ธุรกิจ : บริษัท สมใจบิซกรุ๊ป จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ขายปลีก-ส่งเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2498

อายุ : 67 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณสมใจและคุณนิยม เผดิมชิต

ทายาทรุ่นสอง : คุณสมสลวยและคุณณัฐวุฒิ วิทยานนท์, คุณลาวัลย์และคุณชาย ผดุงโยธี

ทายาทรุ่นสาม : คุณนพนารี พัวรัตนอรุณกร, คุณวิภวานีและคุณวิธวินท์ วิทยานนท์

ตรงข้ามโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและวิทยาลัยเพาะช่าง มีร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ตั้งอยู่ นักเรียนในละแวกนั้นรู้จักดีในนาม ‘สมใจ’ ซึ่งตั้งตามชื่อคุณยายผู้ก่อตั้ง

สมใจเริ่มจากร้านขายสารานุกรม ก่อนจะเพิ่มสินค้าจำพวกเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์ เป็นแหล่งวัสดุและอุปกรณ์ชั้นดีของนักเรียนมัธยมและนักเรียนศิลปะ ผูกพันกันแบบที่นักเรียนเข้ามาฝากกระเป๋าเวลาโดดเรียนอยู่เสมอ

จากรุ่นก่อตั้ง มารุ่นสอง สู่ทายาทรุ่นสาม สมใจ เครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์ ขยายหลายสาขาทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 

การค้าขายเพิ่มจากแค่หน้าร้านเป็นช่องทางออนไลน์

ระบบคลังสินค้าและการจัดซื้อที่เคยแยกขาดกันเป็นสาขา เปลี่ยนมาใช้ร่วมกันตรงกลาง

การบริหารธุรกิจที่เริ่มจากแบ่งให้ลูกทั้งสี่ดูแลคนละสาขา ก็มอบอำนาจให้ผู้จัดการแต่ละร้าน รวมถึงจ้างมืออาชีพเข้ามาดูแลภาพรวม

ตาล-นพนารี พัวรัตนอรุณกร หนึ่งในทายาทรุ่นสามเข้ามารับช่วงต่อหลังเรียนจบปริญญาโทและทำงานที่อเมริกาพักใหญ่ พร้อมความตั้งใจว่าอยากเห็นธุรกิจครอบครัวที่ผูกพันมาตั้งแต่เด็กเติบโตขึ้น

สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก

วิสัยทัศน์รุ่นตายาย

เรื่องราวของร้านนี้เริ่มขึ้นเมื่อคุณตานิยมและคุณยายสมใจแต่งงานกัน ทั้งคู่อยากทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว จึงเริ่มมองหาห้องแถวเพื่อทำมาค้าขาย เป็นช่วงเดียวกับที่คูหาหนึ่งบริเวณวัดราชบูรณะ (หรือที่คนในละแวกเรียกกันว่า วัดเลียบ) ว่างอยู่ ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2498 ร้าน ‘สมใจ’ จึงถือกำเนิดขึ้น โดยมีสินค้ารายการแรกเป็นสารานุกรม

ในสมัยนั้น สารานุกรมเป็นหนังสือที่ต้องมีทุกบ้าน แต่เพราะร้านตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและวิทยาลัยเพาะช่าง จึงมักมีนักเรียนเดินเข้ามาถามหาดินสอปากกาและเครื่องเขียนชนิดอื่น ๆ 

บางธุรกิจอาจเลือกขายเฉพาะสารานุกรมต่อไป แต่คุณยายมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง โดยมองเรื่องการตอบโจทย์ลูกค้าเป็นหลัก จึงค่อย ๆ เพิ่มสินค้าจำพวกเครื่องเขียนต่าง ๆ จากคลังสินค้าที่มีแต่สารานุกรม 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เริ่มมีอุปกรณ์อื่นเข้ามา 20 เปอร์เซ็นต์ 40 เปอร์เซ็นต์ 90 เปอร์เซ็นต์ จนขยายร้านที่ 2 ที่ 3 ใกล้เคียง และสาขา 4 ที่ดิโอลด์สยาม 

ร้านแรกขายแต่กระดาษ ร้านสองขายเครื่องเขียน ร้านสามเป็นอุปกรณ์ศิลป์ ส่วนร้านสี่เป็นอุปกรณ์ศิลป์เกรดศิลปิน

ร้านสี่ร้านบริหารโดยทายาทรุ่นสองทั้งสี่คนของคุณตานิยมและคุณยายสมใจ ซึ่งเป็นรุ่นที่ตั้งใจสร้างระบบการจัดการและการควบคุมภายในแต่ละสาขาขึ้นมา เพื่อจะขยายสาขาได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นสาขาที่ 5 ที่ตึกวรรณสรณ์ สาขาที่ 6 ที่จามจุรีแสควร์ และสาขาที่ 7 ที่สยาม ก่อนจะเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้าและต่างจังหวัด

สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก
สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก

ทายาทรุ่นสาม

สาขาสยามและสาขาในห้างทำให้สมใจเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ธุรกิจดำเนินไปเรื่อย ๆ จนทายาทรุ่นสามเริ่มเข้ามาทำงาน

