Snowpiecer (2020)

ประเภท Post-Apocalyptic Dystopian Thriller

ประเทศ United States of America

โปรดิวเซอร์ Scott Derrickson, Bong Joon-ho, Dooho Choi และ Miky Lee

ผู้เขียนบทโทรทัศน์ Bong Joon-ho และ Kelly Masterson

นักแสดงนำ Jennifer Connelly, Daveed Diggs, Mickey Sumner และ Alison Wright

ความยาว ออกอากาศถึงตอนที่ 4

*บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์ เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์และ 2 ตอนแรกของซีรีย์*

01

Parasite ชนชั้นปรสิต ภาพยนตร์สัญชาติเกาหลีที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์มาหมาดๆ เมื่อต้นปี ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ บงจุนโฮ (Bong Jun Ho) หยิบประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสัมคมและชนชั้นมาบอกเล่า ผลงานที่ผ่านมาของเขาขับเคลื่อนด้วยประเด็นนี้เสมอ ผ่านพล็อตเรื่องแปลกใหม่ที่ผสมผสานทั้งความ Real และ Surreal เข้าไว้ด้วยกัน เพราะแม้พล็อตและมุมมองในหนังหลายๆ เรื่องของเขาจะมีความแฟนตาซีอยู่ แต่มันก็ช่างคลับคล้ายคลับคลาโลกทุนนิยมใบนี้เสียจริงๆ

หลายคนอาจไม่รู้ว่าบงจุนโฮเคยกำกับ Snowpiercer (2013) ภาพยนตร์ที่มีนักแสดงฮอลลีวูดแถวหน้าอย่าง คริส อีแวนส์ (Chris Evans) และ ทิลดา สวินตัน (Tilda Swinton) รับบทนำมาแล้ว หนังเรื่องนี้นำพล็อตเรื่องโคตรล้ำจากคอมมิกสัญชาติฝรั่งเศส Le Transperceneige (1982) มาดัดแปลง 

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น, Bong Jun Ho, บงจุนโฮ

โดยบอกเล่าเรื่องโลกใบใหม่ของมนุษยชาติ ที่สร้างขึ้นบนขบวนรถไฟที่จะวิ่งวนรอบโลกตลอดกาลเพื่อเอาตัวรอด เมื่อโลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งใหม่จากการกระทำของมนุษย์ ขนวนเหตุของวับัติภัยครั้งนี้มาจากการที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก พยายามหยุดยั้งวิกฤตโลกร้อน ด้วยการปล่อยสารเคมีสร้างความเย็นที่คิดค้นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิด อุณหภูมิลดลงเรื่อยๆ จนต่ำกว่าจุดที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงอยู่ได้ โลกทั้งใบจึงล่มสลายลงจากสภาพอากาศเยือกแข็งภายนอก สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสูญสิ้น

มีคนเพียงหยิบมือเดียวที่ได้ขึ้นขบวนรถไฟแห่งอนาคต สัญญะเรื่องความเหลื่อมล้ำของคนต่างชนชั้นในหนังเรื่องนี้ ถูกบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา ผ่านสภาพความเป็นอยู่ การเลือกปฏิบัติ และโอกาสที่ได้รับซึ่งต่างกันราวฟ้ากับเหว แม้ว่าจะอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันก็ตาม 

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น
Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น

คนหัวขบวนหรือคนรวยอยู่ตู้หน้า ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบายไปด้วยสิ่งอำนายความสะดวก ในขณะที่คนท้ายขบวน ห่วงโซ่ที่ต่ำที่สุดบนรถไฟขบวนนี้ ต้องใช้ชีวิตอดอยากยากเข็ญ ถูกตีตราและปฏิบัติราวกับไม่ใช่เพื่อนมนุษย์

การถูกกดขี่มาอย่างยาวนานทำให้คนท้ายขบวนเจ็บแค้นและลุกฮือขึ้นปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในโลกใบนี้ เพื่อความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพที่พวกเขาควรได้รับ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน โดยพวกเขาต้องเดินทางยาวไกลจากรถไฟตู้ท้ายไปสู่หัวรถจักรที่ซึ่ง Mr.Willford ชายผู้คิดค้นรถไฟขบวนนี้และกุมอำนาจเบ็ดเสร็จอาศัยอยู่

Snowpiercer (2013) ในเวอร์ชันหนังจบสมบูรณ์ ด้วยการบอกเล่าการต่อสู้สู่อิสรภาพของคนชายขอบจากท้ายขบวน ดังนั้นเมื่อได้ยินข่าวการสร้าง Snowpiercer (2020) เวอร์ชันซีรีส์ที่มีความยาวมากขึ้นหลายเท่า ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า บงจุนโฮในฐานะผู้อำนวยการสร้างจะขยายจักรวาลเรื่องราวในขบวนรถไฟเหล็กนี้อย่างไร

02

Snowpiercer (2020) ในเวอร์ชันซีรีส์เริ่มฉากแรกด้วยการอธิบายที่มาที่ไปของรถไฟขบวนนี้ ตั้งแต่การแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนที่ไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงการเริ่มต้นออกเดินทางของรถไฟที่มีทั้ง ‘ผู้มีตั๋ว’ และ ‘ผู้ลักลอบขึ้นฟรี’ 

