ยังได้ ลูกคุณเติบโตคุณก็ยังอ่านได้ เพราะฉะนั้น โดยธรรมชาติของหนังสือวรรณกรรมคลาสสิกมันเป็นแบบนั้นโดยตัวมันเอง มันไม่ขายด้วยตัวมันเองตั้งแต่ต้น เรารู้ตัวตั้งแต่ต้นเลยว่ามันขายยาก

หนังสือสำนักพิมพ์สมมติติดอันดับหนังสือขายดีกับเขาบ้างไหม

มันก็มีบ้าง ซึ่งไม่รู้ว่าจริงไม่จริง แต่ผมไม่เคยหลงระเริงว่าติดชาร์ตอันดับ 1 อันดับ 5 ผมไม่เชื่ออะไรแบบนี้

Best Seller มันคืออะไร มันคือ Pop Culture เหมือนหนัง Box Office มันคืออุตสาหกรรมที่เป็น Mass Production คุณหวังจะใช้เครื่องมือ Mass Production ในการมากำกับ ในการมากระตุ้นยอดขายในสิ่งที่มันไม่ใช่สิ่งที่ป็อปปูล่า มันก็สวนทางตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ในงานสัปดาห์หนังสือฯ ผมเคยขึ้นว่า ‘5 อันดับหนังสือขายไม่ดี’ คือมันขายไม่ดีแต่เป็นหนังสือดี คุณรับไปเถอะ แล้วมันก็ขายได้

มีหนังสือเล่มไหนมั้ยที่รู้ทั้งรู้ว่าทำไปก็ขายไม่ได้ แต่ก็ยังยืนยันที่จะทำ

ทุกเล่ม (ตอบทันที) คุณว่าตอนเอา 1984 มาพิมพ์คิดว่าจะขายได้เหรอ ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าจะขายได้ มันหายไปเกือบ 20 ปีนะ จากพิมพ์แรกจนเราเอามาทำ ถ้ามีคนเห็นว่าขายได้ สำนักพิมพ์ที่ทำธุรกิจเขาเอาไปทำก่อนหน้าผมแล้ว หรืออย่าง ราโชมอน ผมไม่เคยคิดว่าจะขายได้เลย

รู้ว่าขายไม่ได้ทำไมยังเลือกทำ

อย่างที่บอก เพราะหลักการในการเลือกหนังสือที่จะทำเราไม่ได้คิดว่าต้องเอาเล่มที่ขายได้เป็นหลัก หลักในการเลือกหนังสือของเราคือมันต้องเป็นหนังสือที่มีคุณค่าทางวรรณกรรม คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ที่ควรจะได้รับการแปลในสังคมไทย

ทุกวันนี้ผมก็ยังใช้หลักแบบนี้อยู่ เพียงแต่ทำออกมาแล้วมึงต้องขายแล้วนะ อันนี้มันเหมือนเป็น Post Production แต่ไม่ได้คิดตั้งแต่ต้นว่าเอาเล่มนี้เพื่อขาย เราเอาเล่มที่ดีก่อน ส่วนเรื่องขายค่อยมาช่วยกันคิดว่าจะพรีเซนต์ยังไง ใครจะซื้อ เป็นปัญหาของพวกเราทั้งหมดที่ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันเขย่า

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

เวลาผลิตหนังสือคุณมองมันเป็นสินค้าชนิดหนึ่งไหม

ทุกวันนี้มองมันเป็นผลิตภัณฑ์ มองเป็นสินค้า แต่ 3 – 4 ปีแรกผมไม่ได้มองเป็นสินค้า ผมมองมันเป็นอาวุธบางอย่าง ปากกาคืออาวุธไง นักเขียนบอกไว้ไง คุณพูดกันมาแบบนี้ แต่คุณไม่เคยวงเล็บเลยว่ามันคือในเชิงอุดมคติ ในเชิงที่คุณอาจจะไม่ได้ทำธุรกิจกับมัน ในเชิงที่เป็นวาทะเพื่อปลุกเร้าให้คนมีแพสชันในการทำงาน แต่ถ้าคุณถอดวงเล็บพวกนี้ออก แล้วใส่วงเล็บเข้าไปใหม่ว่า มันคืออาชีพจริงๆ ของมึงนะ มึงต้องจ่ายค่าพิมพ์ด้วยนะ มึงต้องจ่ายค่าเรื่อง ต้องจ่ายเงินเดือนลูกน้อง คุณก็ต้องมองมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่คุณต้องขาย ไม่อย่างนั้นคุณไม่รอด

พอเปลี่ยนมุมมองจากอาวุธเป็นผลิตภัณฑ์ วิธีคิดในการทำเปลี่ยนไหม

เปลี่ยนแน่นอน ช่วงแรกๆ ผมไม่เคยโปรโมตหนังสือผมเลยนะ หรือโปรโมตก็น้อยมากๆ ตอนที่เริ่มมีเฟซบุ๊ก สันดานแบบพวกผมก็ไม่ได้คิดว่า เฮ้ย มันเป็นเครื่องมือทางการตลาด เราได้ช่องทางใหม่กันแล้ว ลุกขึ้นมาทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เราก็แค่ เออ มีเฟซบุ๊กเหรอ ช่างแม่ง (หัวเราะ) ผมให้เด็กฝึกงานเปิดเพจสำนักพิมพ์ด้วยซ้ำ ตอนนั้นทำไม่เป็น

ตอนแรกเราไม่ขายเลย เพราะมันมีความเชื่อว่าหนังสือดีคนบอกต่อ ปากต่อปาก เดี๋ยวคนซื้อเอง คุณแค่ทำมันให้ดี เดี๋ยวมันจะขายได้ด้วยตัวมันเอง แต่ทุกวันนี้ของดีๆ ทั้งหลายมันก็ขายไม่ได้หรือเปล่า ถ้าคุณไม่นำเสนอมัน มันคือการนำเสนอบางอย่าง มันคือการอธิบายบางอย่างออกไปให้คุณขายของได้ เฟซบุ๊กไม่ใช่ว่ามีเฉยๆ แล้ว มันต้องเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารกับคนอ่าน ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเครื่องมือในทางรูปธรรมที่บอกว่า เราต้องทำเพื่อให้เรารอด นี่คือวิธีง่ายสุด

ถ้าไม่ทำอะไรคุณตายแน่นอน ถ้าคุณยังทำแบบเดิมๆ คุณไม่มีทางรอดในโลกสมัยใหม่ที่แข่งขันกัน ทุกอย่างมันเปลี่ยนเร็วไปหมด ถ้าคุณตามไม่ทัน ถ้าไม่ปรับตัวคุณก็รอวันไปสู่จุดจบ หรือต่อให้ถ้าคุณไม่เปลี่ยน แต่คุณต้องรู้ว่ามันจะเปลี่ยน ต้องรู้ว่าสิ่งที่มันหมุนอยู่คืออะไร ต้องบาลานซ์ให้ได้ แต่ไม่รู้อะไรแล้วทำแบบเดิมนี่ฉิบหายเลย

นอกจากขายของมากขึ้น มีอะไรเปลี่ยนไปอีกไหม

ผมเครียดมากขึ้น เพราะตอนแรกเราทำด้วยอุดมคติอย่างเดียว ทำด้วยอยากจะทำอย่างเดียว แต่พอเจอความเป็นจริงตรงหน้า เรื่องธุรกิจ เรื่องตัวเลข เรื่องยอดขาย มันคือชีวิตแล้ว มันคือความเป็นจริงแล้ว เพราะฉะนั้นความจริงอยู่ตรงหน้า คุณต้องซีเรียสกับมันแล้ว

ที่ผ่านมามันเหมือนฝันๆ ทำๆ ไป มีความสุข แต่ผมว่า ความจริงมันให้ภาพอีกแบบหนึ่งที่เราไม่เคยคิดกับมัน สิ่งที่เราคิดในด้านบวกทั้งหลายส่วนใหญ่มันเป็นจินตนาการทั้งนั้น ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น ความจริงจะเป็นด้านตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณจินตนาการไว้เสียส่วนใหญ่ โอเค มันไม่ทั้งหมดหรอก แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น

คุณคาดหวังอะไรสักอย่างที่มันดีงาม คุณจินตนาการว่ามันใช่ แต่ความจริงมันบอกคุณอีกแบบ

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

เจ็บปวดไหม ความจริงเป็นด้านตรงกันข้าม

มาก เจ็บปวด บั่นทอน เบื่อ มีคำถามอยู่ตลอดเวลา ทำไมวะ ทำไปทำไมวะ ใครอ่าน อ่านแล้วเกิดอะไรขึ้น มีอยู่ตลอดเวลา

แล้วผ่านมาได้ยังไง

เวลาผมเหนื่อยๆ จะมีประมาณ 2 – 3 อย่างที่กลับมาพยุงให้ผมรู้สึกว่า เออ มึงก็ทำไปว่ะ

หนึ่งคือคนอ่าน ในยุคแรกเป็นอีเมล จดหมาย แม้ว่ามันไม่เยอะหรอก แต่การที่คุณทำอะไรออกไปแล้วมีคนอ่านหนังสือที่คุณทำ ของที่คุณผลิต ข้อเขียนที่คุณเขียน มันเป็นแรงบางอย่างให้คุณทำสิ่งนั้นต่อไปได้

