ในช่วงที่ COVID-19 ระบาดอย่างหนัก คำว่า Social Distancing หรือการมีระยะห่าง น่าจะเป็นพฤติกรรมและคำพูดติดปากคนทั่วโลกไปอีกนาน จนอาจจะเป็นพฤติกรรมใหม่ของมนุษย์ต่อไปในอนาคต ประมาณว่ายืนคุยกัน นั่งคุยกัน กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน อาจต้องมีระยะห่างเพื่อความปลอดภัย

ในความเป็นจริง เราคุ้นเคยกับระยะห่างในธรรมชาติมานานแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่ได้สังเกต

ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเดินป่าเป็นระยะทางไกลๆ กับเพื่อนหลายคน สังเกตว่าตอนแรกพวกเราจะเดินด้วยกันไปเงียบๆ สักพักหนึ่งแต่ละคนก็จะเดินทางทิ้งระยะห่างกัน จนไม่ได้เดินใกล้กันอีกต่อไป

เพราะแต่ละคนมีจังหวะก้าวเดินแตกต่างกัน มีระยะห่างกันโดยธรรมชาติของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเดินพร้อมเพรียงกัน แต่ไปถึงจุดมุ่งหมายเหมือนกัน

ธรรมชาติสอนให้รู้ว่า บางครั้งคนเราอยู่ใกล้กันมากอาจจะไม่ดี อยู่ไกลกันบ้างก็อาจจะดีกว่า

ในขณะเดียวกันมีบทวิจัยพบว่า แม้จะไม่มีโรคระบาดนี้ มนุษย์แต่ละชาติก็มีระยะห่างที่ไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาใกล้เกินไปอยู่แล้ว อาทิ คนอาร์เจนตินา ไม่ต้องการให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้เกินระยะ 76 เซนติเมตร ส่วนบรรดาเพื่อนสนิทเข้าใกล้ได้ในระยะ 39 เซนติเมตร 

คนเอเชียอาจจะมีระยะห่างใกล้กว่าคนอเมริกาใต้ ในขณะที่คนเมืองหนาวมีระยะห่างมากกว่าคนเมืองร้อน อันมีสาเหตุจากวัฒนธรรม ภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่เป็นตัวกำหนด

ระยะห่างของแต่ละคนจึงถือเป็นระยะที่ปลอดภัยด้วย เช่นเดียวกับสัตว์ป่าในธรรมชาติ

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสเดินป่า ตั้งใจไปถ่ายรูปช้างป่าในป่าใหญ่ รอเวลานานดักซุ่มตามโป่งในธรรมชาติ จนพบช้างป่าเดินออกมาหากินบริเวณนั้น 

ผมยืนถ่ายรูปในระยะห่างเกือบร้อยเมตร อันเป็นระยะห่างที่ปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝ่าย ช้างเดินหากินหญ้า มองไปรอบๆ และกินอาหารต่อไป แต่เมื่อผมชะล่าใจเดินเข้าไปใกล้ๆ หวังจะได้ภาพที่ดีขึ้น ช้างตัวใหญ่มีปฏิกิริยาเร็วมาก เมื่อรู้ว่าระยะห่างระหว่างผู้มาเยือนต่างสายพันธุ์เริ่มผิดปกติ ช้างกางหูขึ้นทันที เป็นการเตือนว่าอย่าเข้ามาใกล้กว่านี้ จนผมชะงักยอมถอยห่างออกมา

ความจริงแล้ว Social Distancing ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาเนิ่นนานในธรรมชาติ

การรักษาระยะห่างเป็นเรื่องของความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ และบางทีมิตรภาพในธรรมชาติอาจขาดสะบั้นลง หากระยะห่างถูกละเมิด 

ระยะห่างแบบนี้ บางท่านเรียกว่า ระยะแห่งการให้เกียรติ หรือระยะที่ได้รับการอนุญาต

ระยะห่างระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์นี้ บอกไม่ได้ว่าห่างกันเท่าไร เพราะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและภูมิหลังของสัตว์แต่ละชนิดด้วย

