อันยองอาเซโย

“พี่ๆ สมาชิกคะ รู้ไหมคะว่าคนเกาหลีรักคนไทย เพราะไทยเคยส่งกองกำลังทหารมาช่วยเกาหลีรบ…”

เสียงบรรยายของไกด์ประจำทริปการเดินทางมาเกาหลีครั้งที่ 2 (ในรอบไม่เกิน 1 เดือน) ของฉัน ชวนหวนนึกถึงประโยคเดียวกันที่เคยฟังจากท่านสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เมื่อครั้งมีโอกาสไปร่วมงาน So Thai Festival ในฐานะผู้สื่อข่าว นั่นเป็นครั้งแรกและรอบแรกของการมาเยือนแดนโสมขาวของฉัน

“ไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่ส่งทหารเข้าไปร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติเพื่อสู้กับเกาหลีเหนือที่บุกรุกเข้ามายึดเกาหลีใต้ คนเกาหลีที่อยู่ในรุ่นคุณปู่ของคนปัจจุบัน หรือรุ่นคุณพ่ออายุเยอะๆ เขาก็จะมีความประทับใจหรือว่าซาบซึ้งในบุญคุณของประเทศทั้งสิบกว่าประเทศที่มาช่วยเขาสู้รบ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉะนั้น คนเกาหลีเขาก็จะรู้จักประเทศไทยตั้งแต่ก่อนเราสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเขาเสียอีก เมื่อเราเจอคนเกาหลีรุ่นผู้ใหญ่ๆ พอบอกว่าเราเป็นคนไทย มาจากประเทศไทย เขาก็จะขอบคุณเราก่อนเลย”

แม้ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสมาร่วมงาน So Thai Festival แต่งานนี้จัดเป็นครั้งที่ 5 แล้ว และถึงจะเคยจัดมาหลายรอบ แต่รอบนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ ตั้งแต่การย้ายมาจัดปลายเมษายนช่วงเวลาที่อากาศเป็นใจ ไปจนถึงการชวนศิลปินไทยรุ่นใหม่ บอกเล่าความเป็นไทยด้วยภาษาใหม่ๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อน

เชื่อว่าถ้าให้ทุกคนคิดถึงนโยบายการทูตแบบ Soft Diplomacy คำตอบในใจหลายคนคงไม่พ้นการจัดงานโดยใช้รากเหง้าความเป็นไทยอย่างศิลปะ การแสดง ดนตรี หรืออาหาร เป็นเครื่องมือ แต่สำหรับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ปีนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น ทุกกิจกรรมนำเสนอความเป็นไทยที่ร่วมสมัย ชวนตื่นเต้นและสนุกตั้งแต่เห็นโปสเตอร์งาน นี่ยังไม่นับรูปแบบกิจกรรมสนุกๆ และใกล้เคียงกับไลฟ์สไตล์ของคนเกาหลีใต้ เช่น สตรีทอาร์ต EDM สตรีทฟู้ด สินค้าจากไทยดีไซเนอร์ที่รวบรวมมาไว้ใจกลางเมืองอย่างลานคลองเกยชอน พลาซ่า

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่างานในวันนั้นเป็นอย่างไร และศิลปินไทยรุ่นใหม่เขาพกอะไรไปอวดสายตาชาวเกาหลีจนเผลออุทานว่า แทบักกกก! (สุดยอด!)

ถ้ายังไม่เชื่อ

ตามมาเร็วๆ คาจา!

ครั้งแรกของความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง

ก่อนอื่น ขอปูพื้นฐานกันสักนิด ประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้สถาปนาความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่เมื่อ 61 ปีที่แล้ว หากนับรอบอายุคนก็เลยวัยแซยิดมาหมาดๆ ซึ่งถือว่ายาวนานในระดับหนึ่ง แต่อันที่จริงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีมายาวนานก่อนหน้านั้น จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้สามารถย้อนไปได้ตั้งแต่สมัยยุคโบราณ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายเคยติดต่อกันตั้งแต่สมัยยังเป็น “อาณาจักรโครยอ” กับ “อาณาจักรอยุธยา” ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2493 หรือ ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นปีที่เกิดสงครามเกาหลีขึ้น ในปีนั้นมีการตั้งกองกำลังสหประชาชาติขึ้นมา ไทยส่งกองกำลังทหารเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับอีก 15 ประเทศ สงครามกินเวลาประมาณ 3 ปี จวบจน ค.ศ. 1953 หรือ พ.ศ. 2496 ก็สงบลง แม้ยังไม่ใช่การยุติสงคราม เป็นแค่สนธิสัญญาสงบศึก แต่สถานการณ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ก็ดีขึ้น

นั่นจึงเป็นประเด็นที่คนเกาหลีประทับใจอยู่ในความทรงจำ เขาคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีบุญคุณ และมิตรภาพที่สำคัญ เป็นพื้นฐานที่สนับสนุนความมั่นคงและสันติภาพของประเทศมาจนกระทั่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต อย่างที่บอกคนเกาหลีชอบเมืองไทย รู้จักประเทศไทยดี การันตีจากในปีที่แล้วมีชาวเกาหลีใต้มาเที่ยวเมืองไทยประมาณ 1.8 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาประเทศไทย เป็นรองก็แค่สาธารณรัฐประชาชนจีนและมาเลเซียเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วนกับประชากรที่มีเพียง 50 ล้านคนแล้ว ถือเป็นสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เคยมาเยือนไทยที่สูงมาก และการเป็นชนชาติที่รู้จักเมืองไทยดีถือเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีมาจนปัจจุบันนี้

ครั้งแรกของ Thai Festival ที่ลองชวนศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมวงด้วย