อย่างที่สองที่นึกออก ผมกลับไปอ่านบทบรรณาธิการพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ในนิตยสาร open เล่มท้ายๆ เราอ่านแล้วมันฮึกเหิมว่ะ มันมีพลัง มันช่วยชีวิตในเสี้ยววินาทีได้ เวลาท้อๆ ผมกลับไปอ่านตลอด ยิ่งเล่มหลังๆ ที่เขาพยายามยื้อ เขาพยายามดื้อ เขาพยายามเอาให้รอดให้ได้ในหลักการที่เขาเชื่อ มันฉายภาพให้เห็นเลยว่า เขาต้องรับมือกับอะไรบ้าง เขารับมือมันด้วยวิธีคิดแบบไหน แล้วผลมันจะเป็นแบบไหน ถ้าผลมันเป็นแบบนี้ มึงยอมแลกหรือเปล่า ถ้าแลกแล้วเป็นแบบนี้ ถ้าไม่แลกเป็นแบบนี้นะ มึงจะเอายังไงกับชีวิตมึง มึงจะเอายังไงกับการที่มึงจะพยุงองค์กรให้มึงรอดตามหลักการความเชื่อที่มึงมี

ผมกลับไปอ่านบทบรรณาธิการ open บ่อยมากเลยช่วงแรกๆ ในการทำสำนักพิมพ์ เพราะมันไม่มีคู่มือบอกว่าคุณต้องทำแบบไหน ในการทำสำนักพิมพ์เล็กๆ เฉพาะทางให้มันรอด แล้วก็ตอบโจทย์ทางธุรกิจ บทบรรณาธิการนั้นมันเป็นเสมือนแสงไฟปลายถ้ำให้เห็นว่ามึงก็ดื้อได้ แต่ต้องเจอสภาพอะไรแบบนี้นะ หรือถ้าคุณยอม คุณยอมอะไรได้บ้าง แล้วทุกวันนี้ตัวหัว open มันก็ยังอยู่ แล้วก็แข็งแรงอย่างที่เห็น ไม่มากไม่น้อยมันก็มาจากหลักคิดความเชื่อบางอย่างที่เขาเชื่อจริงๆ แล้วมั่นคงกับมันจริงๆ แล้วก็ทำมัน มันก็ทำได้ อยู่ได้

แต่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้อยู่แบบทนอยู่ใช่ไหม

ใช้คำว่าทนไม่ได้เลยว่ะ ทำอาชีพไหนถ้าคุณซีเรียสกับมัน คุณทนอยู่ไม่ได้หรอก คุณต้องรักในสิ่งที่คุณทำในเบื้องต้น ทุกอาชีพเลยนะ คุณควรเป็นครูที่ดี สถาปนิกที่ดี บาร์เทนเดอร์ที่ดี บุรุษไปรษณีย์ที่ดี โสเภณีอาว์ปุ๊ (’รงค์ วงษ์สวรรค์) ยังบอกเลยว่าห้ามเร่งลูกค้านะ

งานกับชีวิตผมไม่เคยแยกจากกันเลย งานกับชีวิตผมเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วผมบอกเพื่อนร่วมงานเสมอ คุณทำหนังสือแบบไหน จงใช้ชีวิตให้มันใกล้เคียงกับหนังสือที่คุณทำ ให้ได้มากที่สุด มันไม่ต้องเป๊ะหรอก แต่คุณต้องไม่บิดพริ้วไปจนเกินเลย ไม่ใช่มึงทำหนังสือขาวแต่ชีวิตประจำวันมึงมันดำ มันไปด้วยกันไม่ได้หรอก งานกับชีวิตสำหรับผมมันไม่เคยเป็นคนละเรื่อง มันเป็นเรื่องเดียวกัน

สิ่งนี้สำคัญยังไง เพราะคนอ่านก็ไม่รู้หรือเปล่าว่าคนทำใช้ชีวิตแบบไหน

การงานบางอย่างคุณต้องใช้ชีวิตและงานให้มันสัมพันธ์กัน ให้มันสมดุลกัน

ถ้าเป็นหน้าที่การงานที่ไม่ต้องสัมพันธ์กับชีวิต ทำทำจบ มันก็อาจจะไม่ต้องสนใจเรื่องนี้ก็ได้ แต่การงานบางอย่างมันพัวพันกับชีวิตคุณ มันให้วิธีคิดบางอย่าง ซึ่งคุณต้องรับไปในชีวิตประจำวัน ไม่อย่างนั้นคุณตอบตัวเองไม่ได้ว่าคุณทำหนังสือแบบนี้ ผลิตประโยคออกมาแบบนี้ แต่คุณไปเชื่ออีกประโยคหนึ่งได้ยังไง มันตอบยากนะ แค่ตอบตัวเองยังยากเลย เพราะฉะนั้นในระดับหนึ่ง ไม่มากก็น้อย คุณต้องปรับให้มันโอเคกับสิ่งที่คุณทำ ชีวิตประจำวันกับหน้าที่การงานต้องไปพร้อมๆ กันให้ได้

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

แล้วสุดท้ายคุณบาลานซ์ระหว่างโลกจริงกับโลกอุดมคติอย่างไร

มนุษย์ไม่เคยบาลานซ์อะไรได้สักอย่างในชีวิต ทุกวันนี้คุณก็ยังต้องบาลานซ์อยู่ คุณก็เสียสมดุลอยู่ทุกวี่ทุกวัน มันเป็นการดีลกับสิ่งที่คุณเจอตรงหน้าให้มันรอด มันไม่มีกฎว่า คุณทำหนึ่ง สอง สาม สี่ แล้วชีวิตคุณสมดุลทั้งชีวิต ไม่มีทาง

ทำสำนักพิมพ์มา 10 ปีแล้ว พอเจอโลกแห่งความจริงในโลกธุรกิจ ความเชื่อในวรรณกรรมของคุณลดลงไหม

ผมเชื่อในวรรณกรรมเสมอเลยนะ แล้วผมเชื่อว่าคนอ่าน หรือว่าคนที่ทำหนังสือ คนที่ทำสำนักพิมพ์ก็เชื่อในสิ่งนามธรรมแบบนี้ มันเป็นพลังนะ ประโยคบางประโยคมันเปลี่ยนชีวิตคุณได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ถ้าคุณเชื่อไปแล้วคุณไม่มีทางไม่เชื่อหรอก

ไชยันต์ รัชชกูล เคยเขียนในบทตามหนังสือ The Overcoat ของ Nikolai Gogol เขาบอกว่า พนันกันมั้ยว่า อีกร้อยปีข้างหน้าคุณว่าชื่อของ Gogol หรือชื่อของ Google จะยังอยู่ คุณว่าชื่อของนักเขียนหรือชื่อของกูเกิลจะยังอยู่

ชื่อนักเขียนอยู่กับเรามา 500 ปี 1,000 ปี เทคโนโลยีอยู่เหรอวะ คุณจำ Netscape ได้มั้ย คุณจำ Winamp ได้มั้ย คุณจำ Hi5 ได้มั้ย

แต่ในแง่ผู้ผลิต คนคิดค้นเทคโนโลยีเขาอาจจะร่ำรวยมหาศาล ชีวิตสุขสบายไปแล้วหรือเปล่า โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าสิ่งที่สร้างจะมีอายุยืนยาวแค่ไหน

ถูก ผมตอบแบบนี้ สิ่งที่ผมพูดมันเป็นเชิงปัจเจก ไม่ใช่ในเชิงหลักการ ปัจเจกคุณมีสิทธิ์คิดฟุ้งซ่าน มีสิทธิ์จินตนาการ มีสิทธิ์คิดถูกคิดผิดได้หมด แต่ในทางหลักการอาจจะเป็นแบบที่คุณพูดก็ถูก คนคิดค้นเทคโนโลยีเก่าๆ ทั้งหลายอาจจะประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ ชีวิตดีงามไปแล้ว แต่ผมไม่ได้มองมันในแง่นั้น ผมมองว่าวรรณกรรมมันตอบปัจเจกผม ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่ากับผมแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น เวลามองคุณต้องแยกระหว่างความพึงพอใจหรือคุณค่าในทางปัจเจกของคุณเอง กับคุณค่าบางอย่างที่ไม่ใช่ปัจเจก

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

ถึงวันนี้คุณคิดว่าธุรกิจสำนักพิมพ์เป็นธุรกิจที่น่าลงทุนมั้ย

น่าลงทุนอย่างยิ่งในโลกที่เจริญแล้ว และในโลกที่มีวัฒนธรรมการอ่านเป็นเรื่องปกติ ควรลงทุนอย่างยิ่ง เพราะมันมีมูลค่า และนอกเหนือจากธุรกิจที่คุณจะได้ คุณยังให้ปัญญากับคนอ่าน คุณให้ปัญญากับสังคมที่คุณไปลงทุน แต่ในสังคมไทย จงอย่ามาทำถ้าคิดว่าจะมาลงทุนในธุรกิจหนังสือ ในวงเล็บว่าหนังสือแบบที่ผมทำ ถ้าคุณเป็นนักลงทุน มีธุรกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่านี้ล้านเปอร์เซ็นต์

แล้วทำไมคุณถึงยังทำอยู่ ทั้งที่ถ้าหลงใหลวรรณกรรม คุณเป็นเพียงผู้บริโภคก็ได้ ไม่ต้องเป็นผู้ผลิต แล้วไปทำงานอย่างอื่นชีวิตก็อาจจะสุขสบายกว่านี้

ดีที่ถามแบบนี้ มันก็ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปว่า ทำไมผมไม่เป็นแค่ผู้บริโภคอย่างเดียวก็อิ่มแล้ว

