ในช่วงที่ COVID-19 ระบาดอย่างหนัก คำว่า Social Distancing หรือการมีระยะห่าง น่าจะเป็นพฤติกรรมและคำพูดติดปากคนทั่วโลกไปอีกนาน จนอาจจะเป็นพฤติกรรมใหม่ของมนุษย์ต่อไปในอนาคต ประมาณว่ายืนคุยกัน นั่งคุยกัน กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน อาจต้องมีระยะห่างเพื่อความปลอดภัย

ในความเป็นจริง เราคุ้นเคยกับระยะห่างในธรรมชาติมานานแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่ได้สังเกต

ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเดินป่าเป็นระยะทางไกลๆ กับเพื่อนหลายคน สังเกตว่าตอนแรกพวกเราจะเดินด้วยกันไปเงียบๆ สักพักหนึ่งแต่ละคนก็จะเดินทางทิ้งระยะห่างกัน จนไม่ได้เดินใกล้กันอีกต่อไป

เพราะแต่ละคนมีจังหวะก้าวเดินแตกต่างกัน มีระยะห่างกันโดยธรรมชาติของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเดินพร้อมเพรียงกัน แต่ไปถึงจุดมุ่งหมายเหมือนกัน

ธรรมชาติสอนให้รู้ว่า บางครั้งคนเราอยู่ใกล้กันมากอาจจะไม่ดี อยู่ไกลกันบ้างก็อาจจะดีกว่า

ในขณะเดียวกันมีบทวิจัยพบว่า แม้จะไม่มีโรคระบาดนี้ มนุษย์แต่ละชาติก็มีระยะห่างที่ไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาใกล้เกินไปอยู่แล้ว อาทิ คนอาร์เจนตินา ไม่ต้องการให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้เกินระยะ 76 เซนติเมตร ส่วนบรรดาเพื่อนสนิทเข้าใกล้ได้ในระยะ 39 เซนติเมตร 

คนเอเชียอาจจะมีระยะห่างใกล้กว่าคนอเมริกาใต้ ในขณะที่คนเมืองหนาวมีระยะห่างมากกว่าคนเมืองร้อน อันมีสาเหตุจากวัฒนธรรม ภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่เป็นตัวกำหนด

ระยะห่างของแต่ละคนจึงถือเป็นระยะที่ปลอดภัยด้วย เช่นเดียวกับสัตว์ป่าในธรรมชาติ

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสเดินป่า ตั้งใจไปถ่ายรูปช้างป่าในป่าใหญ่ รอเวลานานดักซุ่มตามโป่งในธรรมชาติ จนพบช้างป่าเดินออกมาหากินบริเวณนั้น 

ผมยืนถ่ายรูปในระยะห่างเกือบร้อยเมตร อันเป็นระยะห่างที่ปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝ่าย ช้างเดินหากินหญ้า มองไปรอบๆ และกินอาหารต่อไป แต่เมื่อผมชะล่าใจเดินเข้าไปใกล้ๆ หวังจะได้ภาพที่ดีขึ้น ช้างตัวใหญ่มีปฏิกิริยาเร็วมาก เมื่อรู้ว่าระยะห่างระหว่างผู้มาเยือนต่างสายพันธุ์เริ่มผิดปกติ ช้างกางหูขึ้นทันที เป็นการเตือนว่าอย่าเข้ามาใกล้กว่านี้ จนผมชะงักยอมถอยห่างออกมา

ความจริงแล้ว Social Distancing ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาเนิ่นนานในธรรมชาติ

การรักษาระยะห่างเป็นเรื่องของความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ และบางทีมิตรภาพในธรรมชาติอาจขาดสะบั้นลง หากระยะห่างถูกละเมิด 

ระยะห่างแบบนี้ บางท่านเรียกว่า ระยะแห่งการให้เกียรติ หรือระยะที่ได้รับการอนุญาต

ระยะห่างระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์นี้ บอกไม่ได้ว่าห่างกันเท่าไร เพราะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและภูมิหลังของสัตว์แต่ละชนิดด้วย