แม้ความสัมพันธ์จะมีมายาวนาน คนเกาหลีใต้เองก็รู้จักเมืองไทยดีอยู่แล้ว แต่สถานเอกอัครราชทูตฯ ก็ยังอยากให้คนเกาหลีรู้จักประเทศไทยในมุมมองใหม่ๆ ที่มากกว่าวัดพระแก้ว ผัดกะเพรา และต้มยำกุ้ง คนเกาหลีใต้เป็นคนแอ็กทีฟ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ค่อนข้างชื่นชอบศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ ในเกาหลีใต้ ‘ลุค’ หรือ ‘แพ็กเกจ’ สินค้า จึงเป็นสิ่งที่จะดึงดูดสายตาคนที่แอ็กทีฟอย่างคนเกาหลี ไทยเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้ มีความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดีเป็นทุนอยู่แล้ว แต่เรายังมีพื้นที่อีกมากให้สองประเทศพัฒนาความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันอีก ไทยจึงต้องหามุมการนำเสนอหรือจุดประกายให้เขาเห็นชัดๆ ว่าเรามีอะไรน่าสนใจ

สถานเอกอัครราชทูตฯ เห็นว่าการจัดงานเทศกาลไทยที่เมืองเดิม โดยมีกิจกรรมในงานซ้ำๆ เป็นสิ่งที่ไม่อัพเดต จึงต้องการทำอะไรแหวกแนวบ้าง เมื่อผ่านการเคาะไอเดียใหม่จนลงตัวที่ธีม ‘So Thai’ ขั้นตอนต่อไปคือการประชุมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอว่าจะทำอย่างไรให้งานสอดคล้องกันกับหัวข้อที่คิดไว้

จึงเป็นที่มาของการจัดงานเทศกาลไทยในปีนี้ซึ่งเน้นการนำเสนอประเทศไทยในแง่มุมที่ทันสมัยและแปลกใหม่ เต็มไปด้วยสีสันและความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย และการท่องเที่ยวไทย รวมทั้งสะท้อนถึงความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า โดยใส่รูปแบบกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับไลฟ์สไตล์ของคนเกาหลีใต้เอาไว้

ตลอดทั้ง 2 วันของการจัดงาน ฉันเลยได้เห็นทั้งการแสดงนาฏศิลป์ปกติของไทย แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีวงดนตรีหรือการแสดงที่ร่วมสมัย เป็นศิลปะสมัยใหม่หลากหลาย เช่น ตอนพิธีเปิดมีการแสดง live painting ของ Alex Face ระหว่างงานมีโชว์จาก KAAN Show โชว์จากแพรวาจีจี้ เกิร์ลกรุ๊ปสาวไทยหัวใจกาฬสินธุ์ การเปิดมินิคอนเสิร์ตของคุณแม่บานเย็นและแคนดี้รากแก่น ปิดท้ายด้วย EDM จาก DJ Machina หรือแม้แต่โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์งานเทศกาลไทยที่มีดีไซน์สะดุดตาฉันตั้งแต่แรกเห็น แตกต่างไปจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และทุกงานเทศกาลไทยที่ผ่านมา

“บางส่วนเราก็ได้การสนับสนุนจากภาคเอกชน ทั้งการบินไทยและไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ได้กรุณานำศิลปินแห่งชาติมาร่วมงานด้วย เนื่องจากเป็นนโยบายของไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ อยู่แล้วที่สนับสนุนศิลปินแห่งชาติ ซึ่งในปีนี้ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงให้เกียรติมาร่วมงาน 2 ท่าน คือ บานเย็น รากแก่น พอพูดปุ๊บใคร ๆ ก็รู้จัก แล้วคนไทยที่อยู่เกาหลีจำนวนเป็นแสนก็คงอยากจะมาได้มาฟัง มาชม มาเห็นตัวจริงของท่าน

“อีกท่านคือ อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ท่านมีความเชี่ยวชาญและเป่าขลุ่ยได้ไพเราะ ท่านก็กรุณามาแสดงในงานด้วย”

กิจกรรมและการแสดงก็มีแล้ว ที่ขาดไม่ได้เลยคืออาหารไทย โดยปีนี้หยิบเรื่องราวของสตรีทฟู้ดมาเล่า ในงานนี้เลยได้เห็นทั้งลูกชิ้นปิ้งเสียบไม้ ส้มตำ ผัดไทย ยำวุ้นเส้น ยำมาม่า เบียร์ไทย ไปจนถึงชาไทยตรามือที่แถวยาวเหยียดตลอดทั้งวัน

“อาหารไทยนี่เป็นการบูรณาการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ที่ไปติดต่อร้านอาหารไทยมาร่วมในงาน โดยหลักจะเป็นร้านอาหารไทยที่อยู่ในเกาหลี เราก็ต้องการให้คนเกาหลีเขาได้รู้จักอาหารไทยที่เป็นของแท้ ของจริง เพราะฉะนั้น ร้านอาหารไทยที่มาออกงานในเทศกาลของเราจะเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai Select ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์ที่ให้การรับรองร้านอาหารที่มีการกำหนดว่ารสชาติต้องเหมือน วัตถุดิบต้องใช้ของไทย บรรยากาศร้านต้องมีความเป็นไทย เลยจะมี 7 – 8 ร้านที่เห็นกัน” ท่านสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เล่าถึงภาพรวมการจัดงานครั้งนี้ให้ฟัง

และนอกจากการโปรโมตให้ชาวแดนกิมจิรู้จักประเทศไทยในมุมมองใหม่ๆ แล้ว เบื้องหลังของ So Thai Festival ยังเป็นเทศกาลไทยแลนด์ 4.0 เพื่อส่งเสริมภาคเศรษฐกิจในอนาคต

“เราก็ต้องการให้คนเกาหลีเขาได้เห็น ได้รู้จักประเทศไทยในมุมมองใหม่ๆ นอกเหนือจากมุมมองที่เป็นไทยดั้งเดิม ไทยแบบคนเกาหลีรุ่นก่อนๆ ให้เขาเห็นว่าขณะที่ประเทศเกาหลีพัฒนาไปเรื่อยๆ เราก็มีพัฒนาการของเราและอยู่ในช่วงที่พยายามปรับตัวของไทยแลนด์ 4.0 มีนวัตกรรม มีธุรกิจที่ใช้องค์ความรู้มากขึ้น ต่อยอดไปสู่การที่จะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนในสาขา ในแขนงที่ประเทศไทยให้การสนับสนุน อย่าง EEC (Eastern Economic Corridor โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)

