10 กุมภาพันธ์ 2564
55 K

อาเจ็กสมชัย กวางทองพานิชย์ รู้จักทุกตารางเมตรของเยาวราช 

ตลอดการสนทนาและการพาเดินเที่ยวชมเยาวราช เถ้าแก่เนี้ยร้านอาหาร เจ้าของร้านน้ำชา คนดูแลศาลเจ้า และพนักงานธนาคาร ค้อมศีรษะทักทายต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นทุกย่างก้าว

แม้ไชน่าทาวน์คืออาณาจักรของเขา อย่าเพิ่งเข้าใจผิด อาเจ็กไม่ใช่เจ้าพ่อ

อาชีพหลักของสมชัย กวางทองพานิชย์ คือพ่อค้าเชือกที่อยู่เยาวราชมาทั้งชีวิต

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

แต่งานรองอันเป็นงานที่เขาทุ่มเทสุดหัวใจ คือนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ศึกษาเรื่องราวของเยาวราชทุกมิติ ตั้งแต่อาหารการกิน ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ประเพณีและวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นนักกิจกรรมผู้กระตือรือร้น และอาจารย์พิเศษด้านเยาวราช 

ตรุษจีนปีนี้ อาเจ็กอายุใกล้ 60 ปี จึงขอชวนคนอ่านมาทำความรู้จักความเป็นมาเป็นไปของเยาวราชและไชน่าทาวน์ที่มีชีวิตผ่านลมหายใจของชายจีนโพ้นทะเล ผู้เคยเกลียดสายเลือดจีน ตั้งคำถามกับประเพณีจีน และค้นพบคำตอบของความเป็นจีนที่นี่

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

01 เด็กสำเพ็ง

บ้านผมอยู่ในสำเพ็ง ไม่เคยย้ายไปไหนเลย ตอนที่มาทำเรื่องเยาวราชก็คิดว่านี่คือคาแรกเตอร์ของเราที่ต้องเก็บไว้ เราคือสำเพ็งตัวเป็นๆ เป็นเจ๊กโดยสมบูรณ์ จบโรงเรียนจีน เรียนจีนตั้งแต่อนุบาลถึงมอสาม นี่คือวิถีชีวิตของเรา ตัวตนของเรา 

ผมขายเชือกมาหกสิบกว่าปี ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ ก่อนพ่อมาเมืองไทย อากงทำเชือกอยู่แล้ว รับซื้อปอจากคนที่ปลูกมาตีเกลียวเชือกขายที่อยุธยา สมัยก่อนไม่มีเชือกพลาสติก เป็นใยธรรมชาติหมด ความรู้มาจากคนจีนที่มาอยู่ตลาดพลู แล้วเขาไปจ้างคนอยุธยาทำ ความรู้เลยไปถึงอยุธยา 

พอพ่อมาเมืองไทยก็เอาเชือกมาล่องเรือขาย ต่อมาลูกค้าไม่มีเงินจ่าย เขาเลยจ่ายเป็นบ้านที่สำเพ็งแทน ผมกลายเป็นลูกคนแรกที่เกิดในกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนอยุธยา 

02 เป็นจีนมันน่าอาย

คนจีนสิงคโปร์ก็เป็นคนจีน คนจีนอเมริกาก็เป็นคนจีน แต่คนจีนไทยบอกว่าตัวเองเป็นไทย 

กระบวนการนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ ความเป็นจีนถูกทำลายมาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2463 รัฐบาลค่อยๆ ลดบทบาทศาลเจ้า แล้วก็เปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่ทั้งหมด กระทรวงมหาดไทยบังคับให้ศาลเจ้าขึ้นกับกรมการปกครอง ถ้าขึ้นทะเบียนเป็นวัด เข้ากรมการศาสนา ที่ดินทั้งหมดต้องอยู่ใต้การดูแลของกรมการศาสนา แต่ถ้าเข้าสังกัดกรมการปกครอง ศาลเจ้ายังได้สิทธิ์ในการบริหารพื้นที่ ศาลเจ้าจึงเลือกเข้าสังกัดกรมการปกครอง กระทั่งศาลเจ้าโจวซือกงที่ตลาดน้อยก็เคยเป็นวัด ตอนหลังกลายเป็นศาลเจ้า 

ช่วงผมเด็กๆ การเป็นคนจีนมันน่าอาย จีนเป็นคอมมิวนิสต์ จีนขากถุย จีนทุเรศ แต่ยุคนี้ไม่ใช่ จีนดูยิ่งใหญ่สวยงาม การเป็นจีนเป็นเรื่องเท่ 

สามสิบปีที่แล้วผมนั่งเขียนภาษาจีนอยู่ที่บ้าน เพื่อนมาเห็นถามว่า “มึงยังใช้ภาษาจีนอยู่อีกเหรอ” สิบปีต่อมา เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน คนมาหาบอกว่า “เฮียใช้ภาษาจีนเป็นด้วยเหรอ โคตรเก่งเลย” 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

03 เยาวชนเยาวราช

คนชอบพูดว่าอดีตดีกว่า อยากกลับไปอย่างเดิม ใครอยากกลับก็กลับ กูไม่เคยอยากกลับไปอย่างเดิม กูอยากให้มันไปข้างหน้า แค่รู้ว่าแต่เดิมเป็นมายังไง ผมเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อเดินไปข้างหน้า ถึงนี่ไม่ใช่เยาวราชไม่ใช่ของกู แต่ให้กลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้หรอก ลืมเรื่องนี้ไปซะ

