อาเจ็กสมชัย กวางทองพานิชย์ รู้จักทุกตารางเมตรของเยาวราช 

ตลอดการสนทนาและการพาเดินเที่ยวชมเยาวราช เถ้าแก่เนี้ยร้านอาหาร เจ้าของร้านน้ำชา คนดูแลศาลเจ้า และพนักงานธนาคาร ค้อมศีรษะทักทายต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นทุกย่างก้าว

แม้ไชน่าทาวน์คืออาณาจักรของเขา อย่าเพิ่งเข้าใจผิด อาเจ็กไม่ใช่เจ้าพ่อ

อาชีพหลักของสมชัย กวางทองพานิชย์ คือพ่อค้าเชือกที่อยู่เยาวราชมาทั้งชีวิต

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

แต่งานรองอันเป็นงานที่เขาทุ่มเทสุดหัวใจ คือนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ศึกษาเรื่องราวของเยาวราชทุกมิติ ตั้งแต่อาหารการกิน ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ประเพณีและวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นนักกิจกรรมผู้กระตือรือร้น และอาจารย์พิเศษด้านเยาวราช 

ตรุษจีนปีนี้ อาเจ็กอายุใกล้ 60 ปี จึงขอชวนคนอ่านมาทำความรู้จักความเป็นมาเป็นไปของเยาวราชและไชน่าทาวน์ที่มีชีวิตผ่านลมหายใจของชายจีนโพ้นทะเล ผู้เคยเกลียดสายเลือดจีน ตั้งคำถามกับประเพณีจีน และค้นพบคำตอบของความเป็นจีนที่นี่

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

01 เด็กสำเพ็ง

บ้านผมอยู่ในสำเพ็ง ไม่เคยย้ายไปไหนเลย ตอนที่มาทำเรื่องเยาวราชก็คิดว่านี่คือคาแรกเตอร์ของเราที่ต้องเก็บไว้ เราคือสำเพ็งตัวเป็นๆ เป็นเจ๊กโดยสมบูรณ์ จบโรงเรียนจีน เรียนจีนตั้งแต่อนุบาลถึงมอสาม นี่คือวิถีชีวิตของเรา ตัวตนของเรา 

ผมขายเชือกมาหกสิบกว่าปี ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ ก่อนพ่อมาเมืองไทย อากงทำเชือกอยู่แล้ว รับซื้อปอจากคนที่ปลูกมาตีเกลียวเชือกขายที่อยุธยา สมัยก่อนไม่มีเชือกพลาสติก เป็นใยธรรมชาติหมด ความรู้มาจากคนจีนที่มาอยู่ตลาดพลู แล้วเขาไปจ้างคนอยุธยาทำ ความรู้เลยไปถึงอยุธยา 

พอพ่อมาเมืองไทยก็เอาเชือกมาล่องเรือขาย ต่อมาลูกค้าไม่มีเงินจ่าย เขาเลยจ่ายเป็นบ้านที่สำเพ็งแทน ผมกลายเป็นลูกคนแรกที่เกิดในกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนอยุธยา 

02 เป็นจีนมันน่าอาย

คนจีนสิงคโปร์ก็เป็นคนจีน คนจีนอเมริกาก็เป็นคนจีน แต่คนจีนไทยบอกว่าตัวเองเป็นไทย 

กระบวนการนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ ความเป็นจีนถูกทำลายมาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2463 รัฐบาลค่อยๆ ลดบทบาทศาลเจ้า แล้วก็เปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่ทั้งหมด กระทรวงมหาดไทยบังคับให้ศาลเจ้าขึ้นกับกรมการปกครอง ถ้าขึ้นทะเบียนเป็นวัด เข้ากรมการศาสนา ที่ดินทั้งหมดต้องอยู่ใต้การดูแลของกรมการศาสนา แต่ถ้าเข้าสังกัดกรมการปกครอง ศาลเจ้ายังได้สิทธิ์ในการบริหารพื้นที่ ศาลเจ้าจึงเลือกเข้าสังกัดกรมการปกครอง กระทั่งศาลเจ้าโจวซือกงที่ตลาดน้อยก็เคยเป็นวัด ตอนหลังกลายเป็นศาลเจ้า 

ช่วงผมเด็กๆ การเป็นคนจีนมันน่าอาย จีนเป็นคอมมิวนิสต์ จีนขากถุย จีนทุเรศ แต่ยุคนี้ไม่ใช่ จีนดูยิ่งใหญ่สวยงาม การเป็นจีนเป็นเรื่องเท่ 

สามสิบปีที่แล้วผมนั่งเขียนภาษาจีนอยู่ที่บ้าน เพื่อนมาเห็นถามว่า “มึงยังใช้ภาษาจีนอยู่อีกเหรอ” สิบปีต่อมา เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน คนมาหาบอกว่า “เฮียใช้ภาษาจีนเป็นด้วยเหรอ โคตรเก่งเลย” 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

03 เยาวชนเยาวราช

คนชอบพูดว่าอดีตดีกว่า อยากกลับไปอย่างเดิม ใครอยากกลับก็กลับ กูไม่เคยอยากกลับไปอย่างเดิม กูอยากให้มันไปข้างหน้า แค่รู้ว่าแต่เดิมเป็นมายังไง ผมเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อเดินไปข้างหน้า ถึงนี่ไม่ใช่เยาวราชไม่ใช่ของกู แต่ให้กลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้หรอก ลืมเรื่องนี้ไปซะ