ในประเทศที่มีการล่าสัตว์มาก ระยะห่างระหว่างคนกับสัตว์ป่าอาจจะห่างกันมากกว่าในประเทศที่ไม่ค่อยมีการล่าสัตว์ เพราะสัตว์ป่าย่อมคุ้นชินกับอันตรายจากสัตว์แปลกหน้าแตกต่างกัน

ในประเทศอินเดียที่ไม่มีการล่านก นักดูนกเข้าใกล้นกได้มากกว่าการดูนกในประเทศลาวที่การล่านกเป็นเรื่องปกติ

ครั้งหนึ่งผมเคยถ่ายรูปนกกระเรียนในธรรมชาติ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ผมค่อยๆ แหวกพงหญ้าเคลื่อนเข้าไปใกล้นกกระเรียนกลางทุ่ง จนถึงระยะห่างที่ปลอดภัยสำหรับนก ที่ยังเดินหาหอยกินได้อย่างอิสระ แต่พอผมเคลื่อนไปข้างหน้าหลายก้าว นกกระเรียนก็เดินถอยห่างออกไปเช่นกัน และบางครั้งยังส่งเสียงร้องเตือนไม่ให้เข้าใกล้กว่านี้

ราวกับจะบอกผมว่า หากอยากรู้จักกัน เรียนรู้กัน ก็ควรมีระยะห่างเพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่ายนะ

การมีระยะห่างเพื่อความปลอดภัยของสัตว์ด้วยกันเองนั้น ยังพบเห็นได้ทั่วไปในธรรมชาติ อาทิ ม้าลาย ยืนระยะห่างและหาอาหารร่วมกับสิงโตได้ในพื้นที่เดียวกัน แต่หากสิงโตเข้ามาใกล้เกินไป ม้าลายรับรู้ถึงอันตรายได้ จะวิ่งหนีห่างออกไปอยู่ในระยะที่ปลอดภัยกว่า

ความจริงแล้ว Social Distancing ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาเนิ่นนานในธรรมชาติ
ภาพ : ทรงกลด บางยี่ขัน

ระยะห่างของสัตว์ ยังหมายรวมไปถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อโรคแบบที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันด้วย

ใน ค.ศ. 1966 เจน กูดดอลล์ (Jane Goodall) นักธรรมชาติวิทยาชื่อดังได้สำรวจพฤติกรรมของลิงชิมแปนซีในอุทยานแห่งชาติ ประเทศแทนซาเนีย สังเกตเห็นพฤติกรรมชิมแปนซีชื่อแม็กเกรเกอร์ ที่ติดเชื้อโปลิโอจากเชื้อไวรัส และบันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง In the Shadow of Man ค.ศ. 1971 ว่า 

“สมาชิกตัวอื่นในฝูงเริ่มทำร้ายและขับไล่แม็กเกรเกอร์ออกจากฝูง และเมื่อฝูงชิมแปนซีนั่งรวมกลุ่มเพื่อหาปรสิตบนตัวของกันและกันอยู่ใต้ต้นไม้ แม็กเกรเกอร์พยายามเข้าไปทักทายสมาชิกในฝูง แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างเฉยเมย ด้วยการไม่ทักทายและเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง”

การขับไล่ลิงที่ติดเชื้อโรค คือการรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปในฝูงลิงชิมแปนซี ยังมีสัตว์หลายชนิดที่ใช้วิธีรักษาระยะห่างจากสัตว์ที่ติดเชื้อโรค รวมไปถึงการไล่สัตว์เคราะห์ร้ายตัวนั้นออกจากฝูง

นอกจากสัตว์แล้ว ต้นไม้ยังมีปรากฏการณ์การรักษาระยะห่างบนเรือนยอดต้นไม้เช่นกัน ไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย แต่เพื่อความอยู่รอด