ไทม์ไลน์ในซีรีส์คือ 7 ปีหลังโลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ซึ่งเร็วกว่าไทม์ไลน์ในหนัง มีตัวเอกของเรื่องเป็นอดีตตำรวจสืบสวนคดีฆาตกรรม Andre Layton รับบทโดย ดาวีด ดิกส์ (Daveed Diggs) ผู้แอบขึ้นรถไฟฟรีมาตั้งแต่แรก ทำให้ต้องเป็นคนท้ายขบวนที่ใครๆ ก็พากันเรียกว่า ‘Taily’ ซึ่งล้อกับคำว่า Tail ที่แปลว่าหาง คู่กับ Melanie Cavill รับบทโดย เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรถไฟที่ดูเหมือนจะเป็นคนจัดการควบคุมทุกอย่าง

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ Mr.Willford ผู้สร้างรถไฟขบวนนี้ และไม่เคยออกจากหัวจักรมาเจอใครบนรถไฟเลย ต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจสืบสวนคนเดียวในรถไฟเนื่องจากมีเหตุฆาตรกรรมเกิดขึ้น และนักสืบสวนบนรถไฟที่มีไม่เคยทำหน้าที่จริงๆ สักคน (คิดดูว่ามีคนหนึ่งเคยเป็นกองกลางทีมฟุตบอลอังกฤษ) 

Andre เลยได้เดินทางจากท้ายขบวนขึ้นมายังส่วนอื่นๆ เจอสถานบันเทิงที่ไม่ได้เรียกว่า ไนต์คลับ แต่เป็นไนต์คาร์ เจอกับฟาร์มวัวเนื้อที่เป็นวัวกลุ่มสุดท้ายของโลก สวนเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชผักและผลไม้ทุกชนิดที่นึกถึง ซึ่งมีถึง 130 ตู้ จน Andre พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “มีเยอะขนาดนี้… ก็ยังแบ่งให้คนท้ายขบวนไม่ได้เหรอ” 

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น

ฉากที่แสนสะเทือนใจและทำให้คนดูอย่างเราๆ อนุมานได้ถึงความอดอยากของคนท้ายขบวน คือตอนที่ Andre ได้กินขนมปังปิ้งและซุปธรรมดาๆ ครั้งแรกในรอบ 7 ปี เขาเบิกตาโพลงด้วยความดีใจ และค่อยๆ ละเลียดอาหารราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า ปกติคนท้ายขบวนจะได้รับส่วนแบ่งอาหารเพียงไม่กี่ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ จะเรียกว่าอาหารก็เรียกได้ไม่เต็มปาก เพราะมันมีสภาพน่าสะอิดสะเอือนพอประทังชีพได้เท่านั้น

สิ่งที่เราชอบและคิดว่าซีรีส์ทำได้ดีกว่าภาพยนตร์มาก คือความสมจริงในแง่วิศวกรรม หัวรถจักรที่ต้องลากตู้รถไฟถึง 1,001 ตู้ มันต้องมีพลังงานมหาศาลขนาดไหน มีนักวิจารณ์ชาวต่างชาติให้ข้อมูลไว้ว่า ถ้าตู้รถไฟของ Snowpiercer แต่ละตู้มีความยาวเท่าตู้รถไฟ Amtrack ของสหรัฐอเมริกา รถไฟขบวนนี้จะมีความยาวตั้งแต่หัวรถจักรถึงท้ายขบวนถึง 26 กิโลเมตร แถมยังต้องควบคุมกลไกต่างๆ เพื่อสู้กับสภาพอากาศแปรปรวนโหดร้ายข้างนอกอีก

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น

ในเวอร์ชันภาพยนตร์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความคล้อยตามให้ผู้ชมเห็นความเป็นไปได้ว่า รถไฟที่เทพขนาดนี้มันเกิดขึ้นจริงได้ คือต้องมีมันสมองระดับโลกจริงๆ ถึงจะคิดค้นอะไรแบบนี้ได้ และ Snowpiercer เวอร์ชันซีรีส์ก็ทำให้เชื่อได้ไม่ยาก 

เพราะซีรีส์เปิดเผยหลายๆ ฉากที่ทำให้เราได้เห็นความยากลำบากในการทำงานของทีมวิศวกรระดับหัวกะทิของโลกที่มารวมตัวกัน เพื่อให้รถไฟวิ่งต่อไปได้อย่างราบรื่น แม้จะต้องเจอกับพายุหรือหิมะถล่มอย่างรุนแรง 

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น

03

เพราะซีรีส์เล่าเรื่องผ่านเหตุการณ์สืบสวนสอบสวน ทำให้ตัวเอกได้ไปเจอและพูดคุยกับคนหลากหลายบนรถไฟ เราเลยได้เห็นคาแรกเตอร์ของผู้โดยสารมากกว่าที่เห็นในภาพยนตร์ 

เริ่มจากคนชั้นหนึ่ง ชั้นนี้เป็นคนที่ซื้อตั๋วรถไฟในราคาแพงที่สุด ได้กินอาหารดีๆ และไม่เคยต้องกังวลว่าจะมีทรัพยากรไม่พอใช้ เพราะพวกเขาจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถูกจำกัดสิทธิ หนึ่งในนั้นเป็นชาวจีนที่เดาว่าน่าจะเป็นตัวแทนของนักธรุกิจ ในแต่ละวันก็ใช้ชีวิตไปกับความจรรโลงใจ แต่บางครั้งก็อยากได้รสชาติตื่นเต้นในชีวิต พวกเขาบางคนเบื่ออาหารดีๆ ของตัวเองและโหยหาอาหารธรรมดาๆ จากชั้นสาม และนิยมชมชอบกิจกรรมต่อสู้ชั้นล่างเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น 