ผมมองว่าเยาวราชผ่านจุดพีกมาแล้ว เยาวราชของผมคล้ายในหนังฝรั่งเศสเรื่อง Panic in Bangkok (1964) ตอนนั้นหนัง เจมส์ บอนด์ ดังมาก ฝรั่งเศสก็มีหนังสายลับ OSS 117 ตอนนั้นถ่ายที่ประเทศไทยในช่วงตรุษจีนพอดี เยาวราชตอนนั้นไฟสวยที่สุดในชีวิตผม อลังการมาก กลางคืนคนเดินเยอะแยะ ถนนติดโคมสว่าง แขวนตะเกียงเจ้าพายุอัดแก๊ส ความบันเทิงก็มีมาก เยาวราชมีโรงหนังสิบกว่าโรง แอร์เย็นฉ่ำออกมาข้างนอก ตอนเย็นๆ กินข้าวเสร็จผมก็มาเดินเล่น ดูหนังสามเรื่อง ฉายวันนี้ โปรแกรมหน้า แล้วก็เร็วๆ นี้ เดินวนไปรอบหนึ่งแล้วค่อยกลับบ้าน 

ของไฮเทคอะไรใหม่ๆ เข้ามาเมืองไทย ก็มาที่เยาวราช ทีวีสีมีครั้งแรก ร้านขายทีวีริมถนนเอามาเปิดให้ดู คนยืนมุงดูข้างถนนมากกว่าโรงหนัง เพราะช่องเจ็ดสีมีสีจริงๆ ไม่ใช่ขาวดำ 

วิดีโอมาครั้งแรก คนก็มุงแบบเดียวกัน มีระบบเบต้าแม็กซ์ตัวละเจ็ดหมื่น กับ VHS ตัวละสี่หมื่นกว่า คนที่หนีมาจากฮ่องกงเอามาขายสามหมื่นกว่า แถมงิ้วคลาสสิกสามเรื่อง และคนก็จองซื้อเพราะงิ้วสามเรื่องนี้ แม่ผมเป็นคนไม่ใช้เงิน แกเป็นคนระวังมาก แต่ชอบงิ้ว ถึงบ้านเราไม่มีอะไร ต้องมีเครื่องเล่นเทปเพราะแม่จะฟังงิ้ว พอวิดีโอมา เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย เปิดงิ้วแล้วญาติก็มาดู ต้องเปิดวนทั้งวันเหมือนโรงหนัง ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมาทั้งวัน ต้องชงชาเลี้ยงแขกทั้งวัน สำหรับเด็กตอนนั้น น่าอายมาก

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

04 เบื่อระบบครอบครัวจีน

ผมไม่ชอบระบบครอบครัวจีน เป็นลูกชายคนเล็กที่สนิทกับแม่ แต่เบื่อระบบผู้ใหญ่ ลูกจะเข้าเรียนที่ไหนต้องโทรไปถามญาติ อาซิ้มไม่แน่ใจต้องถามอาอึ้ม อาอึ้มไม่แน่ใจต้องถามเหล่าเจ็กอีกที เราเบื่อชีวิตแบบนี้ พอถึงรุ่นผม ผมก็ทำลายโครงสร้างนี้ทิ้ง ถ้าถามว่าความเป็นจีนหายไปไหน ช่วงนี้ล่ะ 

เราเบื่อญาติเมืองจีนด้วย ไปเยี่ยมเขาต้องแบกข้าวของไป เสื้อผ้าก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี กลับมาตัวเปล่าเพราะเขาขอไปเกลี้ยง เวลาผ่านไปพอจีนเริ่มเปิดประเทศ ญาติเริ่มมีฐานะ อยากมาเยี่ยมเราบ้าง ส่วนหนึ่งก็ขอเข้ามาแอบทำงาน เขาคิดว่ามาขุดทอง พอมาถึงเราก็รำคาญ เป็นจุดแตกหักว่าเราไม่เอาแล้ว ญาติเมืองไทยก็เบื่อจะแย่ ยังมีญาติเมืองจีนอีก เราก็เลยอยู่กับเพื่อน ไม่คุยกับญาติ ทำอะไรก็คิดเอง ชื่อก็ตั้งเอง งานก็ทำเอง 

ทุกยุคโครงสร้างเปลี่ยนหมด แต่ยุคผมเป็นยุคที่มีปัจจัยเอื้อหลายอย่าง จากตอนที่เกิดมารอบข้างพูดแต้จิ๋วกันหมด ความเป็นจีนถูกทำลายโดยระบบรัฐ ความเป็นอเมริกันที่เรารับเข้ามา โครงสร้างความคิดเราก็เปลี่ยนไป ลูกเราก็เป็นอีกแบบ ลูกผมจบดุริยางค์ ลูกข้างบ้านจบการแสดง มันไม่เคยเกิดขึ้นในรุ่นเรา เพราะตอนนั้นเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ดังนั้นลูกเราทำอะไรก็ได้ นี่คือสิ่งที่แลกมา 

05 ไม่เอาแล้วเมืองจีน

ตอนไปเมืองจีนครั้งแรก ก่อนกลับไทยประกาศกับแม่ว่า ชาตินี้จะไม่กลับมาเหยียบอีกแล้ว พูดแบบนี้จริงๆ ไม่ไหวแล้ว ห้องน้ำก็ลำบาก หลังจากนั้นกลับต้องพาแม่กลับไปอีกครั้งสองครั้ง ทุกวันนี้เชื่อไหม บางวันนั่งอยู่เมืองไทยกลับนึกถึง เหมือน Motherland ทั้งที่เราไม่ได้เกิดที่นั่น 