“ที่เราพยายามโปรโมต EEC เพราะเชื่อว่าประเทศเกาหลีมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีบริษัทผลิตรถยนต์ต่างๆ เมื่อเขารู้จักประเทศไทยเขาก็จะได้มาลงทุนเพิ่มเติมในเมืองไทย ในสาขาที่ใช้นวัตกรรมมากขึ้น เทคโนโลยีที่สูงขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หวังว่าจะทำให้ภาคเอกชนเกาหลีรู้จักประเทศไทยในมุมมองที่กว้างขึ้น

“การมีศิลปิน มีการนำเสนอเกี่ยวกับประเทศไทยให้คนเกาหลี หรือคนไทยที่อยู่เกาหลีได้มามีประสบการณ์ชื่นชมร่วมกัน จึงเป็นหัวใจของงานนี้” ท่านสิงห์ทอง กล่าวปิดท้าย

ครั้งแรกของโปสเตอร์งาน Thai Festival ที่ออกแบบโดยศิลปินเลือดใหม่ กช กชวัช

อย่างที่บอก โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์งาน รวมถึงกราฟิกภาพรวมของงานสะดุดตาตั้งแต่ก่อนได้มาเห็นที่งานจริง เมื่อได้โอกาสฉันก็รีบหาตัวผู้ออกแบบเพื่อคุยด้วยทันที

กช-กชวัช บูรณภิญโญ คือศิลปินหน้าใหม่ที่เพิ่งมีนิทรรศการแสดงผลงานครั้งแรกของตัวเองไปหมาดๆ เด็กสถาปัตย์ผู้หลงรักลายไทยและหลงรักวิชาศิลปะตั้งแต่อนุบาลคนนี้ เขาเป็นนักวาดภาพประกอบที่มีฟูลไทม์เป็นศิลปิน และเขาคือผู้รับหน้าที่ออกแบบกราฟิกภายในงาน Thai Festival ทั้งหมด

นอกจากสารพัดภาพในวงกลมที่มองเผินๆ เหมือนเป็นภาพเหมือนลายไทยอย่างลายกระหนกซ้อนอยู่ แต่ถ้าเพ่งดูอย่างละเอียดจะเห็นเป็นศิลปะใหม่ๆ โลดแล่นอยู่ในนั้น ทั้งคาแรกเตอร์เด็กน้อยสามตาของ Alex Face อาหารไทย ผลไม้ และการแสดงนาฏศิลป์ของไทย ทั้งหมดนี้ ถูกรวมไว้ใน ‘ซัม-แทกึก’ (Sam-Taegeuk) ตราสัญลักษณ์รูปหยินหยางสามสีที่คล้ายกับในธงชาติเกาหลี

“ตัวโปสเตอร์ของงานคอนเซปต์คือไทยกับเกาหลี ผมพยายามหาสัญลักษณ์ของเกาหลีที่ทั้งคนไทยและคนเกาหลีเข้าใจได้ง่าย เลยเลือกหยิบความเป็นเกาหลีเชิงสัญญะของ ซัม-แทกึกใช้ และตัวพื้นหลังของโปสเตอร์ก็จะเป็นลายไทยดั้งเดิม เปรียบเสมือนประเทศไทย ส่วนลายไทยประยุกต์ที่เข้ามาในพื้นที่ของซัม-แทกึก ก็เปลี่ยนจากลายไทยเดิมเป็นลายไทยที่มีความสนุกสนาน มีชีวิต

“ภายในซัม-แทกึก แบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีสีเหลือง แดง น้ำเงิน ในแต่ละส่วนก็จะบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ที่นี่ เช่น สีแดงแสดงออกถึงอาหาร ก็จะมีภาพของอาหารอยู่ สีเหลืองก็จะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ เป็นศิลปะยุคใหม่ของไทย ส่วนสีน้ำเงินก็จะเป็นการแสดงต่างๆ ความเป็นไทยในเกาหลี ในกรุงโซล

“พอเรานำสิ่งที่เป็นไทยมาอยู่ในซัม-แทกึก สัญลักษณ์ประเทศเกาหลี แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวระหว่างไทยกับเกาหลีเกิดขึ้นในไทยเฟสติวัลครั้งนี้”

ครั้งแรกของ Alex Face ที่ได้ทำ Live Painting บนเวที

“ปกติจะเพนต์กำแพงกลางแดดตลอด” (หัวเราะ)

Alex Face หรือ พัชรพล แตงรื่น ศิลปินสตรีทอาร์ตเจ้าของคาแรกเตอร์เด็กหญิงสามตาหน้าบึ้งที่ปรากฏตัวบนกำแพงมาแล้วทุกมุมเมืองไทย ในงานนี้เขาไม่ได้พาน้องสามตาหน้าบึ้งตึงมาแต่อย่างใด เขาพาสองคาแรกเตอร์สีต่างขั้วอย่างขาวและดำ ที่เปรียบตัวหนึ่งเหมือนเกาหลีเหนือส่วนอีกตัวเป็นเกาหลีใต้กอดกันด้วยท่าทีอบอุ่น ยิ้มแย้ม และภาพที่ว่านี้เป็นงานเขาเพนต์ให้ชมสดๆ บนเวทีเป็นครั้งแรกในชีวิต

“ก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้เริ่มจะกลับมาจับมือกัน เราเลยเลือกสื่อคาแรกเตอร์ด้วยสีที่ไม่เหมือนกัน สื่อถึงความต่าง ตัวหนึ่งขาว ตัวหนึ่งดำ ถึงมันจะต่างกันแต่ว่ามันก็ยังสามารถที่จะรักกันได้ กอดกันได้ อยากให้ออกไปในแง่ของ Positive มากกว่า ให้คนเห็นแล้วรู้สึกแบบมีอารมณ์ที่ Positive”