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น

ชนชั้นสอง ซีรีส์ยังไม่พาเราไปเจอกับคนชั้นนี้เท่าไหร่ คงต้องดูต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร แต่เดาว่าน่าจะเป็นชนชั้นกลางที่มีความรู้ความสามารถ และมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานบางอย่างในขบวนรถไฟ เพราะประโยคติดหูที่ Melanie มักพูดเป็นคีย์เวิร์ดในเรื่องคือ “ทุกคนบนรถไฟขบวนนี้ล้วนมีหน้าที่ที่ต้องทำ”

ชนชั้นสาม คนชั้นปากกัดตีนถีบ เป็นภารโรง ทำงานในสถานบันเทิง ไม่ได้มีความรู้หรือการศึกษาสูง จึงต้องทำงานใช้แรงงาน สภาพแวดล้อมทางสังคมเองก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ มีแก๊งมาเฟียคุม มีการขายยาเสพติด บางคนเอาเด็กทารกมาเลี้ยงในบาร์เพราะต้องทำมาหากินไปด้วย 

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น
Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น

ต่อมาคือท้ายขบวน ส่วนที่ผู้ลักลอบขึ้นรถไฟทั้งหมดอาศัยอยู่อย่างแออัด เป็นคนชายขอบของสังคมที่ถูกริดรอนสิทธิและไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ นอกจากแท่งโปรตีนสีดำเป็นอาหารประทังชีวิต แม้จะเป็นคนที่มีวิชาชีพและความสามารถมากมายตอนอยู่บนโลก แต่เมื่ออยู่ท้ายขบวน หน้าต่างให้เห็นแสงข้างนอกไม่มีสักบาน ตู้รถไฟก็หนาวเหน็บ ถ้าต้องมีการถูกตัดสิทธิในอะไรก็ตาม ตู้นี้จะเป็นตู้แรกที่ผู้คุมรถไฟนึกถึง 

คนท้ายขบวนเคยพยายามปฏิวัติระบบการปกครองแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ทำให้กลุ่มผู้ก่อกบฏในครั้งนั้นถูกตัดแขนขวา (ตัดด้วยวิธีอะไรต้องไปดูเอง) ทำไมต้องแขนข้างขวา? เพราะแขนขวาคือสัญลักษณ์ของการมีสิทธิ์มีเสียง หมายถึงความสามารถในการโหวตในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ในระบบสังคมที่มีความเสมอภาค แขนขวาที่ถูกกำจัดเท่ากับสิทธิ์ที่ถูกริดรอนนั่นเอง

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น, Bong Jun Ho, บงจุนโฮ
Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น, Bong Jun Ho, บงจุนโฮ

อย่างไรก็ตาม จาก 3 ตอนแรกที่ออกอากาศแล้ว เราแทบไม่เห็นความเห็นแก่ตัวในรถไฟตู้นี้เลย เมื่อถูกลดอาหาร พวกเขามีการวางแผนแบ่งกันโดยให้คนแก่ เด็ก และนักสู้ที่เตรียมไว้สำหรับการปฏิวัติ ให้คนพวกนี้กินก่อน หรืออย่างตอนถูกตัดน้ำไฟก็มีการตกลงขอความร่วมมือกันอย่างจริงจัง

04 

ประเด็นที่ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นตั้งแต่เวอร์ชันหนังเรื่อยมาจนซีรีส์ คือทำไมคนท้ายขบวนถึงเรียกร้องมากมายขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ขึ้นลักลอบขึ้นรถไฟมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้เสียเงินซื้อตั๋วด้วยซ้ำ ในขณะที่ชนชั้นนำต้องเสียเงินมหาศาลซื้อตั๋ว และแน่นอนว่าเงินพวกนั้นถูกนำมาสร้างขบวนรถและรางสำหรับ Snowpiercer 

ถ้า Mr.Willford ไม่ปล่อยให้คนเหล่านี้ขึ้นมา พวกเขาก็คงแข็งตายอยู่ในโลกน้ำแข็งไปตั้งแต่เมื่อ 7 ปีก่อน แล้วจะเรียกร้องหาความเท่าเทียมได้อย่างไร ในเมื่อคุณก็ไม่ได้จ่ายเงินอย่างเท่าเทียมมาตั้งแต่ต้น ทั้งภาพยนตร์และซีรีส์ไม่ได้ให้คนตอบกับเรื่องนี้ เพราะมันเป็นประเด็นปลายเปิดที่มองได้หลายแง่มุม 

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น, Bong Jun Ho, บงจุนโฮ
Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น, Bong Jun Ho, บงจุนโฮ

ในโลกทุนนิยม ก็อาจจะจริงกับความคิดที่ว่า ถ้าคุณไม่ได้จ่ายก็อย่ามาเรียกร้องสิทธิ แต่ถ้ามองในแง่สิทธิมนุษยชน คนทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม คนท้ายขบวนก็เหมือนผู้ลี้ภัยจากบางประเทศที่กำลังมีปัญหาเข้าตาจน และต้องอพยพมายังประเทศอื่นๆ คนเหล่านี้ไม่มีทางเลือก เขาไม่ได้อยากให้มีสงครามกลางเมือง เขาไม่ได้อยากให้เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นแม้จะเป็นผู้ลี้ภัย ก็สมควรได้รับสิทธิพื้นฐานอย่างพลเมืองเช่นกัน 

ซีรีส์พยายามบอกเล่าเรื่องการแบ่งชนชั้นอย่างเข้มข้น จนบางครั้งก็รู้สึกว่ามันโจ่งแจ้งไปหน่อย แต่ความโจ่งแจ้งนี่เองที่ทำให้เห็นว่าภายใต้เรื่องของชนชั้น มันมีเรื่องภาระหน้าที่ ระบบ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