มีคำกล่าวว่า กินข้าวไทย เป็นผีไทย กินน้ำไทย เป็นผีไทย คือไปอยู่ที่ไหนก็ไปเป็นคนที่นั่น ตายที่นั่น แต่เรากลับรู้สึกนึกถึงเมืองจีน เวลาไปเมืองจีน กินอาหารจานนี้แล้วรู้ว่าอาม่าต้องชอบ หอยดองนี้แม่ชอบกิน

กลับไปตามหาญาติที่เมืองจีน เดินเข้าไปในห้องใหญ่ๆ ก็รู้ได้ว่าใครคือญาติ อาจเป็นเพราะความละม้าย มองหน้าแล้วรู้ว่าใช่ หน้าตาแบบนี้แยกออก เพื่อนคนหนึ่งไปหาญาติที่เมืองจีนทั้งที่พ่อแม่ตายหมด ต้องสืบหาอาเจ็กอาแปะ ก่อนไปบ่นว่าจะไปเหมือนกันได้ยังไง กูหน้าไทย ตัวดำ ผอมเกร็ง ไว้หนวด พอไปถึงหมู่บ้าน เจอคนหน้าเหมือนตัวเองครึ่งหนึ่ง ไว้หนวดอีกต่างหาก

ถ้าหาญาติไม่พบนะครับ ให้ไปหาแผ่นหินที่ฮวงซุ้ย มันเขียนชื่อหมู่บ้านกับเมืองไว้ ให้ไปตามนี้ ถ้าหาไม่เจอก็เสิร์ช Google Earth

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

06 กินจีน

การกินเป็นความสุขชนิดเดียวที่คนจีนยอมจ่าย ชีวิตที่เมืองไทยอยู่บ้านโกโรโกโสได้ อยู่บ้านเดียวกันสิบยี่สิบคนได้ อยู่บ้านกินไข่กินไชโป๊วได้ แต่ถ้าเราออกมาใช้เงินกินข้าวนอกบ้านเมื่อไหร่ เราต้องกินดี ของไม่สด ไม่สวย ต้องเปลี่ยน เอากลับไปทำใหม่ ทำให้อาหารภัตตาคารต้องมีมาตรฐาน ไม่มีหยวนๆ เยาวราชรุ่งเรืองได้เพราะมีซอยเล็กซอยน้อยเป็นแบ็กอัปช่วย หูฉลามในเยาวราช เขาซื้อหม้อซื้อชามที่แปลงนาม อาหารดีเพราะใกล้ตลาดสด สมัยก่อนตีสามส่งปลา ตีห้าภัตตาคารมาซื้อของ 

ตอนสามสิบกว่าๆ มีตังค์ใหม่ๆ มากินอาหารในเยาวราชกับเพื่อน เป๋าฮื้อบางเป็นหมูแฮมใช้ไม่ได้ สั่งใหม่ หมูหันต้องกรอบ ไม่จิ้มซีอิ๊ว ต้องจิ้มน้ำตาลทราย หูฉลามไม่กินบวยเกา (ส่วนฝอยๆ) ต้องกินส่วนที่เป็นสามเหลี่ยม เรื่องเยอะ โต๊ะละหมื่น ไม่แพงเท่าไหร่หรอก กระแดะ (หัวเราะ) ตอนนี้ร้านอาหารในเยาวราช ผมกินอยู่สี่ร้าน นอกจากนี้ไม่กินเลย ใช้ไม่ได้

สมัยแม่ผมยังอยู่ จะพาแม่ไปกินกุ้งเผา ปลาเผา แม่บอก กูไม่กิน โชวซี่! แปลว่าหยาบ อาหารเผาคืออาหารหยาบ อาหารจีนแค่ลวกให้อุณหภูมิถูกต้องก็ยากแล้ว ร้านที่เก่งต้องคุมไฟ ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ไก่ต้มต้องไม่เกินร้อยองศาเซลเซียส ต้มกระดูกมาเลือดแดงๆ น้ำแกงต้องร้อน ตุ๋นต้องไฟต่ำ ผัดผักต้องได้กลิ่น ได้ความกรอบ เส้นหมี่ต้องผัดให้ไหม้กระทะนิดหนึ่ง ตอนนี้เยาวราชเหลืออยู่เจ้าสุดท้ายคือราดหน้าเจ๊อ้วน ร้านทั่วไปแค่ผสมสีเสร็จก็เสิร์ฟแล้ว ไม่ผัดนาน 

07 สี่สิบสิ้นสงสัย

จีนบอกว่าสี่สิบสิ้นสงสัย พอคุณอายุสี่สิบ ความสงสัยหลายอย่างในชีวิตจะหายไป เราประเมินได้ว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพราะเราทิ้งหลายอย่าง อะไรที่เราทิ้งไป มีสิ่งไหนที่เราอยากกลับมาฟื้นฟูไหม