ถ้าพูดว่าเขาคือศิลปินที่เจนเวทีก็คงไม่ผิด แล้วอะไรคือความท้าทายของงานนี้ เราถามด้วยความสงสัย

        ความท้าทายสิ่งหนึ่งคือการต้องมายืนพ่นบนเวที จะต้องยืนพ่นต่อหน้าที่คนเฝ้าดู ซึ่งต้องมีสมาธิเยอะหน่อย ไม่เหมือนตอนเราทำงานปกติที่แค่ใช้เวลาของเราไป แต่อันนี้มีเวลาจำกัด ทำให้เราต้องวางแผน การ Live Painting เช่นโชว์นานไปก็อาจจะน่าเบื่อ เร็วไปก็อาจจะแบบ เห้ย เสร็จแล้วเหรอ เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนที่เขาดูเห็นว่าเรากำลังทำ Live Painting เห็นกระบวนการที่มันแบบสนุกด้วย ไม่น่าเบื่อเกินไป ไม่นานเกินไป และไม่ช้าเกินไป อย่างชิ้นที่ทำอยู่เราเว้นพื้นที่ขนไว้ เพื่อหลังทำจะได้เห็นความแตกต่างว่ามันมีอะไรเปลี่ยนไปในงาน ไม่ใช่เสร็จแล้ว แค่เราขึ้นไปเติม ทำท่าว่าเราแค่ไปยืนเติมนั้นนิดหน่อย”

แล้วในความคิดเขาอยากให้คนเกาหลีมองภาพเมืองไทยแบบไหน เราถามต่อ

“เราว่าในสมัยนี้การเอาแบบความเป็นไทย ที่พูดถึงลายกระหนก ลายไทย หรืออะไรที่เหมือนแบบไทยจ๋าๆ เรารู้สึกว่าคนเขารับรู้หมดแล้ว คราวนี้เลยอยากให้เห็นว่าความเป็นไทยสามารถไปอยู่กับนานาชาติได้เหมือนกัน เช่น กราฟฟิตี้ หรือ District Art ไม่ใช่จำกัดแค่ว่าเราจะทำแบบไท้ยไทยอย่างเดียว โลกสมัยนี้มันเชื่อมต่อกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะที่ไหนสื่อสารกันได้หมด”

หลังจบงาน ภาพที่เขาเพนต์นี้จะนำไปติดที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เชื่อไหมว่าระหว่างที่เขาอยู่ด้านล่างเวที ชาวเกาหลีมาทักทายและขอถ่ายรูป ไปจนถึงขอลายเซ็นเขาไม่ขาดสาย เชื่อแล้วจริงๆ ว่า Alex Face และสตรีทอาร์ตเป็นแม่เหล็กดึงดูดของงานอีกหนึ่งคน

ครั้งแรกของ Bearbrick ตัวแรกที่เอ็ม ภาคภูมิ เพนต์ได้มาเยือนเกาหลี

แฟน Bearbrick ต้องเคยผ่านตาผลงานของ เอ็ม-ภาคภูมิ เจริญพานิชย์ แห่ง KHRAM Factory ผู้เปลี่ยนของเล่นให้กลายเป็น Custom Toy จากการเติมศิลปะจากลวดลายไทยๆ มาบ้างแล้วแน่ๆ ความพิเศษครั้งนี้คือเขาพาตัวหนุมานในร่าง Bearbrick ซึ่งเป็นงานชิ้นแรกที่เขาลงมือวาด บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ชาวเกาหลีชมถึงที่

“ตัวหนุมาน แนวคิดคือการนำความเป็นไทยในอดีตเข้ามาร่วมอยู่กับปัจจุบัน แรกเริ่มมาจากการที่เราคิดว่าถ้าใครอยากดูงานแบบไทยๆ อาจจะต้องไปที่วัดหรือพิพิธภัณฑ์ แต่ถ้าเขาได้ดูงานนี้ในของเล่นมันก็จะได้เรื่องความสนุก และเราก็คิดว่าการเอาเอกลักษณ์ไทยๆ หรือลายไทยเข้าไปใส่ในนั้น เราอยากให้มันจะพาความเป็นไทยไปสู่สายตาคนอื่นโดยที่ไม่ต้องไปดูในวัด ส่วนคนเล่นของเล่นก็จะได้ดูไปด้วย ได้เข้าถึงวัฒนธรรมของไทย ลวดลายไทย ศิลปะไทย ได้อีกทาง”

นอกจาก Bearbrick ตัวแรกที่เขาวาดลวดลายแบบไทยๆ แล้ว ในงานนี้เขายังหยิบเอา Bearbrick ที่ผ่านการเพนต์หลากหลายคาแรกเตอร์มาด้วย เช่น พญาครุฑสีแดง ลายเครื่องครามไทยอย่างลายตาสับปะรดขนาด 1,000 เปอร์เซ็นต์ไปจนถึงตัวที่ทดลองทำงานผ้าให้เจ้า Bearbrick สวมด้วย

ครั้งแรกของคนเกาหลีที่ได้แดนซ์ EDM ผสมดนตรีไทยกลางลานคลองชองกเยชอน

ไม่คิดว่าการแสดงปิดท้ายวันของงาน So Thai Festival จะเป็นงานคอนเสิร์ตขนาดย่อมของ DJ Machina กับแนวดนตรี EDM หาใช่วงดนตรีไทยเดิมแบบที่คิดไว้เลยสักนิด

EDM ย่อมาจาก Electronic Dance Music คือแนวเพลงอิเล็กทรอนิกที่สามารถนำมาเต้นรำได้ แต่ของ DJ Machina ล้ำไปกว่านั้น เขานำดนตรีไทยมาผสมกับ EDM ทั้งโปงลาง ระนาด ขลุ่ยไทย ที่ดึงสเน่ห์ของเครื่องดนตรีไทยของมาด้วยซาวนด์ที่แปลกหูแต่รวมกันอย่างลงตัว