มีฉากหนึ่งที่ Melanie ถาม Andre ว่า “คุณเห็นอะไรเวลาที่มองรถไฟขบวนนี้” 

“ผมเห็นป้อมปราการแห่งชนชั้น” เขาตอบทันที

“แค่นั้นเหรอ แต่ฉันเห็นมนุษย์กลุ่มสุดท้ายที่รอดชีวิตสามพันคน”

ใช่แล้ว เพราะ Snowpiercer ยังวิ่งอยู่ ทุกคนจึงยังมีชีวิต และการที่รถไฟยังวิ่งอยู่ได้ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ แต่มาจากการทำงานอย่างหนักหน่วงของคนมากมายบนรถไฟขบวนนี้ และระบบที่ถูกวางไว้อย่างมีที่มาที่ไป เพื่อรักษาสมดุลของทุกอย่างที่ดำรงอยู่บน Snowpiercer

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น, Bong Jun Ho, บงจุนโฮ

เวอร์ชันภาพยนตร์จบแบบคว่ำกระดาน คือล้มระบบชนชั้นบนรถไฟนี้ไปเลย Set Zero เริ่มต้นใหม่ (เกิดอะไรขึ้น ขอให้ไปดูเองเช่นกัน) แต่เราเชื่อว่าเวอร์ชันซีรีส์คงเลือกตอนจบแบบอื่นแน่นอน เพราะอย่างที่บอกว่าประเด็นเหล่านี้มันมองได้หลายแง่มุม

Snowpiercer (2020) คือซีรีส์เกี่ยวกับชนชั้นแบบแนวนอนที่ใครดูก็น่าจะเชื่อมโยงได้ไม่ยาก เพราะการเปรียบเปรยและแสดงสัญลักษณ์ที่ชัดเจน ถือเป็นซีรีส์ที่สมจริงในระดับหนึ่ง การลำดับเรื่องราวที่ปูเรื่องและคลี่ปมต่างๆ ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ที่สำคัญคือแม้จะเป็นโลก Dystopia แต่คนดูอย่างเราๆ กลับไม่รู้สึกไกลตัวเลย ทุกการกระทำของทุกตัวละครที่เกิดขึ้นบนรถไฟขบวนนี้มันเกิดขึ้นในสังคมอยู่ทุกวี่วัน เหมือนได้เห็นโลกย่อส่วนอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

Snowpiecer ซีรีส์ที่นำเสนอความจริงของสังคมผ่านรถไฟแห่งความเหลื่อมล้ำและชนชั้น, Bong Jun Ho, บงจุนโฮ
รับชมได้ทาง Netflix

Writers

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

หนึ่งในโปรเจกต์ที่กระแสดีตั้งแต่ประกาศสร้างจนถึงช่วงซีรีส์พรีเมียร์คือ Cabinet of Curiosities ซีรีส์แนวลึกลับสยองขวัญ 8 เอพิโซด 8 เรื่องสั้นของ Netflix ที่สรรสร้างและคัดสรรโดยผู้สร้าง Guillermo del Toro จาก Shape of Water และ Hellboy ด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องราวภายในตู้ลับกับผู้ถ่ายทอดเรื่องราวหรือผู้กำกับแต่ละเรื่อง

Cabinet of Curiosities เป็นอีกหนึ่งแพสชันโปรเจกต์ของผู้กำกับคนนี้ที่รอคอยมาตลอดเลยครับ ความคลั่งไคล้เรื่องสยองขวัญของผู้กำกับชื่อดัง ทำให้เขาหาอ่านหาดูทั้งเรื่องสั้น หนัง ซีรีส์ จนได้ค้นพบว่ามีเรื่องราวดี ๆ มากมายรอให้ดัดแปลงเป็นฉบับคนแสดงอยู่ และในขณะเดียวกันยุคสมัยใหม่นี้ ผู้กำกับหลายคนมีของและน่าดึงตัวมาให้พวกเขาได้ปล่อยของสักหน่อย 

เรื่องนี้จึงเป็นซีรีส์ที่โชว์ทั้งเรื่องสยองหลากหลายรสชาติและเนื้อหา และยังเป็นเวทีปล่อยของของผู้กำกับหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Guillermo Navarro ผู้กำกับซีรีส์ Narcos, Vincenzo Natali ผู้กำกับ Cube กับ Splice, Jennifer Kent ผู้กำกับ The Babadook และอีกมากหน้าหลายตา ด้วยการดัดแปลงเรื่องราวที่มีตั้งแต่คลาสสิกปี 1900 เรื่องสั้นของกีเยร์โม เดล โตโร เอง ไปจนถึงเรื่องราวของปรมจารย์สยองขวัญ H.P. Lovecraft ส่วนนักแสดงก็มีตั้งแต่สุดคุ้นหน้าไปจนถึงหน้าไม่คุ้น

**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของซีรีส์**

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

Cabinet of Curiosities เป็นชื่อเรียกตู้สะสมสิ่งของและวัตถุที่มีเรื่องราว มีที่มาหลากหลาย ตั้งแต่ของสะสมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ของสะสมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือประวัติศาสตร์ ของสะสมประเภทงานศิลปะ จนถึงของสะสมที่มีประวัติอันน่าสนใจ ประหลาด น่าทึ่ง บิดเบี้ยว ไปจนถึงสยองขวัญ (เสิร์ชคำนี้ในกูเกิล ก็จะพบว่ากูเกิลเองก็เป็น Cabinet of Curiosities รูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน) และมันยังเป็นชื่อหนังสือที่ เดล โตโร เขียนเกี่ยวกับของสะสมและความชื่นชอบส่วนตัวของตัวเอง รวมถึงเป็นคำจำกัดความบ้านที่เต็มไปด้วยของสะสมเหล่านี้จำนวนมากอีกด้วยครับ