ตอบแบบแย่ๆ แต่ก็อาจจะเป็นความจริง คือผมอาจจะทำอาชีพอื่นไม่เป็น บางอย่างคุณเลือกไม่ได้นะในชีวิต ยิ่งระบบการศึกษาแบบนี้ยิ่งเลือกไม่ได้เลย

คุณถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น ความเชื่อบางอย่างที่ได้รับ หนังสือที่คุณอ่านในยุคแรกเริ่ม มันหล่อหลอมคุณว่าคุณต้องเป็นคนทำหนังสือว่ะ สุดท้ายไม่มีใครบอกผม หนังสือบอกผม ตัวหนังสือ ประโยคที่อยู่ในหนังสือบอกผมตอนผมอ่านว่า อาชีพนี้ดีว่ะ อาชีพนี้ท้าทายว่ะ อาชีพนี้สนุก อาชีพนี้ทำให้เราเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ก็เลยไม่เป็นผู้บริโภค เป็นผู้ผลิต

คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนทำธุรกิจที่แย่มาก แล้วอะไรทำให้สมมติอยู่มาได้ถึง 10 ปี

วินัย วินัยในการทำงาน วินัยในการใช้เงิน

คุณต้องมีวินัยอย่างสูง ทั้งชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ การใช้เงิน ไม่มีใครเป็นเจ้านายเรา แต่ถ้าเราไม่ทำมันก็ไม่มีงาน คุณก็ต้องมีวินัยในการทำงาน แล้วได้เงินมาคุณต้องมีวินัยในการใช้เงิน วินัยเป็นคำเดียวเลย คุณต้องมีวินัยในการใช้ชีวิต คุณเละเทะไม่ได้ แล้วถ้าคุณมีวินัย สิ่งที่จะตามมาคือความลุ่มหลงในสิ่งที่คุณทำ ถ้าคุณมีวินัยกับมันคุณรักมันแน่นอน

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

ที่ผ่านมาคุณย้ำบ่อยมากว่า ‘ทำสำนักพิมพ์ต้องมีหลักการ’ หลักการที่ว่าคืออะไร

อันดับแรกคุณต้องซื่อสัตย์ต่อผู้อ่าน

จำนวนพิมพ์ต้องชัดเจน ไม่หลอกเขาด้วยตัวเลขบนปก ถ้าไม่จริงต้องไม่ทำ เบื้องต้นในแง่การพรีเซนต์ ในแง่การโปรโมต คุณต้องซื่อสัตย์กับเขา ไม่ใช่ไปหวังเครื่องมือทางการตลาดเพื่อให้คุณขายหนังสือได้มากๆ โดยที่คุณไม่เคารพคนอ่าน

คุณต้องตรวจสอบต้นฉบับ คุณต้องมีขั้นตอนบรรณาธิการ พิสูจน์อักษรที่ดีที่สุด ละเอียดรอบคอบที่สุด แม้ว่ามันอาจจะมีโอกาสผิดพลาดได้ แต่ในเบื้องต้นต้องซีเรียส ไม่ใช่ได้ต้นฉบับปุ๊บ จัดหน้าเสร็จ พิมพ์ ไม่ใช่ ผมได้ต้นฉบับมาผมต้องกระทำกับต้นฉบับ เอามาตรวจสอบ เอามาแก้ไขปรับปรุง ให้ดีที่สุดก่อนถึงคนอ่าน ไม่แน่ใจว่าแบบนี้มันคือเรื่องความซื่อสัตย์หรือเปล่า แต่สำหรับผม ผมว่ามันใช่

คนอ่านให้ตังค์คุณ คนอ่านให้อาชีพคุณ คนอ่านซื้อหนังสือคุณ ให้คุณมีเงินจับจ่ายใช้สอย เลี้ยงครอบครัว ให้เงินเดือนทุกคนได้ คุณต้องซื่อสัตย์กับเขา

ผมขายหนังสือในเฟซบุ๊กยุคแรกๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ลด 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งฟรี มั่วซั่วไปหมด ไม่รู้ระบบ ไม่รู้อะไร แต่ทุกวันนี้ผมขายราคาปกบวกค่าส่ง หลายต่อหลายครั้ง คนอ่านถามว่า ลดได้มั้ยคะ ลดได้มั้ยครับ ผมก็ตอบไปว่า ถ้าอยากซื้อแบบลดราคามีร้านออนไลน์ร้านนี้ร้านนั้น ติดต่อได้เลย ไม่เป็นไร คือถ้าผมลดราคาผมลดได้มากกว่าร้านค้าอยู่แล้ว แต่ผมไม่เล่นสงครามราคากับร้านค้าเพื่อให้ระบบมันอยู่ อันนี้คือหลักการ ซื่อสัตย์กับคนอ่าน

ถ้าผมอยากขายผมก็บอกไปสิว่าลดไม่ได้ ซื้อที่นี่แหละครับ ราคาเท่ากันหมด แต่ผมบอกว่า ถ้าอยากซื้อแบบลดราคามีร้านออนไลน์ที่ไหนเขาลดราคากันอยู่ แต่ถ้าสั่งซื้อกับสำนักพิมพ์ ผมขออนุญาตขายราคาปก ถือว่าเป็นการสนับสนุนสำนักพิมพ์โดยตรง เพื่อให้เราผลิตหนังสือแบบนี้อยู่ได้ ผมซื่อสัตย์กับคนอ่าน

แล้วคนอ่านซื้อกับคุณไหม พอบอกแบบนั้น

10 คนที่ถามมาแบบนี้ ซื้อกับผม 8 คน

ทำไมคุณประหลาดใจ บอกแล้ว ราคามันไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง ผมถึงพูดกับคุณตั้งแต่ต้นว่าอะไรที่จุนเจือผม มันคือผู้อ่าน

เขาบอกว่า อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ ทำไมซื้อที่ร้านอื่นถูกกว่า ทำไมซื้อสำนักพิมพ์ถึงแพงกว่า เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ตกลง ซื้อ ผมบอกว่าขอบคุณมาก นี่เป็นการสนับสนุนสำนักพิมพ์โดยตรง

โอเค สเกลมันไม่ได้ใหญ่เป็นพันเป็นหมื่นคน แต่พวกนี้คือกำลังใจ คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่า คุณตอบเขาได้ คุณตอบตัวเองได้

มันหล่อเลี้ยงจิตใจด้วย ไม่ใช่แค่ปากท้อง

ใช่ ผมไม่ปฏิเสธเงินหรอก เงินก็สำคัญแหละ แต่ชีวิตคน ผมว่าสิ่งนี้สำคัญพอๆ กัน

ต้อง ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล, สำนักพิมพ์สมมติ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ชาดก, มุทรา, พัทธสีมา, อุททุกเขปสีมา, พระอภิธรรมปิฎก ฯลฯ

ศัพท์เทคนิคภาษาบาลีที่เรี่ยรายอยู่บรรทัดบนนี้ อย่าว่าแต่ฝรั่งต่างชาติจะแปลไม่ออก คนไทยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เจ้าหน้าที่อำเภอระบุคำว่า ‘พุทธ’ ไว้ในบัตรประชาชนก็ยังงงตึ้บ หากมิเคยบวชเรียนหรืออยู่ใกล้วัดแล้วไซร้ คนทั่วไปที่ไหนจะเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ได้ถ่องแท้

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าผู้ที่ชวน The Cloud คุยเรื่องนี้กลับเป็นฝรั่งที่พูดไทยชัดแจ๋ว ค้นคว้าเรื่องทางพุทธศาสนาแบบไทย ๆ จนเป็นพหูสูตที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง

เล่าอย่างนี้ ก็อย่าเพิ่งคิดว่า ดร.แอนโธนี โลเวนไฮม์ เออร์วิน (Dr.Anthony Lovenheim Irwin) ที่เรากำลังพูดถึงเป็นลูกครึ่งไทย

เขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายยิวจากนิวยอร์ก ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลที่นับถือศาสนายูดาห์ตามประสาชาวยิว กระทั่งย่างเข้าวัยหนุ่ม จึงค้นพบความสุขจากศาสนาของพระพุทธองค์ ซึ่งความสุขที่ได้รับนั้นแตกโตเป็นความหลงใหล เมื่อเขาได้ลองมาอาศัยอยู่ที่เชียงรายในฐานะครูสอนเด็กออทิสติก

เพราะความหลงใหลในคติความเชื่อของคนไทย แอนโธนีบินลัดฟ้ากลับไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอกที่บ้านเกิด เลือกทำวิจัยเรื่องศาสนาพุทธในไทย นำมาซึ่งคำนำหน้า ‘ดร.’ ที่ได้จากการลงพื้นที่ศึกษาวัดในอำเภอเมืองเชียงรายถึง 164 แห่ง

ก่อนไปเจาะลึกแง่มุมต่าง ๆ ของหนุ่มฝรั่งที่ได้ชื่อว่าเป็นขาประจำในงานทอดกฐินและพิธียกช่อฟ้า เคยบวชเรียนเป็นพระ เคยอู้กำเมืองกับไทลื้อเก่งกว่าภาษาไทยกลาง รู้จักทุกวัดในเมืองพญามังรายทรงสร้าง จนคนในท้องที่เชื่อว่าอดีตชาติเขาเคยเป็นชาวเวียงเจียงฮาย… ขอส่งไม้ต่อให้แอนโธนีได้บรรยายเรื่องราวชีวิต แง่คิด และมุมมองที่เขามีต่อบวรพุทธศาสนาด้วยภาษาไทยชัดเจนประหนึ่งคนไทยแท้แต่กำเนิด

