10 กุมภาพันธ์ 2564
55 K

อาเจ็กสมชัย กวางทองพานิชย์ รู้จักทุกตารางเมตรของเยาวราช 

ตลอดการสนทนาและการพาเดินเที่ยวชมเยาวราช เถ้าแก่เนี้ยร้านอาหาร เจ้าของร้านน้ำชา คนดูแลศาลเจ้า และพนักงานธนาคาร ค้อมศีรษะทักทายต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นทุกย่างก้าว

แม้ไชน่าทาวน์คืออาณาจักรของเขา อย่าเพิ่งเข้าใจผิด อาเจ็กไม่ใช่เจ้าพ่อ

อาชีพหลักของสมชัย กวางทองพานิชย์ คือพ่อค้าเชือกที่อยู่เยาวราชมาทั้งชีวิต

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

แต่งานรองอันเป็นงานที่เขาทุ่มเทสุดหัวใจ คือนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ศึกษาเรื่องราวของเยาวราชทุกมิติ ตั้งแต่อาหารการกิน ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ประเพณีและวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นนักกิจกรรมผู้กระตือรือร้น และอาจารย์พิเศษด้านเยาวราช 

ตรุษจีนปีนี้ อาเจ็กอายุใกล้ 60 ปี จึงขอชวนคนอ่านมาทำความรู้จักความเป็นมาเป็นไปของเยาวราชและไชน่าทาวน์ที่มีชีวิตผ่านลมหายใจของชายจีนโพ้นทะเล ผู้เคยเกลียดสายเลือดจีน ตั้งคำถามกับประเพณีจีน และค้นพบคำตอบของความเป็นจีนที่นี่

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

01 เด็กสำเพ็ง

บ้านผมอยู่ในสำเพ็ง ไม่เคยย้ายไปไหนเลย ตอนที่มาทำเรื่องเยาวราชก็คิดว่านี่คือคาแรกเตอร์ของเราที่ต้องเก็บไว้ เราคือสำเพ็งตัวเป็นๆ เป็นเจ๊กโดยสมบูรณ์ จบโรงเรียนจีน เรียนจีนตั้งแต่อนุบาลถึงมอสาม นี่คือวิถีชีวิตของเรา ตัวตนของเรา 

ผมขายเชือกมาหกสิบกว่าปี ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ ก่อนพ่อมาเมืองไทย อากงทำเชือกอยู่แล้ว รับซื้อปอจากคนที่ปลูกมาตีเกลียวเชือกขายที่อยุธยา สมัยก่อนไม่มีเชือกพลาสติก เป็นใยธรรมชาติหมด ความรู้มาจากคนจีนที่มาอยู่ตลาดพลู แล้วเขาไปจ้างคนอยุธยาทำ ความรู้เลยไปถึงอยุธยา 

พอพ่อมาเมืองไทยก็เอาเชือกมาล่องเรือขาย ต่อมาลูกค้าไม่มีเงินจ่าย เขาเลยจ่ายเป็นบ้านที่สำเพ็งแทน ผมกลายเป็นลูกคนแรกที่เกิดในกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนอยุธยา 

02 เป็นจีนมันน่าอาย

คนจีนสิงคโปร์ก็เป็นคนจีน คนจีนอเมริกาก็เป็นคนจีน แต่คนจีนไทยบอกว่าตัวเองเป็นไทย 

กระบวนการนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ ความเป็นจีนถูกทำลายมาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2463 รัฐบาลค่อยๆ ลดบทบาทศาลเจ้า แล้วก็เปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่ทั้งหมด กระทรวงมหาดไทยบังคับให้ศาลเจ้าขึ้นกับกรมการปกครอง ถ้าขึ้นทะเบียนเป็นวัด เข้ากรมการศาสนา ที่ดินทั้งหมดต้องอยู่ใต้การดูแลของกรมการศาสนา แต่ถ้าเข้าสังกัดกรมการปกครอง ศาลเจ้ายังได้สิทธิ์ในการบริหารพื้นที่ ศาลเจ้าจึงเลือกเข้าสังกัดกรมการปกครอง กระทั่งศาลเจ้าโจวซือกงที่ตลาดน้อยก็เคยเป็นวัด ตอนหลังกลายเป็นศาลเจ้า 

ช่วงผมเด็กๆ การเป็นคนจีนมันน่าอาย จีนเป็นคอมมิวนิสต์ จีนขากถุย จีนทุเรศ แต่ยุคนี้ไม่ใช่ จีนดูยิ่งใหญ่สวยงาม การเป็นจีนเป็นเรื่องเท่ 

สามสิบปีที่แล้วผมนั่งเขียนภาษาจีนอยู่ที่บ้าน เพื่อนมาเห็นถามว่า “มึงยังใช้ภาษาจีนอยู่อีกเหรอ” สิบปีต่อมา เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน คนมาหาบอกว่า “เฮียใช้ภาษาจีนเป็นด้วยเหรอ โคตรเก่งเลย” 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

03 เยาวชนเยาวราช

คนชอบพูดว่าอดีตดีกว่า อยากกลับไปอย่างเดิม ใครอยากกลับก็กลับ กูไม่เคยอยากกลับไปอย่างเดิม กูอยากให้มันไปข้างหน้า แค่รู้ว่าแต่เดิมเป็นมายังไง ผมเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อเดินไปข้างหน้า ถึงนี่ไม่ใช่เยาวราชไม่ใช่ของกู แต่ให้กลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้หรอก ลืมเรื่องนี้ไปซะ

ผมมองว่าเยาวราชผ่านจุดพีกมาแล้ว เยาวราชของผมคล้ายในหนังฝรั่งเศสเรื่อง Panic in Bangkok (1964) ตอนนั้นหนัง เจมส์ บอนด์ ดังมาก ฝรั่งเศสก็มีหนังสายลับ OSS 117 ตอนนั้นถ่ายที่ประเทศไทยในช่วงตรุษจีนพอดี เยาวราชตอนนั้นไฟสวยที่สุดในชีวิตผม อลังการมาก กลางคืนคนเดินเยอะแยะ ถนนติดโคมสว่าง แขวนตะเกียงเจ้าพายุอัดแก๊ส ความบันเทิงก็มีมาก เยาวราชมีโรงหนังสิบกว่าโรง แอร์เย็นฉ่ำออกมาข้างนอก ตอนเย็นๆ กินข้าวเสร็จผมก็มาเดินเล่น ดูหนังสามเรื่อง ฉายวันนี้ โปรแกรมหน้า แล้วก็เร็วๆ นี้ เดินวนไปรอบหนึ่งแล้วค่อยกลับบ้าน 

ของไฮเทคอะไรใหม่ๆ เข้ามาเมืองไทย ก็มาที่เยาวราช ทีวีสีมีครั้งแรก ร้านขายทีวีริมถนนเอามาเปิดให้ดู คนยืนมุงดูข้างถนนมากกว่าโรงหนัง เพราะช่องเจ็ดสีมีสีจริงๆ ไม่ใช่ขาวดำ 

วิดีโอมาครั้งแรก คนก็มุงแบบเดียวกัน มีระบบเบต้าแม็กซ์ตัวละเจ็ดหมื่น กับ VHS ตัวละสี่หมื่นกว่า คนที่หนีมาจากฮ่องกงเอามาขายสามหมื่นกว่า แถมงิ้วคลาสสิกสามเรื่อง และคนก็จองซื้อเพราะงิ้วสามเรื่องนี้ แม่ผมเป็นคนไม่ใช้เงิน แกเป็นคนระวังมาก แต่ชอบงิ้ว ถึงบ้านเราไม่มีอะไร ต้องมีเครื่องเล่นเทปเพราะแม่จะฟังงิ้ว พอวิดีโอมา เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย เปิดงิ้วแล้วญาติก็มาดู ต้องเปิดวนทั้งวันเหมือนโรงหนัง ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมาทั้งวัน ต้องชงชาเลี้ยงแขกทั้งวัน สำหรับเด็กตอนนั้น น่าอายมาก

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

04 เบื่อระบบครอบครัวจีน

ผมไม่ชอบระบบครอบครัวจีน เป็นลูกชายคนเล็กที่สนิทกับแม่ แต่เบื่อระบบผู้ใหญ่ ลูกจะเข้าเรียนที่ไหนต้องโทรไปถามญาติ อาซิ้มไม่แน่ใจต้องถามอาอึ้ม อาอึ้มไม่แน่ใจต้องถามเหล่าเจ็กอีกที เราเบื่อชีวิตแบบนี้ พอถึงรุ่นผม ผมก็ทำลายโครงสร้างนี้ทิ้ง ถ้าถามว่าความเป็นจีนหายไปไหน ช่วงนี้ล่ะ 

เราเบื่อญาติเมืองจีนด้วย ไปเยี่ยมเขาต้องแบกข้าวของไป เสื้อผ้าก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี กลับมาตัวเปล่าเพราะเขาขอไปเกลี้ยง เวลาผ่านไปพอจีนเริ่มเปิดประเทศ ญาติเริ่มมีฐานะ อยากมาเยี่ยมเราบ้าง ส่วนหนึ่งก็ขอเข้ามาแอบทำงาน เขาคิดว่ามาขุดทอง พอมาถึงเราก็รำคาญ เป็นจุดแตกหักว่าเราไม่เอาแล้ว ญาติเมืองไทยก็เบื่อจะแย่ ยังมีญาติเมืองจีนอีก เราก็เลยอยู่กับเพื่อน ไม่คุยกับญาติ ทำอะไรก็คิดเอง ชื่อก็ตั้งเอง งานก็ทำเอง 