รายการหนึ่งของ Nerdist ทำคลิปพาไปดูบ้านกีเยร์โม เดล โตโร ที่ L.A. นอกจากจะพบว่าบ้านทั้งหลังของเขาคือตู้ลับสุดหลอนอันฟุ้งไปด้วยกลิ่นของความโกธิกและพิศวงแล้ว บ้านหลังนี้ยังมีรูปปั้นของ H.P. Lovecraft ตั้งอยู่ ซึ่งพอจะบอกได้ว่าเขาเป็น FC ตัวยงงานของ Lovecraft แค่ไหน

ก่อนหน้าที่จะเป็น Cabinet of Curiosities เดล โตโร เคยต้องการสร้างหนังที่คล้ายคลึงกับซีรีส์เรื่องนี้ ชื่อว่า At The Mountains of Madness ดัดแปลงจากนิยายสั้นของ H.P. Lovecraft แต่ด้วยเนื้อหาและคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างสยอง เลือดสาด แถมยังเรต R อีก ทำให้โปรเจกต์หนังเรื่องนี้ย้ายบ้านอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายไม่ได้สร้าง 

จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่ Cabinet of Curiosities อุดมไปด้วยเรื่องราวที่มีทั้งความ Lovecraftian Horror และเต็มไปด้วยเรื่องราวสยองขวัญลึกลับแนว Gothic ตามสไตล์ถนัดของกีเยร์โม ผสมแนว Grand Guignol (อ่านว่า แกรนด์ กีญอล) หรือแนวที่บอกเล่าเรื่องราวเทา ๆ ของตัวละครที่ทำไม่ถูกศีลธรรม และมีการฆ่ากันตายเกิดขึ้น โดยเรื่องราวเหล่านี้ใช้อิสระและทุนสร้างมหาศาลจาก Netflix บอกเล่าในรูปแบบเรต R ถ่ายทอดความบ้าคลั่งสุดขีดเหนือจินตนาการในแบบที่กีเยร์โม เดล โตโร เคยต้องการบอกเล่าในหนังที่ไม่ได้สร้าง

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

รูปแบบการนำเสนอของ Cabinet of Curiosities คือแนว Anthology เป็นเรื่องราวจบในตอน โดยแต่ละเอพิโซด กีเยร์โมรับหน้าที่เป็นโฮสต์เดินออกมาเปิดตู้แนะนำให้คนดู ว่าเรื่องราวที่เรากำลังจะได้รับชมเกี่ยวกับอะไร ใครกำกับ พร้อมกับวางสิ่งที่หยิบออกมาจากตู้พร้อมรูปปั้นผู้กำกับอีพีนั้น ๆ หรือเรียกได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างมีสไตล์คล้ายคลึงกับ The Alfred Hitchcock Hour หรือ The Twilight Zone ประมาณหนึ่งเลยครับ 

แต่ถึงอย่างนั้น ลายเซ็นของผู้สร้างคนนี้ก็ยังชัด (แม้ใช้ผู้กำกับต่างกันถึง 8 คน ทั้งยังปล่อยให้ทุกคนมีอิสระในการเป็นตัวเองให้มากที่สุด อยากเล่าแบบไหนเล่า อยากทำแบบไหนทำ) ตรงที่ทุกเรื่องมีความพิศวงอันมืดมิด ทำให้สองจิตสองใจว่าควรเดินเข้าไปหรือถอยห่างออกมาดี จึงกลายเป็นคนดูขอยืนดูในโซนริมประตูอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไปก่อนแล้วกัน รู้ตัวอีกทีก็โดนดึงเข้าไปสู่ความมืดมิดนั่นแล้ว

อีกสิ่งที่มีความเป็น The Twilight Zone คือต่อให้บอกเรื่องย่อแล้ว ทุกเอพิโซดก็ยังน่าพิศวงและเป็นเรื่องราวที่หลากหลายตั้งแต่ติดดินจนถึงหลุดโลกครับ นั่นเลยทำให้หนึ่งในโปรดิวเซอร์มั่นใจว่า นี่จะเป็นซีรีส์สำหรับทุกคน และการเป็นเรื่องสั้นจบในตอนเช่นนี้ คนดูน่าจะเจอเรื่องราวที่ถูกจริตตัวเองบ้างล่ะ 

ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของวัตถุดิบ ไดอะล็อก นักแสดง ฉาก เรื่องราว วิสัยทัศน์ผู้กำกับ หรือความน่ากลัวที่แตกต่างระดับกันออกไป ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่นอกจากจะคละรสชาติแล้ว ยังคละคุณภาพอีกด้วย การจะถูกใจซีรีส์เรื่องนี้จึงมีตั้งแต่องค์ประกอบในแต่ละอีพี จนถึงชอบทั้งอีพีในบรรดาทั้งหมด 8 อีพี

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

แม้ Cabinet of Curiosities ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ H.P. Lovecraft เพียงแค่ 2 เรื่อง คือ Pickman’s Model กับ Dreams in the Witch House แต่หลาย ๆ อีพีมีความ Lovecraftian สูง ชนิดที่ถ้าไม่บอกว่าใครเป็นคนเขียนเรื่องต้นฉบับ เราจะนึกว่าทั้ง Lot 36, The Viewing โดยเฉพาะอีพี The Autopsy 