01
ลูกยิวนิวยอร์ก

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด
Photo : Krit Upra

ผมเกิด ค.ศ. 1982 ที่เมืองโรเชสเตอร์ (Rochester) มลรัฐนิวยอร์ก เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก ใหญ่กลาง ๆ มีคนอยู่ประมาณ 1 ล้านคน พ่อผมเป็นศิลปิน แม่ก็เป็นศิลปินเหมือนกัน พ่อเป็นคนวาดรูปแบบ Abstract ส่วนแม่ทำศิลปะแบบผ้า (Textile Artist) ทำเสื้อผ้า ชีวิตผมก็เป็นชาวยิว 100 เปอร์เซ็นต์ พ่อ แม่ บรรพบุรุษทุกคนเป็นชาวยิว เกิดมามีชีวิตแบบเด็กชาวยิวธรรมดา ๆ ที่ประเทศสหรัฐฯ

เมื่อนั้นมีผู้ลี้ภัยจากประเทศรัสเซียที่ยังเป็นสหภาพโซเวียตเยอะ สหภาพโซเวียตหรือ U.S.S.R. ไม่ค่อยชอบชาวยิว บอกว่าถ้าเป็นชาวยิวก็ออกไปจากประเทศได้เลย เราไม่แคร์ ชาวยิวเลยลี้ภัยออกจากรัสเซียแล้วมาอาศัยอยู่ที่เมืองโรเชสเตอร์เยอะ แม่ผมนำครอบครัวเราไปช่วยผู้ลี้ภัยที่มาจากรัสเซีย เราไปช่วยพวกเขาสร้างบ้าน พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา สังคม กฎหมาย หรือทำงานได้ยังไง ครอบครัวเราก็จะเป็นคนคอยดูแลผู้ลี้ภัยยิวจากรัสเซีย

แต่เราไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเรื่องศาสนา พ่อแม่ผมเป็นฮิปปี้ เป็นศิลปิน ชอบปาร์ตี้ ชอบกัญชาด้วย พ่อผมสูบกัญชาทุกวันเลย (หัวเราะ) เมื่อคิดถึงชีวิตในปัจจุบันแล้วมองกลับไปเห็นอดีต ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมพ่อแม่ถึงส่งผมไปเรียนที่โรงเรียนของชาวยิว

ผมมีพี่น้องรวมเป็น 3 คน มีพี่ชายคนหนึ่ง น้องสาวคนหนึ่ง แต่ผมเป็นคนเดียวที่ไปเรียนที่อนุบาลของศาสนายิว เขาสอนเรื่องศาสนา ทั้งที่ที่บ้านไม่เคร่งครัดเลย ทำนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เพราะไปเรียนที่อนุบาลนั้น ก็คิดว่ามันเป็นสาเหตุที่ช่วงนี้ผมสนใจเรื่องศาสนา

ที่โรงเรียนเขาก็สอนศาสนายิว สอนภาษายิว สอนพระคัมภีร์ไบเบิล พี่ชายผมเกิดมาก่อนผม 3 ปีครึ่ง เมื่ออายุครบ 13 ชาวยิวเราจะมีพิธีกรรม Bar Mitzvah สำหรับผู้ชาย และ Bat Mitzvah ถ้าเป็นผู้หญิง จนเมื่อผมอายุได้ 10 ขวบ พี่ชายผมก็ได้ Bar Mitzvah ครอบครัวเราเลยเริ่มสนใจศาสนา

02
ครอบครัวคนแปลก

จริง ๆ ผมมีความรู้สึกว่าครอบครัวเราเป็นคนแปลก ๆ 

ครอบครัวผมเป็นชาวยิว หลังออกจากโรงเรียนอนุบาลสอนศาสนานั้น ผมก็ไปเรียนโรงเรียนรัฐ (Public School) ในโรงเรียนรัฐที่ผมไปเรียน ครอบครัวเราเป็นครอบครัวยิวครอบครัวเดียว ทั่วบริเวณไม่มีคนอื่น ผมรู้สึกว่าทำไมครอบครัวเราเป็นกลุ่มผิดปกติ พ่อแม่เป็นฮิปปี้ พ่อแม่ของเพื่อนก็ไม่ใช่ฮิปปี้เลย เขาทำงานกันที่บริษัท Kodak เป็นโรงงานทำกล้องและหนัง เป็นคนทั่วไป ผมเลยรู้สึกว่าเราเป็นคนแปลกมาก รู้สึกอึดอัดเมื่อไปเรียน ไม่ค่อยสบายใจ

ตอนผมเรียนมัธยมศึกษา ในโรงเรียนมัธยมแห่งนั้นมีกลุ่มนีโอนาซี (Neo-Nazi) ที่เป็นพวกเหยียดเชื้อชาติ เป็นวัยรุ่นที่เขาชอบสิ่งที่แรง ๆ บางคนแต่งชุด ติดตราสวัสติกะของนาซีด้วย เขาก็มองว่าผมแปลก แล้วผมไม่ใช่คนที่ชอบสู้กับคนอื่น ผมเลยไม่บอกใครว่าเป็นชาวยิว เพราะผมกลัว โรงเรียนเรามีคนผิวดำด้วย นีโอนาซีก็ไม่ชอบ แต่ผมผิวขาว เขาก็ดูไม่ออก 

แล้วอีกอย่างที่แปลก ครอบครัวเราไม่ค่อยได้สนใจเรื่องศาสนาเยอะก็จริง แต่หลังจากพี่ชายผมได้ Bar Mitzvah พ่อของผมเขาก็เริ่มบ้าศาสนา บ้าคือไม่เคร่งครัด แต่ว่าเขาอ่านเยอะ อ่านเรื่องแนวอาคมในศาสนายูดาห์ (Jewish mysticism) เขาเริ่มวาดรูปในศาสนายิว คล้าย ๆ กับพระอภิธรรมของพุทธ

พ่อวาดรูปสิ่งที่ลึกซึ้งในศาสนา ศาสนายูดาห์อธิบายว่าดวงวิญญาณคืออะไร พ่อผมก็วาดรูปเกี่ยวกับเรื่องนั้น ผมจำได้ว่าผมมองดูพ่อวาดรูปเรื่องศาสนายิว คิดว่านั่นคืออีกรากหนึ่งในชีวิตที่ทำให้ผมสนใจพุทธศิลป์ ศาสนศิลป์ เพราะตอนนั้นผมไม่ค่อยชอบศาสนามาก แต่ชอบสิ่งที่พ่อทำ ชอบสิ่งที่พ่อวาด

03
ค้นพบพุทธศาสนา

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ศาสนาเป็นสิ่งที่อธิบายว่ามนุษย์จะเป็นอะไร ชีวิตของเราสร้างอะไร แล้วก็สาเหตุที่เราทำอะไร ผมคิดว่าถ้าเรามาดูที่ศาสนา เราก็จะเข้าใจมากขึ้น แล้วก็คิดว่ารากของความคิดของผมก็อยู่ในนั้น

สหรัฐอเมริกาก็มีคนสนใจศาสนาพุทธเยอะ ในประวัติศาสตร์ ศาสนาพุทธในสหรัฐฯ ก็มีหลายสาย เพราะมีคนเอเชียอพยพมาปลูกบ้านที่นี่ มีวัดอะไร ส่วนมากผมไม่ค่อยได้รู้จัก 

ผมรู้จักพุทธในสหรัฐฯ ครั้งแรกจาก The Poets กวีคนแรกคือ Allen Ginsberg อีกคนคือ Jack Kerouac เป็นกลุ่ม Beat Poets ผมชอบมากเมื่อตอนเป็นเด็ก ตั้งแต่อายุประมาณ 12 ปี พ่อแม่มีหนังสือกวีในบ้านเรา ผมชอบอ่านหนังสือแต่เด็ก ชอบว่าทำไมเขาไปค้นอะไรบ้า ๆ บอ ๆ แล้วยังสนใจเรื่องธรรมะ

เมื่อผมเป็นวัยรุ่น ผมชอบเรียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ตอนอายุประมาณ 18 – 19 ปี ผมไปสถานที่หนึ่ง ไม่ไกลจากบ้านที่นิวยอร์ก มีสถูปของชาวญี่ปุ่น เรียกว่า Peace Pagoda เป็นสถูปเจดีย์ของคณะพระสงฆ์ญี่ปุ่นแนวนิกายเซน พวกท่านชอบทำ Peace Walk เดินทางเพื่อความสงบของโลก ไปสร้างสถูป สร้างเจดีย์ทั่วโลก ผมไปเห็นว่าเป็นพระเจดีย์ใหญ่มาก อยู่ในป่าเลย สวยมาก เลยชอบมาก 

ไปที่นู่นแล้วก็สงบใจ ไปเที่ยวเฉย ๆ ไม่ได้ถวายอะไร เพราะผมไม่รู้ แต่ทีนี้เห็นว่ามีภิกษุณีรูปหนึ่งตัวเล็กมากชื่อ ภิกษุณีจุนซาน เป็นชาวญี่ปุ่น ท่านขุดดินอยู่ ผมก็ไปคุยกับท่าน ถามว่าผมช่วยได้มั้ย เพราะว่าผมสงสารที่ท่านตัวเล็ก แต่ต้องลงไปขุดดินทำงานหนัก ท่านก็บอกว่า “เอ๊ะ มาถามยังงี้เหรอ ใจดี” ท่านว่าส่วนมากคนสหรัฐฯ ไม่ได้ถามว่าช่วยได้ไหม เพราะว่าเป็นสังคมขี้เกียจมาก (หัวเราะ) 