ทุกยุคโครงสร้างเปลี่ยนหมด แต่ยุคผมเป็นยุคที่มีปัจจัยเอื้อหลายอย่าง จากตอนที่เกิดมารอบข้างพูดแต้จิ๋วกันหมด ความเป็นจีนถูกทำลายโดยระบบรัฐ ความเป็นอเมริกันที่เรารับเข้ามา โครงสร้างความคิดเราก็เปลี่ยนไป ลูกเราก็เป็นอีกแบบ ลูกผมจบดุริยางค์ ลูกข้างบ้านจบการแสดง มันไม่เคยเกิดขึ้นในรุ่นเรา เพราะตอนนั้นเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ดังนั้นลูกเราทำอะไรก็ได้ นี่คือสิ่งที่แลกมา 

05 ไม่เอาแล้วเมืองจีน

ตอนไปเมืองจีนครั้งแรก ก่อนกลับไทยประกาศกับแม่ว่า ชาตินี้จะไม่กลับมาเหยียบอีกแล้ว พูดแบบนี้จริงๆ ไม่ไหวแล้ว ห้องน้ำก็ลำบาก หลังจากนั้นกลับต้องพาแม่กลับไปอีกครั้งสองครั้ง ทุกวันนี้เชื่อไหม บางวันนั่งอยู่เมืองไทยกลับนึกถึง เหมือน Motherland ทั้งที่เราไม่ได้เกิดที่นั่น 

มีคำกล่าวว่า กินข้าวไทย เป็นผีไทย กินน้ำไทย เป็นผีไทย คือไปอยู่ที่ไหนก็ไปเป็นคนที่นั่น ตายที่นั่น แต่เรากลับรู้สึกนึกถึงเมืองจีน เวลาไปเมืองจีน กินอาหารจานนี้แล้วรู้ว่าอาม่าต้องชอบ หอยดองนี้แม่ชอบกิน

กลับไปตามหาญาติที่เมืองจีน เดินเข้าไปในห้องใหญ่ๆ ก็รู้ได้ว่าใครคือญาติ อาจเป็นเพราะความละม้าย มองหน้าแล้วรู้ว่าใช่ หน้าตาแบบนี้แยกออก เพื่อนคนหนึ่งไปหาญาติที่เมืองจีนทั้งที่พ่อแม่ตายหมด ต้องสืบหาอาเจ็กอาแปะ ก่อนไปบ่นว่าจะไปเหมือนกันได้ยังไง กูหน้าไทย ตัวดำ ผอมเกร็ง ไว้หนวด พอไปถึงหมู่บ้าน เจอคนหน้าเหมือนตัวเองครึ่งหนึ่ง ไว้หนวดอีกต่างหาก

ถ้าหาญาติไม่พบนะครับ ให้ไปหาแผ่นหินที่ฮวงซุ้ย มันเขียนชื่อหมู่บ้านกับเมืองไว้ ให้ไปตามนี้ ถ้าหาไม่เจอก็เสิร์ช Google Earth

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

06 กินจีน

การกินเป็นความสุขชนิดเดียวที่คนจีนยอมจ่าย ชีวิตที่เมืองไทยอยู่บ้านโกโรโกโสได้ อยู่บ้านเดียวกันสิบยี่สิบคนได้ อยู่บ้านกินไข่กินไชโป๊วได้ แต่ถ้าเราออกมาใช้เงินกินข้าวนอกบ้านเมื่อไหร่ เราต้องกินดี ของไม่สด ไม่สวย ต้องเปลี่ยน เอากลับไปทำใหม่ ทำให้อาหารภัตตาคารต้องมีมาตรฐาน ไม่มีหยวนๆ เยาวราชรุ่งเรืองได้เพราะมีซอยเล็กซอยน้อยเป็นแบ็กอัปช่วย หูฉลามในเยาวราช เขาซื้อหม้อซื้อชามที่แปลงนาม อาหารดีเพราะใกล้ตลาดสด สมัยก่อนตีสามส่งปลา ตีห้าภัตตาคารมาซื้อของ 

ตอนสามสิบกว่าๆ มีตังค์ใหม่ๆ มากินอาหารในเยาวราชกับเพื่อน เป๋าฮื้อบางเป็นหมูแฮมใช้ไม่ได้ สั่งใหม่ หมูหันต้องกรอบ ไม่จิ้มซีอิ๊ว ต้องจิ้มน้ำตาลทราย หูฉลามไม่กินบวยเกา (ส่วนฝอยๆ) ต้องกินส่วนที่เป็นสามเหลี่ยม เรื่องเยอะ โต๊ะละหมื่น ไม่แพงเท่าไหร่หรอก กระแดะ (หัวเราะ) ตอนนี้ร้านอาหารในเยาวราช ผมกินอยู่สี่ร้าน นอกจากนี้ไม่กินเลย ใช้ไม่ได้

สมัยแม่ผมยังอยู่ จะพาแม่ไปกินกุ้งเผา ปลาเผา แม่บอก กูไม่กิน โชวซี่! แปลว่าหยาบ อาหารเผาคืออาหารหยาบ อาหารจีนแค่ลวกให้อุณหภูมิถูกต้องก็ยากแล้ว ร้านที่เก่งต้องคุมไฟ ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ไก่ต้มต้องไม่เกินร้อยองศาเซลเซียส ต้มกระดูกมาเลือดแดงๆ น้ำแกงต้องร้อน ตุ๋นต้องไฟต่ำ ผัดผักต้องได้กลิ่น ได้ความกรอบ เส้นหมี่ต้องผัดให้ไหม้กระทะนิดหนึ่ง ตอนนี้เยาวราชเหลืออยู่เจ้าสุดท้ายคือราดหน้าเจ๊อ้วน ร้านทั่วไปแค่ผสมสีเสร็จก็เสิร์ฟแล้ว ไม่ผัดนาน 

07 สี่สิบสิ้นสงสัย

จีนบอกว่าสี่สิบสิ้นสงสัย พอคุณอายุสี่สิบ ความสงสัยหลายอย่างในชีวิตจะหายไป เราประเมินได้ว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพราะเราทิ้งหลายอย่าง อะไรที่เราทิ้งไป มีสิ่งไหนที่เราอยากกลับมาฟื้นฟูไหม

ตอนช่วยแม่ไหว้เจ้า เถียงแม่ไม่ได้ ต้องทำตามแม่ทุกอย่าง เพราะเราเป็นลูกรักของแม่ ทิ้งแม่ไม่ได้ ลูกคนอื่นไม่มีใครทำ มีบ้านสี่ห้าบ้านก็ต้องไหว้เจ้าบ้านละสองที่ กลางคืนต้องไหว้เจ้าสิบกว่าที่ สองทุ่มต้องเอาถาดมาเรียงใส่ไก่ ใส่เป็ด ใส่หมู สิบกว่าชุด ถึงเวลาก็มูฟไปรอบๆ ถึงเที่ยงคืน ไม่มีใครมาช่วยเลย วุ่นวายฉิบหาย บ่นจนแม่บอกว่ากูตายเมื่อไหร่ มึงเลิกให้หมดเลยนะ 

สองปีต่อมาแม่ตายจริงๆ กะว่าจะทำให้เขาสามปี หลังจากนี้จะเลิก แต่ว่าต้องไปถอดรหัสก่อน เพราะแกตายกะทันหัน 

อย่างแรกที่รู้คือซาแซ พวกไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูต้ม ไหว้เสร็จแขวนทิ้งไว้ก็ไม่เน่า ยังมีเวลาทำอาหารได้หลายรูปแบบ อีกอย่างคือหาง่าย ลึกกว่านั้น สามตัวนี้คือปศุสัตว์พื้นฐาน มาค้นพบปีไข้หวัดนก ไม่มีไก่ยังมีหมู บางปีมีโรคกีบเท้าหมูหรือหมูแพง ก็กระจายความเสี่ยง กินอย่างอื่นที่ทำให้เราอยู่รอด ดังนั้นเราค้นพบว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่เป็ด ไก่ หมู ซาแซคือสัตว์กีบเท้า หมู แพะ วัว ควาย สัตว์ปีก เป็ด ไก่ ห่าน และสัตว์เกล็ดสัตว์เกราะ ปู ปลา กุ้ง หอย เหมือนสามเหล่าทัพ ทัพบก อากาศ และเรือ

วิถีชีวิตตอนนี้ต้องกลับไปกินเป็ดต้มอีกไหม ในเมื่อซื้อร้านสะดวกซื้อก็ได้ ซื้อบอนชอนก็ได้ งั้นเอาออกได้ไหม ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แค่ทำให้คนกินกับคนทำสัมพันธ์กัน คนทำเยอะ คนกินต้องเยอะ ทั้งบ้านมีคนสองคน ต้องไหว้สี่ที่ จะซื้อไก่สี่ เป็ดสี่ หมูสี่ ทำไม เยอะกว่าจำนวนคนกินอีก จะยึดแบบเดิมเป๊ะๆ ทำไม เป็นไปไม่ได้

ตรุษจีนจะไม่ไหว้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเลิกเพราะเบื่อซาแซ ถามตัวเองใหม่ว่าไหว้ทำไม ตั้งสติใหม่ ไหว้เพื่อระลึกถึงใคร ระลึกถึงในมุมไหน ถ้าเขาชอบกินพิซซ่า ซื้อพิซซ่ามาไหว้ก็ได้ แต่ผมบอกลูกแล้วว่าชอบไก่ต้ม เพราะชอบ Variation  ของน้ำจิ้ม (หัวเราะ) 