ผมมองว่าเยาวราชผ่านจุดพีกมาแล้ว เยาวราชของผมคล้ายในหนังฝรั่งเศสเรื่อง Panic in Bangkok (1964) ตอนนั้นหนัง เจมส์ บอนด์ ดังมาก ฝรั่งเศสก็มีหนังสายลับ OSS 117 ตอนนั้นถ่ายที่ประเทศไทยในช่วงตรุษจีนพอดี เยาวราชตอนนั้นไฟสวยที่สุดในชีวิตผม อลังการมาก กลางคืนคนเดินเยอะแยะ ถนนติดโคมสว่าง แขวนตะเกียงเจ้าพายุอัดแก๊ส ความบันเทิงก็มีมาก เยาวราชมีโรงหนังสิบกว่าโรง แอร์เย็นฉ่ำออกมาข้างนอก ตอนเย็นๆ กินข้าวเสร็จผมก็มาเดินเล่น ดูหนังสามเรื่อง ฉายวันนี้ โปรแกรมหน้า แล้วก็เร็วๆ นี้ เดินวนไปรอบหนึ่งแล้วค่อยกลับบ้าน 

ของไฮเทคอะไรใหม่ๆ เข้ามาเมืองไทย ก็มาที่เยาวราช ทีวีสีมีครั้งแรก ร้านขายทีวีริมถนนเอามาเปิดให้ดู คนยืนมุงดูข้างถนนมากกว่าโรงหนัง เพราะช่องเจ็ดสีมีสีจริงๆ ไม่ใช่ขาวดำ 

วิดีโอมาครั้งแรก คนก็มุงแบบเดียวกัน มีระบบเบต้าแม็กซ์ตัวละเจ็ดหมื่น กับ VHS ตัวละสี่หมื่นกว่า คนที่หนีมาจากฮ่องกงเอามาขายสามหมื่นกว่า แถมงิ้วคลาสสิกสามเรื่อง และคนก็จองซื้อเพราะงิ้วสามเรื่องนี้ แม่ผมเป็นคนไม่ใช้เงิน แกเป็นคนระวังมาก แต่ชอบงิ้ว ถึงบ้านเราไม่มีอะไร ต้องมีเครื่องเล่นเทปเพราะแม่จะฟังงิ้ว พอวิดีโอมา เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย เปิดงิ้วแล้วญาติก็มาดู ต้องเปิดวนทั้งวันเหมือนโรงหนัง ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมาทั้งวัน ต้องชงชาเลี้ยงแขกทั้งวัน สำหรับเด็กตอนนั้น น่าอายมาก

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

04 เบื่อระบบครอบครัวจีน

ผมไม่ชอบระบบครอบครัวจีน เป็นลูกชายคนเล็กที่สนิทกับแม่ แต่เบื่อระบบผู้ใหญ่ ลูกจะเข้าเรียนที่ไหนต้องโทรไปถามญาติ อาซิ้มไม่แน่ใจต้องถามอาอึ้ม อาอึ้มไม่แน่ใจต้องถามเหล่าเจ็กอีกที เราเบื่อชีวิตแบบนี้ พอถึงรุ่นผม ผมก็ทำลายโครงสร้างนี้ทิ้ง ถ้าถามว่าความเป็นจีนหายไปไหน ช่วงนี้ล่ะ 

เราเบื่อญาติเมืองจีนด้วย ไปเยี่ยมเขาต้องแบกข้าวของไป เสื้อผ้าก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี กลับมาตัวเปล่าเพราะเขาขอไปเกลี้ยง เวลาผ่านไปพอจีนเริ่มเปิดประเทศ ญาติเริ่มมีฐานะ อยากมาเยี่ยมเราบ้าง ส่วนหนึ่งก็ขอเข้ามาแอบทำงาน เขาคิดว่ามาขุดทอง พอมาถึงเราก็รำคาญ เป็นจุดแตกหักว่าเราไม่เอาแล้ว ญาติเมืองไทยก็เบื่อจะแย่ ยังมีญาติเมืองจีนอีก เราก็เลยอยู่กับเพื่อน ไม่คุยกับญาติ ทำอะไรก็คิดเอง ชื่อก็ตั้งเอง งานก็ทำเอง 

ทุกยุคโครงสร้างเปลี่ยนหมด แต่ยุคผมเป็นยุคที่มีปัจจัยเอื้อหลายอย่าง จากตอนที่เกิดมารอบข้างพูดแต้จิ๋วกันหมด ความเป็นจีนถูกทำลายโดยระบบรัฐ ความเป็นอเมริกันที่เรารับเข้ามา โครงสร้างความคิดเราก็เปลี่ยนไป ลูกเราก็เป็นอีกแบบ ลูกผมจบดุริยางค์ ลูกข้างบ้านจบการแสดง มันไม่เคยเกิดขึ้นในรุ่นเรา เพราะตอนนั้นเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ดังนั้นลูกเราทำอะไรก็ได้ นี่คือสิ่งที่แลกมา 

05 ไม่เอาแล้วเมืองจีน

ตอนไปเมืองจีนครั้งแรก ก่อนกลับไทยประกาศกับแม่ว่า ชาตินี้จะไม่กลับมาเหยียบอีกแล้ว พูดแบบนี้จริงๆ ไม่ไหวแล้ว ห้องน้ำก็ลำบาก หลังจากนั้นกลับต้องพาแม่กลับไปอีกครั้งสองครั้ง ทุกวันนี้เชื่อไหม บางวันนั่งอยู่เมืองไทยกลับนึกถึง เหมือน Motherland ทั้งที่เราไม่ได้เกิดที่นั่น 