ในประเทศที่มีการล่าสัตว์มาก ระยะห่างระหว่างคนกับสัตว์ป่าอาจจะห่างกันมากกว่าในประเทศที่ไม่ค่อยมีการล่าสัตว์ เพราะสัตว์ป่าย่อมคุ้นชินกับอันตรายจากสัตว์แปลกหน้าแตกต่างกัน

ในประเทศอินเดียที่ไม่มีการล่านก นักดูนกเข้าใกล้นกได้มากกว่าการดูนกในประเทศลาวที่การล่านกเป็นเรื่องปกติ

ครั้งหนึ่งผมเคยถ่ายรูปนกกระเรียนในธรรมชาติ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ผมค่อยๆ แหวกพงหญ้าเคลื่อนเข้าไปใกล้นกกระเรียนกลางทุ่ง จนถึงระยะห่างที่ปลอดภัยสำหรับนก ที่ยังเดินหาหอยกินได้อย่างอิสระ แต่พอผมเคลื่อนไปข้างหน้าหลายก้าว นกกระเรียนก็เดินถอยห่างออกไปเช่นกัน และบางครั้งยังส่งเสียงร้องเตือนไม่ให้เข้าใกล้กว่านี้

ราวกับจะบอกผมว่า หากอยากรู้จักกัน เรียนรู้กัน ก็ควรมีระยะห่างเพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่ายนะ

การมีระยะห่างเพื่อความปลอดภัยของสัตว์ด้วยกันเองนั้น ยังพบเห็นได้ทั่วไปในธรรมชาติ อาทิ ม้าลาย ยืนระยะห่างและหาอาหารร่วมกับสิงโตได้ในพื้นที่เดียวกัน แต่หากสิงโตเข้ามาใกล้เกินไป ม้าลายรับรู้ถึงอันตรายได้ จะวิ่งหนีห่างออกไปอยู่ในระยะที่ปลอดภัยกว่า

ความจริงแล้ว Social Distancing ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาเนิ่นนานในธรรมชาติ
ภาพ : ทรงกลด บางยี่ขัน

ระยะห่างของสัตว์ ยังหมายรวมไปถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อโรคแบบที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันด้วย

ใน ค.ศ. 1966 เจน กูดดอลล์ (Jane Goodall) นักธรรมชาติวิทยาชื่อดังได้สำรวจพฤติกรรมของลิงชิมแปนซีในอุทยานแห่งชาติ ประเทศแทนซาเนีย สังเกตเห็นพฤติกรรมชิมแปนซีชื่อแม็กเกรเกอร์ ที่ติดเชื้อโปลิโอจากเชื้อไวรัส และบันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง In the Shadow of Man ค.ศ. 1971 ว่า 

“สมาชิกตัวอื่นในฝูงเริ่มทำร้ายและขับไล่แม็กเกรเกอร์ออกจากฝูง และเมื่อฝูงชิมแปนซีนั่งรวมกลุ่มเพื่อหาปรสิตบนตัวของกันและกันอยู่ใต้ต้นไม้ แม็กเกรเกอร์พยายามเข้าไปทักทายสมาชิกในฝูง แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างเฉยเมย ด้วยการไม่ทักทายและเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง”

การขับไล่ลิงที่ติดเชื้อโรค คือการรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปในฝูงลิงชิมแปนซี ยังมีสัตว์หลายชนิดที่ใช้วิธีรักษาระยะห่างจากสัตว์ที่ติดเชื้อโรค รวมไปถึงการไล่สัตว์เคราะห์ร้ายตัวนั้นออกจากฝูง

นอกจากสัตว์แล้ว ต้นไม้ยังมีปรากฏการณ์การรักษาระยะห่างบนเรือนยอดต้นไม้เช่นกัน ไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย แต่เพื่อความอยู่รอด