และสุดท้าย เขาจะระลึกถึงใคร มันก็อยู่ที่เขา จะไหว้ไม่ไหว้ จะทำไม่ทำ ไม่มีอะไรผิดถูก 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

08 ไหว้พระไหว้เจ้า

ผมไม่ได้ชอบเก็บพิธีกรรม แต่ชอบพลวัตของมัน มาถึงวันนี้กติกาเปลี่ยนหมด ผมปรับเวลาไหว้เร็วขึ้นชั่วโมงหนึ่ง ใช้เวลาเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง ใครจะมาก็มา ไม่มาก็ไม่ต้อง กูจะเลิกตอนที่สะดวก ไม่รอ ปริมาณของไหว้ถ้าเยอะไปก็ตัดทิ้ง ใครบอกว่าต้องเก็บของเก่า ผมก็ไม่รู้หรอกที่ทำมันเก่าหรือเปล่า ปู่อาจจะตัดมาแล้ว แล้วพ่ออาจจะตัดมาอีกที 

เราไหว้บรรพบุรุษเพราะนึกถึงคนที่ตายไปแล้ว แต่วันนี้เขาไม่ตายนะ ไม่งั้นคุณจะเตรียมช้อนเตรียมเก้าอี้ทำไม ก็เขาอยู่กับคุณ นั่งกินข้าวกับคุณไง 

พอถึงวัยนี้ไม่มีใครกล้ามาด่าเราแล้ว ถ้าเราทำอะไรโง่ๆ งานนี้ก็จะทำให้ผมได้ประเมินตน ทำ Annual Report กับแม่ตลอดว่าปีนี้เป็นยังไงบ้าง พี่น้องเป็นยังไง ลูกหลานเป็นยังไง เหมือนพูดคนเดียว แต่เราได้ประมวลว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง

เหมือนตอนไหว้พระ จริงๆ ผมค้นพบว่ามันคือการเรียง Priority ในชีวิตว่าเรากำลังกลุ้มใจเรื่องอะไร มีอยู่ปีหนึ่งพ่อเข้าโรงพยาบาล ลูกไม่สบาย ลูกหนี้กำลังจะหนี ของสั่งไม่ได้ มีห้าหกเรื่อง ก็ต้องเข้ากระบวนการไหว้ ช่วยพ่อลูกด้วย ช่วยลูกลูกด้วย ช่วยลูกค้าด้วย ช่วยของที่จะมาด้วย

วันรุ่งขึ้นเริ่มเรียงใหม่ ลูกค้าเอาไว้ทีหลัง ผ่านไปอีกวัน ลูกป่วยหนักขึ้น ช่วยลูกก่อนช่วยพ่อ พอเรียงลำดับได้ก็เริ่มแก้ปัญหาได้ สติเริ่มคืนมา พาลูกไปหาหมอ พาพ่อไปหาหมอ ส่งคนไปทวงเงิน ส่งคนไปดูเรื่องชิปปิ้งของ ประเมินความเสียหายออกมา ถ้ามีเกินห้าเรื่องพระจะช่วยได้ แก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก่อน ผ่านไปได้ก็รู้ว่าสติกับสมาธิต้องอยู่ตรงนี้ ไม่งั้นก็ทำอะไรไม่เป็น ผมเลยให้ความสำคัญกับการไหว้ แต่ไม่ใช่การจุดธูปนะครับ 

ธูปคืออะไร เรากำลังถามหาอะไร ธูปคือการบูชาแบบหนึ่ง เราบูชาเทพเจ้าด้วยกลิ่นหอม งั้นใช้ดอกไม้ก็ได้ น้ำก็ได้ วันก่อนข้างบ้านเป็นร้านขายเหล็ก เขาถามว่า เฮีย ผมตั้งชั้นพระใหม่ มีกระถางธูปสามกระถางจะเรียงแบบไหน หรือจะใช้กระถางเดียวดี บูชาเจ้าแม่กวนอิม ท้าวเวสสุวรรณ และอาจารย์

ผมตอบไปเลย ถ้ากูพูดตรงๆ มึงไม่โกรธกูได้ไหม เอาออกไปให้หมดเลย ห้องคูหาเดียวเล็กแค่นี้ แถมมีลูกอีกคน อุตส่าห์ซื้อเครื่องกรองอากาศเครื่องเบ้อเริ่มเพราะกลัวฝุ่นควัน แล้วมาจุดธูปทำไม ทำไมต้องบูชาด้วยระบบเดียว บูชาด้วยสิ่งที่ดีแบบอื่นเจ้าก็รับเหมือนกัน เข้าใจแก่นของมันก่อน เรื่องนี้อยู่ที่ตัวเราไม่ใช่คนอื่น สุดท้ายเขาบูชาด้วยน้ำมันกฤษณาที่เคยขายอยู่แล้ว 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

09 ปฏิทินจีน

จีนคิดปฏิทินจากการคำนวณเงาแดด และค้นพบวันสี่วัน คือวันที่เงาแดดของไม้สั้นที่สุด ยาวที่สุด และวันที่เงาไม้ยาวเท่ากันสองครั้งต่อปี คือวัน Equinox ที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ระบบปฏิทินนี้คิดค้นมาหลายพันปีว่าอากาศแต่ละช่วงเป็นยังไง แล้วจึงกำหนดเทศกาลจีนหลักแปดเทศกาล 

วันปีใหม่จีนโบราณ 21 หรือ 22 ธันวาคม เป็นวัน Winter Solstice หรือวันกินขนมบัวลอย (冬至) กลางวันสั้นที่สุด กลางคืนยาวที่สุด ทุกคนต้องกลับมาเจอหน้ากัน สามเดือนถัดมา 21 หรือ 22 มีนา เป็นวันชุงฮุง (春分) คือ Equinox ตั้งแต่วันนี้ถึงวันเชงเม้ง 4 – 5 เมษายน ไปไหว้บรรพบุรุษได้ แต่ห้ามไหว้หลังจากนี้

10 ปีชง

ปีชงมาจากแผนภูมิสวรรค์กานจือ 干支 (gānzhī) นับตัวเลขจีนเป็นเทียนกาน, ตี้จือ 天干 (tiāngān) 地支 (dìzhī) หรือกิ่งฟ้าก้านดิน กิ่งฟ้ามีสิบตัว ก้านดินมีสิบสองตัว แบ่งตัวเลขบนล่างมาชนกัน วนจนครบรอบจะมีหกสิบตัว เป็นชื่อปีต่างๆ กัน ในหกสิบปีนี้ แต่ละคนจะมีปีเกิดไม่ซ้ำกัน เป็นตัวกำกับดวงชะตาของเรา และเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ก็ใส่เทพเจ้ากำกับหกสิบองค์ อย่างผมเกิดปีขาล ปีหน้าเป็นปีขาล ไท้ส่วยเอี๊ยะปีนี้จึงเป็นองค์สุดท้ายที่ผมไม่เคยเจอ

อย่าไปหลงประเด็นกับเทพหกสิบองค์ ไม่แก้ชงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำต้องรู้จริง ผมไม่ชอบพวกหมอดูที่สอนให้แก้ปีชงก่อนตรุษจีน แต่ยังไม่รู้เลยว่าจริงๆ ปีชงเริ่มวันไหน คุณต้องเข้าใจหลักของสิ่งหนึ่งก่อน ถึงจะเข้าใจเรื่องต่อๆ ไป 

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564) เป็นวันลิบชุง คือวันขึ้นต้นฤดูใบไม้ผลิ และเป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร จะแก้ปีชงต้องมาทำวันนี้เป็นต้นไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่คนไทยใช้บอกว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์คือวันลิบชุง แต่ปฏิทินจีนทั้งโลกบอกว่าเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เมื่อคืนมีคนมาเถียงกับผมกันเต็มว่าวันไหนคือวันลิบชุงกันแน่ สนุกมาก ผมดีใจมาก เพราะปีก่อนๆ ไม่มีใครค้านเลย แต่เดี๋ยวนี้มีเด็กๆ มาบอกว่าคลาดเคลื่อนรึเปล่าอาเจ็ก ผิดครั้งนี้ผมจึงชอบมาก ทำงานมานานเข้า เราค้นพบความจริงว่าการสร้างคำตอบไม่ใช่คำตอบ เราต้องสร้างคำถามให้คนเถียงกันต่อ 

การนับเดือนจีนแบบจันทรคติคลาดเคลื่อนได้เยอะ เพราะถ้านับตามดวงจันทร์ ปีหนึ่งมีแค่ 354 วัน เดือนใหญ่มีสามสิบวัน เดือนเล็กมียี่สิบเก้าวัน ผ่านไปสามปี วันหายไปสิบเอ็ดวัน คนจีนจะเติมเดือนอธิกมาสเข้าไป คำนวณโดยใช้สุริยคติมาเป็นตัวช่วย

ถ้าถามผม เราควรใช้ความเป็นสากล ทำให้ระบบเราสอดคล้องกับทั้งโลก เช็กกับโลกภายนอกด้วยว่าเขาใช้กันยังไง

11 จีนแช่แข็ง

คนฮ่องกงมาเยาวราช เพราะบอกว่าเหมือนฮ่องกงยุค 70 เหตุที่ละม้ายเพราะเราเป็นจีนที่โดนฟรีซเอาไว้ วัฒนธรรมจีนในไทยคือจีนเมื่อหกสิบ เจ็ดสิบปีก่อน กลับไปเมืองจีนต้องไปตามหาตามหมู่บ้าน เพราะเมืองใหญ่ๆ โตไปหมดแล้ว แต่จีนในไทยยังมีเพลงประจำถนนคือ เติ้งลี่จวิน (Terasa Teng) เปิดอยู่สามเพลง แต่เมืองจีนผ่านยุค เถียนมีมี่ ไปนานแล้ว 