มีคำกล่าวว่า กินข้าวไทย เป็นผีไทย กินน้ำไทย เป็นผีไทย คือไปอยู่ที่ไหนก็ไปเป็นคนที่นั่น ตายที่นั่น แต่เรากลับรู้สึกนึกถึงเมืองจีน เวลาไปเมืองจีน กินอาหารจานนี้แล้วรู้ว่าอาม่าต้องชอบ หอยดองนี้แม่ชอบกิน

กลับไปตามหาญาติที่เมืองจีน เดินเข้าไปในห้องใหญ่ๆ ก็รู้ได้ว่าใครคือญาติ อาจเป็นเพราะความละม้าย มองหน้าแล้วรู้ว่าใช่ หน้าตาแบบนี้แยกออก เพื่อนคนหนึ่งไปหาญาติที่เมืองจีนทั้งที่พ่อแม่ตายหมด ต้องสืบหาอาเจ็กอาแปะ ก่อนไปบ่นว่าจะไปเหมือนกันได้ยังไง กูหน้าไทย ตัวดำ ผอมเกร็ง ไว้หนวด พอไปถึงหมู่บ้าน เจอคนหน้าเหมือนตัวเองครึ่งหนึ่ง ไว้หนวดอีกต่างหาก

ถ้าหาญาติไม่พบนะครับ ให้ไปหาแผ่นหินที่ฮวงซุ้ย มันเขียนชื่อหมู่บ้านกับเมืองไว้ ให้ไปตามนี้ ถ้าหาไม่เจอก็เสิร์ช Google Earth

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

06 กินจีน

การกินเป็นความสุขชนิดเดียวที่คนจีนยอมจ่าย ชีวิตที่เมืองไทยอยู่บ้านโกโรโกโสได้ อยู่บ้านเดียวกันสิบยี่สิบคนได้ อยู่บ้านกินไข่กินไชโป๊วได้ แต่ถ้าเราออกมาใช้เงินกินข้าวนอกบ้านเมื่อไหร่ เราต้องกินดี ของไม่สด ไม่สวย ต้องเปลี่ยน เอากลับไปทำใหม่ ทำให้อาหารภัตตาคารต้องมีมาตรฐาน ไม่มีหยวนๆ เยาวราชรุ่งเรืองได้เพราะมีซอยเล็กซอยน้อยเป็นแบ็กอัปช่วย หูฉลามในเยาวราช เขาซื้อหม้อซื้อชามที่แปลงนาม อาหารดีเพราะใกล้ตลาดสด สมัยก่อนตีสามส่งปลา ตีห้าภัตตาคารมาซื้อของ 

ตอนสามสิบกว่าๆ มีตังค์ใหม่ๆ มากินอาหารในเยาวราชกับเพื่อน เป๋าฮื้อบางเป็นหมูแฮมใช้ไม่ได้ สั่งใหม่ หมูหันต้องกรอบ ไม่จิ้มซีอิ๊ว ต้องจิ้มน้ำตาลทราย หูฉลามไม่กินบวยเกา (ส่วนฝอยๆ) ต้องกินส่วนที่เป็นสามเหลี่ยม เรื่องเยอะ โต๊ะละหมื่น ไม่แพงเท่าไหร่หรอก กระแดะ (หัวเราะ) ตอนนี้ร้านอาหารในเยาวราช ผมกินอยู่สี่ร้าน นอกจากนี้ไม่กินเลย ใช้ไม่ได้

สมัยแม่ผมยังอยู่ จะพาแม่ไปกินกุ้งเผา ปลาเผา แม่บอก กูไม่กิน โชวซี่! แปลว่าหยาบ อาหารเผาคืออาหารหยาบ อาหารจีนแค่ลวกให้อุณหภูมิถูกต้องก็ยากแล้ว ร้านที่เก่งต้องคุมไฟ ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ไก่ต้มต้องไม่เกินร้อยองศาเซลเซียส ต้มกระดูกมาเลือดแดงๆ น้ำแกงต้องร้อน ตุ๋นต้องไฟต่ำ ผัดผักต้องได้กลิ่น ได้ความกรอบ เส้นหมี่ต้องผัดให้ไหม้กระทะนิดหนึ่ง ตอนนี้เยาวราชเหลืออยู่เจ้าสุดท้ายคือราดหน้าเจ๊อ้วน ร้านทั่วไปแค่ผสมสีเสร็จก็เสิร์ฟแล้ว ไม่ผัดนาน 

07 สี่สิบสิ้นสงสัย

จีนบอกว่าสี่สิบสิ้นสงสัย พอคุณอายุสี่สิบ ความสงสัยหลายอย่างในชีวิตจะหายไป เราประเมินได้ว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพราะเราทิ้งหลายอย่าง อะไรที่เราทิ้งไป มีสิ่งไหนที่เราอยากกลับมาฟื้นฟูไหม