ตอนช่วยแม่ไหว้เจ้า เถียงแม่ไม่ได้ ต้องทำตามแม่ทุกอย่าง เพราะเราเป็นลูกรักของแม่ ทิ้งแม่ไม่ได้ ลูกคนอื่นไม่มีใครทำ มีบ้านสี่ห้าบ้านก็ต้องไหว้เจ้าบ้านละสองที่ กลางคืนต้องไหว้เจ้าสิบกว่าที่ สองทุ่มต้องเอาถาดมาเรียงใส่ไก่ ใส่เป็ด ใส่หมู สิบกว่าชุด ถึงเวลาก็มูฟไปรอบๆ ถึงเที่ยงคืน ไม่มีใครมาช่วยเลย วุ่นวายฉิบหาย บ่นจนแม่บอกว่ากูตายเมื่อไหร่ มึงเลิกให้หมดเลยนะ 

สองปีต่อมาแม่ตายจริงๆ กะว่าจะทำให้เขาสามปี หลังจากนี้จะเลิก แต่ว่าต้องไปถอดรหัสก่อน เพราะแกตายกะทันหัน 

อย่างแรกที่รู้คือซาแซ พวกไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูต้ม ไหว้เสร็จแขวนทิ้งไว้ก็ไม่เน่า ยังมีเวลาทำอาหารได้หลายรูปแบบ อีกอย่างคือหาง่าย ลึกกว่านั้น สามตัวนี้คือปศุสัตว์พื้นฐาน มาค้นพบปีไข้หวัดนก ไม่มีไก่ยังมีหมู บางปีมีโรคกีบเท้าหมูหรือหมูแพง ก็กระจายความเสี่ยง กินอย่างอื่นที่ทำให้เราอยู่รอด ดังนั้นเราค้นพบว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่เป็ด ไก่ หมู ซาแซคือสัตว์กีบเท้า หมู แพะ วัว ควาย สัตว์ปีก เป็ด ไก่ ห่าน และสัตว์เกล็ดสัตว์เกราะ ปู ปลา กุ้ง หอย เหมือนสามเหล่าทัพ ทัพบก อากาศ และเรือ

วิถีชีวิตตอนนี้ต้องกลับไปกินเป็ดต้มอีกไหม ในเมื่อซื้อร้านสะดวกซื้อก็ได้ ซื้อบอนชอนก็ได้ งั้นเอาออกได้ไหม ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แค่ทำให้คนกินกับคนทำสัมพันธ์กัน คนทำเยอะ คนกินต้องเยอะ ทั้งบ้านมีคนสองคน ต้องไหว้สี่ที่ จะซื้อไก่สี่ เป็ดสี่ หมูสี่ ทำไม เยอะกว่าจำนวนคนกินอีก จะยึดแบบเดิมเป๊ะๆ ทำไม เป็นไปไม่ได้

ตรุษจีนจะไม่ไหว้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเลิกเพราะเบื่อซาแซ ถามตัวเองใหม่ว่าไหว้ทำไม ตั้งสติใหม่ ไหว้เพื่อระลึกถึงใคร ระลึกถึงในมุมไหน ถ้าเขาชอบกินพิซซ่า ซื้อพิซซ่ามาไหว้ก็ได้ แต่ผมบอกลูกแล้วว่าชอบไก่ต้ม เพราะชอบ Variation  ของน้ำจิ้ม (หัวเราะ) 

และสุดท้าย เขาจะระลึกถึงใคร มันก็อยู่ที่เขา จะไหว้ไม่ไหว้ จะทำไม่ทำ ไม่มีอะไรผิดถูก 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

08 ไหว้พระไหว้เจ้า

ผมไม่ได้ชอบเก็บพิธีกรรม แต่ชอบพลวัตของมัน มาถึงวันนี้กติกาเปลี่ยนหมด ผมปรับเวลาไหว้เร็วขึ้นชั่วโมงหนึ่ง ใช้เวลาเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง ใครจะมาก็มา ไม่มาก็ไม่ต้อง กูจะเลิกตอนที่สะดวก ไม่รอ ปริมาณของไหว้ถ้าเยอะไปก็ตัดทิ้ง ใครบอกว่าต้องเก็บของเก่า ผมก็ไม่รู้หรอกที่ทำมันเก่าหรือเปล่า ปู่อาจจะตัดมาแล้ว แล้วพ่ออาจจะตัดมาอีกที 

เราไหว้บรรพบุรุษเพราะนึกถึงคนที่ตายไปแล้ว แต่วันนี้เขาไม่ตายนะ ไม่งั้นคุณจะเตรียมช้อนเตรียมเก้าอี้ทำไม ก็เขาอยู่กับคุณ นั่งกินข้าวกับคุณไง 

พอถึงวัยนี้ไม่มีใครกล้ามาด่าเราแล้ว ถ้าเราทำอะไรโง่ๆ งานนี้ก็จะทำให้ผมได้ประเมินตน ทำ Annual Report กับแม่ตลอดว่าปีนี้เป็นยังไงบ้าง พี่น้องเป็นยังไง ลูกหลานเป็นยังไง เหมือนพูดคนเดียว แต่เราได้ประมวลว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง

เหมือนตอนไหว้พระ จริงๆ ผมค้นพบว่ามันคือการเรียง Priority ในชีวิตว่าเรากำลังกลุ้มใจเรื่องอะไร มีอยู่ปีหนึ่งพ่อเข้าโรงพยาบาล ลูกไม่สบาย ลูกหนี้กำลังจะหนี ของสั่งไม่ได้ มีห้าหกเรื่อง ก็ต้องเข้ากระบวนการไหว้ ช่วยพ่อลูกด้วย ช่วยลูกลูกด้วย ช่วยลูกค้าด้วย ช่วยของที่จะมาด้วย