วิภ-วิภวานี วิทยานนท์ บริหารฝ่ายบุคคล ระบบไอที และ Warehouse

เนม-วิธวินท์ วิทยานนท์ รับผิดชอบฝ่ายขายและการดำเนินงานหน้าร้านทั้งหมด

ตาล ดูแลการตลาด การจัดซื้อ และการขายออนไลน์

ทั้งสามปรับปรุง 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ พัฒนาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ให้เชื่อมต่อทุกสาขาเข้าส่วนกลาง และสร้างแบรนดิ้งที่ชัดเจน

ปัญหาที่สมใจเจอมาตลอดคือ การทุจริต ชนิดที่ทุกปีต้องขึ้นโรงพัก เหล่าคนรุ่นสามใช้เวลา 2 ปีในการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ ใช้แรงงานให้น้อยลง ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล รายชื่อผู้ขาย รายชื่อลูกค้า การให้เครดิตลูกหนี้ หรือการขอเครดิตเจ้าหนี้ ไปจนถึงข้อมูลต่าง ๆ ของพนักงาน 

ตาลเล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนจะไปซื้อปากกา ที่สาขาสยามกับสาขาตึกวรรณสรณ์ราคาไม่เท่ากันนะ เพราะระบบของแต่ละร้านเป็นเอกเทศ ไม่เชื่อมต่อกัน เรา Centralize ทั้งหมดให้อยู่ตรงกลาง เพื่อจะได้ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน

“อย่างสาขาวรรณสรณ์ชื่อสินค้าคือ ปากกา Lamy แต่สยามใช้ Lamy ปากกา พอเรียกไม่เหมือนกัน ราคาก็ต่าง และเราก็ดูสต็อกทั้งหมดไม่ได้”

เช่นเดียวกับระบบการจัดซื้อ เมื่อข้อมูลของสินค้ารวมกันที่ตรงกลางแล้ว ทายาทรุ่นสามจึงยกเลิกวิธีการสั่งของแบบ ‘ร้านใครร้านมัน’ แต่วิเคราะห์จากจำนวนที่มีทั้งหมดองค์กร แล้วอนุมัติโดยผู้จัดการแต่ละสาขาอีกที

“หรืออย่างระบบ HR เมื่อก่อนเราไม่เคยมี ข้างล่างร้านจะมีประตูสไลด์ ๆ เป็นห้องจ่ายเงิน เงินที่ขายได้เอามารวมที่ห้อง แล้วแบ่งว่าไปทำอะไรต่อ เป็นธุรกิจเงินสด ไม่มีระบบอะไร เดี๋ยวนี้แทบไม่ได้จับเงินสดแล้ว”

สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก

ระบบเปลี่ยน คนต้องเปลี่ยน

การเปลี่ยนระบบไม่ใช่งานที่ยากที่สุด เพราะสำหรับทายาทธุรกิจทุกคน โจทย์หินมาหลังจากนั้น

เปลี่ยนระบบแล้วคนต้องทำอย่างไร คือคำถามถัดมาที่ต้องตอบให้ได้ พนักงานเก่า ๆ ของสมใจลาออกไปกว่าร้อยละ 20 เพราะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ไหว 

คำถามข้อที่ 2 ของผู้รับช่วงต่อคือ จะพาคนทั้งหมดโตไปด้วยกันอย่างไร

“ตอนขึ้นระบบใหม่ ๆ คลินิกความงามที่เราไปประจำเล่าให้ฟังว่า เขาขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วได้ยินพนักงานสมใจคุยกันว่าเราโหดมาก ช่วงนั้นเราเคี่ยวสุด ๆ เพราะอยากให้ธุรกิจก้าวต่อไป”

วิธีทำงานเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากระบบ A ไป B โดยไม่ใช่วิธีการทำคู่ขนานเพื่อทดลองก่อน เพราะคำนวณแล้วว่างานจะหนักขึ้นมาก 

จากไม่เคยต้องทำเอกสารเกี่ยวกับบุคคล อยากลางานแค่เดินไปแจ้ง ตอนนี้ต้องขออนุมัติวันลาผ่านระบบ

จากที่สินค้าเข้าร้านแค่เช็กใบแจ้งหนี้แล้วขายเลย ก็เปลี่ยนมาตรวจสอบอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ใบสั่งซื้อ นับสต็อกสินค้าทุกสัปดาห์ว่าตรงกับรายงานของส่วนกลางไหม แล้วค่อยนำออกไปวางขายเป็นครั้ง ๆ ไป

พนักงานขนส่งมีระบบตรวจว่าไปที่ไหนมาบ้าง จอดกี่นาที 

ส่วนหน้าร้าน ตาลเล่าว่าสมัยก่อนพนักงานสามารถแจกของให้ลูกค้าสมาชิกได้เลย ไม่ต้องรออนุมัติ มาตอนนี้ต้องทำตามเงื่อนไขของบริษัท

ขั้นตอนการทำงานก็เพิ่มขึ้นมาก เรียกได้ว่า จาก 1 เป็น 20 

“ทุกวันนี้เวลาประชุม ก็ยังมีคนบอกอยู่ว่างานเยอะขึ้นมาก ท้อ นอกจากให้กำลังใจกันระหว่างทาง เราต้องทำให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่เขาทำนั้นสำคัญแค่ไหน สำคัญกับบริษัทยังไง ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้สึกว่าทำงานหนักแต่ไม่มีค่า 