ผมไปกับกลุ่มเพื่อนฮิปปี้ที่มาด้วยกัน ไปช่วยจุนซานขุดดินทำงาน สักพักเพื่อนผมก็เบื่อ เขาบอกว่าอยากออกแล้ว แต่ผมไม่เอา ยังอยากพักอยู่ที่นู่น แต่เพื่อนผมบอกให้ไป ผมก็ต้องไป แต่หวังว่าวันหน้าผมจะกลับมา ตอนนั้นผมอายุ 18 ปี ตอนนี้ผม 40 แล้ว ผมยังกลับไปที่นู่นบ่อย ๆ ถ้ามีอะไรให้ช่วย ผมก็ช่วยทำความสะอาด ช่วยขุดดิน

04
เฮลโล ไทยแลนด์

หลังจบปริญญาตรี พี่ชายผมเขาอาศัยอยู่ที่เมืองไทย เขาไปกรุงเทพฯ เพื่อทำบริษัท ทำธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วตอนนั้นผมทำงานสอนเด็กออทิสติก ผมไม่รู้จะทำอะไรดี เพราะคิดว่าน่าจะไปเรียนต่อ พี่ชายเขาก็มาชวนผมไปอาศัยกับเขาที่กรุงเทพฯ

ผมอายุราว 24 ปีในตอนนั้น จบปริญญาตรีมาปีนึง ทำงานอีกปีนึงในโรงเรียนสอนเด็กพิเศษ เป็นการศึกษาแบบ Special Education คือไม่ใช่เด็กพิการ แต่เป็นเด็กนักเรียนที่มีความบกพร่อง บางคนเป็นออทิสติก บางคนโมโหง่าย บางคนเขาเรียนได้โอเค แต่โฟกัสไม่ได้ ช่วงที่เรียนปริญญาตรี ผมก็ทำงานกับเด็กกลุ่มนี้มาตั้งแต่อายุ 18 ทำมาทุกปี ทำงานมาเยอะ

ผมไปเมืองไทยเพราะคิดว่าที่สหรัฐฯ ไม่ค่อยมีอะไรที่น่าสนใจสำหรับตัวผม แล้วผมอยากทำอะไรต่อ เพราะไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว เป็นหนุ่มแล้ว ก็ฮึดฮัดอยากจะทำอะไร

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ไปเมืองไทยปี 2006 ไปเหมือนกับคนโง่มาก ผมไม่ได้เตรียมอะไร ไม่ได้อ่านหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับเมืองไทย ผมไม่รู้ว่าไทยแลนด์คือที่ไหน ก็ไปเพื่อทำงาน ผมเรียนวิชาเพื่อสอน TESOL (สอนภาษาอังกฤษให้ผู้เรียนที่ใช้ภาษาต่างชาติ) คิดว่าจะไปหางานสอนภาษาอังกฤษ ผมสอนเป็น แต่ไม่รู้เรื่องอะไรของไทยเลย แต่ผมก็ไม่ค่อยเครียดเพราะมีพี่ชายอยู่ เขาคงอธิบายถึงทุกสิ่งทุกอย่างให้ผม

ผมไปถึงกรุงเทพฯ ตอนนั้นวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2006 แล้วต่อมาเกิดอะไรจำได้ไหม? มีรัฐประหารครับ (หัวเราะ) ผมไม่รู้อะไร พี่ชายที่อยู่เมืองไทยก่อนแล้วก็บอกว่าที่นี่ดีมาก ไม่มีปัญหา สงบมาก แต่หลังจากผมอยู่ได้ 1 – 2 สัปดาห์ ก็มีรัฐประหารเลย มีปืนใหญ่ มีรถถัง

ผมเคยคิดว่าไม่ชอบกรุงเทพฯ เลย อยู่ไม่ได้ ไม่น่าอยู่ แต่ช่วงนี้ผมชอบมาก ไปกรุงเทพฯ ก็สนุก แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ภาษาไทย ก็ไม่รู้อะไร ไม่ชอบ

05
ชีวิตใหม่ในเชียงราย

ทีนี้พี่ชายกับแม่ผมเคยเที่ยวเชียงราย ผมก็เลยมาเชียงราย ตัดสินใจว่าจะไม่สอนที่กรุงเทพฯ

ตอนนั้นประมาณเดือนตุลาคม ค.ศ. 2006 ผมมาถึงเชียงราย ชอบจังหวัดนี้มาก ผมเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่รอบเมือง พิมพ์เรซูเม่เพื่อหาโรงเรียนสอน ไปโรงเรียนหลายแห่งเพื่อเสนอตัวเอง ถามเขาว่ามีงานทำไหม ผมสอนหนังสือเป็น จากนั้นผมก็ไปที่โรงเรียนหลักสูตรมอนเตสเซอรีแห่งหนึ่ง ชื่อโรงเรียนปิติศึกษา เป็นโรงเรียนอนุบาลกับประถมศึกษา

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ที่จริงโรงเรียนนั้นมีฝรั่งสอนภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่างนะ เพราะมีคนแล้ว ผมจำได้ว่าผมนั่งคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น เขาอ่านเรซูเม่ผมแล้วจำได้ชัดเจนว่าผมเคยทำงานกับกลุ่มเด็กออทิสติก เขาก็ถามว่า “เคยสอนเด็กออทิสติกมาใช่ไหม?” ผมตอบว่าใช่ เคยหลายปี แล้วผมก็เล่าเรื่องให้เขาฟัง พอดีผู้อำนวยการโรงเรียนเขาก็มีลูกชายเป็นออทิสติก ทุกวันเขาไปเรียนที่โรงเรียนนั้น ช่วงอายุประมาณ 8 ขวบ ไม่มีใครที่สอนจริง ๆ เพราะเชียงรายสมัยนั้นยังค่อยมีใครที่ดูแลเด็กที่มีพัฒนาการช้า

ผู้อำนวยการเขาให้ผมทำงานที่นู่น มีนักเรียนออทิสติก 2 คนมาให้ผมดูแล เพราะครูที่ดูแลเขาทำคนเดียวไม่ไหว แล้วก็ให้สอนวิชาพลศึกษาด้วย แต่ผมเป็นคนอ้วน ไม่ใช่นักกีฬา ผมก็รับปากว่า “โอเค ได้”

ตลกมาก เพราะครูที่สอนพละน่าจะเป็นคนที่แข็งแรง หุ่นดีมากใช่มั้ย แต่ผมเป็นคนอ้วนแล้วก็เป็นฮิปปี้ แต่หลังจากนั้นผมก็ได้อยู่เชียงราย 1 ปี

การสอนเด็กออทิสติกทำให้ผมชอบศาสนาพุทธที่เชียงราย แล้วก็เริ่มสนใจ เพราะว่าทุกวันศุกร์ เราพาเด็กออกทิสติก 2 คนนั้นไปเที่ยวเชียงราย แต่เชียงรายไม่รู้ไปเที่ยวไหน ก็ต้องไปวัด มีโอกาสได้ไปวัดเยอะ แล้วก็ได้เห็นพระ เห็นแม่ชีที่มีน้ำใจมากต่อเด็ก ๆ ออทิสติก

วัดใกล้ ๆ บ้านแอนโธนีชื่อวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อยู่ในอำเภอเมือง เป็นวัดเก่า จริง ๆ เป็นโบราณสถาน บนดอยมีพระธาตุ ผมก็พาเด็ก ๆ ขึ้นไป มีแม่ชีคนหนึ่งแก่มากแล้ว ท่านมีขนม ผมเห็นท่านพูดไม่ค่อยเยอะนัก แต่ท่านเอาขนมจากมือตัวเองให้เด็กออทิสติกกิน ผมเห็นสิ่งนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตของแอนโธนี

06
ปริญญาโทที่วิสคอนซิน

สมัยที่เรียนปริญญาตรี ผมยังสนใจศาสนาฮินดูด้วย เพราะผมชอบวรรณกรรมจากประเทศอินเดีย เช่นของ Salman Rushdie เคยมีความคิดว่าหลังจากปริญญาตรีจบ เราไปเรียนปริญญาโทเกี่ยวกับศาสนาฮินดูดีกว่า ส่วนศาสนาพุทธไม่เคยคิดจะเรียน

แต่พอมาสอนที่เชียงราย ผมอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเมืองไทย และส่วนมากในเชียงราย พยายามหาหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เชียงราย เกี่ยวกับศาสนาพุทธในเชียงราย แต่หาไม่เจอ มีน้อยมาก หายากมาก ข้อมูลเกี่ยวกับเชียงรายในเชิงวิชาการส่วนมากก็จะเกี่ยวกับชนเผ่า โรคเอดส์ เกษตรกรรม หรือไม่ก็เรื่องคอมมิวนิสต์ วัฒนธรรม ศาสนา ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยมี ตอนนี้ผมก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเชียงรายอยู่

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ปี 2007 ผมตัดสินใจว่าจะหาที่เรียนปริญญาโทเกี่ยวกับไทยศึกษา พระพุทธศาสนาศึกษา เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเชียงราย เพราะผมคิดว่าถ้าฟังไทยออก พูดไทยเป็น ผมจะหาข้อมูลได้เยอะ