เวลาเดินป่า หากลองแหงนหน้าขึ้นดูเรือนยอดของต้นไม้ต่างๆ ที่เป็นชนิดเดียวกัน จะเห็นว่าเรือนยอดต้นไม้ที่แม้จะขึ้นหนาแน่นเพียงใด แต่ก็ไม่แผ่กิ่งก้านสาขามาชิดกัน มีระยะห่างเสมอ

ความจริงแล้ว Social Distancing ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาเนิ่นนานในธรรมชาติ

ระยะห่างกิ่งก้านสาขาของต้นไม้มีชื่อเรียกว่าปรากฏการณ์ Crown Shyness หรือ ‘ปรากฏการณ์ต้นไม้ขี้อาย’ เป็นปรากฏการณ์ที่เรือนยอดของต้นไม้ชนิดเดียวกัน สูงใกล้เคียงกัน จะเว้นระยะห่างตรงเรือนยอดแต่ละต้น ราวกับว่าต้นไม้อายกันไม่กล้าใกล้ชิดกันมากกว่านี้ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า มีเหตุผลเพื่อเปิดช่องว่างให้แสงแดดส่องลงถึงพื้นดินได้ ให้ต้นไม้หรือลูกไม้ด้านล่างได้รับแสงสว่างพอเพียงในการเจริญเติบโต และระยะห่างยังเป็นการลดการติดต่อของแมลงจากต้นไม้อื่นที่จะมาทำอันตรายได้

การเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย เพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ จึงเป็นเรื่องของธรรมชาติจัดสรรโดยแท้ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ทุกครั้งเมื่อผู้เขียนจะเดินทางไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อน ๆ ที่ทราบข่าว มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ระวังตัวด้วยครับ”

เป็นเวลานานนับสิบปีแล้ว ที่คนไทยจำนวนมากมีภาพจำเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นดินแดนที่ผู้คนอยู่กันด้วยความหวาดกลัว ระแวงว่าจะมีการวางระเบิด เสียงปืนปะทะกัน มีเสียงหวอของรถพยาบาล บ้านช่องปิดเงียบไม่คึกคัก

ใครไม่มีธุระจำเป็น ไม่ควรไปดินแดนเหล่านี้

ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนใช้เวลา 4 – 5 วันตระเวนไปเยี่ยมชุมชนชาวมุสลิมหลายแห่งในจังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ทุกแห่งที่เดินทาง ผู้คนใช้ชีวิตปกติ อยู่กันด้วยความสงบสุข ร้านค้าเปิดขายกัน ผู้คนเดินทางกันขวักไขว่

รถราตามท้องถนนแล่นกันพลุกพล่าน ไม่ได้เงียบเหงาวังเวงอย่างที่คนข้างนอกจินตนาการ ชาวบ้านในพื้นที่แนะนำว่า ระหว่างเดินทาง หากไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะปลอดภัยกว่าเป็นรถของทางการ

ด่านหลายแห่งตามท้องถนนที่เคยมีทหาร ตำรวจรักษาการณ์เคร่งครัด กลายเป็นด่านร้าง แทบจะไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่ประจำการ

วันหนึ่งที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ผู้เขียนเดินเข้ามาเยี่ยมชมโรงเรียนประถมศึกษาบ้านช่องแมว โรงเรียนเล็ก ๆ แต่มีบรรยากาศสดใส ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น และที่น่าสนใจคือ ภาพวาดสัตว์นานาชนิดสีสันจัดจ้านงดงามตามกำแพงห้องเรียน ราวกับโรงเรียนเด็กเล็กในเมืองใหญ่ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าโรงเรียนแห่งนี้อยู่ในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ดินแดนแห่งความรุนแรงและความขัดแย้งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ

ที่ผ่านมาโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ได้รับรางวัลหลายรางวัล อาทิ โรงเรียนต้นแบบนักเรียนสุขภาพดี โรงเรียนปลอดขยะ ฯลฯ

โดยเฉพาะรางวัลโรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวันดีเด่น ระดับประเทศ