อนุรักษ์กับฟรีซไว้ต่างกันมาก น่าเสียดาย อะไรที่คลาสสิก เราทำลายทิ้งหมด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

12 จีนก้าวหน้า 

สามคนเดินมา คนหนึ่งเป็นครูเราได้

การเรียนรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เป็นความรู้แบบหนึ่ง

เรียนรู้ความถูกต้องเพื่อทำตาม เรียนรู้ความผิดพลาดเพื่อแก้ไข 

สมัยก่อนถ้าพูดว่าขงจื๊อกล่าวแบบนี้ เชยมาก แต่คนจีนทำเป็นเพลงวัยรุ่นของวงบอยแบนด์ นำเสนอให้คนรุ่นใหม่ วัฒนธรรมคำสอนเก่า บทกวี อาขยานโบราณ เอามาใส่ทำนองให้เข้าใจง่าย แล้วไม่ได้ซี้ซั้วใส่ คัดมาแล้วว่าใครมีศักยภาพดึงดูดเด็ก เอาเพลงเก่ามาใส่ทำนองใหม่ เอาเพลงใหม่ไปใส่ทำนองโบราณด้วย ดึงคนรุ่นหนึ่งกับอีกรุ่นมาอยู่ในรุ่นเดียวกันได้ ขณะที่บ้านเราทิ้งทุกอย่างตามเจเนอเรชัน เขาพยายามเกี่ยวคนแต่ละยุคเข้าไว้ด้วยกัน แค่เอกชนทำเอง เจ๊งแน่ๆ ดูแล้วรู้เลยว่ารัฐบาลต้องอยู่เบื้องหลัง 

เพลงหนึ่งที่ผมชอบมากคือ 但願人長久 (Dan Yuan Ren Changjiu – Wishing We Last Forever) ของเติ้งลี่จวิน ไหว้พระจันทร์ทีไรจะเปิดเพลงนี้ ไม่ใช่ 月亮代表我的心 (Yuèliang Dàibiǎo Wǒ de Xīn – The moon represents my heart) เนื้อเพลงเป็นบทกวีโบราณที่ซูตงปอแต่งเมื่อแปดร้อยปีก่อน เอามาเรียบเรียงใส่ทำนองใหม่ มีอรรถาธิบายว่าซูตงปอเกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นกวีที่ถูกส่งไปอยู่ต่างแดน วันนั้นภรรยาเพิ่งเสียชีวิต ห่างไกลจากน้องชาย คืนวันไหว้พระจันทร์คิดถึงน้อง คิดถึงชีวิต จึงแต่งบทกวีนี้ขึ้นมา

เติ้งลี่จวินตายไปสามสิบปี ก็มีคนเอาเพลงมาทำใหม่เพื่อระลึกถึงเติ้งลี่จวิน ที่ระลึกถึงซูตงปอเมื่อแปดร้อยปีก่อน เป็น Propaganda ชั้นสูงมาก 

ลองมองจีนในมุมใหม่ หลายคนเหยียดจีนว่าเคยด้อย เพราะคนรุ่นผมเหยียดให้คุณดู จริงๆ แล้วจีนน่ากลัวมาก ปรัชญาจีนสอนให้ขยัน เข้มแข็ง อดทนมาก ดูอย่าง HUAWEI ไม่เสนอตัวมากแต่กลับรุกไปทั้งโลก พลังงานมาจากรากวัฒนธรรม อะไรที่ดีก็พัฒนา 

กำแพงเมืองจีนสองพันห้าร้อยปี ไปทีไรก็ซ่อมทุกที ปูนเขาทำจากข้าวเหนียวผสมปูนขาวแบบโบราณ อิฐก็เผาอย่างเดิม บูรณะด้วยความเข้าใจตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่าสองพันปีเป็นแบบเดิมมาตลอด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

13 ไชน่าทาวน์ซบเซา

ปัจจุบันเมื่อมองดูแล้ว ผมคิดว่าเยาวราชไม่มีอนาคต เพราะไม่มี Master Plan ทุกคนเข้ามาครั้งแรกด้วยความตื่นเต้นกับความเป็นจีน แต่คุณจะกลับมาเยาวราชซ้ำๆ รึเปล่า ในเมื่ออาหารแทบไม่เหลือ วิถีชีวิตเปลี่ยนไป แล้ว COVID-19 นี่ยิ่งเห็นชัดว่าเราพึ่งคนต่างชาติล้วนๆ พอคนต่างชาติไม่อยู่ก็ซบเซา เศรษฐกิจไม่เคยติดลบขนาดนี้ ตอนนี้ความน่ากลัวสุดคือเราไม่มีแรง Take Off รอบๆ บ้านไม่เคยเห็นใครปิดร้าน ทุกวันนี้มีเกินสามสิบห้องที่ปิดตัว ติดป้ายขาย เช่า หรือปิดไว้เฉยๆ ช่วง COVID-19 นี้มันทำลายเราอย่างคาดไม่ถึง บางบ้านลูกเรียนจบมาไม่อยากช่วยงานที่บ้าน พ่ออายุเลยวัยเกษียณ ทำต่อไม่ไหวก็เลิก กับอีกอย่างคือร้านเช่า ค่าเช่าร้านที่สำเพ็งแสนกว่าบาท ตอนนี้เงียบก็ปิดบ้านกันหมด

ถ้าไม่ชัด ให้ดูศาลเจ้า โรงเจ โรงงิ้ว ทุกปีช่วงนี้งิ้วเยอะมาก ปีที่แล้วสั่งห้ามเพราะมี COVID-19 มาห้ามอีกทีตอนปลายปี หลังๆ มานี้ศาลเจ้าก็รายได้น้อยอยู่แล้ว ต้องมาจ่ายค่าอะไรมากมาย จังหวะแบบนี้คณะเล็กๆ ก็เลิกไปเลย จะกลับมาใหม่มั้ยไม่รู้ หลังจากช่วงนี้ความเปลี่ยนแปลงใหม่จะเข้ามาอีกระลอก 

ถ้าคุณมาเยาวราช มาทำอะไร มากินใช่ไหม สรุปขายอาหารสตรีทฟู้ด จะถูกหรือผิดกฎหมาย พื้นที่จากไฟแดงเฉลิมบุรีถึงไฟแดงราชวงศ์ ความยาวหกร้อยเมตร พื้นที่ขายอาหารมีแค่ประมาณสี่ร้อยเมตร สองข้างไปกลับรวมเป็นแปดร้อยเมตร สตรีทฟู้ดที่เป็นหน้าตาของประเทศไทยมีแค่นี้เหรอ 

พอคุณมาถึงก็เลือกต่อคิวร้านที่มีแถวยาว แล้วรสชาตินั้นคุ้มค่ากับการรอคอยรึเปล่า หรือเป็นรสชาติสะกดจิตหมู่ มองหน้ากันแล้วบอกว่าอร่อยนะๆ เพราะต้องรอนาน แล้วอาหารที่ดังๆ นี่เกี่ยวข้องกับเยาวราชไหม ถ้ารสชาติดีจริง ไปเปิดที่อื่นก็ได้ เยาวราชไม่สำคัญ กินที่ไหนก็ได้ 

แล้วป้ายไฟเยาวราชควรเป็นแบบไหน ผมไปกวางเจา ไฟไม่เหมือนกันสักปี ปีแรกๆ ติดไฟริมน้ำเต็มเลย ปีต่อมาเห่อโปรเจกเตอร์ อีกปีเห่อไฟเส้นๆ แบบ LED โชว์กันใหญ่ ไปอีกปีเป็นโอลิมปิก รื้อทิ้งหมดแล้วติดไฟนวลๆ ผู้ดีมาก 

แล้วบ้านเราจะเอาแบบไหน ไฟเยาวราชของคุณเป็นตู้ไฟฟลูออเรสเซนต์รึเปล่า สำหรับผมเป็นไฟนีออนกะพริบได้ คลาสสิก แต่ตอนนี้เป็นไฟวิ่งๆ เราจะเลือกแบบไหนกัน ผมรับได้หมด แต่ต้องมีมาสเตอร์แพลน ถ้าวันหนึ่งบอกว่าป้ายไฟยื่นออกมาผิดกฎหมาย ให้เอาออกไปหมด แบบนี้เยาวราชยังเป็นเยาวราชไหม ตกลงอะไรคือเยาวราช อะไรคืออัตลักษณ์ของเยาวราช 

ความสวยงามน่าสนใจของเยาวราชแบบที่ผมชอบ ผมก็พยายามเก็บไว้และสะท้อนมันออกมา ตอนเราทำ ‘Walk with The Cloud 19 : หอมกลิ่นกรุงเทพ’ กัน สามเดือนต่อมาตั้งกวงคี่เฮียงโดนไล่ที่เลย ร้านกุนเชียงต้องย้ายไปอยู่ในซอย ร้านขายยาจีนก็กลายเป็นร้านกระเพาะปลา แต่ร้านขายเครื่องเทศที่ทรงวาดกลับรุ่งเรือง เขาก็ดีใจที่คนเห็นความสำคัญ เราก็อยากทำต่อยอด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