“แรก ๆ เข้ามาเราก็ไม่รู้หรอก ไม่รู้ว่าคุณค่าของงานที่ทำมันสำคัญกับแต่ละคนยังไง เราค่อยเรียนรู้จากเขามาเรื่อย ๆ พอเราเข้าใจกันและกัน มันก็ไปต่อได้”

ระบบทำให้การดำเนินงานทุกส่วนโปร่งใส คัดคนที่ไม่ซื่อตรงออกไป ส่วนพนักงานดี ๆ ที่ยังอยู่ด้วยกัน บริษัทก็หมั่นจัดเทรนนิ่งเสริมสร้างทักษะในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ อบรมเรื่องความเป็นผู้นำสำหรับตำแหน่งระดับผู้จัดการ หรือฝึกฝนเกี่ยวกับระบบปฏิบัติงานและความรู้เรื่องสินค้าพื้นฐาน เป็นต้น 

หลายคนเลือกอยู่ต่อกับสมใจ เช่น พี่แตน อายุ 60 กว่าปี เป็นพนักงานเก่าแก่ที่สุดของร้าน เขารักการทำงานที่นี่มากจนตาลแซวว่า น่าจะทำงานไปจนอายุ 85

สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก
สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก
สมใจ การปรับตัวของร้านเครื่องเขียนเก่าแก่ในมือทายาท ให้คนซื้อได้ประสบการณ์สมใจนึก

สร้างตัวตนให้แบรนด์ครอบครัว

ชื่อของ ‘สมใจ’ อาจจะคุ้นหูลูกค้าและเป็นร้านลำดับแรก ๆ ที่นึกถึงเมื่อต้องซื้อเครื่องเขียน แต่ถ้าลองนึกเป็นภาพ หลายคนนึกไม่ออก

สมใจไม่เคยออกแบบแบรนดิ้ง เวลาทำสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ จึงไม่มีไกด์ไลน์ที่ชัดเจน แม้แต่สีของแบรนด์ก็ไม่เคยมีมาก่อน ครั้งหนึ่งบัตรสมาชิกของร้านเป็นรูปชินจัง เพียงเพราะคุณพ่อชอบชินจังเท่านั้น

โลโก้เองก็ไม่เคยถูกกำหนดขนาดกว้างยาวหรือระยะช่องว่าง สีเสื้อพนักงานและสีถุงไม่ต้องพูดถึง ตาลบอกว่ามีมาแล้วทุกสี บางปีใช้สีฟ้ากับชมพู เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากสีประจำโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

“เราได้ พี่พิม Teaspoon (พิม จงเจริญ) ซึ่งเป็นแฟนสมใจอยู่แล้ว มาช่วยวางไดเรกชัน บนโจทย์ที่อยากให้เก๋ขึ้น ใหม่ขึ้น ซึ่งเราไม่มีงบมากมาย รุ่นสองเขาไม่เข้าใจว่าการทำแบรนดิ้งคือยังไง แต่พอใช้ต้นทุนไม่มาก เขาก็มองว่าเป็นการลงทุนมากกว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย

“พี่พิมให้เลือกหนึ่งสีที่จะเป็นสีประจำแบรนด์ สุดท้ายเลือกสีเขียว เพราะคุณยายเกิดวันพุธ”

การทำแบรนดิ้งทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำมากขึ้น นึกถึงสมใจต้องนึกสีเขียว 

คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย

Go Online

จากแบรนดิ้งต่อเนื่องมาถึงการทำเว็บไซต์ ที่ตอนแรกตาลคิดว่าไม่ยาก

“เราคิดว่าพร้อม แต่จริง ๆ ไม่พร้อม ข้อมูลสินค้าเรามีกว่า 60,000 รายการ จำได้ว่ามีน้องที่มาช่วยออนไลน์สองสามคน ช่วยกันจัดประเภทสินค้ากัน

“ช่วงแรกโดน Complain เรื่องการขนส่งตลอด ส่งของช้า ส่งของแตก ระบบเว็บนี่เปลี่ยนมา 3 รอบ เพราะไม่พร้อม ตอนที่คอลแลบกับ BNK48 แล้ววางขายผ่านเว็บ ถ้าคนเข้ามากกว่า 50 คน เว็บเจ๊งเลย เราไม่พร้อมถึงขนาดว่าตอนนั้นต้องพรีออเดอร์ผ่าน Google Form สุดท้ายตัดสินใจลงทุนทำเว็บอย่างจริงจัง”

แม้จะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ ที่หลายครั้งก่อนทายาทคนนี้ก็รู้สึกยังไม่คุ้มค่า เพราะยอดขายเทียบไม่ได้กับการเปิดหน้าร้านใหม่ 

โควิด-19 ตอกย้ำให้รู้ว่ามาถูกทาง ขณะเดียวกันสมใจก็ขยายการขายไปบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่าง Shopee และ Lazada

สต็อก Shopee กับ Lazada แยกกันและอยู่คนละสาขา มีรุ่นพี่บอกตาลว่าคิดผิดที่แยกกันแบบนี้ เพราะต้องใช้คนทำงาน 2 ที่ และยากในการบริหารจัดการ แต่กลายเป็นว่า ตอนที่มีพนักงานติดโควิดที่สาขาหนึ่ง ก็ไปใช้สต็อกของอีกสาขาได้