DJ Machina แจ้งเกิดจากการเอาเพลงดนตรีไทยมาผสมกับ EDM ในเพลงโปงลางมอนสเตอร์ ซึ่งเป็นเพลงแรกที่เขาแต่งโดยนำเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานอย่างโปงลาง มาลองประยุกต์ กับดนตรีแนว Electro House เพลงนี้เองส่งให้ได้ขึ้นเวทีระดับโลกอย่าง Arcadia : The Bangkok Landing

แต่เดี๋ยวก่อน โน้ตของเครื่องดนตรีสากลมี 8 โน้ต ส่วนเครื่องดนตรีไทยมีเพียง 5 โน้ต เขาทำได้อย่างไร

มันยากในขั้นตอนแต่งครับ ว่าเราจะทำอย่างไรให้มันอยู่ในฐานความพอดี ไม่ให้ดูไทยเกินไปจนเราไม่สามารถนำมาเบลนด์กับ EDM ได้ แล้วความยากอยู่ที่ตัวโน้ตของเครื่องดนตรีไทยระบบเสียงเขาจะไม่เหมือนกับสากล ซึ่งเป็น Diatonic Scale (ไดอาโทนิค สเกล) เป็นสเกลที่มี 8 โน้ต แต่ของไทยมีแค่ 5 โน้ต เรียกว่า Pentatonic Scale (เพนทาโทนิค สเกล) แล้วก็วิธีการจูนโน้ต ความยากของความถี่ก็จะไม่เหมือนกันด้วย

อย่างเช่นไปตอนไปอัดระนาดเอก โน้ตที่ตีจะไม่ตรงกับโน้ตในเปียโน ผมก็ต้องให้มือระนาดจูนตะกั่วใหม่ เพื่อให้โน้ตในระนาดที่เวลาตีไปตรงกับบอร์ดเปียโน ความยากก็จะอยู่ในขั้นตอนนี้”

เมื่อฉันถามเขาว่า อยากให้ชาวเกาหลีเข้าถึงความเป็นไทยแบบไหนในสายตาเขา คำตอบที่ได้ทำให้สายตื๊ดอย่างฉันรีบกรอกใบสมัครเป็นแฟนคลับเขาทันที

“ผมว่าถ้าอยากให้คนเกาหลีเข้าถึงความเป็นไทยอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของเพลงนี่แหละครับ เพลงไทยเป็นเพลงที่มีเสน่ห์มาก ด้วยความที่มีระบบเสียงของตัวเอง มีเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ เราอยู่ในยุค 2019 เราก็ต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นสื่อกลาง ทำให้เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น ทำให้เขาบริโภคได้ง่ายขึ้น

“ผมก็เหมือนเป็นหนึ่งในตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่อยากจะส่งดนตรีไทยเพื่อให้ชาวต่างชาติได้เห็น ไม่ต้องคนเกาหลีก็ได้ ผมอยากเอาดนตรีไทยเนี่ยแหละมาใส่ในดนตรีของ EDM ดนตรีที่อยู่ในกระแส ณ ขณะนี้ ทำให้ส่งไปถึงคนได้ง่ายขึ้น คนก็จะ อ๋อ นี่ดนตรีไทยนะ เอามาเต้นได้ด้วยนิ”

จากที่ได้เห็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เด็กน้อย อาจอชิ และอาจุมม่า ออกเสต็ปกันแบบไม่มีใครยอมใครตลอด 90 นาที ก็เชื่อสุดใจเลยว่าภาษาของโลกแห่งเสียงดนตรีเชื่อมคนให้เข้าถึงกันโดยไม่ต้องสื่อสารด้วยภาษาใดๆ

ตลอด 2 วันที่อยู่ในงาน และหลังการเดินทางไปเกาหลีครั้งนั้น ฉันบอกกับตัวเองว่าจะต้องกลับมาอีก

รู้ตัวอีกที ฉันก็หลงรักเกาหลี (และอปป้า) และกำลังจะเดินทางไปเป็นครั้งที่ 3  (ในรอบไม่เกิน 1 เดือน) อีกแล้ว

อันยองและฮันกุก ซารังแฮโย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

The Cloud x GC Symposium

การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นหมุดหมายสำคัญของทุกภาคส่วนที่จะพาโลกใบนี้ก้าวไปข้างหน้า เพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นหลัง เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ เพราะโลกธุรกิจจะขับเคลื่อนไปในแนวทางดังกล่าว การจับมือเพื่อรวมพลังกับพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าของตนเอง คือคำตอบที่เป็นไปได้และเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการทำเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังด้วย

นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จัดงานด้านความยั่งยืนครั้งใหญ่ ‘Circular Living Symposium 2022 : Together To Net Zero’ เมื่อวันที่ 25 – 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อต่อยอดหลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนบนความตระหนักรู้ของสังคมที่แพร่หลายมากขึ้น แล้วมาเป็นความร่วมมือที่สำคัญกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกระดับเพื่อขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำไปข้างหน้าด้วยกัน

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กรของ GC เล่าให้ The Cloud ฟังว่า ตอนนี้สังคมค่อนข้างรู้จักและเข้าใจสิ่งที่ GC ทำพอสมควรแล้ว ความคาดหวังนับจากนี้คือการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในทุกระดับ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างขึ้น เพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ที่ทำได้จริงและไม่ไกลเกินเอื้อมของทุกคน

GC กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

“เป้าหมายของเรา คือเราจะลดการปล่อยคาร์บอนลง 20 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 และปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050  ซึ่งต้องบอกว่าเยอะมากสำหรับอุตสาหกรรมอย่างเรา ถ้าเทียบกับคนที่ทำเคมีภัณฑ์ด้วยกันถือว่าท้าทายพอสมควร ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราวางแผนเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะพาองค์กรไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร มีการเตรียมงาน งบประมาณ และโครงการในแผนเอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว”

ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของ GC ในฐานะผู้นำด้านเคมีภัณฑ์ระดับโลก จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 GC มีขนาดสินทรัพย์มากเกือบ 8 แสนล้านบาท และรายได้กว่า 3.75 แสนล้านบาท เม็ดพลาสติกและสินค้าอื่น ๆ ของ GC คือจุดตั้งต้นสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมายที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การประกาศเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำในธุรกิจนี้จึงถือว่าน่าจับตามาก

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

“ธุรกิจของเราในปี 2050 จะเปลี่ยนไป เราลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง โดยคาดว่าจะมีการใช้งบประมาณรวมจนถึงปี 2050 ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมเทคโนโลยีในการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) เพื่อไปเก็บไว้ (Carbon Storage) และงบประมาณอีกส่วนหนึ่ง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 – 7 แสนล้านบาท จะใช้เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ เข้าสูงธุรกิจคาร์บอนต่ำในอีกอีก 20 กว่าปีข้างหน้า

“ตอนนี้เราเป็นธุรกิจปิโตรเคมี ทำตั้งแต่ธุรกิจเม็ดพลาสติกไปจนถึงเคมีภัณฑ์ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแกดเจ็ต (Gadget) หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยที่ใช้ในชีวิตประจำวัน พอเรามาทำเรื่องธุรกิจคาร์บอนต่ำมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เราไปลงทุนต่างประเทศเมื่อปีที่แล้วกับ บริษัท ออลเน็กซ์ (Allnex) ผู้นำระดับโลกด้านสารเคลือบผิว (Coating Resins) ซึ่งธุรกิจโค้ทติ้งนี้จะช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมลงเยอะ ด้วยเป็นสินค้าที่ยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุนิดเดียว แต่สามารถใช้เคลือบรถยนต์ อากาศยาน หรือกังหันลม ยืดอายุการใช้งานของพวกนี้ได้หลายเท่าตัว ถ้าคำนวณจากอายุการใช้งานก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ รายได้เราอาจจะเท่าเดิม แต่ของที่ผลิตจะปล่อยคาร์บอนน้อยลง เราก็จะปรับธุรกิจของเราไปสู่สัดส่วนธุรกิจที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนแบบนี้มากขึ้น จนถึงวันหนึ่งเราจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่เป็นต้นทางมากแล้ว จะไปลงทุนในธุรกิจที่เป็นปลายทางมากขึ้น”

เริ่มต้นจากภายในสู่การเปลี่ยนแปลงของภายนอก

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีคือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น ดร.ชญาน์ เล่าว่า องค์กรขนาดใหญ่ของเขาก็ต้องการสร้างวิถีทางธุรกิจใหม่ที่ยั่งยืน ดังนั้น การกำหนดต้นทุนของการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำบนพื้นฐานที่จับต้องได้ของกระบวนการทางการเงิน

Circular Living Symposium 2022 อีเวนต์ความยั่งยืนแห่งปีของ GC จากภาค

“อย่างแรกคือเราปรับวิธีคิดของทุกคนในองค์กร ไม่ใช่แค่การสั่งการจากผู้บริหารลงมา แต่ต้องไปบูรณาการกับหน้างานที่เกี่ยวกับธุรกิจของ GC ด้วย แต่ละคนมีโอกาสลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เหมือนกัน บางคนทำได้ง่าย บางคนทำได้ยาก ของบริษัทเรา เราใช้กลไกการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร หรือ Internal Carbon Pricing ซึ่งเป็นการกำหนดมูลค่าของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในหน่วยของมูลค่าทางการเงินต่อหน่วยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกลไกแรกเรียกว่า Shadow Price เป็นการให้มูลค่าก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ และตัดสินใจในการลงทุนในอนาคต โดยโครงการที่ลดก๊าซเรือนกระจก จะได้รับการสนับสนุนด้วยการลดต้นทุนการดำเนินการจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง ส่วนโครงการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ก็จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“และอีกหนึ่งกลไกหนึ่งคือ Carbon Fee เป็นการจำลองการจ่ายภาษีก๊าซเรือนกระจกในองค์กร โดยเบื้องต้นเราจะทำในรูปแบบของ Shadow Accounting ซึ่งธุรกิจไหนที่ปล่อยคาร์บอนเยอะ ๆ ก็ต้องมีต้นทุนเพิ่มเหมือนจ่ายภาษีแต่เป็นภายในของเราเอง เราจะเอาเงินมาไว้เป็นกองทุนกลาง ใครมีโครงการดี ๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานหรือลดคาร์บอน หรือจะลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ก็ดึงจากกองทุนตรงกลางนี้ไปช่วยได้ คนที่ปล่อยเยอะก็ต้องปรับตัวเองให้ปล่อยน้อยลง คนที่อยากทำธุรกิจใหม่ ๆ ก็จะมีเงินทุนจากส่วนนี้มากขึ้น การทำแบบนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านธุรกิจของเราจนเป็นไปตามแผนในท้ายที่สุด”

เทคโนโลยีคือคำตอบ

นอกจากกระบวนการทางทางเงินแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้ GC บรรลุเป้าหมายใหญ่นี้ได้ คือการใช้เทคโนโลยีพิเศษซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) รวมทั้งพลังงานทดแทนคือคำตอบที่องค์กรแห่งนี้มองเอาไว้

“ตอนทำแผน เราพิจารณาต้นทุนของแต่ละเทคโนโลยีมาเทียบกันหมด ด้วยบริบทของเมืองไทย ผมคิดว่าการดักจับคาร์บอนตอนนี้ยังมีต้นทุนที่ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นการกักเก็บคาร์บอนให้ได้ 1 ตัน อาจต้องใช้เงินถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าไปปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า ต้นทุนก็อาจใกล้เคียงกัน ใช้เงินพอกัน แต่ข้อเสียคือ เราไม่มีพื้นที่ที่จะปลูกเยอะนัก ซึ่งเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนนี้มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ คืออย่างเมืองไทย การปลูกต้นไม้ให้เยอะที่สุดเป็นเรื่องดีที่ต้องทำ แต่ยังไงก็ไม่พอครับ เราควรต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วย