ฉะนั้นคงต้องบอกว่านี่คงเป็นซีรีส์ที่น่าจะถูกอกถูกใจหรือทำให้แฟน ๆ ผลงาน Lovecraft หันขวับมาสนใจได้ไม่น้อยเลยครับ 

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาว หนวดปลาหมึก ความกลัวจนถึงก้นบึ้งของจิตใจ จนถึงความกลัวที่ทำตัวละครไม่ตายก็สติแตกเป็นบ้าต้องควักลูกตา กับตอนจบที่ไม่สวยหรู แต่ดูแล้วจดจำความสยองเหล่านั้นได้ไม่ลืม 

พอดูจบ ถึงแม้ Cabinet of Curiosities จะไม่ได้ทำออกมาได้ดีทุกอีพี หรือที่จริงต้องใช้คำว่าอีพีที่ทำภาพรวมออกมาได้ขั้นยอดเยี่ยมจะมีไม่มากเท่าไหร่นัก อย่างน้อย ๆ ก็ถูกจัดอยู่ในลิสต์ ‘ผลงานที่อยากแนะนำให้คุณดู หากชอบงาน Lovecraft’ ไปโดยอัตโนมัติไปแล้ว 

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

ซีรีส์เรื่องนี้ผสมผสานไปด้วยเอฟเฟกต์ทำมืออย่าง Animatronic หุ่นหนูยักษ์ กับมนุษย์ครีมทาผิว และทั้งใช้ Visual Effects หรือ CGI ซึ่งถึงแม้จะมีจุดขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่ก็เป็นการ Pay Tribute ให้กับเรื่องเล่าคลาสสิกที่ถูกเอามาตีความอีกทอดด้วยการทำหนังสยองขวัญแบบคลาสสิก ตามสไตล์ของผู้สร้างหรือผู้กำกับคนนี้

ส่วนสาเหตุที่มีความเป็นกีเยร์โม เดล โตโร เช่นนี้ แม้ใช้ระบบผู้กำกับหลายคน ก็เพราะ Chet Hirsch ผู้กำกับศิลป์ซีรีส์ Cabinet of Curiosities เล่าว่าเขากับเดล โตโร อ่านเรื่องสั้นและนิยายแนว ๆ เดียวกันครับ ทั้งสองคนจึงค่อนข้างเห็นภาพตรงกัน เรื่องการสร้างสรรค์งานอาร์ตเลยแทบไม่ต้องพูดกันเยอะ 

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

ว่าด้วยเรื่องของทั้ง 8 อีพี แต่ละเรื่องนับว่ามีความน่าสนใจในแบบของตัวเอง 

ขอเริ่มจากอีพีที่ถูกใจที่สุดอย่าง The Autopsy (อีพีที่ดูจบแล้วงงว่า นี่ไม่ใช่งานของ Lovecraft หรอกเหรอ) เล่าเรื่องราวของเอเลี่ยนผู้บุกยืดร่างมนุษย์ปะทะหมอผ่าตัดชันสูตร นอกจากมีทุกองค์ประกอบที่กล่าวไป ยังเป็นอีพีที่ทั้งมีความ Lovecraftian ทั้งหลายแหล่ ผสม Reverse-Lovecraftian ในตัว ตรงที่ตัวเอกเผชิญกับความกลัว แต่กลับเลือกหาทางออกอย่างฮีโร่และจบชีวิตแบบเท่ ๆ

สิ่งที่น่าสนใจในอีพีนี้นอกจากเป็นบทสรุปแล้ว คือการดำเนินเรื่องที่สร้างความกลัวจากทั้งสองฝั่งด้วยบทสนทนาอย่างชาญฉลาด ลุ้นระทึก น่าจดจำ เป็นอีพีที่ใช้สถานที่เดียว (ห้องเก็บศพ) ในการเล่าเรื่องที่มีเดิมพันสูง และเกี่ยวข้องกับสเกลที่ใหญ่กว่านั้นได้อย่างเห็นภาพ และการมอบความสยองให้คนดูด้วยภาพก็ทำได้ดีมีชั้นเชิงไม่แพ้กัน ทั้งบรรยากาศเงียบสงัด การเมคอัพศพ และการที่ตัวละครต้องนอนนิ่งก็เป็นเหมือนการมัดคนดูให้รู้สึกกลัวและขยับไม่ได้ตามไปด้วย

The Autopsy จึงเป็นอีพีที่สอบผ่านทุก ๆ ด้าน ใช้เวลาราว ๆ 1 ชั่วโมงได้อย่างคุ้มค่า ถือเป็นตัวชูโรงของซีรีส์ Cabinet of Curiosities เลยก็ว่าได้ครับ

Cabinet of Curiosities เปิดตู้ลับพิศวง ชมซีรีส์สยองขวัญจากผู้สร้าง Guillermo del Toro

มาที่ Lot 36, Graveyard Rats กับ The Viewing เป็นกลุ่มของ 3 อีพีที่ขายความน่ากลัวได้อย่างตราตรึง และเป็น 3 เรื่องที่เน้นความสยองแบบสั้นได้ใจความ เล่นกับอารมณ์คนดูระหว่างทางอย่างได้ผล ด้วยสถานที่แคบและใช้สถานที่ไม่มาก ว่าด้วยเรื่องของการเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ค้นพบและไปปลุกความสยดสยองให้ตื่นขึ้นมา ทั้งปลุกปีศาจ ปลุกสิ่งมีชีวิตต่างดาว และนำตัวเองไปเผชิญหน้ากับหนูยักษ์ในโลกคนตาย แม้ตัวเองเป็นคนเป็น