จุดเด่นของประสบการณ์การซื้อของที่สมใจคือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องสินค้าของพนักงาน ผู้เป็นมากกว่าพนักงานขาย แต่เหมือนที่ปรึกษา (หลังจากคุยกับตาลเสร็จ เราเดินลงไปดูกระดาษหน้าร้าน พี่พนักงานผู้ชายก็อธิบายอย่างละเอียดให้เห็นข้อแตกต่างของแต่ละประเภท ข้อดี ข้อเสีย แบบไม่กั๊กความรู้ใด ๆ )

การทำออนไลน์จึงเป็นความท้าทายของธุรกิจ ว่าจะสามารถยกประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเหล่านี้ ขึ้นสู่โลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร

“หนึ่งคือ คำอธิบายสินค้า สอง การตอบแชท เราเอาใจใส่เรื่องนี้มาก เพราะเป็นช่องทางที่จะถ่ายทอดความเป็นสมใจให้ลูกค้าได้เห็น และสุดท้ายที่น่าประทับใจที่สุดคือ การแพ็กของส่ง ส่งเร็ว และห่ออย่างดี จะสั่งเล็กน้อยกี่บาท เราห่อเหมือนกันหมด เราเคยลองสั่งของแล้วคิดเลยว่า แย่ละ กำไรหมดแล้วเนี่ย” ทายาทรุ่นสามหัวเราะ

ยอดออเดอร์ออนไลน์ที่น้อยที่สุดคือ 20 – 30 บาท 90 เปอร์เซ็นต์เป็นลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ แสดงให้เห็นว่าความพยายามที่อยากสร้างประสบการณ์แบบสมใจบนโลกออนไลน์น่าจะสำเร็จไปครึ่งหนึ่ง

คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย
คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย
คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย

บริหารโดยครอบครัว… และมืออาชีพ

ทายาทรุ่นสามบริหารสมใจร่วมกับทายาทรุ่นสองมาตั้งแต่ต้น

รุ่นสามเป็นหน่วยค้นคว้า ค้นหาวิธีการและโซลูชันใหม่ ๆ

รุ่นสองใช้ประสบการณ์ยาวนานที่มี ตัดสินใจอนุมัติ

ช่วงแรกมีปัญหาเยอะมาก เพราะมุมมองไม่เหมือนกัน แต่โชคดีที่รุ่นสองรับฟังเหตุผลเสมอ สำคัญคือคนรุ่นเก่ายอมรับว่ามีบางเรื่องที่ตัวเองไม่รู้เท่าทัน และคนรุ่นใหม่ก็ไม่มั่นใจเพราะประสบการณ์น้อย พอลดอีโก้ลงมา ก็ร่วมกันหาทางออกได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น พร้อมแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ไม่ซ้อนทับกัน

“ธุรกิจจะตายไม่ตาย อยู่ที่ครอบครัวชัดเจนเพียงพอหรือเปล่า เราใส่หมวกหลายใบ เถียงกันในที่ประชุมเสร็จ กลับไปต้องทานข้าวพร้อมหน้า บางครั้งเราต้องพูดคะ ขา ในที่ประชุม ช่วงแรกเขินนะ แต่มันช่วยดึงสติกลับมาว่า นี่เรากำลังทำงานอยู่”

ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังฉีกกฎธุรกิจครอบครัวแบบเก่า ด้วยการจ้างมืออาชีพเข้ามาทำงานในตำแหน่ง CFO (Chief Financial Officer) เพราะไม่มีสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ เชี่ยวชาญ ช่วยบริหารให้สมใจแข็งแรงและเติบโตได้ต่อไป 

การมีมืออาชีพร่วมทีมยังทำให้การทำงานของสมาชิกครอบครัวต้อง ‘มืออาชีพ’ ไปด้วย

คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา The Cloud ได้คุยกับ ดร.ปุณณมี สัจจกมล Head of CEO Office ของบริษัท พรเกษม กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของสมใจ เขาเล่าว่าในช่วงโควิด-19 ที่พรเกษมต้องปิดคลินิก แล้วเปลี่ยนการจ่ายยาทั้งหมดผ่านการส่งไปรษณีย์ ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่างสำหรับหีบห่อ ซัพพลายเออร์เจ้าเดียวที่หาสินค้าให้ได้ทันเวลาคือสมใจ 

“พี่ใหญ่ (ดร.ปุณณมี) บอกว่า ‘แม้สมใจจะไม่ใช่เจ้าที่ราคาถูกที่สุด แต่เรายืนยันที่จะซื้อจากเขา เพราะวันที่เราเดือดร้อน เขาเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วย’”

ตาลอมยิ้มหลังเล่าเล่าเรื่องพี่ใหญ่จบ สำหรับสมใจแล้ว ความสัมพันธ์กับคู่ค้าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ แน่นแฟ้นตั้งแต่รุ่นคุณยาย คือการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ลูกเรียนจบหรือยัง ภรรยาเป็นอย่างไรบ้าง คือมื้ออาหารในวันสำคัญหลายมื้อ คืออีกครอบครัวที่ต้องดูแลกัน

สินค้าทั้งหมด 20,000 รายการ รายชื่อคู่ค้าที่สั่งสินค้าทุกสัปดาห์มากกว่า 50 เจ้า การดูแลความสัมพันธ์ในยุคสมัยของทายาทรุ่นสามก็แตกต่างออกไป 

มิตรภาพยังอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือความร่วมมือทางธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เธอบอกว่าสิ่งสำคัญคือ การเข้าใจสถานการณ์ของอีกฝ่าย เอาใจเขามาใส่ใจเรา และประเมินสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยความเป็นกลาง หากมีข้อมูลที่แลกเปลี่ยนเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ก็ช่วยกัน เช่น ข้อมูลการขายสินค้าที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้า เป็นต้น

กฎ 5 ข้อที่ตาลยึดถือในการรับช่วงต่อคู่ค้า คือ ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนซึ่งกันและกัน มีความเข้าใจ ช่างสังเกต ไปจนถึงรวดเร็วและแข็งแรง 

สมใจ

ทายาทรุ่นสามที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสมใจ ย้อนนึกไปถึงวันแรกที่เริ่มทำงาน

จากตำแหน่งนักวิเคราะห์ที่ American Express สหรัฐอเมริกา ทำงานท่ามกลางซูเปอร์สตาร์ใน Top Tier ของสายงานต่าง ๆ การทำงานธุรกิจที่บ้านต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

แต่นี่คือการผจญภัยบนเส้นทางที่ตาลและ ‘สมใจ’ ไม่เคยเดินมาก่อน 

เธอเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน และถ้าวันหนึ่งถึงเส้นชัยของตัวเอง หรือไม่สามารถมอบอะไรให้ธุรกิจต่อไปอีกแล้ว ก็พร้อมไปทำงานอย่างอื่น 

“เราพยายามทำให้ตำแหน่ง CMO (Chief Marketing Officer) ของเราเป็นกลาง เป็นแค่ตำแหน่งหนึ่ง ไม่ใช่เจ้าของและไม่ใช่ตัวเรา เป็นตำแหน่งที่ใครก็สามารถรับช่วงต่อได้ 

“วันหนึ่งก็ต้องมีคนรุ่นใหม่เข้ามา เราคุยสิ่งเดียวกันนี้กับครอบครัวด้วย เพื่อถ้าวันหนึ่งเกิดใครคนไหนไม่พร้อมทำต่อ มีภาระหน้าที่ หรือมีทางเลือกที่ดีกว่ากับตัวเองและครอบครัว เราต่างจะได้ขยับออกมาได้”

คุยกับทายาทร้านสมใจ เมื่อร้านเครื่องเขียน-อุปกรณ์ศิลปะเก่าแก่ ปรับตัวสู่โลกยุคใหม่และออนไลน์ โดยยังครองใจคนทุกวัย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : แบรนด์ HARV (บริษัท แกรนด์ดิส จำกัด)

ประเภทธุรกิจ : เฟอร์นิเจอร์

ปีที่ก่อตั้ง : ค.ศ.​ 1983 (แบรนด์ HARV เริ่ม ค.ศ. 2020)

ผู้ก่อตั้ง : ปึงจือฮวด, ไพสิทธิ์ ปิติทรงสวัสดิ์

ทายาทรุ่นสอง : ชาตรี และ พรรณมาศ วระพงษ์สิทธิกุล

ทายาทรุ่นสาม : ชนน วระพงษ์สิทธิกุล

ใครว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นได้แค่โชว์รูม

แต่ไม่ใช่สำหรับ HARV Brand แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ในแบบ Circular Economy ที่เน้นความยั่งยืนทั้งการผลิต การใช้งาน การตลาด จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

HARV มาจากคำว่า Harvest ที่แปลได้ทั้งเก็บเกี่ยวและผลผลิต เกิดจากความตั้งใจเก็บเกี่ยวสิ่งที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด และพัฒนาจนเกิดเป็นแบรนด์ของตัวเองของ เชียร์-ชนน วระพงษ์สิทธิกุล ทายาทรุ่นสามจาก Inhome Furniture แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งทำจากเศษไม้ที่เหลือจากการผลิตไม้

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

ไม้ปาร์ติเกิลเป็นหนึ่งในวัสดุที่ดี ราคาสบายกระเป๋า น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย เหมาะกับสายแต่งห้อง ตกแต่งคาเฟ่ ออฟฟิศ และเชียร์ยังเน้นใช้เศษไม้เหลือจากโรงงานของครอบครัว เขาเลือกแปรรูปเศษไม้ให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้และลดปริมาณขยะ ผลิตสินค้าที่เน้นความคุ้มค่า ภายใต้การดำเนินธุรกิจทั้งรูปแบบโรงงาน Inhome และแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer : OEM) มาอย่างยาวนาน 39 ปี

ทุกดีไซน์ที่แบรนด์นี้ออกแบบ คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้ผลิต และผู้ใช้งานเป็นสำคัญ

พื้นที่นี้จึงอยากเปิดให้เป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ เป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อม

Inhome

ย้อนกลับไปเมื่อ 39 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี 1983 ครอบครัวนี้ไม่ได้ใช้วิธีบริหารงานแบบกงสีเสมือนหลายตระกูลใหญ่ แต่อากงเลือกมอบแต่ละโรงงานให้ลูก ๆ ไปดูแลกันเอง เพราะอยากให้ลูกหลานได้แสดงศักยภาพเต็มที่ และมีธุรกิจหาเลี้ยงครอบครัวได้ไปจนถึงอนาคต หนึ่งในผู้สืบทอดเลือกโรงงานไม้ซึ่งต่อยอดมาเป็นแบรนด์ Flo Furniture ส่วน คุณแม่พรรณมาศ วระพงษ์สิทธิกุล คุณแม่ของเชียร์เลือกรับช่วงต่อ Inhome Furniture จากอากงและคุณลุงมาจนถึงปัจจุบัน