วันรุ่งขึ้นเริ่มเรียงใหม่ ลูกค้าเอาไว้ทีหลัง ผ่านไปอีกวัน ลูกป่วยหนักขึ้น ช่วยลูกก่อนช่วยพ่อ พอเรียงลำดับได้ก็เริ่มแก้ปัญหาได้ สติเริ่มคืนมา พาลูกไปหาหมอ พาพ่อไปหาหมอ ส่งคนไปทวงเงิน ส่งคนไปดูเรื่องชิปปิ้งของ ประเมินความเสียหายออกมา ถ้ามีเกินห้าเรื่องพระจะช่วยได้ แก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก่อน ผ่านไปได้ก็รู้ว่าสติกับสมาธิต้องอยู่ตรงนี้ ไม่งั้นก็ทำอะไรไม่เป็น ผมเลยให้ความสำคัญกับการไหว้ แต่ไม่ใช่การจุดธูปนะครับ 

ธูปคืออะไร เรากำลังถามหาอะไร ธูปคือการบูชาแบบหนึ่ง เราบูชาเทพเจ้าด้วยกลิ่นหอม งั้นใช้ดอกไม้ก็ได้ น้ำก็ได้ วันก่อนข้างบ้านเป็นร้านขายเหล็ก เขาถามว่า เฮีย ผมตั้งชั้นพระใหม่ มีกระถางธูปสามกระถางจะเรียงแบบไหน หรือจะใช้กระถางเดียวดี บูชาเจ้าแม่กวนอิม ท้าวเวสสุวรรณ และอาจารย์

ผมตอบไปเลย ถ้ากูพูดตรงๆ มึงไม่โกรธกูได้ไหม เอาออกไปให้หมดเลย ห้องคูหาเดียวเล็กแค่นี้ แถมมีลูกอีกคน อุตส่าห์ซื้อเครื่องกรองอากาศเครื่องเบ้อเริ่มเพราะกลัวฝุ่นควัน แล้วมาจุดธูปทำไม ทำไมต้องบูชาด้วยระบบเดียว บูชาด้วยสิ่งที่ดีแบบอื่นเจ้าก็รับเหมือนกัน เข้าใจแก่นของมันก่อน เรื่องนี้อยู่ที่ตัวเราไม่ใช่คนอื่น สุดท้ายเขาบูชาด้วยน้ำมันกฤษณาที่เคยขายอยู่แล้ว 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

09 ปฏิทินจีน

จีนคิดปฏิทินจากการคำนวณเงาแดด และค้นพบวันสี่วัน คือวันที่เงาแดดของไม้สั้นที่สุด ยาวที่สุด และวันที่เงาไม้ยาวเท่ากันสองครั้งต่อปี คือวัน Equinox ที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ระบบปฏิทินนี้คิดค้นมาหลายพันปีว่าอากาศแต่ละช่วงเป็นยังไง แล้วจึงกำหนดเทศกาลจีนหลักแปดเทศกาล 

วันปีใหม่จีนโบราณ 21 หรือ 22 ธันวาคม เป็นวัน Winter Solstice หรือวันกินขนมบัวลอย (冬至) กลางวันสั้นที่สุด กลางคืนยาวที่สุด ทุกคนต้องกลับมาเจอหน้ากัน สามเดือนถัดมา 21 หรือ 22 มีนา เป็นวันชุงฮุง (春分) คือ Equinox ตั้งแต่วันนี้ถึงวันเชงเม้ง 4 – 5 เมษายน ไปไหว้บรรพบุรุษได้ แต่ห้ามไหว้หลังจากนี้

10 ปีชง

ปีชงมาจากแผนภูมิสวรรค์กานจือ 干支 (gānzhī) นับตัวเลขจีนเป็นเทียนกาน, ตี้จือ 天干 (tiāngān) 地支 (dìzhī) หรือกิ่งฟ้าก้านดิน กิ่งฟ้ามีสิบตัว ก้านดินมีสิบสองตัว แบ่งตัวเลขบนล่างมาชนกัน วนจนครบรอบจะมีหกสิบตัว เป็นชื่อปีต่างๆ กัน ในหกสิบปีนี้ แต่ละคนจะมีปีเกิดไม่ซ้ำกัน เป็นตัวกำกับดวงชะตาของเรา และเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ก็ใส่เทพเจ้ากำกับหกสิบองค์ อย่างผมเกิดปีขาล ปีหน้าเป็นปีขาล ไท้ส่วยเอี๊ยะปีนี้จึงเป็นองค์สุดท้ายที่ผมไม่เคยเจอ

อย่าไปหลงประเด็นกับเทพหกสิบองค์ ไม่แก้ชงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำต้องรู้จริง ผมไม่ชอบพวกหมอดูที่สอนให้แก้ปีชงก่อนตรุษจีน แต่ยังไม่รู้เลยว่าจริงๆ ปีชงเริ่มวันไหน คุณต้องเข้าใจหลักของสิ่งหนึ่งก่อน ถึงจะเข้าใจเรื่องต่อๆ ไป 