เวลาเดินป่า หากลองแหงนหน้าขึ้นดูเรือนยอดของต้นไม้ต่างๆ ที่เป็นชนิดเดียวกัน จะเห็นว่าเรือนยอดต้นไม้ที่แม้จะขึ้นหนาแน่นเพียงใด แต่ก็ไม่แผ่กิ่งก้านสาขามาชิดกัน มีระยะห่างเสมอ

ความจริงแล้ว Social Distancing ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาเนิ่นนานในธรรมชาติ

ระยะห่างกิ่งก้านสาขาของต้นไม้มีชื่อเรียกว่าปรากฏการณ์ Crown Shyness หรือ ‘ปรากฏการณ์ต้นไม้ขี้อาย’ เป็นปรากฏการณ์ที่เรือนยอดของต้นไม้ชนิดเดียวกัน สูงใกล้เคียงกัน จะเว้นระยะห่างตรงเรือนยอดแต่ละต้น ราวกับว่าต้นไม้อายกันไม่กล้าใกล้ชิดกันมากกว่านี้ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า มีเหตุผลเพื่อเปิดช่องว่างให้แสงแดดส่องลงถึงพื้นดินได้ ให้ต้นไม้หรือลูกไม้ด้านล่างได้รับแสงสว่างพอเพียงในการเจริญเติบโต และระยะห่างยังเป็นการลดการติดต่อของแมลงจากต้นไม้อื่นที่จะมาทำอันตรายได้

การเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย เพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ จึงเป็นเรื่องของธรรมชาติจัดสรรโดยแท้ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

สำหรับนักท่องเที่ยวขาลุยที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมากกว่าการเที่ยวในมหานครใหญ่แล้ว ไอซ์แลนด์กำลังเป็นประเทศจุดหมายปลายทาง ตัวเลือกที่น่าสนใจและกำลังมาแรง แม้ค่าครองชีพ ค่าเดินทาง จะค่อนข้างสูง

ไอซ์แลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ในยุโรปรองจากเกาะอังกฤษ ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตั้งอยู่ระหว่างอังกฤษ นอร์เวย์ และเกาะกรีนแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อภาษาพื้นเมืองว่า Reykjavík

ในทางภูมิศาสตร์ ไอซ์แลนด์เป็นเกาะเกิดใหม่จากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ดันหินหลอมเหลวใต้เปลือกโลกขึ้นมาตามรอยแยกเมื่อ 70 ล้านปีก่อน เกาะตั้งอยู่บนสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นแนวแผ่นเปลือกโลกแยกตัวระหว่างแผ่นทวีปอเมริกาเหนือและแผ่นทวีปยูเรเชีย

แผ่นทวีปยูเรเซียคือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทรขนาด ประมาณ 67,800,000 ตารางกิโลเมตร รวมทวีปยุโรปและทวีปเอเชียส่วนใหญ่เข้าด้วยกัน ยกเว้นอินเดีย ตะวันออกกลาง และพื้นที่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขา Chersky ของไซบีเรีย และประชากรร้อยละ 75 บนโลกอาศัยอยู่บนแผ่นทวีปนี้

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ส่วนแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ คือแผ่นเปลือกโลกรองรับทั้งทวีปและมหาสมุทร ขนาดประมาณ 75,900,000 ตารางกิโลเมตร รองรับทวีปอเมริกาเหนือ กรีนแลนด์ คิวบา บาฮามาส และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

คำว่าสันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Oceanic Ridge) เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะเพิ่งมีการค้นพบเทือกเขากลางสมุทรจมอยู่ใต้ทะเลลึกเมื่อราว 70 กว่าปีก่อน จากการสำรวจพื้นท้องมหาสมุทรโดยเรือสำรวจ และพบแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และส่วนหนึ่งพาดผ่านเกาะไอซ์แลนด์

ไม่แปลกใจเลยที่ไอซ์แลนด์ได้รับฉายาว่า ดินแดนแห่งภูเขาไฟ มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง น้ำพุร้อน แหล่งพลังงานความร้อนใต้โลก ภูเขาไฟหลายแห่งยังคงคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ซึ่งปะทุครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2543