หลังจากนั้นผมกลับสหรัฐฯ ไปเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (Wisconsin-Madison) จริง ๆ ผมไปเรียนที่นั่นเหมือนไปเมืองไทยครั้งแรก ผมไม่เคยรู้ว่าที่นี่มีอะไร รู้แต่ว่าที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินมีอาจารย์คนหนึ่งสอนเกี่ยวกับพุทธศาสนาเถรวาท ชื่อ Professor Charles Hallisey ผมส่งอีเมลหาเขา เล่าเรื่องความคิดของผม เขาตอบมาว่าวิสคอนซินเป็นที่ที่ดี แต่ว่าอาจารย์จะย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแทนแล้ว

สิ่งที่ดีของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินคือเขาสอนภาษาไทย แล้วยังมีวิชาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ แล้วก็ไทยศึกษาด้วย ตอนนั้นปี 2008 ผมเริ่มเรียนที่ Center for Southeast Asian Studies เป็นคณะเอเชียอาคเนย์ศึกษา เรียนเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ มีอาจารย์ที่เป็นคนดัง ๆ ในเรื่องไทยศึกษา เช่น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกุล ที่สอนอยู่คณะประวัติศาสตร์ ผมก็ได้ไปเรียนกับท่าน อีกคนคือ Professor Kathleen Bowie เป็นนักมานุษยวิทยาที่สำคัญมากในสายไทยศึกษา

อีกสิ่งที่สำคัญมาก คือที่แมดิสันมีนักศึกษาไทยที่มาเรียนปริญญาโทกับปริญญาเอกด้วย พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทของผม เราช่วยกันเรียน เขาสอนภาษาไทย สอนเก่งด้วย เราจึงเป็นเพื่อนที่สนิทกัน 

ที่จริงสหรัฐฯ มีมหาวิทยาลัยเยอะ สถาบันที่มีชื่อกว่าแมดิสันก็มีถมไป อย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยคอร์แนล แต่ว่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสันนี่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาชาวไทยแน่นอน ไปถามใครว่าจะเรียนเกี่ยวกับประเทศไทยในสหรัฐฯ เขาก็จะแนะนำให้มาเรียนที่นี่ ไปเรียนเกี่ยวกับเมืองไทยที่อื่นได้ แต่สู้ที่แมดิสันไม่ได้ มหาวิทยาลัยอื่นอาจจะมีหน้าตากว่า แต่ถ้าพูดถึงเนื้อหาด้านไทยศึกษา จะอย่างไรก็สู้ที่นี่ไม่ได้

07
เรียนไทยกลาง ติดไทลื้อ

ที่แมดิสัน ผมเรียนปริญญาโทกับเรียนภาษา เรื่องภาษา เมื่อผมอยู่เชียงรายไม่ได้เรียนภาษาไทยเป็นประจำ แต่ว่าฝึกพูด เป็นคนที่ชอบพูด มีเพื่อนเยอะ แล้วก็ทำงานกับคนไทย

ตอนอยู่ที่เชียงราย ผมเช่าบ้านอยู่ บ้านของผมอยู่ในบริเวณสวนลิ้นจี่ มีคนดูแลสวน ดูแลสถานที่ เป็นชาวไทลื้อ 2 คน เป็นผัวเมียกัน ผมได้คุยกับพวกเขาเยอะ เรียกว่าเขาทั้งคู่เป็นพ่อแม่บุญธรรมของแอนโธนีที่เมืองไทย

ที่ผ่านมาผมไม่ได้เรียนภาษาไทยจริงจัง แค่พูดได้ แล้วผมยังเป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมเป็นคนหูดี ผมฟังแล้วก็พูดได้ ผมได้สำเนียงเพราะเป็นนักดนตรี ฟังอะไรก็พูดตามได้ แต่อ่านไม่ออก

ไปเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ผมเริ่มเรียนภาษาไทยชั้นที่ 2 ปีแรกไม่ต้อง เพราะว่าพูดได้แล้วนิดหน่อย แล้วผมก็มาเจอปัญหา คือปีแรกเป็นปีที่เรียนตัวสะกดภาษาไทย แต่ผมไม่เคยเรียน ผมเลยเริ่มเรียนในปีที่ 2 พูดเป็นแต่อ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น ผมก็ต้องขยันมากเพื่อเรียนตัวสะกดไทย ใช้เวลาประมาณแค่ 2 – 3 อาทิตย์ก็รู้ตัวสะกดไทย

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือผมเป็น Dyslexic คนที่สลับตัวสะกด บกพร่องในการอ่าน ดีที่ไม่หนักเท่าไหร่ ยังไงก็ตาม การสะกดภาษาไทยเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม

ที่ตลกคือผมเริ่มเรียนภาษาไทยในห้องเรียนที่แมดิสันเป็นภาษาไทยกลาง แต่ผมไม่ค่อยรู้ภาษากลางเพราะอยู่เชียงราย รู้แต่ภาษาเมืองซึ่งก็คือภาษาเหนือที่คนภาคกลางเรียก ทุกคืนผมก็นั่งล้อมวงกินข้าวกับพ่อแม่บุญธรรมของผม เขาพูดแต่ไทลื้อ ไม่พูดคำเมือง 

พอไปนั่งเรียนภาษาพูดบางคำของผมแปลกมาก ๆ อาจารย์ที่รักที่แมดิสันชื่อ อาจารย์กรรณิการ์ ท่านก็ว่าทำไมผมพูดแบบนี้ 

แม่บุญธรรมผม ถ้ากินอะไรที่เผ็ด เขาจะพูดเป็นไทลื้อว่า ‘เส็ด’ อาหารเส็ดมาก ผมบอกว่า “ผมชอบอาหารเส็ด” อาจารย์เขาก็งงว่าอาหารเส็ดคืออะไร มีอีกหลายคำเลย

08
พุทธไทยสมัยรัชกาลที่ 4 – 5

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทของผมมีชื่อว่า ‘Imagining Boundaries: Sīmā Space, Lineage Trails, and Trans-Regional Theravada Orthodoxy’

Imagining Boundaries ก็คือจินตนาการสมมติ ที่ใช้คำว่า ‘สมมติ’ ก็เพราะผมพูดถึงเรื่องสมมติธรรม แล้วก็การสมมติเกี่ยวกับเรื่องพัทธสีมา คือเขตแดนที่ให้พระภิกษุทำสังฆกรรม รวมถึงเรื่องพัทธสีมาในประวัติศาสตร์พุทธนิกายเถรวาท ความสัมพันธ์ระหว่างลังกากับพม่าและสยาม พูดถึงพัทธสีมา กฎการกำหนดพัทธสีมา การผูกพัทธสีมา ทุกอย่างเลย 

ส่วนมากจะพูดถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สมัยที่ทรงผนวชและทรงสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้นมา ในงานของผมยังพูดถึงเรื่องพัทธสีมาในวัดของกรุงเทพฯ ผมเขียนถึงวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เขียนลึกมากเพราะผมสนใจเรื่องสถานที่ที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่มนุษย์ทำ

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เวลาพูดเรื่องนิกายธรรมยุตที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างขึ้นให้พระสงฆ์มีวินัยเคร่งครัด อาจารย์ฝรั่งจะชอบพูดกันว่า พระองค์ท่านเป็นเพื่อนกับชาวยุโรป ชาวยุโรปมีสมองเชิงวิทยาศาสตร์ ใช้หลักเหตุผล พวกเขาจะชอบเขียนกันแบบนี้ แต่ผมอ่านประวัติศาสตร์แล้วคิดว่าไม่น่าใช่ ในวัฒนธรรม ในประวัติศาสตร์ของท่านน่าจะมีอย่างอื่นอีกที่เป็นแรงบันดาลใจให้ท่านทรงสร้างนิกายใหม่ขึ้นมา

แล้วผมคิดว่าคนเขียนข้อมูลเหล่านี้น่าจะเป็นชาวตะวันตก ชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส เพราะงั้นผมอ่านแล้วก็เลยรู้สึกไม่ค่อยดี เหมือนเหยียดเชื้อชาติหน่อย ๆ เพราะว่าให้พลังให้อำนาจกับยุโรปทั้งหมด แล้วไม่อยากรู้ ไม่อยากมองเห็นว่าทวีปเอเชียมีความคิดเรื่องตรรกะเหตุผลอยู่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องพัทธสีมา เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎพุทธศาสนาที่ชาวตะวันตกไม่ค่อยรับรู้ พระองค์ทรงฉลาดมาก ถ้ารู้เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของธรรมยุติกนิกาย รัชกาลที่ 4 ท่านตรัสว่าพัทธสีมาที่เราใช้บวชพระมันผิดหลักพุทธศาสนา ในลังกา พม่า สยาม พูดเรื่องนี้กันเยอะมาก ท่านทำให้ระบบการผูกพัทธสีมามันเปลี่ยน ก็เป็นเรื่องวุ่นวายหน่อยเพราะต้องรู้พระวินัยเยอะ

นอกจากรัชกาลที่ 4 ผมก็สนใจเรื่องสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วย สนใจสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำ และสิ่งที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระอนุชาของ ร.5 ทำด้วย

พระอุโบสถวัดราชาธิวาสออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นทรงเขมร แต่การออกแบบและบูรณะพระอุโบสถนี้เป็นพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 เอง ที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมเขมรก็เพราะว่าเมื่อนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์จะสื่อว่ากรุงรัตนโกสินทร์เรา ราชวงศ์จักรีเรา อยู่ในสายรับวัฒนธรรมเขมร เพื่อให้ได้เป็นศิวิไลซ์ อาจารย์ธงชัยเขียนเรื่องนี้ว่าการเป็นศิวิไลซ์นั้นสำคัญมาก รัชกาลที่ 5 ทรงสื่อสารว่าสยามก็เป็นชาติศิวิไลซ์เหมือนกัน แล้วก็ใช้ศิลปะเขมรเพื่อแสดงออกถึงความเป็นศิวิไลซ์ของสยาม แล้วก็เป็นย้อนยุคด้วย 