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

“ที่บอกว่าเหมาะกับบริบทของเมืองไทย เพราะว่าอุตสาหกรรมหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเรากระจุกตัวอยู่แถวภาคตะวันออก มีทั้งโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี ถ้าเราร่วมมือกันจะทำได้ง่ายกว่าประเทศอื่น เหตุผลที่สองคือ เรามีหลุมตรงอ่าวไทยที่ใช้สำหรับขุดก๊าซธรรมชาติ เป็นกระเปาะเล็ก ๆ ไม่ได้เหมือนหลุมใหญ่ในตะวันออกกลางแบบนั้น เวลาเราขุดก็จะมีหลุมที่ว่างเยอะมาก เพราะขนาดเล็ก ไม่นานก็หมด พวกนี้เปลี่ยนไปเป็นที่กักเก็บคาร์บอนได้ แล้วท่อส่งผ่านท่อก๊าซที่เรามีในการบีบอัดคาร์บอนกลับไปที่หลุม ผมมองว่าเมืองไทยได้เปรียบตรงนี้ และศักยภาพของอ่าวไทยก็น่าจะกักได้พอสมควร”

การใช้พลังงานทดแทนถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ บทโจทย์ที่ท้าทายด้านความมั่นคงด้านพลังงาน วันนี้พลังงานจากไฮโดรเจนอาจยังเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากยังใช้ไม่แพร่หลายและต้นทุนสูง แต่ GC ก็ยังเห็นศักยภาพของมันและรอจังหวะที่ดีในการลงทุนต่อไป

“ตอนนี้ราคาในการผลิตพลังงานจากไฮโดรเจนยังแพงอยู่ แต่มันดีกับวันข้างหน้า การผลิตพลังงานไฮโดรเจน คือการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดมาผ่านกระบวนการแยกน้ำ ออกมาเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ซึ่งถ้าใช้ไฟฟ้าปกติจากโรงไฟฟ้า เอามาผ่านกระบวนการแยกน้ำอย่างที่ว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ดังนั้น ควรใช้พลังงานสะอาดจากแหล่งอื่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ อย่างไรก็ตาม หากต้องการผลิตพลังงานจากไฮโดรเจน ราคาของเทคโนโลยีต้องถูกลงก่อน เพราะต้นทุนเรื่องนี้ยังสูงกว่าการดักจับคาร์บอน GC เลยเน้นไปทางนี้เยอะหน่อย แต่ถ้าในอนาคตพลังงานไฮโดรเจนถูกกว่า เราก็จะเปลี่ยนไปให้น้ำหนักมากขึ้น ก็ต้องดูความเป็นไปได้ด้วย”

จากภาพใหญ่ที่ทาง GC ปูทางเอาไว้สู่เป้าหมายที่สำคัญ The Cloud ก็ชวน ดร.ชญาน์ คุยต่อเรื่องความคาดหวังและผลตอบรับจากงาน Circular Living Symposium 2022 : Together To Net Zero กันต่อ

Symposium แห่งความร่วมมือที่ยั่งยืน

“เราอยากทำงานของเราให้จับต้องได้สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรม คนทั่วไปก็เข้ามาดูได้ว่ามันมีตัวอย่างให้เห็น อย่างนี้ก็ทำได้นี่นา ทุกคนสามารถร่วมกันทำได้เหมือน ๆ กัน มันคือพื้นที่แบ่งปันที่ให้ทั้งคนรุ่นใหม่ อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ มาแลกเปลี่ยนไอเดียของแต่ละคน แล้วออกมาเป็นโซลูชันที่คิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ จุดต่างที่สำคัญของงานคือความมีส่วนร่วมและมีไอเดีย แต่ละคนจะมาชวนกันดูและชวนกันคิดว่าจะทำตรงไหนได้บ้าง จบงานนี้แล้วอยากให้คนได้กลับไปคิดต่อครับ”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

ผู้บริหารของ GC เล่าว่า การจัดงาน 2 ครั้งแรกนั้นผลตอบรับค่อนข้างดี คนที่มาร่วมงานมีความเข้าใจมากขึ้น และเกิดแพลตฟอร์มความร่วมมือที่ทำขึ้นหลังการจัดงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม สำหรับการจัดงานในปีนี้ GC เชื่อว่าสังคมเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนพอสมควรแล้ว จากนี้คือการเปิดพื้นที่ให้แต่ละภาคส่วนมาร่วมมือกัน เพื่อขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

อีกความท้าทายที่สำคัญ คือการพัฒนาสินค้าจากกระบวนการ Upcycling ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการสร้างความเข้าใจทั้งระดับประชาชนและภาคธุรกิจในการสนับสนุนเรื่องนี้

“เราเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในวันนี้กับโรงงานรีไซเคิลของเรา กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิลเป็นทางเลือกให้เอาวัสดุไปทำต่อได้หลายอย่างมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ลูกค้าอยากเอาวัสดุไปทำสินค้าบางประเภท แต่ติดขัดเรื่องกฎเกณฑ์ของหน่วยงานที่กำกับดูแล เราก็ต้องไปช่วยผลักดันกับลูกค้า เพราะหลายเทคโนโลยีที่ทำมีการรับรองจากทั้งหน่วยงานสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปอยู่แล้ว แต่ยังไม่ผ่านมาตรฐานในบ้านเราเพราะเรื่องนี้ยังใหม่ คิดว่าอีกไม่นานน่าจะได้เห็นมากขึ้น ถ้าผลักดันสำเร็จ เราก็จะใช้วัสดุในประเทศได้มากขึ้น ลดการนำเข้าลง