ตอนช่วยแม่ไหว้เจ้า เถียงแม่ไม่ได้ ต้องทำตามแม่ทุกอย่าง เพราะเราเป็นลูกรักของแม่ ทิ้งแม่ไม่ได้ ลูกคนอื่นไม่มีใครทำ มีบ้านสี่ห้าบ้านก็ต้องไหว้เจ้าบ้านละสองที่ กลางคืนต้องไหว้เจ้าสิบกว่าที่ สองทุ่มต้องเอาถาดมาเรียงใส่ไก่ ใส่เป็ด ใส่หมู สิบกว่าชุด ถึงเวลาก็มูฟไปรอบๆ ถึงเที่ยงคืน ไม่มีใครมาช่วยเลย วุ่นวายฉิบหาย บ่นจนแม่บอกว่ากูตายเมื่อไหร่ มึงเลิกให้หมดเลยนะ 

สองปีต่อมาแม่ตายจริงๆ กะว่าจะทำให้เขาสามปี หลังจากนี้จะเลิก แต่ว่าต้องไปถอดรหัสก่อน เพราะแกตายกะทันหัน 

อย่างแรกที่รู้คือซาแซ พวกไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูต้ม ไหว้เสร็จแขวนทิ้งไว้ก็ไม่เน่า ยังมีเวลาทำอาหารได้หลายรูปแบบ อีกอย่างคือหาง่าย ลึกกว่านั้น สามตัวนี้คือปศุสัตว์พื้นฐาน มาค้นพบปีไข้หวัดนก ไม่มีไก่ยังมีหมู บางปีมีโรคกีบเท้าหมูหรือหมูแพง ก็กระจายความเสี่ยง กินอย่างอื่นที่ทำให้เราอยู่รอด ดังนั้นเราค้นพบว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่เป็ด ไก่ หมู ซาแซคือสัตว์กีบเท้า หมู แพะ วัว ควาย สัตว์ปีก เป็ด ไก่ ห่าน และสัตว์เกล็ดสัตว์เกราะ ปู ปลา กุ้ง หอย เหมือนสามเหล่าทัพ ทัพบก อากาศ และเรือ

วิถีชีวิตตอนนี้ต้องกลับไปกินเป็ดต้มอีกไหม ในเมื่อซื้อร้านสะดวกซื้อก็ได้ ซื้อบอนชอนก็ได้ งั้นเอาออกได้ไหม ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แค่ทำให้คนกินกับคนทำสัมพันธ์กัน คนทำเยอะ คนกินต้องเยอะ ทั้งบ้านมีคนสองคน ต้องไหว้สี่ที่ จะซื้อไก่สี่ เป็ดสี่ หมูสี่ ทำไม เยอะกว่าจำนวนคนกินอีก จะยึดแบบเดิมเป๊ะๆ ทำไม เป็นไปไม่ได้

ตรุษจีนจะไม่ไหว้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเลิกเพราะเบื่อซาแซ ถามตัวเองใหม่ว่าไหว้ทำไม ตั้งสติใหม่ ไหว้เพื่อระลึกถึงใคร ระลึกถึงในมุมไหน ถ้าเขาชอบกินพิซซ่า ซื้อพิซซ่ามาไหว้ก็ได้ แต่ผมบอกลูกแล้วว่าชอบไก่ต้ม เพราะชอบ Variation  ของน้ำจิ้ม (หัวเราะ) 

และสุดท้าย เขาจะระลึกถึงใคร มันก็อยู่ที่เขา จะไหว้ไม่ไหว้ จะทำไม่ทำ ไม่มีอะไรผิดถูก 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

08 ไหว้พระไหว้เจ้า

ผมไม่ได้ชอบเก็บพิธีกรรม แต่ชอบพลวัตของมัน มาถึงวันนี้กติกาเปลี่ยนหมด ผมปรับเวลาไหว้เร็วขึ้นชั่วโมงหนึ่ง ใช้เวลาเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง ใครจะมาก็มา ไม่มาก็ไม่ต้อง กูจะเลิกตอนที่สะดวก ไม่รอ ปริมาณของไหว้ถ้าเยอะไปก็ตัดทิ้ง ใครบอกว่าต้องเก็บของเก่า ผมก็ไม่รู้หรอกที่ทำมันเก่าหรือเปล่า ปู่อาจจะตัดมาแล้ว แล้วพ่ออาจจะตัดมาอีกที 

เราไหว้บรรพบุรุษเพราะนึกถึงคนที่ตายไปแล้ว แต่วันนี้เขาไม่ตายนะ ไม่งั้นคุณจะเตรียมช้อนเตรียมเก้าอี้ทำไม ก็เขาอยู่กับคุณ นั่งกินข้าวกับคุณไง 

พอถึงวัยนี้ไม่มีใครกล้ามาด่าเราแล้ว ถ้าเราทำอะไรโง่ๆ งานนี้ก็จะทำให้ผมได้ประเมินตน ทำ Annual Report กับแม่ตลอดว่าปีนี้เป็นยังไงบ้าง พี่น้องเป็นยังไง ลูกหลานเป็นยังไง เหมือนพูดคนเดียว แต่เราได้ประมวลว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง

เหมือนตอนไหว้พระ จริงๆ ผมค้นพบว่ามันคือการเรียง Priority ในชีวิตว่าเรากำลังกลุ้มใจเรื่องอะไร มีอยู่ปีหนึ่งพ่อเข้าโรงพยาบาล ลูกไม่สบาย ลูกหนี้กำลังจะหนี ของสั่งไม่ได้ มีห้าหกเรื่อง ก็ต้องเข้ากระบวนการไหว้ ช่วยพ่อลูกด้วย ช่วยลูกลูกด้วย ช่วยลูกค้าด้วย ช่วยของที่จะมาด้วย