ข้างในพระอุโบสถก็มีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระเวสสันดร เป็นมหาชาติ แต่ว่าคนที่วาดภาพเป็นชาวอิตาเลียน เป็นภาพ Perspective นี่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่ผมเขียนคือเรื่องนี้ Perspective เป็นของที่ออกมาจากยุโรปเลย สุโขทัยไม่มี อยุธยาไม่มี สมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มมีบ้างแต่มีน้อย แต่รัชกาลที่ 5 กับเจ้าชายนริศฯ ทรงใช้ภาพ Perspective เพื่อสื่อสารว่าเราก็เป็นศิวิไลซ์เหมือนในวัฒนธรรมยุโรป

แล้วถ้ามองไปในภาพวาดนั้นน่ะ มันเป็นมหาชาติ เรื่องของพระเวสสันดรใช่ไหม แต่สิ่งที่อยู่หลังเป็นวัดวังในกรุงเทพฯ เป็นวังในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น Landscape ที่จิตรกรเขาเขียนก็คือกรุงเทพฯ ปัจจุบันในตอนนั้น อันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดเอาเอง คือใช้สถานที่ที่มีพลังในการเมือง ศาสนา แล้วก็ในความหวังของคนที่สร้างอำนาจ (ยิ้ม)

ผมเขียนงานชิ้นนี้จบมาได้ 10 ปีแล้ว แต่ผมยังตื่นเต้นอยู่ สนุก ถ้ามีโอกาสก็ไปวัดราชาธิวาสน่าจะดีนะครับ

09
แฟนพันธุ์แท้วัดในเชียงราย

นั่นคือปริญญาโท ส่วนปริญญาเอกผมทำเรื่องการสร้างพุทธศาสนาในเมืองเชียงราย ชื่อเต็ม ๆ ว่า ‘Building Buddhism in Chiang Rai, Thailand: Construction as Religion’

ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีวัด 200 กว่าแห่ง ประมาณ 208 – 210 ไม่แน่ใจครับ แต่นั่นเฉพาะวัด แล้วก็ยังมีสำนักสงฆ์ อาราม ศูนย์แม่ชี ที่ผมหาเจอมีมากกว่า 200 ผมไปมาแล้ว 164 วัดทั่วเชียงราย ไปเก็บข้อมูลทำปริญญานิพนธ์ ยังเหลืออีกประมาณ 40 กว่าวัดที่ต้องไปต่อ (หัวเราะ)

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เวลาไปก็ไปคนเดียวเลย ออกจากบ้าน ขี่มอเตอร์ไซค์ไป สนุก 

ผมจำได้ว่าผมจะออกจากบ้านแต่เช้า แล้วไปหาวัดจนถึงตอนเย็น บางวันต้องไปวัดประมาณ 10 แห่ง ไปเยอะ แล้วไปที่ที่แบบ… อันนี้จริง ๆ แล้วมันอยู่ในอำเภอเมืองทั้งหมดใช่มั้ย แต่บางที่มันดูไกลมาก เป็นวัดบ้านนอกมากเลย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การขับมอเตอร์ไซค์ไปหาเป็นเรื่องสนุกมาก ผมไม่รู้ว่าจะเจออะไรรออยู่ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้เจอก็น่าสนใจทั้งนั้น เช่น ศิลปะ พุทธศิลป์แบบแปลก ๆ มาก พุทธศิลป์แบบชาวบ้านเลย บางชิ้นมีแค่ชิ้นเดียวในโลก พระพุทธรูปแบบนี้มีแค่องค์เดียวในโลก แบบที่ชาวบ้านสร้างกันเอง ไม่ใช่พระพุทธรูปที่ไปเจอในพิพิธภัณฑ์ ตามอินเทอร์เน็ต หรือในหนังสือ ต้องมาที่นี่สด ๆ เพื่อเจอ บางทีก็ได้เจอช่างคนที่สร้างเลย

วัดที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของแอนโธนีก็คือวัดพระธาตุเขาควายแก้ว เพราะว่าบ้านของผมที่เชียงรายอยู่ใกล้วัดนี้ แล้ววัดนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า พระโคตมพุทธเจ้าเคยเสด็จไป แล้วในอนาคตพระศรีอาริยเมตไตรยก็จะเสด็จไปด้วย 

นอกจากนี้ ที่นี่มีตำนาน ‘แมงสี่หูห้าตา’ ที่กินถ่านไฟกับอุจจาระเป็นทองคำด้วย ผมไปเจอรูปแมงสี่หูห้าตาครั้งแรกปี 2006 ยังรู้สึกแปลก ๆ คืออะไร แล้วก็สนใจแมงสี่หูห้าตามากในตอนนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเจอเลย ผมไม่รู้ว่านี่เป็นศาสนาพุทธได้ยังไง แล้วเจ้าอาวาสที่นู่นชื่อ พระครูบาสนอง ท่านเขียนเรื่องตำนานแมงสี่หูห้าตาลงในกระดาษ ตอนไปเรียนภาษาไทยกับอาจารย์กรรณิการ์ ผมยังเอากระดาษแผ่นนั้นไปให้อาจารย์ดูแล้วบอกว่าอยากแปลเป็นภาษาอังกฤษ

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่ผมทำเรื่องศาสนาพุทธและประวัติศาสตร์ไทย ผมคิดว่าต้องเข้าใจสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ก่อน จึงจะเข้าใจเชียงรายในปัจจุบันได้ ปริญญาเอกผมถึงค่อยมาทำเรื่องวัดในเชียงรายจริงจัง อยากเข้าใจตำนานแมงสี่หูห้าตา แปลตำนานแมงสี่หูห้าตาเอง

 ถ้าตั้งโจทย์ว่าพรุ่งนี้แอนโธนีจะเสียชีวิต ให้เลือกวัดหนึ่งวัดที่จะไปก่อนจะเสียชีวิต ผมจะเลือกวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว

10
ฝรั่งเข้าวัด

เวลาชาวบ้านเขาเห็นแอนโธนีไปที่วัดของพวกเขา ผมก็ไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง เพราะผมไม่ใช่เขา แต่ว่าหลายคนเขาก็ดีใจ ผมจะอธิบายว่า 164 วัดที่เชียงรายที่ผมไปเก็บข้อมูล ถ่ายรูปนี่นู่นนั่น เก็บประวัติศาสตร์ มีอยู่วัดเดียวที่เจ้าอาวาสบอกว่าออกไป ไม่เอา มีแค่วัดเดียว ทำไมไม่รู้ แต่ผมก็ไม่โกรธเขา เพราะว่าเป็นวัดของเขา ผมเข้าใจ แต่มีน้อยมาก มีแค่วัดนั้นวัดเดียว

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับชาวบ้าน คือเขาไม่ค่อยเข้าใจว่าแอนโธนีสนใจวัดเขาทำไม ส่วนมากเขาคิดว่าไปเพราะสนใจพระธรรม อยากรู้วิธีการตรัสรู้ (หัวเราะ) แล้วผมเริ่มถามคำถาม เขาจะบอกให้ไปคุยกับพระดีกว่า ไปถามพระ ถามท่านเจ้าอาวาสดีกว่า สาเหตุเพราะเขากลัวว่าจะพูดอะไรผิด หรือไม่มีข้อมูลที่ผมกำลังหา เพราะเขาคิดว่าผมหาข้อมูลเกี่ยวกับพระธรรม การฝึกสมาธิ พระอภิธรรม หรืออะไรแบบนั้นน่ะ

แต่สิ่งที่ผมสนใจจริง ๆ ก็คือชีวิตของเขา ชีวิตของชาวบ้าน ชีวิตของชาวพุทธ เขาทำอะไรในวันธรรมดาหรือวันไม่ธรรมดา แล้วก็พระพุทธศาสนามามีอิทธิพลในชีวิตเขาได้ยังไง และเขาร่วมสร้างศาสนาพุทธในชีวิตธรรมดา ที่ผมเห็น ศาสนาพุทธไม่ใช่เป็นสิ่งที่ออกจากข้างบนก็ลงมาถึงชาวบ้าน ผมเห็นว่าเมื่อไปวัดหลายวัด ศาสนาพุทธ แล้วเราพูดว่าศาสนาทุกศาสนาก็ได้ เป็นสิ่งที่เราสร้างด้วยกันกับชุมชน ผู้มีศรัทธา เป็นสิ่งที่เราสร้างด้วยกัน

เมื่อผมไปวัดที่มีการก่อสร้างหรือมีพิธีกรรมการก่อสร้าง เช่น ยกช่อฟ้าหรือกฐิน หลายครั้งชาวบ้านมักบอกว่าในอดีตแอนโธนีน่าจะเกิดมาในหมู่บ้านเรา เป็นเหตุที่กลับมาใหม่ นั่นมีอิทธิผลกับผมมาก ผมฟังจริง ผมไม่ได้พูดว่า “ไม่” เพราะผมไม่รู้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อของชาวบ้านส่วนมากที่เชียงราย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เชียงรายมีวัดร้างเยอะ คนเชื่อว่าถ้าเราบูรณะวัดร้างนี้ สาเหตุก็คือในอดีตชาติเราเป็นคนสร้างวัดนี้ แล้วก็เกิดมาเพื่อดูแล เป็นความเชื่อของชาวบ้านและของพระด้วย เขาบอกว่าฝรั่งนี่นั่งเครื่องบินมานาน เดินทางไกล เพื่อมาหาวัดที่ไม่สำคัญในหมู่บ้านเรา วัดเล็กหรือวัดที่อยู่ในป่า ซึ่งหลายคนในเชียงรายก็ไม่รู้ว่าที่นี่มีวัดอยู่ 