ตัวอักษรพิมพ์เล็กสีขาวตัดกับโลโก้แบรนด์สีแดง แสดงถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ที่มีให้ลูกค้า เพราะเฟอร์นิเจอร์ในแบบของ Inhome ทำจากไม้แผ่นใหญ่ ใช้วัสดุที่แข็งแรงคงทน ออกแบบเพื่อการใช้งานอย่างยาวนานและคุ้มค่า เน้นผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตามบ้านและออฟฟิศ มีสินค้าขายดีเป็นที่รู้จักอย่างตู้ทีวี ตู้รองเท้าที่จุได้เยอะและระบายอากาศได้ดี มีทั้งทำส่งออก งาน OEM และงานของแบรนด์เอง ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิดของโรงงานที่สั่งสมมารุ่นสู่รุ่นว่า ทุกครั้งต้องตัดไม้แผ่นหนึ่งให้เหลือเศษน้อยที่สุด และนำเศษที่เหลือนั้นไปต่อยอดเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เช่น เอาเศษไม้เหลือจากหน้าบานมาทำลิ้นชัก

แต่แพตเทิร์นที่ลงตัวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง บางทีการผลิต 3 ชิ้นอาจจะประหยัดพื้นที่ไม้มากกว่าการทำชิ้นเดียว แบรนด์ก็พร้อมจะเลือกอย่างหลัง เพื่อพยายามใช้ไม้ให้ได้ 85 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเศษน้อยที่สุด 

ลูกชายผู้เป็นทายาทรุ่นสามเกริ่นว่า “บางทีเฟอร์นิเจอร์อาจสวยน้อยหน่อย แต่แข็งแรงใช้ได้นาน บางทีเขาก็จะเพิ่มขาตรงนั้น เพิ่มคานตรงนี้ให้ไม่แอ่น ซึ่งเป็นแนวคิดรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่ทำมาตลอด” 

ชนิดที่ว่าเรื่องดีไซน์เป็นรอง ฟังก์ชันและความคุ้มค่าต้องมาก่อน

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARV

หลังจากเชียร์เรียนจบและทำงานประจำได้ประมาณ 3 ปี ก็ค้นพบว่าไม่ใช่ทางของตัวเอง จึงตัดสินใจออกมาพัฒนาแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของที่บ้าน พร้อมทั้งต่อยอดเป็นแบรนด์ตัวเองขึ้นมา และในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เขาได้เจอกับเพื่อนมัธยมที่เคยรู้จัก แต่ไม่ได้เจอกันนานอย่าง ตาล-ณัฐฏิยา รัชตราเชนชัย ซึ่งกลับมาเจอกันอีกครั้งในงานแต่งงานของเพื่อน เชียร์ผู้มีคอนเซ็ปต์และสิ่งที่อยากทำอย่างชัดเจนแล้ว จึงชวนตาลซึ่งกำลังมีแพลนออกจากงานประจำ มารับหน้าที่ดีไซเนอร์ ทั้งคู่จึงตกลงใจร่วมสร้างแบรนด์นี้มาด้วยกัน

เตียง ตู้ และโต๊ะ ผลิตจากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งทำจากเศษไม้เล็ก ๆ ที่เหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตไม้ นำมาผสมกาวขึ้นรูปเป็นแผ่น กาวที่ใช้ก็มีหลายเกรด HARV เลือกใช้เกรด กาว E1 ซึ่งมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำ เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งยังไม่มีกลิ่นฉุนแสบจมูกและไม่ระคายเคืองตา 

คอนเซ็ปต์หลักของแบรนด์คือ มองการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องพัฒนาและเสริมทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

เริ่มจากการมองหาความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ระหว่างเฟอร์นิเจอร์กับผู้ใช้งาน เช่น ตู้ Pantry สำหรับคนดริปกาแฟที่บ้าน ตู้วางเครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือ สเตชั่นแยกขยะสำหรับใช้ในครัวเรือน เพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานบางส่วนตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ให้เฟอร์นิเจอร์ได้เติบโตไปกับผู้ใช้งาน เพื่อยืดอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน ไม้หนึ่งแผ่นจึงถูกคิดตั้งแต่เริ่มเลยว่า ตัดส่วนไหนอย่างไร ซึ่งตาลมองว่าสิ่งนี้เป็นโจทย์ตั้งต้นในการออกแบบได้ดี

เมื่อไม้แผ่นใหญ่ถูกนำไปตัดแต่งเป็นเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นแล้ว สิ่งที่เหลือต่อจากนั้นคือ เศษไม้

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARV จึงเลือกใช้เศษไม้เหล่านั้นมาแปลงโฉมให้กลายเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ที่เน้นดีไซน์เรียบง่าย สบาย ๆ และฟังก์ชัน ไปพร้อม ๆ กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นสินค้ามากมายที่เน้นขายดีไซน์และไอเดีย ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ฉีกออกจากแบรนด์เดิมอย่างสิ้นเชิง เช่น ‘PETAL STOOL’ ขาของเก้าอี้สตูลทั้ง 4 แผ่น ถูกออกแบบให้มีแพตเทิร์นการตัดและการเจาะเหมือนกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกับเศษไม้ที่มีในโรงงาน หุ้มบุด้วยผ้ารีไซเคิลจากขวด PET 