14 เยาวราชในฝัน

ตอนนี้ผมอยากทำเรื่อง Golden Hours มาเยาวราชช่วงไหนควรกินอะไร ช่วงพีกที่สุดแต่ละปีคือสองสัปดาห์หลังตรุษจีน คนเยอะ อารมณ์สนุกสนาน คนเห่อสีแดง แต่งตัวมาไหว้พระแก้ปีชงทั้งบ้าน และกินอาหารตามฤดูกาล มีผักผลไม้ออกช่วงไหนก็กินตามช่วงนั้น

ความฝันผมคืออยากได้ลานประลองแบบดราก้อนบอล มีสเปซให้จัดงานวีกละครั้ง วีกนี้แข่งหมูแผ่น วีกนี้แข่งอาหารสูตรอาม่า ให้เกิดการแข่งขันจะได้สนุกขึ้น 

ส่วนร้านรวงต่างๆ ใช้ภาษาจีนแบบตัวย่อ แต่คนสิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง มาเที่ยวชมมากมาย ซื้อหมูแผ่นหมูหยองกันเป็นปี๊บๆ กลับบ้าน น่าทำภาษาจีนตัวเต็มให้เขามั่ง ทำป้ายทำซองสองภาษา ใช้ฟอนต์สวยๆ ก็ได้ 

ถ้าจะรีโนเวต ขอเถอะ อย่าเอาไม้มะม่วงถูกๆ มาทำโต๊ะแล้วบอกว่าเป็นร้านกาแฟโบราณ ร้านกาแฟดีๆ เขาใช้โต๊ะหินอ่อน เพราะเป็นบ้านเดียวที่มีทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ อย่างร้านเอ็กเต็งผู่กี่ เป็นร้านกาแฟเก่า น่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก้าอี้ มีเก้าอี้ทุกยุค เก้าอี้พับ เก้าอี้ไม้ เก้าอี้สังกะสี ทำแล้วเก้าอี้มันจะพูดแทนคุณเอง สตอรี่มันได้ 

พูดแล้วผมก็น่าทำพิพิธภัณฑ์เชือกมั่ง

15 แซยิด

ถ้าคิดแบบจีนโบราณ อายุหกสิบจัดแซยิดได้ วันนี้ต้องมีเหลนแล้ว เพราะคนจีนสมัยก่อนอายุสิบห้าก็แต่งงานได้ อายุสิบหกสิบเจ็ดต้องมีลูก ชีวิตที่สมบูรณ์ของคนจีนโบราณต้องมีลูกสาวลูกชาย ลูกทุกคนต้องไม่เสียชีวิต ต้องดูแลให้ลูกทุกคนออกเรือน มีหลานนอกและหลานใน นี่คือกติกาชีวิตที่ต้องวางแผนตั้งแต่แรก 

เมื่อคืนกลับไปนอนคิด เพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ตอนเรียนพาณิชย์ลาออกไปแต่งงานตอนอายุสิบเก้า วันนี้เขาจะหกสิบ มีทุกอย่างแบบที่เล่าไปแล้ว ชีวิตเขาสมบูรณ์ แต่ชีวิตผมไม่ได้หวังอย่างนั้น 

โลกมันเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ลูกหลานไม่ต้องเยอะ เราประเมินตัวเองว่าพอใจกับชีวิตไหม ตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา เราค่อนข้างพอใจ สิ่งที่เราอยากทำก็ได้ทำ หน้าที่ที่เราไม่อยากทำก็ได้ทำ ผลที่ออกมาเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย แบบนี้เราชอบ เราดีใจ อาอี๊อากู๋ชอบพูดว่าถ้าแม่อยู่ แม่คงดีใจที่มึงเอาสิ่งที่แม่สอนมาสอนคนอื่นต่อ ทั้งยังเก็บรักษาและค้นที่มาได้ อย่างการค้นที่มาของสำเพ็ง จะทำไปเรื่อยๆ แล้วลงลึกไปเรื่อยๆ นะครับ

เรื่องงานที่บ้าน จะค่อยๆ หยุด ให้คนอื่นมาทำแทนในแบบของเขา หกสิบปีที่ผ่านมา เราพอใจแล้ว เราใช้ชีวิตมีทุกข์สุขแบบนี้ ความรู้สึกต่อตัวเองเป็นแบบนี้ เราคุ้มแล้ว หลังจากหกสิบ เป็นกำไรชีวิตหมดแล้ว จะทำอะไรก็ได้

ก่อนหน้านี้มีกรอบในตัวเอง ตอนนี้คงมีอิสระมากขึ้น เทความคิดออกไปได้มากกว่าเดิม ไม่กลัวแล้ว วันนี้คิดแบบนี้ 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

ขอบคุณสถานที่ 

ร้านเยาวราชฮั้งเฮงหลี

วัดบำเพ็ญจีนพรต

ร้าน Double Dogs Tea Room

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ถ้าคุณเปิดไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ระหว่างเวลา 19.00 – 22.40 น. คุณต้องคุ้นเคยกับชายคนนี้

อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ คนข่าวดาวเด่นแห่ง ไทยรัฐนิวส์โชว์ (ประจำวันจันทร์-ศุกร์ บางทีก็เห็นกัน 7 วันต่อสัปดาห์) ดารารับเชิญตามโอกาสใน ข่าวใส่ไข่ และล่าสุดเป็นเจ้าของรายการใหม่ เปิดปากกับภาคภูมิ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.30 – 16.15 น.

หากไม่ได้มานั่งคุยกัน คงไม่รู้เบื้องหลังการใช้ชีวิตที่คิดอะไรก็มีแต่ข่าว ๆๆ ของเขา แต่นั่นคือกิจวัตรประจำวันที่อุ๋ยพึงพอใจ เพราะข่าวและชีวิตร้อยเรียงเป็นลมหายใจเดียวกัน 

มีเวลาน้อยต้องสุขให้คุ้ม มีงานอดิเรกบ้างนิดหน่อย มีวันลาพักร้อนที่ไม่ได้ใช้มา 5 ปี มีประสบการณ์มากกว่า 2 ทศวรรษในการทำข่าวภาคสนาม เกาะติดนักการเมืองในทำเนียบและสภา ก่อนเปลี่ยนบทบาทมาสู่ผู้ประกาศข่าวที่มีเป้าหมายคือการช่วยเหลือประชาชน และมีเบื้องหลังความสำเร็จเป็นครอบครัวที่เข้าใจในทุกสิ่งที่ ‘นักข่าว’ ‘สามี’ และ ‘พ่อ’ คนนี้ทำ

อุ๋ยและเรานั่งอยู่ในสตูดิโอรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ แต่ครั้งนี้เราสลับบทบาทกัน 

The Cloud คือผู้ดำเนินรายการ และภาคภูมิคือแขกรับเชิญที่มาเปิดปาก เปลื้องชีวิตส่วนตัวและการทำงานอย่างหมดเปลือก

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

On Duty

วันนี้คุณเข้างานเช้ากว่าปกติ 3 ชั่วโมงเพื่อมาพูดคุยกับเรา ชีวิตปกติของคุณเป็นอย่างไร

ปกติผมมาถึงไทยรัฐตอน 12.00 น. ออกจากตึกอีกทีตอน 23.00 น. สมัยก่อนทำงาน 7 วัน เพราะมีรายการเดียว แต่ช่วงนี้ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะมี 2 รายการคือ ไทยรัฐนิวส์โชว์ และ เปิดปากกับภาคภูมิ

เราพอรู้ว่าคุณเคยวิ่งข่าวภาคสนามมาก่อน แต่ตอนนี้มานั่งอ่านข่าว งานข้างในยุ่งน้อยกว่าไหม

ข้างในไม่ใช่ว่าไม่ยุ่ง ในกองบรรณาธิการข่าวโทรทัศน์เต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องเตรียม เป็นเครื่องจักรที่หมุนไม่หยุด

ข่าวเช้าออนแอร์ 6.00 – 8.00 น. ทีมข่าวเช้าต้องมาตอนตี 3 จบงาน 8.00 น. เวลาเดียวกันทีมข่าวเที่ยงต้องมาแล้ว เพราะออนแอร์ประมาณ 11.00 น. ไม่เกิน 11.30 น. จบตอน 13.30 น. เวลานั้นทีมงานข่าวเย็นมาทำงานต่อ เพราะต้องออนแอร์ 16.00 – 16.30 น. จบปุ๊บทีมข่าวค่ำต้องมาเพื่อเตรียมออนแอร์ตอน 19.00 น. 