หลายคนบอกว่าในอดีตแอนโธนีน่าจะเกิดที่นี่ แล้วในอนาคตก็จะเกิดมาในหมู่บ้านนี้ด้วย มีพูดถึงเรื่องอดีตแล้วก็เรื่องอนาคต เป็นสิ่งสำคัญมาก คนจะสร้างความคิดเกี่ยวกับเรื่องเวลาด้วยกับสถานที่ เหมือนกับ Time-Space Continuum 

11
สร้างพุทธสถาน = สร้างพุทธศาสนา

เมื่อผมทำวิจัยปริญญาเอก มีเรื่องที่ไม่เข้าใจ ก็มีคนอธิบายว่าเพราะว่าต้องคิดถึงเรื่องวัดร้าง ซึ่งเชียงรายสู้กับพม่าจึงเป็นเมืองร้างอยู่ประมาณ 40 ปี จาก พ.ศ. 1804 – 1844 จังหวัดนี้ก็เลยมีวัดร้างอยู่หลายวัด วัดใหม่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์สร้างครอบวัดร้าง บางวัดก็ยังร้างมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องการสร้างศาสนสถานนั้น ศาสนาไหน ๆ ก็พูดถึงได้ ไม่ต้องอยู่ในศาสนาพุทธอย่างเดียว ผมเห็นว่าเป็นเรื่องมนุษย์ที่ทำเยอะ การก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าไม่ใช่เกี่ยวกับศาสนา ถ้าเกี่ยวกับการก่อสร้าง การก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทำ แล้วเราสร้างความหมายเมื่อเราสร้างโลก

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด
Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การก่อสร้างศาสนสถานเป็นการก่อสร้างศาสนา เป็นทฤษฎีช่วยให้คนมีประตูเข้าสู่ชีวิตของนักศาสนา ไม่ว่าชาวคริสต์ ชาวยิว ชาวอิสลาม ชาวซิกข์ ชาวพุทธ ชาวฮินดู ทุกคนทุกศาสนาก็สร้าง การสร้างเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำ เป็นทฤษฎีที่เราใช้ได้อยู่ ไม่ต้องเกี่ยวกับเมืองไทยหรือศาสนาพุทธ นั่นเป็นสิ่งที่ผมพยายามเขียน เพราะว่าอยากเขียนสิ่งที่คนอื่นก็จะใช้ได้ ไม่ต้องเกี่ยวกับเมืองไทยหรือศาสนาพุทธอย่างเดียว

2 ปีที่แล้วผมได้ Post Doc เป็นงานหลังจบปริญญาเอก เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล อยู่ในคณะมนุษยศึกษา มีอาจารย์หลายคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยและพระพุทธศาสนา แต่สิ่งที่เขาชอบเกี่ยวกับเรื่องที่ผมเขียนเป็นวิธีการคิดเกี่ยวกับ Methodology of thinking about religion through how things are built and constructed ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ผมเขียนครับ

12
อยากเรียน ‘จาก’ เมืองไทย

ผมอยากจะสร้างทฤษฎีจากชีวิตของคนที่ผมได้ไปเรียนกับเขา ที่ไปทำวิจัยที่นู่น โดยไม่เอาทฤษฎีข้างนอกมาเพื่ออธิบายชีวิตคนไทย ชีวิตของคนไทยชาวพุทธภาคเหนือช่วยให้ผมมีทฤษฎีเพื่อส่งต่อให้คนอื่นใช้เมื่อเขาเหล่านั้นคิดถึงศาสนาอื่นหรือที่อื่น เราเรียกว่าเรียน ‘จาก’ ไม่ใช่เรียน ‘เกี่ยวกับ’

ผมไม่อยากเรียนเกี่ยวกับเมืองไทย ผมอยากเรียน ‘จาก’ เมืองไทย ไม่ใช่ ‘เกี่ยวกับ’

ผมไม่ได้เรียน ‘เกี่ยวกับ’ ศาสนาพุทธ แต่ผมเรียน ‘จาก’ แล้วก็เรียนด้วยกัน ‘กับ’ คนไทย เพราะว่าผมไม่ใช่คนที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยเอาทฤษฎีจากข้างนอกมาอธิบาย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

คนไทยกำลังสอนแอนโธนีว่าโลกนี้คืออะไร เพราะก่อนมาเมืองไทยผมไม่รู้จักโลกนี้เลย แต่คนไทยสอนแอนโธนีมาตลอดว่าโลกนี้คืออะไร ไม่ใช่แอนโธนีรู้ว่าโลกนี้คืออะไรก็ลงมาอธิบายกับคนไทย 

ที่ผ่านมา ผมใช้ทฤษฎีนี้ตลอด ถ้าผมมีโอกาสปรึกษากับพระราชาคณะองค์ที่มีสมณศักดิ์สูง ๆ จนถึงชาวบ้าน คนรับจ้าง คนก่ออิฐ หรือกวาดวัด ก็คิดว่าทุกคนมีอะไรที่สอนแอนโธนีได้ ประสบการณ์ของช่างก่อสร้าง แรงงาน เขามีอะไรสอนแอนโธนีเยอะอยู่ เหมือนกับพระสงฆ์รูปสำคัญ ๆ ในมหาเถรสมาคม ทุกคนมีประสบการณ์ที่มีคุณค่าอยู่เท่า ๆ กัน

13
เตรียมศึกษาเรื่องใหม่

ผมเริ่มวิจัยวิชาใหม่ ที่ผมทำนิดหนึ่งเมื่อทำวิจัยสำหรับปริญญาเอก เกี่ยวกับพระฤาษีดาบสตนหนึ่งที่เชียงราย พระดาบสชื่อ หลวงพ่อดาบส สุมโน ท่านน่าสนใจมาก ท่านมีอาศรมไผ่มรกตที่เชียงราย ใกล้ ๆ ไร่บุญรอด ท่านเป็นช่างก่อสร้าง ช่างทำรูปหลายอย่าง ทำด้วยอิฐและหิน เป็นช่างหินแต่ไม่ได้แกะหรือก่อหิน ท่านขุดถ้ำออกจากดินเลย 

ผมสนใจการขุดถ้ำเพราะว่าสนใจถ้ำอยู่แล้ว เชียงรายมีถ้ำธรรมชาติเยอะและมีชื่อเสียง อย่างถ้ำนางนอนของทีมหมูป่านั่นน่ะ ซึ่งถ้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมากในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยุคพุทธกาล การขุดถ้ำเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทำมานาน ทำที่อินเดีย ที่จีน แต่ว่าพวกนั้นเป็นอดีตกาลโบราณมาแล้ว ส่วนถ้ำหลวงพ่อดาบส สุมโน ท่านขุดถ้ำในอาศรมไผ่มรกตประมาณ 40 ปีที่แล้ว ผมสนใจเรื่องนี้ อยากรู้แนวคิดท่าน แล้วถ้าอยากรู้เกี่ยวกับถ้ำก็ต้องไปถามคนที่เชียงราย มีเรื่องหลายเรื่องเกี่ยวกับท่านที่น่าสนใจ ต้องไปถามเอง แล้วจะรู้ว่าแอนโธนีสนใจเรื่องนี้ทำไม

14
แอนโธนีนับถือศาสนาอะไร?

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การนับถือคืออะไร? ผมทำหลายอย่างที่คนนับถือพุทธทำ เช่น ผมไปวัด 164 วัด กราบพระประธานทุกที่ แล้วก็ถวายปัจจัยต่าง ๆ อย่างนี้เรียกว่านับถือมั้ย? แม้ผมจะเป็นชาวยิวในสายเลือด แต่ว่าผมโชคดีที่ได้โอกาสทำสิ่งที่คนนับถือพุทธทำ

ถ้านับถือคือต้องสร้างชีวิตทั้งหมดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมก็ไม่ แต่ผมได้รับสิ่งที่ดีมากมายจากศาสนาพุทธครับ

15
อยากบอกชาวไทยที่นับถือพุทธ

ผมไม่มีอำนาจจะบังคับหรือบอกให้ใครทำอะไร นอกจากให้พวกคุณดูแลคนอื่น

อยากให้ทุกคนมีการดูแลซึ่งกันและกัน แค่นั้นเอง ง่าย ๆ แล้วไม่ใช่แค่กับชาวพุทธอย่างเดียว ชาวมุสลิม ชาวคริสต์ ชาวเขา ก็อยากให้ดูแลกันไว้ ร่วมมือสามัคคีกันดูแลคนรอบข้าง เพราะต่อให้ศาสนาทุกศาสนาแตกสลายไปจากโลกนี้ แต่ว่าทุกคนดูแลกัน ก็จะทำให้โลกดีได้ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และผมเชื่อว่าศาสนาเป็นหนทางที่จะให้เราไปถึงสิ่งที่ดีกว่าปัจจุบันนี้ได้ครับ

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ภาพ : Krit Upra และ Anthony Lovenheim Irwin

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load