มีเก้าอี้แล้วก็ต้องมีโต๊ะ Particle Board Scraps โต๊ะข้างจากเศษไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด โดยโต๊ะข้างประกอบด้วยชิ้นส่วนง่าย ๆ 4 ส่วน ที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงและลวดลายของแต่ละชิ้นได้อย่างอิสระไม่มีที่สิ้นสุด

สตูลชิ้นนี้พิเศษตรงแพ็กเกจจิ้งที่เป็นได้ทั้งกระเป๋าและเบาะ Paree Stool (มาจากคำว่า Pare แปลว่า ปอกเปลือก) จึงสื่อถึงลูกเล่นของที่นั่งเบาะ นอกจากจะใช้รองนั่งเพื่อความสบายแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเปลือกหุ้ม หรือแกะออกมาเป็นถุงผ้าไว้หุ้ม Flat Pack Stool ตัวนี้ เพื่อลดการใช้วัสดุอื่น ๆ ในการบรรจุเพื่อขนส่ง พร้อมทั้งสกรีนวิธีประกอบลงบนผ้า รับประกันว่าหมดปัญหาคู่มือหายอย่างแน่นอน และลวดลายบนเบาะยังเพิ่มความน่ารักให้มุมบ้านได้ด้วย

และโปรเจกต์สุดพิเศษ ‘RECO cabinet’ by HARV x LAMUNLAMAI ตู้เก็บของที่เป็นมากกว่าที่เก็บของ เพราะสร้างไลฟ์สไตล์ให้เจ้าบ้านได้ด้วย ผสมทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ระหว่างศาสตร์ของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเซรามิกสไตล์ซิกเนเจอร์ของ LAMUNLAMAI กลายมาเป็นตู้ที่จะมอบศิลปะในการใช้ชีวิตและฟังเพลงให้กับผู้ใช้งาน

วัสดุที่แบรนด์มีอย่างเดียวคือไม้ การคอลแลบเลยเป็นทางที่ถูกเลือก ซึ่งเป็นการช่วยกันโปรโมต ได้เรียนรู้ Know-how หลากหลาย ได้คอนเนกชัน และได้แลกเปลี่ยนวิธีคิดซึ่งกันและกัน

“เราตั้งใจออกแบบเพื่อที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด ไปพร้อม ๆ กับคงคุณภาพการใช้งานที่ดี”

ความคุ้มค่าไม่ได้จบลงในส่วนการผลิต แต่ยังครอบคลุมไปถึงการตลาดที่คุ้มค่าด้วย เชียร์ศึกษาการลงทุน การโฆษณาอย่างละเอียดทุกครั้ง และเลือกทำ SEO เพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

จาก Inhome สู่ HARV Brand

“ตอนแรกเขาคิดว่ามันยากเหมือนกัน” เชียร์เล่า

คุณพ่อคุณแม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ที่ลูกชายต้องการจะสื่อ แต่อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเนื้อไม้คนละเกรด ไม่สามารถแยกออกด้วยการมองเห็นหรือสัมผัสพื้นผิว การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะเป็นสื่อหลักที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจตรงกันกับแบรนด์

นอกจากเรื่องการเข้าใจคุณภาพไม้ ยังมีอีกเรื่องที่พ่อแม่เป็นห่วง คือเรื่องการแข่งขันด้วยราคาที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ตั้งแต่ที่จีนเปิดประเทศก็มีการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ในราคาถูก ขายในราคาเทียบเท่าต้นทุนของแบรนด์ การแข่งราคา และการกดราคา จึงเป็นเหมือนปัญหาสากลที่หลากหลายแบรนด์ประสบ เพื่อความต้องการเป็นที่ยอมรับของตลาด 

“แต่เราไม่อยากเข้าสู่สนามนั้น เราเลยสร้างแบรนด์เราเอง ตอนนี้ก็เหลือพิสูจน์ให้เขาเห็นอีกหน่อยว่า มันเป็นไปได้และหวังว่าคนที่เริ่มมาสนใจสิ่งแวดล้อม จะมาสนใจของของเรามากขึ้น” 

เชียร์เล่าต่อว่าในช่วงเริ่มต้นยังมีรายได้ไม่มาก แต่เขาเชื่อมั่นที่จะค่อย ๆ เติบโตไปเรื่อย ๆ เมื่อพ่อแม่เริ่มเห็นว่าเป็นชิ้นเป็นอัน ตัวเขาทำจริงจัง ก็เริ่มซัพพอร์ตมากขึ้น โดยมอบพื้นที่ส่วนหน้าโรงงานที่ว่างอยู่ ให้ขยายจากออนไลน์สู่หน้าร้าน จึงกลายมาเป็นโชว์รูมและร้านกาแฟอย่างที่เราเห็น

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่มั่นใจไม่ใช่เพียงแนวคิดหนักแน่นของเขา แต่เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARVKIND

“เราอยากสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนที่สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสัตว์เลี้ยง”