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564) เป็นวันลิบชุง คือวันขึ้นต้นฤดูใบไม้ผลิ และเป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร จะแก้ปีชงต้องมาทำวันนี้เป็นต้นไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่คนไทยใช้บอกว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์คือวันลิบชุง แต่ปฏิทินจีนทั้งโลกบอกว่าเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เมื่อคืนมีคนมาเถียงกับผมกันเต็มว่าวันไหนคือวันลิบชุงกันแน่ สนุกมาก ผมดีใจมาก เพราะปีก่อนๆ ไม่มีใครค้านเลย แต่เดี๋ยวนี้มีเด็กๆ มาบอกว่าคลาดเคลื่อนรึเปล่าอาเจ็ก ผิดครั้งนี้ผมจึงชอบมาก ทำงานมานานเข้า เราค้นพบความจริงว่าการสร้างคำตอบไม่ใช่คำตอบ เราต้องสร้างคำถามให้คนเถียงกันต่อ 

การนับเดือนจีนแบบจันทรคติคลาดเคลื่อนได้เยอะ เพราะถ้านับตามดวงจันทร์ ปีหนึ่งมีแค่ 354 วัน เดือนใหญ่มีสามสิบวัน เดือนเล็กมียี่สิบเก้าวัน ผ่านไปสามปี วันหายไปสิบเอ็ดวัน คนจีนจะเติมเดือนอธิกมาสเข้าไป คำนวณโดยใช้สุริยคติมาเป็นตัวช่วย

ถ้าถามผม เราควรใช้ความเป็นสากล ทำให้ระบบเราสอดคล้องกับทั้งโลก เช็กกับโลกภายนอกด้วยว่าเขาใช้กันยังไง

11 จีนแช่แข็ง

คนฮ่องกงมาเยาวราช เพราะบอกว่าเหมือนฮ่องกงยุค 70 เหตุที่ละม้ายเพราะเราเป็นจีนที่โดนฟรีซเอาไว้ วัฒนธรรมจีนในไทยคือจีนเมื่อหกสิบ เจ็ดสิบปีก่อน กลับไปเมืองจีนต้องไปตามหาตามหมู่บ้าน เพราะเมืองใหญ่ๆ โตไปหมดแล้ว แต่จีนในไทยยังมีเพลงประจำถนนคือ เติ้งลี่จวิน (Terasa Teng) เปิดอยู่สามเพลง แต่เมืองจีนผ่านยุค เถียนมีมี่ ไปนานแล้ว 

อนุรักษ์กับฟรีซไว้ต่างกันมาก น่าเสียดาย อะไรที่คลาสสิก เราทำลายทิ้งหมด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

12 จีนก้าวหน้า 

สามคนเดินมา คนหนึ่งเป็นครูเราได้

การเรียนรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เป็นความรู้แบบหนึ่ง

เรียนรู้ความถูกต้องเพื่อทำตาม เรียนรู้ความผิดพลาดเพื่อแก้ไข 

สมัยก่อนถ้าพูดว่าขงจื๊อกล่าวแบบนี้ เชยมาก แต่คนจีนทำเป็นเพลงวัยรุ่นของวงบอยแบนด์ นำเสนอให้คนรุ่นใหม่ วัฒนธรรมคำสอนเก่า บทกวี อาขยานโบราณ เอามาใส่ทำนองให้เข้าใจง่าย แล้วไม่ได้ซี้ซั้วใส่ คัดมาแล้วว่าใครมีศักยภาพดึงดูดเด็ก เอาเพลงเก่ามาใส่ทำนองใหม่ เอาเพลงใหม่ไปใส่ทำนองโบราณด้วย ดึงคนรุ่นหนึ่งกับอีกรุ่นมาอยู่ในรุ่นเดียวกันได้ ขณะที่บ้านเราทิ้งทุกอย่างตามเจเนอเรชัน เขาพยายามเกี่ยวคนแต่ละยุคเข้าไว้ด้วยกัน แค่เอกชนทำเอง เจ๊งแน่ๆ ดูแล้วรู้เลยว่ารัฐบาลต้องอยู่เบื้องหลัง 

เพลงหนึ่งที่ผมชอบมากคือ 但願人長久 (Dan Yuan Ren Changjiu – Wishing We Last Forever) ของเติ้งลี่จวิน ไหว้พระจันทร์ทีไรจะเปิดเพลงนี้ ไม่ใช่ 月亮代表我的心 (Yuèliang Dàibiǎo Wǒ de Xīn – The moon represents my heart) เนื้อเพลงเป็นบทกวีโบราณที่ซูตงปอแต่งเมื่อแปดร้อยปีก่อน เอามาเรียบเรียงใส่ทำนองใหม่ มีอรรถาธิบายว่าซูตงปอเกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นกวีที่ถูกส่งไปอยู่ต่างแดน วันนั้นภรรยาเพิ่งเสียชีวิต ห่างไกลจากน้องชาย คืนวันไหว้พระจันทร์คิดถึงน้อง คิดถึงชีวิต จึงแต่งบทกวีนี้ขึ้นมา

เติ้งลี่จวินตายไปสามสิบปี ก็มีคนเอาเพลงมาทำใหม่เพื่อระลึกถึงเติ้งลี่จวิน ที่ระลึกถึงซูตงปอเมื่อแปดร้อยปีก่อน เป็น Propaganda ชั้นสูงมาก 

ลองมองจีนในมุมใหม่ หลายคนเหยียดจีนว่าเคยด้อย เพราะคนรุ่นผมเหยียดให้คุณดู จริงๆ แล้วจีนน่ากลัวมาก ปรัชญาจีนสอนให้ขยัน เข้มแข็ง อดทนมาก ดูอย่าง HUAWEI ไม่เสนอตัวมากแต่กลับรุกไปทั้งโลก พลังงานมาจากรากวัฒนธรรม อะไรที่ดีก็พัฒนา 