‘โรงเรียนบ้านช่องแมว’ เป็นโรงเรียนเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ในอดีตโรงเรียนแห่งนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่ค่อยได้รับการพัฒนา ทำให้จำนวนนักเรียนลดลงเรื่อย ๆ กระทั่งเมื่อหลายปีก่อน โรงเรียนกำลังจะโดนยุบตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนไม่ถึง 100 คน

แต่คณะกรรมการโรงเรียน ผู้ปกครอง ในเวลานั้น ร่วมกันหาทางออก และประจวบเหมาะกับ นายอุดม ชูอ่อน ย้ายมารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ จึงได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเพิ่มจำนวนนักเรียน ในที่สุดโรงเรียนไม่โดนยุบ และสิบกว่าปีผ่านไป โรงเรียนบ้านช่องแมวค่อย ๆ มีนักเรียนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีนักเรียน 325 คน และกลายเป็นโรงเรียนประถมศึกษาตัวอย่าง โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในอำเภอสายบุรี

ครูอุดมย้อนความหลังให้ฟังว่า แนวทางการจัดการแก้ปัญหาในอดีตเป็นอย่างไร

“ตอนแรกที่ผมมารับตำแหน่ง เด็กนักเรียนเกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม ผมสังเกตว่า สาเหตุที่ผู้ปกครองมาให้นักเรียนลาออก เพราะโรงเรียนรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามเหมือนศาสนาพุทธ ทำให้ผู้ปกครองย้ายลูกหลานตัวเองไปอยู่โรงเรียนมุสลิมแทน ผมจึงเปลี่ยนวิธีการทำให้โรงเรียนรัฐบาลแห่งนี้ให้ความสำคัญกับทุกศาสนาเท่ากัน ผู้ปกครองจึงพานักเรียนกลับมาเรียนใหม่ และหันมาปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมในโรงเรียน และที่สำคัญคือปรับปรุงอาหารกลางวัน”

คุณครูเล่าให้เราฟังว่า การคำนึงถึงสุขภาพของนักเรียนต้องมาก่อนเรื่องอื่น นักเรียนทั้งหมดในโรงเรียนเป็นลูกหลานคนยากจนในอำเภอ ไม่ค่อยมีเงิน แกจึงปรับปรุงคุณภาพอาหารกลางวันก่อน โดยใช้เงินค่าอาหารกลางวันของเด็กที่ทางการอุดหนุนคนละ 21 บาท มาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้โรงเรียนมีการเลี้ยงปลา ไก่ เป็ด กบ ปลูกผักสวนครัวหลากหลายชนิด เพื่อเป็นอาหารเสริมและลดค่าใช้จ่าย จนทำให้นักเรียนทั้งหมดได้กินอาหารครบทุกหมู่อย่างอิ่มหนำ

โรงเรียนมีสระน้ำพื้นที่ 5 ไร่ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดต่าง ๆ อาทิ ปลายี่สก ปลาทับทิม ปลาสวาย ฯลฯ และนำน้ำไปใช้ในทางการเกษตร บริเวณรอบ ๆ สระมีการปลูกพืชที่มีประโยชน์ เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวหอม และสวนอนุรักษ์พันธุ์กล้วยของจังหวัดปัตตานี จำนวน 19 สายพันธุ์

นักเรียนตัวน้อยทำหน้าที่เป็นไกด์ พาผู้เขียนเดินไปชมโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ 200 ตัว บ่อเลี้ยงปลาดุก ปลาหมอหลายพันตัว แหล่งอาหารโปรตีนสำคัญของนักเรียน เรือนเพาะเห็ด ผักสวนครัว อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะละกอ มะนาว คะน้า ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง พริก มะเขือ โดยพืชผักเหล่านี้ใช้ปุ๋ยขี้ไก่จากโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ และปุ๋ยหมักชีวภาพต่าง ๆ ที่ทำขึ้นเองมาบำรุงรักษา โดยแต่ละแห่งจะมีนักเรียนคอยผลัดเวรมารับผิดชอบ

บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ

การทำงานของนักเรียนเหล่านี้ช่วยตอกย้ำว่า อาหารกลางวันที่กินได้อิ่มท้อง ส่วนหนึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาด้วย