พูดง่าย ๆ คือเป็น 3 เรื่องราวของการ ‘รนหาที่’ เราติดตามตัวละครเอกสีเทาที่พาตัวเองไปสะบักสะบอมจนเสียชีวิต เพราะไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรเข้า และยังเป็น 3 อีพีที่ใจหนึ่งเราเชียร์ตัวเอง แต่ใจหนึ่งก็ได้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของคน ความดิ้นรนมีชีวิตที่นำไปสู่การจบชีวิต กับความละโมบโลภมาก แสวงหาอะไรที่เกินตัว ผ่านตัวเอกที่รับซื้อของเก่า ตัวเอกที่ปล้นศพ และกลุ่มตัวละครที่อยากรู้อยากเห็นจนได้เรื่อง

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

ซึ่งพูดถึงการทำอะไร ‘เกินตัว’ ก็ถือโอกาสโยงไปถึงอีกหนึ่งอีพีที่ตัวเอกมีตัวเลือกเช่นกันว่า จะเดินไปสู่หนทางมืดมิดหรือไม่ แต่ดูมี Safe Zone และทางเลือกมากกว่าตอนอื่น ๆ คืออีพี ‘The Outside’

The Outside พูดถึงการมีชีวิตอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตในสังคมและระบบทุนนิยมได้อย่างน่าสนใจ แม้สไตล์การนำเสนอจะประหลาดพิลึก ด้วยการแสดงที่ผิดเพี้ยน กับการใช้เลนส์ที่ทำให้ภาพมีสัดส่วนผิดปกติ และบางฉากที่มีความเหนือจริง อย่างฉากทีวีพูดกับตัวเอก หรือฉากตัวเอกลอยได้ ทั้งหมดราวกับต้องการนำเสนอความบิดเบี้ยวของสังคมนี้ในเชิงสัญญะ และแสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราตามกระแสไปกับสังคมที่นิยมความสวยงามและให้ค่าที่เปลือกนอก 

ความรู้สึกดูไปอึดอัดไปจากทั้งการแสดง จังหวะการเคลื่อนไหว และบทสนทนา เชื่อว่าเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการขับเน้นใจความของเอพิโซดนี้

The Outside ยังเป็นอีพีที่ตั้งคำถามถึงความปกติกับผิดปกติอย่างน่าสนใจผ่าน 2 อย่าง คือทีวีพูดกับคนดูได้ ซึ่งมีความคลุมเครือระหว่างเป็นเรื่องจริงกับเรื่องหลอนไปเอง คิดไปเอง เหมือนที่ไม่มีใครต่อว่าหรือด้อยค่าตัวเองนอกจากตัวเอง จนกระทั่งสุดท้ายตัวเอกที่เอาตัวเองไปเจ็บจากการทาครีมจนผิวแสบได้หลอมรวมกับมนุษย์ครีมจนเธอดูดีขึ้น ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก และสภาพที่เปลี่ยนไปยังเป็นสิ่งที่ต่อให้ไม่มีครีม ก็ดูแลตัวเองจนดูดีขึ้นเองได้อย่างดัดฟัน แต่งหน้า ทำผม แต่งตัว 

สุดท้ายแล้วแทนที่จะดูแลตัวเองและพอใจกับสามีหรือคนในบ้าน (ตัวแทนของ Inside) ที่รักเธอในแบบที่เธอเป็น เธอกลับพึงพอใจที่จะใช้ชีวิตแบบด้านนอก เพื่อคนข้างนอก ด้วยเปลือกนอก (Outside) และชีวิตเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้แก่นสาร นี่เป็นอีพีที่ถึงแม้ความบันเทิงและสยองจะสู้อีพีอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ก็นำเสนออย่างจิกกัดด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไป รวมถึงมีทั้งสีสันสดใสเกินจริงและมีเลือดสาดในเวลาเดียวกันครับ

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

ขยับมาอีกหน่อย คือ Pickman’s Model กับ Dreams in the Witch House เป็น 2 อีพีที่เล่นกับความน่ากลัวก้นบึ้งจิตใจได้ดี แม้ก่อนหน้านี้จะบอกว่าแยกไม่ออกว่าเรื่องไหน H.P. Lovecraft เป็นผู้ประพันธ์หรือไม่ แต่การจับคู่ 2 เรื่องนี้ที่มาจากความบังเอิญ ก็พอจะบอกได้แล้วว่าแก่นความน่ากลัวสไตล์​ Lovecraft มีอิทธิพลชัดเจนขนาดไหน

Pickman’s Model พูดถึงความมั่นอกมั่นใจของตัวเอกที่ชื่อ Will Thurber เขามีทุกอย่าง ทั้งภรรยาสาวสวย ลูกสาวน่ารัก ผลงาน แกลเลอรี่ภาพ และบ้านหลังใหญ่โต แต่การที่ก่อนหน้านั้นเขามองภาพวาดของนาย Pickman ที่อาศัยในบ้านแคบ ๆ กลับทำให้เขาหลอนไปตลอดชีวิต และไม่ต้องการเห็นมันอีก อีพีนี้ให้น้ำหนักในเรื่อง ‘ความจริง’ และ ‘ความหลอนไปเอง’ ผ่านการวาดภาพแบบที่เห็นอะไรก็วาดไปตามนั้น 

Will เห็นสิ่งสวยงามทุกอย่างตรงหน้าอย่างชัดเจน แต่เลือกให้ความมืดมามีอิทธิพลต่อใจมากเกินไป ไม่เพียงแต่เขาที่มองเห็นมัน แต่ทุกคนเห็น และคนรอบตัวเห็นมันด้วยเช่นกัน เมื่อเขาโอบอุ้มความมืดแทนที่จะโอบกอดครอบครัว เมื่อนั้นแล้วความมืดมีตัวตนอยู่จริง ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว Pickman จะวาดมันขึ้นมาจากสัตว์ประหลาดที่มาจากมิติอื่นจริงหรือไม่