ไม่นับรายการอื่น ๆ อย่าง เปิดปากกับภาคภูมิ 15.30 น. ผมต้องมาตั้งแต่เที่ยงเพื่อประชุม ทำไปพร้อมกับคุย ไทยรัฐนิวส์โชว์ กับกองบรรณาธิการ

เพราะฉะนั้น ข้างในกับข้างนอกต่างกันที่รูปแบบ ตอนทำภาคสนามเราโฟกัสเรื่องต่อเรื่อง สมมติทำเรื่องทุนจีนสีเทา เราไปฟังตำรวจแถลงข่าว คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แถลงเพิ่ม เราโฟกัสเรื่องเดียวแต่ครอบคลุมที่สุด

ขณะที่ตอนทำรายการข่าว เราต้องโฟกัสทุกอย่างใน 2 ชั่วโมง ตีกลม ๆ มีข่าวประมาณ 20 เรื่อง แต่ละเรื่องมีย่อยอีกว่าจะลำดับอย่างไร อ่านอะไรบ้าง ความยุ่งเลยต่างกัน

คุณใช้อะไรประเมินว่าการทำงานวันนี้ดีหรือยัง

เรารู้สึกได้เองว่า ตอนนี้ยังสื่อสารไม่ดีพอ แต่เพราะมีงานทุกวัน KPI จึงถูกวัดในทุกวัน เพื่อเอามาประมวลว่าต้องปรับปรุงตรงไหน ผมวัดด้วยความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี ไม่นับเรื่องเรตติ้งที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องวัดผลทุกวันอยู่แล้ว

อะไรที่แปลว่าไม่ดีสำหรับคุณ

พูดติดขัด ลิ้นพัน เร็ว รัว รีบไปไหนไม่รู้ บางทีหาข้อมูลไม่ทัน ถ้าเสริมอีกหรือได้ถามเพิ่มอีกน่าจะดี

เวลาออกอากาศสด คุณต้องเล่าข่าว ดูสคริปต์ จ้องกล้อง คุยกับผู้ประกาศคู่ และฟังสิ่งที่โปรดิวเซอร์พูดผ่านหูฟัง เคยสมาธิหลุดบ้างไหม

พอเริ่มปุ๊บเหมือนตัดอย่างอื่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนอ่านอาจมีบ้าง ผมเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าวันนี้มีเตะแต่ไม่ได้ดูก็อาจจะคิด (หัวเราะ) แต่พอเข้าข่าวก็ไม่สนใจแล้ว

อีกอย่าง งานข่าวคืองานสด การดูข่าวก็ต้องดูสด แม้จะดูย้อนหลังได้ แต่ก็ต้องเสพวันต่อวัน สมาธิเลยต้องอยู่กับงาน เราคัตอ่านใหม่ไม่ได้ รายการทอล์กก็เหมือนกัน คู่สนทนากี่คนก็ต้องมีสมาธิ ฟังอย่างตั้งใจ ประมวลผลอย่างรวดเร็ว โต้ตอบออกไปให้ทัน จะไปบอกให้เขาอธิบายใหม่ไม่ได้

แล้วเวลาอ่านข่าวคู่กับผู้ประกาศอีกคน มีความท้าทายมากกว่าปกติไหม

การอ่านข่าวคู่กับผู้ประกาศอีกคนหรืออ่านคนเดียว มันก็มีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่มันคือชีวิตประจำวันไปหมดแล้ว (หัวเราะ) ความท้าทายกลายเป็นเรื่องการตอบรับจากคนดูมากกว่า อันนี้ท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้มันกลายเป็นรายการของประชาชนเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้

นั่นคือเป้าหมายที่อยากไปให้ถึงในตอนนี้

ใช่ จะทำอย่างไรให้รายการเป็นปากเป็นเสียงหรือที่พึ่งของประชาชนที่เดือดร้อนได้

ถ้าทำไปแล้ว 3 เดือน 5 เดือน 2 ปี คุณยังไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนหรือเป็นปากเป็นเสียงให้กับเขาเลย ผมถือว่าไม่ใช่แล้ว นั่นแปลว่าจัดรายการไปวัน ๆ

แล้วผลตอบรับในความพยายามที่คุณและทีมงานทำเป็นอย่างไรบ้าง

มีคนโทรกลับมาว่า คดีคืบหน้า เราดีใจมาก ไม่ใช่แค่รายการเรา แต่รายการอื่นที่คนมาร้องขอความเป็นธรรมด้วย 

บางเรื่องเขาเดือดร้อนจริง ถูกฟัน ถูกรุมยำมาแทบตาย เจอคนมีเงิน มีอิทธิพลกว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นข่าว ผมว่าเขาอาจจะแย่หรือตาย พอได้มาคุย เราถามไปยังตำรวจ ส่งต่อให้เขาไปกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความคุ้มครอง ไปเรียกร้องเงินตามสิทธิของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อที่ควรจะได้ เราดีใจ เพราะมันเกิดผลและได้ช่วยจริง ๆ 

คุณคิดว่าข่าวเปลี่ยนชีวิตคนได้จริงหรือ

ได้ ปัจจุบันทุกคนเป็นนักข่าวพลเมืองได้ เพราะมีสื่อในตัวเอง แต่บางทีถ้าไม่ใช่สื่อกระแสหลัก เสียงอาจไม่ดังพอ พอสื่อหลักเล่นเกิดการขับเคลื่อนของคนที่เกี่ยวข้อง

อย่างทุนจีนสีเทา คุณชูวิทย์เคยพูดเรื่องบ่อน จากนั้นก็มาถึงธุรกิจอื่นเพิ่ม ตอนนั้นยังไม่ขยายวงกว้าง พอสื่อเล่น ผมเชิญคุณชูวิทย์มา เอาบอร์ดมาเขียนให้ดู ทุนจีนสีเทาคืออะไร ต้องปราบตรงไหน สุดท้ายมีการขยายผลต่อ

ผมจะบอกว่าการคุยกับสื่อไม่ว่าจะรายการไหน ถ้าสื่อสนใจประเด็นสังคมที่ส่งผลกระทบต่อบุคคล สังคม และประเทศ แล้วนำมาสะท้อนออกไป ผมว่าสื่อช่วยชีวิตคนได้

คุณคิดอย่างไรที่หลายคนบอกว่า ไทยรัฐเป็นสำนักข่าวที่รายงานข่าวค่อนข้างบันเทิง มีสีสัน บางทีก็มีอภินิหาร ความเชื่อเข้ามา

ผมมองว่าเป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของผู้ประกาศแต่ละคนมากกว่า แต่ในแง่ของไทยรัฐทีวี เราตั้งใจว่าอยากเป็นเพื่อนกับคนดู สื่อสารให้เขาเข้าใจง่าย

เราตั้งใจว่าเป็นสถานีข่าว HD ให้คนดูข่าวชัด ๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีข่าวและกราฟิกบนหน้าจอ เมื่อเป็นสถานีข่าว ข่าวในแต่ละช่วงจึงมีเวลานาน เช่น ไทยรัฐนิวส์โชว์ ยาวตั้งแต่ 19.00 – 22.40 น. ที่อื่นอย่างมากแค่ชั่วโมงครึ่ง เราเลยนิยามว่าข่าวต้องครบรส สดทั้งวัน ต่อให้นอกเหนือรายการข่าวอย่าง ตะลอนข่าว คู่กัดสะบัดข่าว เปิดปากกับภาคภูมิ ก็สด รายการเทปน้อยมาก

ช่วงเวลาหลายชั่วโมงเลยต้องทำให้ครบรสและครอบคลุม ด้วยความสามารถของกองบรรณาธิการและทุกคน เรารู้อยู่แล้วว่าข่าวแต่ละเรื่องโทนไหน เล่นได้มากหรือน้อย จริงจังแค่ไหน ต้องคุยกันช่วงที่บรีฟงาน ส่วนที่เหลือคือสไตล์ของแต่ละคน

ปัจจุบันการเล่าข่าว ขยี้ข่าว มากหรือน้อยไปคือสิ่งที่คนดูตัดสิน ต้องยอมรับว่าตอนนี้พฤติกรรมคนดูข่าวเองก็อาจเปลี่ยนไป เราอาจไม่ได้ต้องการผู้ประกาศข่าวที่นั่งนิ่ง ตัวตรง เราอาจต้องการคนที่มาเป็นเพื่อนในห้องรับแขก หรือเพื่อนในรถไฟฟ้า

คุณเคยต้องอ่านข่าวที่ไม่อยากอ่านไหม

ด้วยความเป็นมืออาชีพและวิชาชีพยังไงก็ต้องทำงาน เพราะเป็นข่าวที่เรารับผิดชอบ แต่ถ้าถามว่าข่าวไหนที่รู้สึกไม่ค่อยอยากเห็น คือข่าวเกี่ยวกับเด็ก เด็กจมน้ำ เด็กถูกทารุณ ประสบอุบัติเหตุ เพราะลูกเราก็วัยนี้

มีเสียงลือมาอีกว่า โปรแกรมของไทยรัฐมักมีแต่ข่าวอาชญากรรม ดูแล้วชีวิตหดหู่

ก็ใช่ แต่ถ้าดูจริง ๆ จะพอทราบว่าแบ่งเป็นช่วงเวลา ถ้าดูช่วง 19.00 – 20.00 น. เป็นแนวคนเมือง เศรษฐกิจ ปากท้อง สีสันบันเทิง ชุมนุม กินชาบูไม่จ่าย แต่พอ 20.00 น. จะเป็นแนวหนังอาชญากรรม กินเวลาไปถึง 21.30 น. อีกครึ่งชั่วโมงจะเบาลงมา แนวชีวิต ความเดือดร้อน อาจมีการเมืองมาหยอดตอนท้าย เราแบ่งโดยดูว่าคนกลุ่มไหนดูเราในแต่ละช่วงเวลา

แสดงว่าเราเปิดไปดูแต่ตอน 20.00 น. ตลอด เพราะเจอแต่ข่าวอาชญากรรม

(หัวเราะ) ขอบคุณที่เปิดมาดูเรานะครับ ถ้ามีเวลาพอก็อยากให้ดูตั้งแต่ต้นจนจบ จะได้เห็นว่าข่าวของเรามีหลากหลายรูปแบบ

ตอนนี้คนดูโทรทัศน์ก็น้อยลง คุณทำอย่างไรให้คนไม่เปลี่ยนช่อง

ขอตั้งต้นว่า หลายคนบอกว่าสื่อหลายอย่างจะตาย เพราะออนไลน์เข้ามา แต่ผมว่าสื่อไม่ตาย ทั้งหมดเป็นแค่แพลตฟอร์ม ทีวียังคงเป็นสื่อหลักที่คนดู คนรุ่นนี้ตอนนี้ไม่ดูทีวี แต่ในอนาคตเขาอาจจะไม่อยากดูโทรศัพท์เครื่องเล็ก ๆ แล้วก็ได้ เขาอาจเปิดทีวีดูจอใหญ่แทน