วันรุ่งขึ้นเริ่มเรียงใหม่ ลูกค้าเอาไว้ทีหลัง ผ่านไปอีกวัน ลูกป่วยหนักขึ้น ช่วยลูกก่อนช่วยพ่อ พอเรียงลำดับได้ก็เริ่มแก้ปัญหาได้ สติเริ่มคืนมา พาลูกไปหาหมอ พาพ่อไปหาหมอ ส่งคนไปทวงเงิน ส่งคนไปดูเรื่องชิปปิ้งของ ประเมินความเสียหายออกมา ถ้ามีเกินห้าเรื่องพระจะช่วยได้ แก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก่อน ผ่านไปได้ก็รู้ว่าสติกับสมาธิต้องอยู่ตรงนี้ ไม่งั้นก็ทำอะไรไม่เป็น ผมเลยให้ความสำคัญกับการไหว้ แต่ไม่ใช่การจุดธูปนะครับ 

ธูปคืออะไร เรากำลังถามหาอะไร ธูปคือการบูชาแบบหนึ่ง เราบูชาเทพเจ้าด้วยกลิ่นหอม งั้นใช้ดอกไม้ก็ได้ น้ำก็ได้ วันก่อนข้างบ้านเป็นร้านขายเหล็ก เขาถามว่า เฮีย ผมตั้งชั้นพระใหม่ มีกระถางธูปสามกระถางจะเรียงแบบไหน หรือจะใช้กระถางเดียวดี บูชาเจ้าแม่กวนอิม ท้าวเวสสุวรรณ และอาจารย์

ผมตอบไปเลย ถ้ากูพูดตรงๆ มึงไม่โกรธกูได้ไหม เอาออกไปให้หมดเลย ห้องคูหาเดียวเล็กแค่นี้ แถมมีลูกอีกคน อุตส่าห์ซื้อเครื่องกรองอากาศเครื่องเบ้อเริ่มเพราะกลัวฝุ่นควัน แล้วมาจุดธูปทำไม ทำไมต้องบูชาด้วยระบบเดียว บูชาด้วยสิ่งที่ดีแบบอื่นเจ้าก็รับเหมือนกัน เข้าใจแก่นของมันก่อน เรื่องนี้อยู่ที่ตัวเราไม่ใช่คนอื่น สุดท้ายเขาบูชาด้วยน้ำมันกฤษณาที่เคยขายอยู่แล้ว 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

09 ปฏิทินจีน

จีนคิดปฏิทินจากการคำนวณเงาแดด และค้นพบวันสี่วัน คือวันที่เงาแดดของไม้สั้นที่สุด ยาวที่สุด และวันที่เงาไม้ยาวเท่ากันสองครั้งต่อปี คือวัน Equinox ที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ระบบปฏิทินนี้คิดค้นมาหลายพันปีว่าอากาศแต่ละช่วงเป็นยังไง แล้วจึงกำหนดเทศกาลจีนหลักแปดเทศกาล 

วันปีใหม่จีนโบราณ 21 หรือ 22 ธันวาคม เป็นวัน Winter Solstice หรือวันกินขนมบัวลอย (冬至) กลางวันสั้นที่สุด กลางคืนยาวที่สุด ทุกคนต้องกลับมาเจอหน้ากัน สามเดือนถัดมา 21 หรือ 22 มีนา เป็นวันชุงฮุง (春分) คือ Equinox ตั้งแต่วันนี้ถึงวันเชงเม้ง 4 – 5 เมษายน ไปไหว้บรรพบุรุษได้ แต่ห้ามไหว้หลังจากนี้

10 ปีชง

ปีชงมาจากแผนภูมิสวรรค์กานจือ 干支 (gānzhī) นับตัวเลขจีนเป็นเทียนกาน, ตี้จือ 天干 (tiāngān) 地支 (dìzhī) หรือกิ่งฟ้าก้านดิน กิ่งฟ้ามีสิบตัว ก้านดินมีสิบสองตัว แบ่งตัวเลขบนล่างมาชนกัน วนจนครบรอบจะมีหกสิบตัว เป็นชื่อปีต่างๆ กัน ในหกสิบปีนี้ แต่ละคนจะมีปีเกิดไม่ซ้ำกัน เป็นตัวกำกับดวงชะตาของเรา และเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ก็ใส่เทพเจ้ากำกับหกสิบองค์ อย่างผมเกิดปีขาล ปีหน้าเป็นปีขาล ไท้ส่วยเอี๊ยะปีนี้จึงเป็นองค์สุดท้ายที่ผมไม่เคยเจอ

อย่าไปหลงประเด็นกับเทพหกสิบองค์ ไม่แก้ชงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำต้องรู้จริง ผมไม่ชอบพวกหมอดูที่สอนให้แก้ปีชงก่อนตรุษจีน แต่ยังไม่รู้เลยว่าจริงๆ ปีชงเริ่มวันไหน คุณต้องเข้าใจหลักของสิ่งหนึ่งก่อน ถึงจะเข้าใจเรื่องต่อๆ ไป 