กำแพงเมืองจีนสองพันห้าร้อยปี ไปทีไรก็ซ่อมทุกที ปูนเขาทำจากข้าวเหนียวผสมปูนขาวแบบโบราณ อิฐก็เผาอย่างเดิม บูรณะด้วยความเข้าใจตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่าสองพันปีเป็นแบบเดิมมาตลอด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

13 ไชน่าทาวน์ซบเซา

ปัจจุบันเมื่อมองดูแล้ว ผมคิดว่าเยาวราชไม่มีอนาคต เพราะไม่มี Master Plan ทุกคนเข้ามาครั้งแรกด้วยความตื่นเต้นกับความเป็นจีน แต่คุณจะกลับมาเยาวราชซ้ำๆ รึเปล่า ในเมื่ออาหารแทบไม่เหลือ วิถีชีวิตเปลี่ยนไป แล้ว COVID-19 นี่ยิ่งเห็นชัดว่าเราพึ่งคนต่างชาติล้วนๆ พอคนต่างชาติไม่อยู่ก็ซบเซา เศรษฐกิจไม่เคยติดลบขนาดนี้ ตอนนี้ความน่ากลัวสุดคือเราไม่มีแรง Take Off รอบๆ บ้านไม่เคยเห็นใครปิดร้าน ทุกวันนี้มีเกินสามสิบห้องที่ปิดตัว ติดป้ายขาย เช่า หรือปิดไว้เฉยๆ ช่วง COVID-19 นี้มันทำลายเราอย่างคาดไม่ถึง บางบ้านลูกเรียนจบมาไม่อยากช่วยงานที่บ้าน พ่ออายุเลยวัยเกษียณ ทำต่อไม่ไหวก็เลิก กับอีกอย่างคือร้านเช่า ค่าเช่าร้านที่สำเพ็งแสนกว่าบาท ตอนนี้เงียบก็ปิดบ้านกันหมด

ถ้าไม่ชัด ให้ดูศาลเจ้า โรงเจ โรงงิ้ว ทุกปีช่วงนี้งิ้วเยอะมาก ปีที่แล้วสั่งห้ามเพราะมี COVID-19 มาห้ามอีกทีตอนปลายปี หลังๆ มานี้ศาลเจ้าก็รายได้น้อยอยู่แล้ว ต้องมาจ่ายค่าอะไรมากมาย จังหวะแบบนี้คณะเล็กๆ ก็เลิกไปเลย จะกลับมาใหม่มั้ยไม่รู้ หลังจากช่วงนี้ความเปลี่ยนแปลงใหม่จะเข้ามาอีกระลอก 

ถ้าคุณมาเยาวราช มาทำอะไร มากินใช่ไหม สรุปขายอาหารสตรีทฟู้ด จะถูกหรือผิดกฎหมาย พื้นที่จากไฟแดงเฉลิมบุรีถึงไฟแดงราชวงศ์ ความยาวหกร้อยเมตร พื้นที่ขายอาหารมีแค่ประมาณสี่ร้อยเมตร สองข้างไปกลับรวมเป็นแปดร้อยเมตร สตรีทฟู้ดที่เป็นหน้าตาของประเทศไทยมีแค่นี้เหรอ 

พอคุณมาถึงก็เลือกต่อคิวร้านที่มีแถวยาว แล้วรสชาตินั้นคุ้มค่ากับการรอคอยรึเปล่า หรือเป็นรสชาติสะกดจิตหมู่ มองหน้ากันแล้วบอกว่าอร่อยนะๆ เพราะต้องรอนาน แล้วอาหารที่ดังๆ นี่เกี่ยวข้องกับเยาวราชไหม ถ้ารสชาติดีจริง ไปเปิดที่อื่นก็ได้ เยาวราชไม่สำคัญ กินที่ไหนก็ได้ 

แล้วป้ายไฟเยาวราชควรเป็นแบบไหน ผมไปกวางเจา ไฟไม่เหมือนกันสักปี ปีแรกๆ ติดไฟริมน้ำเต็มเลย ปีต่อมาเห่อโปรเจกเตอร์ อีกปีเห่อไฟเส้นๆ แบบ LED โชว์กันใหญ่ ไปอีกปีเป็นโอลิมปิก รื้อทิ้งหมดแล้วติดไฟนวลๆ ผู้ดีมาก 

แล้วบ้านเราจะเอาแบบไหน ไฟเยาวราชของคุณเป็นตู้ไฟฟลูออเรสเซนต์รึเปล่า สำหรับผมเป็นไฟนีออนกะพริบได้ คลาสสิก แต่ตอนนี้เป็นไฟวิ่งๆ เราจะเลือกแบบไหนกัน ผมรับได้หมด แต่ต้องมีมาสเตอร์แพลน ถ้าวันหนึ่งบอกว่าป้ายไฟยื่นออกมาผิดกฎหมาย ให้เอาออกไปหมด แบบนี้เยาวราชยังเป็นเยาวราชไหม ตกลงอะไรคือเยาวราช อะไรคืออัตลักษณ์ของเยาวราช 