ถามว่าทำยังไงให้คนหยุดดู เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ผม แต่คนในวงการโทรทัศน์ต้องช่วยกันสร้างสรรค์งานให้เกิดการยอมรับและดึงดูดผู้คน ตั้งใจอ่านโจทย์เพื่อตอบโจทย์คนดู ทำงานแข่งขันกับโลกออนไลน์โดยหาเรื่องที่เป็นปัจจุบันและเป็นความจริงที่สุดมาเล่า

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

On this day

เป้าหมายตั้งแต่วันแรกที่คุณทำงานข่าวจนถึงตอนนี้ยังเหมือนเดิมไหม

ผมมาไกลเกินฝัน ความฝันแรกคืออยากเป็นคอลัมนิสต์เขียนเรื่องฟุตบอล ต่อมาก็เป็นนักข่าว ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นผู้ประกาศข่าว มีรายการทอล์ก ได้รับรางวัลนาฏราช สาขาผู้ประกาศข่าวชายยอดเยี่ยม อันนี้ต้องขอบคุณทุกคน 

ตอนนี้ผมอยากให้รายการข่าวที่ทำ โดยเฉพาะ เปิดปากกับภาคภูมิ เป็นปากเป็นเสียง เป็นที่พึ่งของสังคมได้

แล้วความฝันที่จะเป็นนักข่าวกีฬาหายไปไหน

คือตอนเด็กผมชอบฟุตบอลและเป็นนักฟุตบอลในยุคเฟื่องฟูของข่าวและนิตยสาร สตาร์ซอคเก้อร์ หรือ สยามกีฬารายวัน เราก็อยากเป็นคอลัมนิสต์อย่าง คุณบอบู๋-บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร และ คุณแจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา

แต่พอเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เราซึมซับการเมืองโดยไม่รู้ตัว เพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อว่า พีระยุทธ โอรพันธ์ เขาชอบถือ มติชนรายสัปดาห์ กับ สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ขณะที่เราถือ สตาร์ซอคเก้อร์ ทุกวัน บางทีอ่านของเราจบ ก็เอาของเพื่อนไปอ่าน รู้จักชื่อนักการเมือง รู้เรื่องรัฐสภาไปโดยไม่รู้ตัว

พอเรียนจบทำงานที่ศูนย์ข่าวแปซิฟิก พ.ศ. 2540 ไม่มีโต๊ะประจำ เขาส่งเราไปทำทุกอย่าง แต่เรายังไม่ทิ้งฝันว่าจะเป็นนักข่าวกีฬา เมื่อตอนมีกีฬาซีเกมส์ที่อินโดนีเซียเลยได้ไปทำข่าวกีฬาจริงจังเป็นเดือน จนค้นพบว่ามันไม่ใช่ เราต้องไปสัมภาษณ์นักกีฬาก่อนและหลังแข่ง ระหว่างเกมต้องจดทุกนาที ใครทำอะไรนาทีที่เท่าไหร่ พิมพ์ส่ง

พอไปทำข่าวการเมืองกลับชอบ ฟังเขาอภิปรายในสภาได้สบาย ฟังตั้งแต่ยุค เฉลิม อยู่บำรุง ยังอยู่ในสภาแล้วก็เขียนวิเคราะห์

ตอนนั้นเลยรู้ว่า ข่าวกีฬา เรามีความสุขในการเสพ แต่ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม เรามีความสุขในการสื่อ

แล้วหลังจากนั้นคุณก็ไม่ได้ออกจากวงการอีกเลย

ใช่ พ.ศ. 2541 เข้าไปสอบเป็นนักข่าวการเมืองของช่อง 9 MCOT HD ดำเนินการโดย อสมท. ส่วนปัจจุบันทำที่ไทยรัฐทีวี รวมทั้งหมดก็ 25 ปีพอดี ตอนเป็นนักข่าวใหม่ ๆ ต้องไปรายงานสดการชุมนุม ด้านหลังตีกันก็เคยผ่านมา แต่พอหลัง ๆ เราเริ่มมาอ่านข่าวข้างใน กินเวลาประมาณ 10 ปีได้ ครึ่งหนึ่งของการทำงาน

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

อะไรคือจุดเปลี่ยนให้คุณเบนเข็มจากงานภาคสนามมานั่งอยู่ในสตูดิโอ

น่าจะเป็นเรื่องจังหวะชีวิตและความโชคดีของเรา พอมาทำงานที่แรกก็เป็นวิทยุ ทุกต้นชั่วโมง 5 – 10 นาทีจะมีข่าว สมัยก่อนศูนย์ข่าวแปซิฟิกจะผลิตข่าววิทยุให้กับสถานีในเครือกองทัพบกทั่วประเทศ ยุคแรก ๆ คือ คุณสมเกียรติ อ่อนวิมล, คุณกิตติ สิงหาปัด ขณะเดียวกันก็มีการรับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ เมื่อก่อนดังมากคือรายการ ตามล่าหาความจริง

ผมเข้าไปเพื่อผลิตข่าววิทยุ ตอนนั้นส่งตัวอย่างเสียงไปให้เขาฟัง เพราะนักข่าวที่นี่ต้องใช้เสียง

ขอฟังตัวอย่างหน่อย ต้องพูดว่าอะไร

ต่อไปนี้สถานีวิทยุในเครือกองทัพบกโดยศูนย์ข่าวแปซิฟิกเสนอข่าวจาก… (ทำเสียงแบบที่เคยได้ยินในวิทยุ)

แล้วโทรทัศน์ที่ต้องการนักข่าวก็จะเลือกมาจากนักข่าววิทยุ เพราะนักข่าววิทยุใช้เสียงได้ รายงานได้ ยุคนั้นออนไลน์ยังไม่มีบทบาท พอผมได้มาทำทีวีก็มีจังหวะให้เติบโต ผมไต่มาตามระดับเลย อ่านข่าวภาคเล็ก ๆ ต้นชั่วโมง ข่าวดึก ข่าวเช้า ข่าวเที่ยง ข่าวค่ำ จนตอนนี้มีรายการทอล์กของตัวเอง เพราะไทยรัฐทีวีให้โอกาส

คุณเคยชอบการฝังตัวอยู่ในรัฐสภา ตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว โหยหาการทำข่าวการเมืองบ้างไหม

ไม่ถึงขั้นนั้น เมื่อก่อนตอนที่ผมโต รายการข่าวมันเรียง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ กีฬา พยากรณ์อากาศ เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนคนไทยจะได้ดูแต่ข่าวการเมืองอันดับแรก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ คนไม่ได้อยากดูการเมืองตลอด เขามีช่องทางให้เลือก

คุณคิดว่าข่าวการเมืองยังเป็นสิ่งที่ประชาชนควรเสพไหม

ต้องแล้วแต่ว่าเขาสนใจเรื่องการเมืองไหม แต่ไม่ควรทิ้ง เราควรรู้ สอดส่อง หรือเฝ้าดูว่านักการเมืองกำลังทำอะไรให้บ้าง การจัดประชุม APEC ครั้งนี้เราได้อะไร ราคาน้ำมันแพงแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อประชาชนมีคำถาม สื่อต้องไปถามให้ เรื่องแบบนี้ผมว่าเป็นข่าวการเมืองที่ควรรู้และสื่อควรบอก ประชาชนไม่ต้องรู้ก็ได้ว่า นักการเมืองคนไหนด่าใครว่าอะไร แต่ถ้าอยากรู้ก็ได้เช่นกัน 

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

สมัยนี้นักข่าวก็เหมือนอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่ง คุณเคยเช็กเรตติ้งของตัวเองบ้างไหม

(หัวเราะ) ไม่เคยเลย เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดัง เราเป็นคนข่าวคนหนึ่ง แต่เวลาเดินออกไปข้างนอกก็มีคนทักบ้าง มาขอถ่ายรูปก็ดีใจแล้ว

แต่ต้องยอมรับว่าความดังเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม คนในวงการข่าวที่น่าเชื่อถือมีเยอะมาก เขาไม่ได้ทำเพราะอยากดัง คุณสุทธิชัย หยุ่น, คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา, คุณกิตติ สิงหาปัด, คุณต๊ะ-นารากร ติยายน, คุณหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย, คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ หลายคนโด่งดัง แต่ไม่ได้ใช้ในการกอบโกย เขาหยิบอะไรขึ้นมาก็เกิดแรงกระเพื่อม พอคนพูดถึง หน่วยงานเข้ามา ผมเองก็เรียนรู้จากทุกคน ยกให้เป็นครู และนำมาพัฒนาตัวเอง

ในทุกวงการ ความโด่งดังเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม ถ้าไม่อยู่ในครรลองก็เกิดความผิดพลาดกันได้

คุณคิดว่าการเป็นนักข่าวที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

สารตั้งต้นคือต้องมีใจรัก เพราะถ้าไม่รักอยู่กับข่าวไม่ได้ ต้องหายใจเข้าออกเป็นข่าว มีจมูกข่าว เห็นเรื่องนี้แล้วได้กลิ่นว่ามันขยายผลต่อได้ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เมื่อโอกาสมาถึง คุณค่อยเอาความดีและความเก่งของคุณคว้าโอกาสตรงนั้นแล้วสร้างผลงานและตัวตนของคุณออกมา