ผู้เขียนแวะมาที่โรงอาหาร เด็กนักเรียนกำลังต่อแถวเข้าคิวรับอาหารกลางวันและนำมากินที่โต๊ะอาหาร เราเห็นถาดหลุมของเด็กน้อย มีกับข้าว 3 อย่าง ทั้งผัดผัก ไข่เจียว ปลาทอด พร้อมของหวานและข้าวสวยเต็มจาน นักเรียนล้อมวงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

เด็กนักเรียนแห่งนี้ แม้จะเป็นเด็กยากจน แต่รับประกันว่ากินอาหารกลางวันอิ่มแน่ และที่สำคัญคือ ผอ. โรงเรียนบอกว่า

“ทุกคนในโรงเรียนกินอาหารเหมือนกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จะมีอาหารให้ทานแบบเท่าเทียมทุกคน ทั้งมื้อเช้า มื้อเที่ยง บางครั้งก็มีอาหารว่าง และมื้อเย็นด้วย รวมถึงผู้ปกครองบางคนที่ไม่มีเงิน ก็มาทานข้าวกลางวันพร้อมลูกตัวเองได้ ”

บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ
บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ

ผู้เขียนสังเกตว่า บรรยากาศโรงเรียนดูร่มรื่นเป็นธรรมชาติ มีพื้นที่ป่าชุมชนภายในโรงเรียน อนุรักษ์ไว้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้หลายชนิด

“พวกเราดูแล ปลูกต้นไม้ใหญ่มานาน เพื่อเป็นปอดให้กับทุกคนจนกลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ เพราะผมเชื่อว่า ธรรมชาติจะเยียวยาและให้สติปัญญากับเด็กนอกห้องเรียนได้เป็นอย่างดี”

ครูอุดมเชื่อว่า นักเรียนจะเติบโตมีคุณภาพขึ้นมาได้ หน้าที่ของครูคือสร้างสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กให้ดีก่อน

มีการอนุรักษ์พันธุ์ไม้กันเกราอายุนับ 100 ปี จำนวนหลายสิบต้น อันเกิดจากวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ไม่ทำลายต้นไม้ และสังเกตเห็นว่าสิ่งก่อสร้างในโรงเรียนก็ไม่ทำลายต้นไม้เลย เช่น การสร้างสนามเด็กเล่นในโรงเรียนที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม แวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย

นอกจากนั้น โรงเรียนยังทำหน้าที่บริการชุมชน อาทิ เมื่อชาวบ้านในชุมชนบางคนไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ทางโรงเรียนได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลกับทางกรรมการหมู่บ้าน และอนุญาตให้ชาวบ้านเหล่านั้นมาใช้ที่ดินของโรงเรียนบางส่วนเพื่อปลูกผักสวนครัวเป็นอาหารเลี้ยงภายในครอบครัวได้ ปัจจุบันมีชาวบ้านประมาณสิบคน ที่มาปลูกผักกาดเขียว ผักบุ้ง

ทุกวันนี้โรงเรียนบ้านช่องแมว ได้กลายเป็นโรงเรียนตัวอย่างในวงการศึกษา มีหน่วยงานต่าง ๆ มาดูงานอย่างต่อเนื่อง

ก่อนกลับ เราถามครูอุดมว่า ทำไมอาคารเรียนที่นี่จึงทาสีชมพูสด

“เราเลือกใช้สีชมพูสดเพื่อตัดกับความเขียวของต้นไม้รอบโรงเรียน และวาดภาพทุกผนังกำแพง เพื่อสร้างสีสันและจินตนาการให้กับเด็กครับ”

โรงเรียนเล็ก ๆ ไกลปืนเที่ยง แต่คือตัวอย่างของการปฏิรูปการศึกษาจริง ๆ

บ้านช่องแมว : รร.เล็ก ๆ ในปัตตานี ต้นแบบการปฏิรูปการศึกษาและอาหารกลางวันระดับประเทศ

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load