“เรื่องการบริหารจัดการขยะ เราจะเลือกทำแต่พลาสติกไม่ได้ เราทำกับทุกอย่าง ทั้งอะลูมิเนียม แก้ว หรือขยะเปียก ต้องทำให้ครบ เรามีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญมาที่งานของเราเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้วยนะ คือผมว่าทุกคนต้องมานั่งคุยกันอย่าง GC เก่งเรื่องพลาสติก แต่ที่อื่นอาจเก่งเรื่องการทำกระป๋อง เขาก็มาถามเรา เราก็แลกเปลี่ยนกับเขา ก็จะสร้างระบบที่ครอบคลุมได้มากขึ้น ทั้งขยะจากครัวเรือนหรืออุตสาหกรรม คนทั่วไปก็เอาระบบไปใช้งานได้โดยที่ไม่ยุ่งยากมากนัก”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

กระบวนการอัพไซคลิง (Upcycling) ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ไม่รู้จบ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาสินค้าในกระบวนการทางธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป ดร.ชญาน์ มองว่าวัสดุรีไซเคิลที่มีสิ่งปนเปื้อนน้อย แม้แทบจะเหมือนกับวัสดุใหม่แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องอาศัยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต่างออกไปตามความเหมาะสม ข้อจำกัดที่สำคัญคือกระบวนการแยกขยะและสารปนเปื้อนที่ต้องจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้สินค้าสิ่งทอ Upcycling เป็นที่รู้จักพอสมควรแล้ว GC จึงมุ่งต่อยอดไปสู่สินค้าประเภทอื่นอย่างวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเริ่มมาสักพักและเติบโตค่อนข้างดีต่อไป

“นอกจากนี้เรายังมีเส้นใยรีไวฟ์ (Revife) ซึ่งทำมาจากขวด PET โดยปกติวัสดุพวกนี้พอเอามารีไซเคิลหลายครั้ง อาจนึกภาพเส้นก๋วยเตี๋ยวนะครับ พอเอาไปรีไซเคิลจะตัดสั้นลง ๆ เอามาทำใหม่คุณสมบัติจะลดลงด้วย เทคโนโลยีรีไวฟ์คือการเอาวัสดุที่ถูกตัดเอาไปต่อกันใหม่ คุณสมบัติก็ยังดีเหมือนเดิมไม่ต่างจากของใหม่ กลายเป็นอีโคไฟเบอร์ที่คุณภาพอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ นำไปออกแบบเป็นสินค้าที่หลากหลาย ใครที่สวมเสื้อของ GC เมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว รุ่นนั้นต้องผสมใส่ฝ้ายเข้าไป ตอนนี้ไม่ต้อง จะเห็นว่าเป็นโพลีเอสเตอร์ปกติเลยเพราะมันเป็นเส้นใยยาวแล้ว”

มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นได้เสมอ สำหรับทุกธุรกิจที่ยังเชื่อและเห็นคุณค่าของกระบวนการเหล่านี้

ความคาดหวังและการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่ดีกว่า

ผลตอบรับของงานประชุมครั้งใหญ่นี้เป็นไปด้วยดี พร้อมกับความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมีอย่าง GC ต้องการชวนคนในสังคมมามีส่วนร่วมกันมากขึ้น ซึ่ง ดร.ชญาน์ หวังว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญที่ทุกคนจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ GC ตั้งใจ

“Symposium นี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ครั้งแรกส่วนใหญ่คนที่เชิญเป็นคู่ค้า ลูกค้าของเรา มีผู้ที่กำหนดนโยบายมาร่วมงานด้วย ตอนแรกเราให้ความรู้ ทำให้ทุกคนตระหนักว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเรื่องสำคัญ ตอนแรกคนยังเข้าใจเรื่องนี้ไม่เยอะมาก พอต่อมาภาครัฐผลักดัน BCG Model ก็สะท้อนว่าเขาเข้าใจและเห็นประโยชน์ของเรื่องนี้

“ปีที่ 2 เราเชิญคนจากต่างประเทศและองค์กรระดับโลกมาแชร์ประสบการณ์มากขึ้น เหมือนมาแลกเปลี่ยนไอเดียและเล่ากระบวนการธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับครั้งนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เราเชิญมาไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่ค้าและลูกค้า เราจัด 2 วันเพราะอยากให้ประชาชนเข้ามาเห็นด้วย คนที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจนี้อย่างอาหารหรือธุรกิจอื่นก็มาร่วมงานได้ เราอยากขยายผลข้ามไปอุตสาหกรรมอื่นให้มากขึ้น ทำให้เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย อยากขยายผลไปมากกว่านี้ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจมากขึ้นไปอีก รวมถึงเกิดความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย”

สิ่งที่ผู้บริหาร GC ภูมิใจ คือการจัดงานที่ผ่านมาเกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมาไม่น้อยจากสิ่งที่พูดคุยในงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กก้าวต่อไปได้ด้วยโซลูชันของตัวเองบนวิธีคิดด้านความยั่งยืน เชื่อว่าจะมีเสียงสะท้อนที่ดังมากขึ้นสำหรับ Symposium ในครั้งถัดไปของ GC ที่แน่วแน่ในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นให้ได้

“ธุรกิจเคมีภัณฑ์คงยังเป็นสิ่งที่เราทำนะ ถึงจะเป็นปี 2050 ก็ตาม แต่เราจะเป็นธุรกิจที่ไปถึงผู้บริโภคและองค์กรมากขึ้น นั่นคือไปถึงอุตสาหกรรมปลายทางเยอะขึ้น ธุรกิจต้นทางที่เป็นโรงกลั่นและอื่น ๆ ก็อาจจะลดลงโดยสัดส่วน เราจะเป็นเหมือนบริษัทวัตถุดิบที่เข้าใกล้คนทั่วไปมากขึ้นกว่านี้”

ดร.ชญาน์ จันทวสุ ผู้บริหาร GC กับภารกิจ Net Zero และแนวคิดเปลี่ยนบ่อก๊าซกลางทะเลให้เป็นหลุมเก็บคาร์บอน

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load