ความตลกร้ายอยู่ตรงที่ Ben Barnes นักแสดงผู้รับบทนี้เคยรับบทเป็น Logan ในซีรีส์ Westworld ที่มีเพื่อนชื่อ William (ตัวเอกของเรื่อง) ซึ่งเป็นตัวละครประมาณนี้ มีภรรยา ลูก เป็นคนที่แต่งงานกับหญิงมีชาติตระกูลเลยตกถังข้าวสาร แต่ชีวิตและครอบครัวพังเพราะความมืดในใจตัวเอง และเขายังเคยรับบทเป็น Dorian Grey ชายผู้ขายวิญญาณให้ภาพวาดอีกด้วยครับ แต่เรื่องนี้ต้องมาโดนหลอกหลอนด้วยภาพวาดซะเอง

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

Dreams in the Witch House เป็นอีพีที่แม้จะเอื่อยช่วงต้น แต่ก็เพลิดเพลินและพูดถึงความกลัวอันไม่สิ้นสุด เป็นงานของ Lovecraft ที่เอ็นจอยได้ แม้ไม่ได้มีอะไรให้ตีความมากมาย และยังเป็นลายเซ็นที่ชัดแม้ไม่มีหนวดปลาหมึกยั้วเยี้ย เพราะอีพีนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบของการผจญภัย ผสมกับ Dark Fantasy และเกี่ยวข้องกับการท้าทายสิ่งเหนือความเข้าใจ โดยรวมแล้ว แม้จะไม่ใช่อีพีที่ดูแล้วชอบที่สุด แต่ก็ถือว่าสนุกไม่น้อยเลยครับ

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

อีพีสุดท้ายที่อยากพูดถึง คือตอนสุดท้ายของซีซั่นแรก ‘The Murmuring’ ว่าด้วยสองสามีภรรยานักดูนก ซึ่งพบเรื่องสยองที่ผูกโยงกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในบ้านพักบนเกาะแห่งหนึ่ง คงไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะพูดว่า The Murmuring เป็น 1 ใน 2 อีพีที่ดีที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้ ควบคู่กับ The Autopsy 

The Murmuring มีสไตล์การเล่าเรื่องที่ชวนให้นึกถึงผลงานของ Mike Flanagan ผู้สร้าง The Haunting of Hill House กับ Bly Manor (ที่เพิ่งจะมีผลงานกับ Netflix ล่าสุดเหมือนกันครับ คือ The Midnight Club) การถ่ายทอดความสยองชวนขนลุกขนพองด้วยผี ปรากฏการณ์ หรือความมืดก็ทำได้ดีจังหวะและการกำกับทำให้แข็งแรงแบบออกนอกหน้านอกตาอีพีอื่น ๆ การบอกเล่าสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างความสัมพันธ์ก็ทำได้เด่น บาลานซ์ทั้งความน่ากลัวและการสื่อสารได้อย่างลงตัว 

ภายใต้เปลือกแห่งความสยอง ใจความพูดถึงการเปิดใจยอมรับความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง (แม้ตอนท้าย ๆ จะรู้สึกว่าเร่งไปบ้างก็ตาม) ผ่านเรื่องของเจ้าของบ้านคนเก่า เป็นบทเรียนสำคัญว่าความสูญสลายมักทำให้เรามองข้ามความสวยงามที่มีอยู่ จนทำให้คนรักหรือสิ่งสวยงามที่เหลือเหี่ยวเฉาตายตามไปด้วย ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว และเคสนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับคู่สามีภรรยานักดูนกในทำนองเดียวกัน ถือเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ดูจบ ไม่เพียงฝากไว้ซึ่งประสบการณ์ ความบันเทิง ความหวาดผวา แต่ยังฝากอะไรให้คิดในใจไปอีกพักใหญ่เลยครับ 

เปิดตู้หลอน ชมความสยองขวัญสั่นประสาทในซีรีส์พิศวง 8 ตอนเต็ม ๆ โดยผู้สร้างที่รักความลึกลับ Guillermo del Toro

แม้บางอีพีโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง หรือโดนมาก โดนน้อย บางคนอาจชอบทุกตอน บางคนอาจไม่ชอบเลย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่มาถูกที่ถูกเวลา ในยุคที่ Anthology กำลังบูมตั้งแต่การมาของ American Horror Story และ Black Mirror ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการนำเรื่องราวจากฟอร์มการนำเสนอผลงานที่เก่าแก่ที่สุดรูปแบบหนึ่งอย่างหน้ากระดาษ มาดัดแปลงสู่ฟอร์มการนำเสนอผลงานที่มาแรงที่สุดอย่างสตรีมมิ่ง Netflix 

Cabinet of Curiosities เป็นซีรีส์ที่ใคร ๆ ก็น่าจะอยากดู ด้วยชื่อผู้สร้างมือฉมังคนนี้ กับความน่าสนใจด้วยตัวของมันเอง หวังอย่างยิ่งครับว่าจะมีซีซั่น 2 เพราะตู้ใบนี้ดูจะมีของสุดพิศวงและมีที่มาน่าสนใจอีกมากให้ได้บอกเล่า 

ข้อมูลอ้างอิง

www.themill.com

www.theguardian.com

www.nytimes.com

mashable.com

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load