ตลอดสิบกว่าวันที่เราขับรถตระเวนไปทั่วเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 5 เท่า เห็นภูมิประเทศรูปทรงแปลก ๆ งดงามไม่ซ้ำ อันเนื่องจากมีอายุทางธรณีวิทยาไม่นาน แผ่นดินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

เมื่อปีที่แล้วในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 แค่ 3 สัปดาห์ได้ เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 50,000 ครั้ง บนคาบสมุทร Reykjanes ในประเทศไอซ์แลนด์ อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไม่นิ่งของแผ่นดินที่กำลังเกิดใหม่บนเกาะไอซ์แลนด์

แต่ไอซ์แลนด์น่าจะเป็นประเทศไม่กี่แห่งในโลก ที่เราขับรถไปไม่กี่สิบกิโลเมตร จะเห็นภูมิประเทศไม่ซ้ำเดิม มีความหลากหลายจากความแตกต่างของชั้นหิน การสึกกร่อนของแผ่นดิน การกัดเซาะของน้ำ ได้ภาพน้ำตกอันตระการตา จนถึงเดินย่ำไปบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และมุดเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

วันแรกเมื่อเราเดินทางมาถึงเกาะน้ำแข็งแห่งนี้ ก่อนจะไปผจญภัยตามที่ต่าง ๆ สถานที่แห่งแรกที่เพื่อนสนิทดั้นด้นไปเป็นแห่งแรก และไม่ค่อยอยู่ในโปรแกรมเที่ยวของทัวร์ส่วนใหญ่ คือบริเวณอุทยานธรณี คาบสมุทร Reykjanes อยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 50 กิโลเมตร

เพื่อนสนิทบอกว่า “หากมาไอซ์แลนด์ ตรงนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นที่เดียวในโลกที่จะมีโอกาสได้เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปยุโรปเกือบแนบชิดติดกัน ตรงบริเวณ Reykjanes”

เรายังสงสัยอยู่ตั้งนานว่าคืออะไร

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

พอรถขับไปตามกูเกิล ดั้นด้นมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง พอปีนขึ้นไปเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือร่องหินสองฟากลึกไม่กี่เมตร มีสะพานเล็ก ๆ ให้เดินข้าม

ฝั่งหนึ่งคือทวีปอเมริกาเหนือ อีกฝั่งคือทวีปยุโรป เราเดินข้ามทวีปได้โดยผ่านสะพานสีขาวที่ทอดข้ามรอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือ ในคาบสมุทร Reykjanes

บริเวณนี้เป็นสถานที่เดียวในโลกที่พื้นที่ส่วนเล็ก ๆ ของสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกโผล่ขึ้นมา ไม่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล โดยสันเขานี้เป็นที่ที่แผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น คือ ยูเรเซียและอเมริกาเหนือ มาบรรจบกันแต่ไม่ติดกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ สันเขากลางสมุทรเป็นแนวขอบเขตรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เราจึงเดินข้ามไปมาระหว่างแผ่นเปลือกโลกทั้งสองบนสะพานได้

2 ทวีปที่มีมหาสมุทรแอตแลนติกคั่นกลาง ระยะทางนับพันกิโลเมตร แต่เราเดินข้ามทวีปได้ไม่ถึงนาที

พวกเราพากันเดินข้ามสะพานข้ามทวีป มีชื่อเรียกว่า ‘Leif the Lucky’ ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่นาย เลฟ เอริกสัน (Leif Erikson) นักสำรวจชาวไอซ์แลนด์ และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่พิชิตทวีปอเมริกาเหนือสำเร็จเมื่อพันปีก่อน ตามตำนานของชาวไอซ์แลนด์

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์

ก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) จะค้นพบทวีปนี้ ชื่อนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อม 2 ทวีปเข้าด้วยกัน