HARVKIND ตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่แม้แต่คนที่สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสัตว์เลี้ยง แต่รวมถึงคนในพื้นที่ที่เพียงแค่อยากหาร้านคาเฟ่ เพื่อนั่งผ่อนคลายจิบกาแฟ พบปะพูดคุยกับใครสักคน คนที่ต้องการพื้นที่สงบในการทำงาน หรือคุณแม่นั่งรอเวลาไปรับลูกที่โรงเรียน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่หล่อหลอมให้คอมมูนิตี้แห่งนี้เกิดขึ้น

เชียร์มองว่าร้านกาแฟในแบบ Pet Friendly จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนได้ ทำให้คนเข้าถึงง่ายมากขึ้น และเขาตั้งใจอยากให้ HARVKIND เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของชาว HARV ที่เอาใจใส่สิ่งที่อุปโภคบริโภค โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผู้คน และสิ่งมีชีวิตรอบตัว

 เมื่อเปิดประตูเข้ามา จะเจอกับโซนแรก เป็นส่วนของคาเฟ่ มีเคาน์เตอร์ชงกาแฟ มีมุมที่นั่งไม่มากไม่น้อยให้ทุกคนได้เลือกตามมุมโปรด โต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงถังขยะแยกประเภท เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นของที่แบรนด์มีขาย เหมือนให้ลูกค้าได้มาลองสัมผัสก่อนซื้อจริง

“สมัยเรียนอยู่ที่รุ่งอรุณ มีการปลูกฝังให้แยกขยะ พอโตขึ้นมาเราเห็นผลกระทบเยอะตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งโลกร้อน อากาศร้อน เลยพยายามที่จะทำเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไปไหนมาไหนเราก็พกแก้ว พยายามไม่ใช้ถุง คือพยายามทำเท่าที่เราทำได้โดยไม่ได้ยุ่งยากชีวิตเกินไป”

ความสนใจในการแยกขยะก่อเกิดเป็นไอเดียถังขยะแบบแยกประเภทในดีไซน์โมเดิร์นมินิมอล เข้ากับทุกมุมในบ้าน ถ้าหากว่าสนใจก็สอบถามรายละเอียดและจับจองกลับบ้านได้ ส่วนทางด้านขวาของโซนที่นั่งก็จะมีอาหารเพื่อสุขภาพจากน้องชาย โซนคอมบูฉะ มีรีฟิลสเตชันจากแบรนด์ Hug Organic และมีอาหารสำหรับน้องหมาจำหน่ายด้วย

ถัดเข้าไปด้านในเป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ มีโต๊ะ ตู้เตียง เก้าอี้ของ HARV วางเรียงรายให้ลูกค้าได้ชมและสัมผัส 

นอกจากนี้ยังมีสตูดิโอขนาดย่อมสำหรับให้เช่าทำกิจกรรม และมีเวิร์กชอปอเนกประสงค์ เช่น จัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์บ้าง กาแฟบ้าง และมีอีเวนต์เกิดขึ้นอยู่เสมอบนพื้นที่ส่วนนี้ด้วย 

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

จาก HARV วันนี้ ถึง HARV ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ปกติแล้ว แบรนด์จะรับประกันเฟอร์นิเจอร์ภายใน 10 ปี โดยจะมีบริการรับซ่อมสินค้าหากมีปัญหา แต่ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล HARV ตั้งใจรับคืนเฟอร์นิเจอร์ที่มีอายุการใช้งานนานเกิน 5 ปี กลับมา เพื่อนำไปบริจาคหรือส่งต่อมือสอง เพื่อให้คนนำไปต่อยอดมูลค่า

ส่วนเศษไม้ปาร์ติเกิลที่นำมาแปรรูปต่อเป็นเฟอร์นิเจอร์ หากวันหนึ่งไม่เพียงพอก็มีแผนจะจัดซื้อจากโรงงานอื่น แทนที่จะใช้ทรัพยากรใหม่

ทายาทรุ่นสามคนนี้อยากให้ HARV เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ดำเนินธุรกิจแบบ Circular Business อย่างสมบูรณ์ตามหลัก 3Rs ได้แก่ Reduce, Reuse, Recycle และเป็นแบรนด์สำหรับคนที่อยากแต่งบ้าน แต่งร้าน แต่งออฟฟิศ หรือคนที่อยากมีเฟอร์นิเจอร์สวย ใช้งานได้ดี ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้ใช้งานที่หลากหลาย ทั้งยังใช้งานได้อย่างยั่งยืนที่สุดจนค่อย ๆ เติบโตไปพร้อม ๆ กับผู้ใช้งาน

“เราอยากทำเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำงานอะไร ทุกคนก็ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ เราอยากทำให้เห็นว่าธุรกิจเล็ก ๆ ของเราก็ทำเรื่องแบบนี้ได้ เราอยากให้คนทำเยอะขึ้นนะ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมเราเอง เหมือนทุกคนจะได้ช่วยกันพัฒนา ทั้งวัสดุและวิธีการทำ สุดท้ายมันต้องมี Supply Chain และถ้าคนใช้มากขึ้น พอผลิตเยอะขึ้น ราคามันก็จะถูกลง” 

เชียร์และตาลหวังเสมอว่า อยากให้คนที่ไม่เคยสนใจสิ่งแวดล้อมเลยได้ลองฉุกคิดสักนิด และอยากให้ HARV เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น 

“อย่างการทำธุรกิจของเรา เราไม่ได้ทำแค่เอากำไรนะ แต่เราให้คืนกับคนและสิ่งแวดล้อมด้วย”

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load