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564) เป็นวันลิบชุง คือวันขึ้นต้นฤดูใบไม้ผลิ และเป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร จะแก้ปีชงต้องมาทำวันนี้เป็นต้นไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่คนไทยใช้บอกว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์คือวันลิบชุง แต่ปฏิทินจีนทั้งโลกบอกว่าเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เมื่อคืนมีคนมาเถียงกับผมกันเต็มว่าวันไหนคือวันลิบชุงกันแน่ สนุกมาก ผมดีใจมาก เพราะปีก่อนๆ ไม่มีใครค้านเลย แต่เดี๋ยวนี้มีเด็กๆ มาบอกว่าคลาดเคลื่อนรึเปล่าอาเจ็ก ผิดครั้งนี้ผมจึงชอบมาก ทำงานมานานเข้า เราค้นพบความจริงว่าการสร้างคำตอบไม่ใช่คำตอบ เราต้องสร้างคำถามให้คนเถียงกันต่อ 

การนับเดือนจีนแบบจันทรคติคลาดเคลื่อนได้เยอะ เพราะถ้านับตามดวงจันทร์ ปีหนึ่งมีแค่ 354 วัน เดือนใหญ่มีสามสิบวัน เดือนเล็กมียี่สิบเก้าวัน ผ่านไปสามปี วันหายไปสิบเอ็ดวัน คนจีนจะเติมเดือนอธิกมาสเข้าไป คำนวณโดยใช้สุริยคติมาเป็นตัวช่วย

ถ้าถามผม เราควรใช้ความเป็นสากล ทำให้ระบบเราสอดคล้องกับทั้งโลก เช็กกับโลกภายนอกด้วยว่าเขาใช้กันยังไง

11 จีนแช่แข็ง

คนฮ่องกงมาเยาวราช เพราะบอกว่าเหมือนฮ่องกงยุค 70 เหตุที่ละม้ายเพราะเราเป็นจีนที่โดนฟรีซเอาไว้ วัฒนธรรมจีนในไทยคือจีนเมื่อหกสิบ เจ็ดสิบปีก่อน กลับไปเมืองจีนต้องไปตามหาตามหมู่บ้าน เพราะเมืองใหญ่ๆ โตไปหมดแล้ว แต่จีนในไทยยังมีเพลงประจำถนนคือ เติ้งลี่จวิน (Terasa Teng) เปิดอยู่สามเพลง แต่เมืองจีนผ่านยุค เถียนมีมี่ ไปนานแล้ว 

อนุรักษ์กับฟรีซไว้ต่างกันมาก น่าเสียดาย อะไรที่คลาสสิก เราทำลายทิ้งหมด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

12 จีนก้าวหน้า 

สามคนเดินมา คนหนึ่งเป็นครูเราได้

การเรียนรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เป็นความรู้แบบหนึ่ง

เรียนรู้ความถูกต้องเพื่อทำตาม เรียนรู้ความผิดพลาดเพื่อแก้ไข 

สมัยก่อนถ้าพูดว่าขงจื๊อกล่าวแบบนี้ เชยมาก แต่คนจีนทำเป็นเพลงวัยรุ่นของวงบอยแบนด์ นำเสนอให้คนรุ่นใหม่ วัฒนธรรมคำสอนเก่า บทกวี อาขยานโบราณ เอามาใส่ทำนองให้เข้าใจง่าย แล้วไม่ได้ซี้ซั้วใส่ คัดมาแล้วว่าใครมีศักยภาพดึงดูดเด็ก เอาเพลงเก่ามาใส่ทำนองใหม่ เอาเพลงใหม่ไปใส่ทำนองโบราณด้วย ดึงคนรุ่นหนึ่งกับอีกรุ่นมาอยู่ในรุ่นเดียวกันได้ ขณะที่บ้านเราทิ้งทุกอย่างตามเจเนอเรชัน เขาพยายามเกี่ยวคนแต่ละยุคเข้าไว้ด้วยกัน แค่เอกชนทำเอง เจ๊งแน่ๆ ดูแล้วรู้เลยว่ารัฐบาลต้องอยู่เบื้องหลัง 

เพลงหนึ่งที่ผมชอบมากคือ 但願人長久 (Dan Yuan Ren Changjiu – Wishing We Last Forever) ของเติ้งลี่จวิน ไหว้พระจันทร์ทีไรจะเปิดเพลงนี้ ไม่ใช่ 月亮代表我的心 (Yuèliang Dàibiǎo Wǒ de Xīn – The moon represents my heart) เนื้อเพลงเป็นบทกวีโบราณที่ซูตงปอแต่งเมื่อแปดร้อยปีก่อน เอามาเรียบเรียงใส่ทำนองใหม่ มีอรรถาธิบายว่าซูตงปอเกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นกวีที่ถูกส่งไปอยู่ต่างแดน วันนั้นภรรยาเพิ่งเสียชีวิต ห่างไกลจากน้องชาย คืนวันไหว้พระจันทร์คิดถึงน้อง คิดถึงชีวิต จึงแต่งบทกวีนี้ขึ้นมา

เติ้งลี่จวินตายไปสามสิบปี ก็มีคนเอาเพลงมาทำใหม่เพื่อระลึกถึงเติ้งลี่จวิน ที่ระลึกถึงซูตงปอเมื่อแปดร้อยปีก่อน เป็น Propaganda ชั้นสูงมาก 

ลองมองจีนในมุมใหม่ หลายคนเหยียดจีนว่าเคยด้อย เพราะคนรุ่นผมเหยียดให้คุณดู จริงๆ แล้วจีนน่ากลัวมาก ปรัชญาจีนสอนให้ขยัน เข้มแข็ง อดทนมาก ดูอย่าง HUAWEI ไม่เสนอตัวมากแต่กลับรุกไปทั้งโลก พลังงานมาจากรากวัฒนธรรม อะไรที่ดีก็พัฒนา 