ความสวยงามน่าสนใจของเยาวราชแบบที่ผมชอบ ผมก็พยายามเก็บไว้และสะท้อนมันออกมา ตอนเราทำ ‘Walk with The Cloud 19 : หอมกลิ่นกรุงเทพ’ กัน สามเดือนต่อมาตั้งกวงคี่เฮียงโดนไล่ที่เลย ร้านกุนเชียงต้องย้ายไปอยู่ในซอย ร้านขายยาจีนก็กลายเป็นร้านกระเพาะปลา แต่ร้านขายเครื่องเทศที่ทรงวาดกลับรุ่งเรือง เขาก็ดีใจที่คนเห็นความสำคัญ เราก็อยากทำต่อยอด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

14 เยาวราชในฝัน

ตอนนี้ผมอยากทำเรื่อง Golden Hours มาเยาวราชช่วงไหนควรกินอะไร ช่วงพีกที่สุดแต่ละปีคือสองสัปดาห์หลังตรุษจีน คนเยอะ อารมณ์สนุกสนาน คนเห่อสีแดง แต่งตัวมาไหว้พระแก้ปีชงทั้งบ้าน และกินอาหารตามฤดูกาล มีผักผลไม้ออกช่วงไหนก็กินตามช่วงนั้น

ความฝันผมคืออยากได้ลานประลองแบบดราก้อนบอล มีสเปซให้จัดงานวีกละครั้ง วีกนี้แข่งหมูแผ่น วีกนี้แข่งอาหารสูตรอาม่า ให้เกิดการแข่งขันจะได้สนุกขึ้น 

ส่วนร้านรวงต่างๆ ใช้ภาษาจีนแบบตัวย่อ แต่คนสิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง มาเที่ยวชมมากมาย ซื้อหมูแผ่นหมูหยองกันเป็นปี๊บๆ กลับบ้าน น่าทำภาษาจีนตัวเต็มให้เขามั่ง ทำป้ายทำซองสองภาษา ใช้ฟอนต์สวยๆ ก็ได้ 

ถ้าจะรีโนเวต ขอเถอะ อย่าเอาไม้มะม่วงถูกๆ มาทำโต๊ะแล้วบอกว่าเป็นร้านกาแฟโบราณ ร้านกาแฟดีๆ เขาใช้โต๊ะหินอ่อน เพราะเป็นบ้านเดียวที่มีทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ อย่างร้านเอ็กเต็งผู่กี่ เป็นร้านกาแฟเก่า น่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก้าอี้ มีเก้าอี้ทุกยุค เก้าอี้พับ เก้าอี้ไม้ เก้าอี้สังกะสี ทำแล้วเก้าอี้มันจะพูดแทนคุณเอง สตอรี่มันได้ 

พูดแล้วผมก็น่าทำพิพิธภัณฑ์เชือกมั่ง

15 แซยิด

ถ้าคิดแบบจีนโบราณ อายุหกสิบจัดแซยิดได้ วันนี้ต้องมีเหลนแล้ว เพราะคนจีนสมัยก่อนอายุสิบห้าก็แต่งงานได้ อายุสิบหกสิบเจ็ดต้องมีลูก ชีวิตที่สมบูรณ์ของคนจีนโบราณต้องมีลูกสาวลูกชาย ลูกทุกคนต้องไม่เสียชีวิต ต้องดูแลให้ลูกทุกคนออกเรือน มีหลานนอกและหลานใน นี่คือกติกาชีวิตที่ต้องวางแผนตั้งแต่แรก 

เมื่อคืนกลับไปนอนคิด เพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ตอนเรียนพาณิชย์ลาออกไปแต่งงานตอนอายุสิบเก้า วันนี้เขาจะหกสิบ มีทุกอย่างแบบที่เล่าไปแล้ว ชีวิตเขาสมบูรณ์ แต่ชีวิตผมไม่ได้หวังอย่างนั้น 

โลกมันเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ลูกหลานไม่ต้องเยอะ เราประเมินตัวเองว่าพอใจกับชีวิตไหม ตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา เราค่อนข้างพอใจ สิ่งที่เราอยากทำก็ได้ทำ หน้าที่ที่เราไม่อยากทำก็ได้ทำ ผลที่ออกมาเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย แบบนี้เราชอบ เราดีใจ อาอี๊อากู๋ชอบพูดว่าถ้าแม่อยู่ แม่คงดีใจที่มึงเอาสิ่งที่แม่สอนมาสอนคนอื่นต่อ ทั้งยังเก็บรักษาและค้นที่มาได้ อย่างการค้นที่มาของสำเพ็ง จะทำไปเรื่อยๆ แล้วลงลึกไปเรื่อยๆ นะครับ

เรื่องงานที่บ้าน จะค่อยๆ หยุด ให้คนอื่นมาทำแทนในแบบของเขา หกสิบปีที่ผ่านมา เราพอใจแล้ว เราใช้ชีวิตมีทุกข์สุขแบบนี้ ความรู้สึกต่อตัวเองเป็นแบบนี้ เราคุ้มแล้ว หลังจากหกสิบ เป็นกำไรชีวิตหมดแล้ว จะทำอะไรก็ได้

ก่อนหน้านี้มีกรอบในตัวเอง ตอนนี้คงมีอิสระมากขึ้น เทความคิดออกไปได้มากกว่าเดิม ไม่กลัวแล้ว วันนี้คิดแบบนี้ 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

ขอบคุณสถานที่ 

ร้านเยาวราชฮั้งเฮงหลี

วัดบำเพ็ญจีนพรต

ร้าน Double Dogs Tea Room

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load