ความทุ่มเทก็ต้องมีถึงขั้นจิตวิญญาณ มีความอยากรู้ อยากช่วยเหลือ อยากส่งต่อ ในหนึ่งวัน คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ต้องคุยกันทั้งวันเกี่ยวกับเรื่องข่าว

ช่วงที่ยุ่งที่สุด คุณทำงานติดกันนานขนาดไหน

24 ชั่วโมง เป็นวาระที่พิเศษหรือเหตุฉุกเฉิน เช่น ตอนที่ 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง ไทยรัฐต้องล้มผังเป็นรายการข่าวทั้งวัน แต่ไม่ใช่อ่านคนเดียวตลอด อ่าน 4 – 5 ชั่วโมง พักหน่อย แล้วมาอ่านต่อ ไม่ได้กลับบ้านจนจบภารกิจแค่นั้นเอง

อย่างนี้ตอนกลับบ้านคุณก็คิดเรื่องข่าวด้วย

ก็คิดนะ แต่ถ้าเรากลับบ้านมันก็จะไม่ตลอด บางทีเห็นข่าว กรุ๊ปไลน์เด้ง สัญชาตญาณคนข่าวจะทำให้เราคุยเรื่องนั้นต่อ ถามผู้ใหญ่ว่าผมทำข่าวนี้ได้ไหม นี่คือชีวิต 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้ฝืนนะ มันชินแล้ว

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

On Cloud Nine

25 ปีผ่านไป งานข่าวคงต้องเคยทำให้ชีวิตคุณเสียสมดุลบ้าง

มีบ้างเวลาที่งานเยอะ ช่วงหนึ่งจัดวิทยุตอนเช้า 8.00 – 9.00 น. เสร็จแล้วกลางวันไปทำงานในกองบรรณาธิการข่าวต่อ พอตกกลางคืนไปอ่านข่าว เท่ากับทำตั้งแต่ 8.00 – 23.00 น. มีอีกช่วงคือเขาขอให้จัดเพิ่มเป็น 6.00 – 7.30 ด้วย เว้นแค่ 30 นาที บวกกับเสาร์-อาทิตย์ต้องอ่านข่าวตอนเช้า 

อันนี้ไม่เห็นหน้าลูกเมียของจริง ต้องมานั่งย้อนคิดกับตัวเองว่า เยอะเกินไปไหม เรามีความฝันเลยพุ่งทะยานไป แต่เมื่อถึงเวลา ช่วงหนึ่งของชีวิตจะบอกเราเองว่า สิ่งที่เราอยากเป็น อยากไป ยังไงก็ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลังไม่ได้ มันต้องมีสมดุลและความสุข

ครอบครัวสำคัญแค่ไหนสำหรับคุณ

ถ้าไม่มีครอบครัวสนับสนุนคงมาไม่ถึงจุดนี้

ภรรยาเจอผมตอนที่เป็นนักข่าวแล้ว เพราะฉะนั้น เขาเข้าใจธรรมชาติของเรา ลูกชายก็เกิดมาตอนที่พ่อเป็นนักข่าว ลูกก็ไม่เคยบอกว่าเราต้องไปเฝ้าเขาเตะบอล

ลำดับความสำคัญของผม อย่างแรกคือครอบครัว แค่ตัวไม่ได้อยู่ด้วย อย่างที่สองคืองาน

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

คุณคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตที่ผ่านมาได้คุ้มค่าหรือยัง

ชีวิตข่าวคุ้มไม่คุ้มไม่แน่ใจ แต่ยังอยากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคำตอบว่าไม่มีใครจ้างเราแล้ว หรือถ้าไม่มีใครจ้างก็ยังอยากทำเอง เพราะชีวิตทุกวันนี้หายใจเข้าออกเป็นการสื่อสาร อยากเป็นเหมือนคุณสุทธิชัย หยุ่น, คุณวีระ ธีรภัทร ที่ชีวิตยังอยู่ในวงการ ไม่รู้ว่าจุดหมายสุดท้ายจะไปได้ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า

แล้วชีวิตส่วนตัวล่ะ

บอกเลยว่ายัง เพราะเรามีชีวิตในภาคการทำงานมากกว่าชีวิตส่วนตัว แต่ก็ยังมีความฝันที่คุยกับลูกและภรรยาอยู่ เช่น เราต้องไปดูบอลกันที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ให้ได้ อันนี้ถึงเวลาค่อยไป มีความฝัน ภรรยาก็อยากไปเกาหลี ไปหา แจ็คสัน หวัง แต่ผมอยากไปหา ลิซ่า BLACKPINK ครับ (หัวเราะ)

ความสุขของคนยุ่ง ๆ อย่างคุณ หาได้จากไหนบ้าง

ชีวิตของผมไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป ความสุขส่วนมากอยู่แค่ปากซอยบ้าน วนกันอยู่ในครอบครัว มีพ่อแม่ ภรรยาและลูก พอหยุดก็หาที่กินข้าว อาจไปเที่ยวบ้านญาติ มันคือความสุขที่สุขแล้ว ไม่รู้จะไปถวิลหาตรงไหนอีก นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ากิจกรรมหวือหวาอย่างอื่นคืออะไร เพราะไม่ได้ทำเลย (หัวเราะ)

แต่ชีวิตผมไม่ได้รันทดนะ นี่คือความสุขจริง ๆ ที่ผมเลือก เวลาน้อยต้องเก็บโกยความสุข แทบไม่อยากให้มันหล่นหายไปไหน

ถ้าไทยรัฐให้วันหยุดฟรี 1 สัปดาห์ ไม่นับรวมลาพักร้อน คุณจะทำอะไร

โห! ไปต่างประเทศเลย ไม่ญี่ปุ่นก็เกาหลี

แล้วถ้าให้ 1 เดือนเลยล่ะ

เยอะไป เดี๋ยวจะเที่ยวจนเบื่อ ขอสัก 12 วันก็เหลือเฟือ

คุณลาพักร้อนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

จำไม่ได้แล้ว นานมาก สมัยอยู่ที่ทำงานเก่า ตอนนั้นพัก 5 วันไปญี่ปุ่น แต่ตอนนี้อยู่ไทยรัฐมา 5 ปีแล้วยังไม่เคยลา

ถ้าอย่างนั้นคุณมีงานอดิเรกคลายเครียดบ้างไหม

ก็มีแค่สะสมเสื้อฟุตบอล ผมเป็นแฟนแมนยูฯ แต่ซื้อเสื้อทุกทีมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ประมูล ผมจะซื้อหลังจบฤดูกาล เพราะมันจะลดราคา ยกเว้นของแมนยูฯ ภรรยาบ่นแล้ว เพราะไม่มีที่เก็บ แต่ผมก็เอามาใส่นะ (หัวเราะ)

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

On the Way to a Dream

ชีวิตของคุณไต่เต้าขึ้นมาจากศูนย์ด้วยความสามารถและความพยายามของตัวเอง วันนี้คุณมีงานที่มั่นคง มีความสุข ได้ทำเพื่อสังคม คุณอยากขอบคุณใครบ้างที่ทำให้คุณก้าวมาถึงจุดนี้

ขอบคุณพ่อแม่ ขอบคุณภรรยาที่สนับสนุนเรา ขอบคุณลูกชายที่เข้าใจว่าพ่อทำงานตลอด ปิดเทอมก็ไม่ได้พาไปไกล ๆ ที่เหลือคือขอบคุณครูบาอาจารย์ที่เอ่ยชื่อไม่หมด ขอบคุณทุกที่ทำงานที่ให้โอกาสให้เราได้เติบโตขึ้นมา โดยเฉพาะไทยรัฐทีวี ขอบคุณจริง ๆ

(เสียงของเขาหายไป เราเงยหน้าจากสมุดจด)

(ซับน้ำตา) ไม่ใช่เพราะปัจจุบัน ผมอยู่ที่นี่เลยขอบคุณ แต่การอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวเอง เพราะเราคือคนข่าว พออยู่ในสถานีข่าวมันก็ได้หายใจเข้าออกเป็นข่าว จังหวะชีวิตและลมมหายใจมันกลายเป็นสิ่งเดียวกัน…

ขอโทษครับ พอพูดแล้วจะร้องไห้

(เรายิ้มและพยักหน้า ทั้งห้องมีแต่ความเงียบ)

ผมไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะมาไกลขนาดนี้ จนพอเป็นผู้ประกาศข่าวก็เริ่มมีฝันว่าอยากทำรายการทอล์ก พอผมได้คุยเรื่องการทำงานกับ คุณนิค-จิตสุภา วัชรพล หรือ คุณจูเนียร์-วัชร วัชรพล เขาถามผมว่า พี่อุ๋ยอยากทำอะไร ผมก็บอกว่า อยากทำรายการทอล์ก ผมไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม แต่ผมอยากทำ ทางไทยรัฐให้โอกาสผมเลยคือรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่

คงไม่มีสถานีโทรทัศน์ไหนที่ให้เวลาผมได้ทำรายการข่าวในแต่ละวันเยอะแยะขนาดนี้ ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ใช้คำว่าขอบคุณก็ไม่รู้จะพอไหม เพราะโอกาสในหน้าที่การงานที่ได้ทำคือความมั่นคงของชีวิตที่ไปตอบโจทย์ความสุขของครอบครัว

ถ้าถามว่าผมไม่เหนื่อยเหรอ มีความสุขแล้วเหรอ นี่แหละคือความสุข เพราะมันร้อยรวมไปแล้วระหว่างชีวิตที่ทำงานและครอบครัว

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load