กำแพงเมืองจีนสองพันห้าร้อยปี ไปทีไรก็ซ่อมทุกที ปูนเขาทำจากข้าวเหนียวผสมปูนขาวแบบโบราณ อิฐก็เผาอย่างเดิม บูรณะด้วยความเข้าใจตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่าสองพันปีเป็นแบบเดิมมาตลอด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

13 ไชน่าทาวน์ซบเซา

ปัจจุบันเมื่อมองดูแล้ว ผมคิดว่าเยาวราชไม่มีอนาคต เพราะไม่มี Master Plan ทุกคนเข้ามาครั้งแรกด้วยความตื่นเต้นกับความเป็นจีน แต่คุณจะกลับมาเยาวราชซ้ำๆ รึเปล่า ในเมื่ออาหารแทบไม่เหลือ วิถีชีวิตเปลี่ยนไป แล้ว COVID-19 นี่ยิ่งเห็นชัดว่าเราพึ่งคนต่างชาติล้วนๆ พอคนต่างชาติไม่อยู่ก็ซบเซา เศรษฐกิจไม่เคยติดลบขนาดนี้ ตอนนี้ความน่ากลัวสุดคือเราไม่มีแรง Take Off รอบๆ บ้านไม่เคยเห็นใครปิดร้าน ทุกวันนี้มีเกินสามสิบห้องที่ปิดตัว ติดป้ายขาย เช่า หรือปิดไว้เฉยๆ ช่วง COVID-19 นี้มันทำลายเราอย่างคาดไม่ถึง บางบ้านลูกเรียนจบมาไม่อยากช่วยงานที่บ้าน พ่ออายุเลยวัยเกษียณ ทำต่อไม่ไหวก็เลิก กับอีกอย่างคือร้านเช่า ค่าเช่าร้านที่สำเพ็งแสนกว่าบาท ตอนนี้เงียบก็ปิดบ้านกันหมด

ถ้าไม่ชัด ให้ดูศาลเจ้า โรงเจ โรงงิ้ว ทุกปีช่วงนี้งิ้วเยอะมาก ปีที่แล้วสั่งห้ามเพราะมี COVID-19 มาห้ามอีกทีตอนปลายปี หลังๆ มานี้ศาลเจ้าก็รายได้น้อยอยู่แล้ว ต้องมาจ่ายค่าอะไรมากมาย จังหวะแบบนี้คณะเล็กๆ ก็เลิกไปเลย จะกลับมาใหม่มั้ยไม่รู้ หลังจากช่วงนี้ความเปลี่ยนแปลงใหม่จะเข้ามาอีกระลอก 

ถ้าคุณมาเยาวราช มาทำอะไร มากินใช่ไหม สรุปขายอาหารสตรีทฟู้ด จะถูกหรือผิดกฎหมาย พื้นที่จากไฟแดงเฉลิมบุรีถึงไฟแดงราชวงศ์ ความยาวหกร้อยเมตร พื้นที่ขายอาหารมีแค่ประมาณสี่ร้อยเมตร สองข้างไปกลับรวมเป็นแปดร้อยเมตร สตรีทฟู้ดที่เป็นหน้าตาของประเทศไทยมีแค่นี้เหรอ 

พอคุณมาถึงก็เลือกต่อคิวร้านที่มีแถวยาว แล้วรสชาตินั้นคุ้มค่ากับการรอคอยรึเปล่า หรือเป็นรสชาติสะกดจิตหมู่ มองหน้ากันแล้วบอกว่าอร่อยนะๆ เพราะต้องรอนาน แล้วอาหารที่ดังๆ นี่เกี่ยวข้องกับเยาวราชไหม ถ้ารสชาติดีจริง ไปเปิดที่อื่นก็ได้ เยาวราชไม่สำคัญ กินที่ไหนก็ได้ 

แล้วป้ายไฟเยาวราชควรเป็นแบบไหน ผมไปกวางเจา ไฟไม่เหมือนกันสักปี ปีแรกๆ ติดไฟริมน้ำเต็มเลย ปีต่อมาเห่อโปรเจกเตอร์ อีกปีเห่อไฟเส้นๆ แบบ LED โชว์กันใหญ่ ไปอีกปีเป็นโอลิมปิก รื้อทิ้งหมดแล้วติดไฟนวลๆ ผู้ดีมาก 

แล้วบ้านเราจะเอาแบบไหน ไฟเยาวราชของคุณเป็นตู้ไฟฟลูออเรสเซนต์รึเปล่า สำหรับผมเป็นไฟนีออนกะพริบได้ คลาสสิก แต่ตอนนี้เป็นไฟวิ่งๆ เราจะเลือกแบบไหนกัน ผมรับได้หมด แต่ต้องมีมาสเตอร์แพลน ถ้าวันหนึ่งบอกว่าป้ายไฟยื่นออกมาผิดกฎหมาย ให้เอาออกไปหมด แบบนี้เยาวราชยังเป็นเยาวราชไหม ตกลงอะไรคือเยาวราช อะไรคืออัตลักษณ์ของเยาวราช 