พอเราเดินถึงกลางสะพาน มีแผ่นโลหะจารึกว่า ‘Midlina In the footsteps of the gods’ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแผ่นทวีปยูเรเซียกับแผ่นทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสองฟากจะมีป้าย ‘Welcome to America’ and ‘Welcome to Europe’

พอเดินข้ามสะพานผ่าน 2 ทวีป และพากันเดินลงมาใต้สะพาน เพื่อสัมผัสสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดยาวจากอาร์กติกถึงแอนตาร์กติกา เดินสำรวจลักษณะหิน ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ อันเป็นหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดหรือลาวาอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวโลก ที่เห็นส่วนใหญ่มีสีเทาถึงสีดำ มีเนื้อละเอียด เป็นการยืนยันว่าเกาะแห่งนี้เกิดจากหืนหนืดหรือลาวาค่อย ๆ ทับถมจนกลายเป็นเกาะ

ไม่น่าเชื่อว่าสันเขาที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลลึก จะโผล่ขึ้นมาให้มนุษย์ได้เห็นเพียงที่เดียวในโลก

เดินไปสักพักบริเวณแห่งนี้มีแผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวไว้ว่า

เดินข้ามสะพาน Leif the Lucky จากทวีปยุโรปไปทวีปอเมริกาเหนือที่ Reykjanes ไอซ์แลนด์
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

“ลองจินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่บนแผ่นเพลตยูเรเซียน แผ่นเปลือกโลกแผ่นใหญ่ที่สุดในโลก แผ่นเพลตนี้ประกอบด้วยก้อนหินเก่าแก่ที่สุดในโลก ขณะที่แผ่นเพลตอเมริกาเหนือจะเคลื่อนตัวห่างออกไปทางตะวันตกของเพลตยูเรเซียน ทำให้เปลือกโลก 2 แห่งค่อย ๆ แยกตัวออกจากกัน…”

“สะพานแห่งนี้มีความยาว 18 เมตร ข้ามหุบผาที่มีความลึกประมาณ 6 เมตร เป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกว่า เปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนตัวแยกห่างจากกัน 2 เซนติเมตรต่อปี หรือ 2 เมตรทุกร้อยปี”

ร่องรอยจากลาวาของแนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก อธิบายว่าแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ภายใต้รอยแยกที่แตกออก ซึ่งทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกกว้างขึ้นทีละน้อย

ที่น่าสนใจคือ สันเขากลางมหาสมุทรไม่ได้มีเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติก แต่มีอยู่ทุกมหาสมุทรทั่วโลก และมีการเชื่อมต่อกันเป็นแนวเทือกเขากลางมหาสมุทรยาวที่สุดของโลก ถึง 80,000 กิโลเมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังค่อย ๆ ไขปริศนาของพื้นธรณีบริเวณนี้ที่ยังเป็นโลกใต้ทะเลอันลึกลับ ยากต่อการสำรวจ เพราะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูงในการเก็บข้อมูลต่อไป

สำหรับผู้หลงใหลธรณีวิทยา คาบสมุทร Reykjanes แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแดนสวรรค์ที่จะย้อนเวลาให้ได้เข้าใจการกำเนิดโลก เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาไฟ ทุ่งลาวา แผ่นดินไหว รอยแยก ชั้นหินต่าง ๆ น้ำพุร้อน และระบบความร้อนใต้พิภพได้เป็นอย่างดี

“จดจำภูมิประเทศแถวนี้ไว้ให้ดี หากอนาคตไม่กี่ปีคุณมาอีก ภูมิประเทศแถวนี้อาจไม่เหมือนเดิม” เพื่อนชาวไอซ์แลนด์คนหนึ่งบอกเรา ถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์บนภูมิภาคแห่งนี้

Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky
Reykjanes ในไอซ์แลนด์ ที่เดียวในโลกที่เห็นทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปเกือบติดกัน เดินข้ามได้ด้วยสะพาน Leif the Lucky

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load