ความสวยงามน่าสนใจของเยาวราชแบบที่ผมชอบ ผมก็พยายามเก็บไว้และสะท้อนมันออกมา ตอนเราทำ ‘Walk with The Cloud 19 : หอมกลิ่นกรุงเทพ’ กัน สามเดือนต่อมาตั้งกวงคี่เฮียงโดนไล่ที่เลย ร้านกุนเชียงต้องย้ายไปอยู่ในซอย ร้านขายยาจีนก็กลายเป็นร้านกระเพาะปลา แต่ร้านขายเครื่องเทศที่ทรงวาดกลับรุ่งเรือง เขาก็ดีใจที่คนเห็นความสำคัญ เราก็อยากทำต่อยอด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

14 เยาวราชในฝัน

ตอนนี้ผมอยากทำเรื่อง Golden Hours มาเยาวราชช่วงไหนควรกินอะไร ช่วงพีกที่สุดแต่ละปีคือสองสัปดาห์หลังตรุษจีน คนเยอะ อารมณ์สนุกสนาน คนเห่อสีแดง แต่งตัวมาไหว้พระแก้ปีชงทั้งบ้าน และกินอาหารตามฤดูกาล มีผักผลไม้ออกช่วงไหนก็กินตามช่วงนั้น

ความฝันผมคืออยากได้ลานประลองแบบดราก้อนบอล มีสเปซให้จัดงานวีกละครั้ง วีกนี้แข่งหมูแผ่น วีกนี้แข่งอาหารสูตรอาม่า ให้เกิดการแข่งขันจะได้สนุกขึ้น 

ส่วนร้านรวงต่างๆ ใช้ภาษาจีนแบบตัวย่อ แต่คนสิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง มาเที่ยวชมมากมาย ซื้อหมูแผ่นหมูหยองกันเป็นปี๊บๆ กลับบ้าน น่าทำภาษาจีนตัวเต็มให้เขามั่ง ทำป้ายทำซองสองภาษา ใช้ฟอนต์สวยๆ ก็ได้ 

ถ้าจะรีโนเวต ขอเถอะ อย่าเอาไม้มะม่วงถูกๆ มาทำโต๊ะแล้วบอกว่าเป็นร้านกาแฟโบราณ ร้านกาแฟดีๆ เขาใช้โต๊ะหินอ่อน เพราะเป็นบ้านเดียวที่มีทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ อย่างร้านเอ็กเต็งผู่กี่ เป็นร้านกาแฟเก่า น่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก้าอี้ มีเก้าอี้ทุกยุค เก้าอี้พับ เก้าอี้ไม้ เก้าอี้สังกะสี ทำแล้วเก้าอี้มันจะพูดแทนคุณเอง สตอรี่มันได้ 

พูดแล้วผมก็น่าทำพิพิธภัณฑ์เชือกมั่ง

15 แซยิด

ถ้าคิดแบบจีนโบราณ อายุหกสิบจัดแซยิดได้ วันนี้ต้องมีเหลนแล้ว เพราะคนจีนสมัยก่อนอายุสิบห้าก็แต่งงานได้ อายุสิบหกสิบเจ็ดต้องมีลูก ชีวิตที่สมบูรณ์ของคนจีนโบราณต้องมีลูกสาวลูกชาย ลูกทุกคนต้องไม่เสียชีวิต ต้องดูแลให้ลูกทุกคนออกเรือน มีหลานนอกและหลานใน นี่คือกติกาชีวิตที่ต้องวางแผนตั้งแต่แรก 

เมื่อคืนกลับไปนอนคิด เพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ตอนเรียนพาณิชย์ลาออกไปแต่งงานตอนอายุสิบเก้า วันนี้เขาจะหกสิบ มีทุกอย่างแบบที่เล่าไปแล้ว ชีวิตเขาสมบูรณ์ แต่ชีวิตผมไม่ได้หวังอย่างนั้น 

โลกมันเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ลูกหลานไม่ต้องเยอะ เราประเมินตัวเองว่าพอใจกับชีวิตไหม ตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา เราค่อนข้างพอใจ สิ่งที่เราอยากทำก็ได้ทำ หน้าที่ที่เราไม่อยากทำก็ได้ทำ ผลที่ออกมาเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย แบบนี้เราชอบ เราดีใจ อาอี๊อากู๋ชอบพูดว่าถ้าแม่อยู่ แม่คงดีใจที่มึงเอาสิ่งที่แม่สอนมาสอนคนอื่นต่อ ทั้งยังเก็บรักษาและค้นที่มาได้ อย่างการค้นที่มาของสำเพ็ง จะทำไปเรื่อยๆ แล้วลงลึกไปเรื่อยๆ นะครับ

เรื่องงานที่บ้าน จะค่อยๆ หยุด ให้คนอื่นมาทำแทนในแบบของเขา หกสิบปีที่ผ่านมา เราพอใจแล้ว เราใช้ชีวิตมีทุกข์สุขแบบนี้ ความรู้สึกต่อตัวเองเป็นแบบนี้ เราคุ้มแล้ว หลังจากหกสิบ เป็นกำไรชีวิตหมดแล้ว จะทำอะไรก็ได้

ก่อนหน้านี้มีกรอบในตัวเอง ตอนนี้คงมีอิสระมากขึ้น เทความคิดออกไปได้มากกว่าเดิม ไม่กลัวแล้ว วันนี้คิดแบบนี้ 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

ขอบคุณสถานที่ 

ร้านเยาวราชฮั้งเฮงหลี

วัดบำเพ็ญจีนพรต

ร้าน Double Dogs Tea Room

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load