1 พฤศจิกายน 2564
5 K

สำหรับธุรกิจทั่วไปนั้น ผลประกอบการอาจขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจ หรือกระแสที่กำลังเป็นที่นิยมในแต่ละสมัย 

มีบริษัทหนึ่งที่เคยไล่ผลิตสินค้าตามกระแสของแต่ละสมัย รายได้ของบริษัทก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามกระแส หากกระแสเป็นที่นิยม ยอดขายก็พุ่งสูงขึ้น แต่หากกระแสซาลง ยอดขายก็ลดลงตาม 

แต่หลังจากที่บริษัทค้นพบว่า บริษัทตนเองเกิดมาเพื่ออะไร บริษัทแห่งนี้สามารถทำยอดขายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ติดต่อกัน 15 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 2005 จนถึง ค.ศ. 2020 สำหรับ ค.ศ. 2020 ทั้งที่เป็นช่วงโควิด-19 และบริษัทต้องปิดหน้าร้านส่วนใหญ่ แต่บริษัทแห่งนี้กลับทำยอดขายได้สูงที่สุดเป็นประวัติกาล

บริษัทอายุ 63 ปีบริษัทนี้ ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านจุดสูงสุดต่างๆ จนปัจจุบันเข้าสู่การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3 พวกเขาเอาชนะกระแสขึ้นลงของเศรษฐกิจได้อย่างไร เป็นอีกเคสที่สนุกมากๆ ค่ะ

รายได้ที่แปรผันตามกระแสในตลาด

‘Snow Peak’ ก่อตั้งขึ้นโดย ยูคิโอะ ยามาอิ (Yukio Yamai) เมื่อ ค.ศ. 1958 ยูคิโอะเปิดกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์ต่างๆ จำพวก มีด กรรไกร และงานอดิเรกของเขาคือการปีนเขา 

วันหนึ่ง ยูคิโอะรู้สึกว่าอุปกรณ์ปีนเขาที่วางขายปัจจุบันไม่ถูกใจ เขาจึงออกแบบเอง และไปขอให้โรงงานที่รู้จักกันช่วยทำให้ เมื่อเขานำไปใช้ปีนเขา ก็มีเพื่อนๆ นักปีนเขาเห็นและต้องการบ้าง ยูคิโอะจึงเริ่มหันมาจำหน่ายอุปกรณ์ปีนเขาและอุปกรณ์ตกปลา โชคดีที่ในช่วงนั้นกระแสปีนเขากำลังเป็นที่นิยม กิจการของยูคิโอะจึงเริ่มมีรายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

Snow Peak แบรนด์อุปกรณ์เดินป่าที่บุกตลาดคนเมือง ด้วยคาเฟ่แคมป์และรับแต่งออฟฟิศเป็นแคมป์
ผู้ก่อตั้ง Snow Peak ยูคิโอะ ยามาอิ
ภาพ : www.snowpeak.co.jp

ทว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงปลาย ค.ศ. 1980 กระแสปีนเขาเริ่มซาลง รายได้ของบริษัทก็ลดลงตาม ในช่วงนั้น (ค.ศ. 1986) โทรุ ยามาอิ (Toru Yamai) ลูกชายของยูคิโอะได้เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านพอดี เขาเห็นว่าคนญี่ปุ่นกำลังนิยมไปเดินป่า กางเต็นท์ จึงเสนอให้บริษัทหันมาทำอุปกรณ์แคมปิ้งและเต็นท์จำหน่าย 

บริษัทพัฒนาสินค้าและบุกตลาดแคมปิ้งอย่างจริงจังใน ค.ศ. 1988 และเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ก็ทำยอดขายได้สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 5 เท่า 

เมื่อกระแสกางเต็นท์เดินป่าค่อยๆ ซาลง ยอดขายก็ลดตาม จากเดิมบริษัทมียอดขาย 2.5 พันล้านเยนใน ค.ศ. 1993 เมื่อเข้า ค.ศ. 1999 ยอดขายกลับลดลงเหลือเพียงแค่ 1.5 พันล้านเยนเท่านั้น โดยลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 6 ปี เรียกว่ารายได้แปรผันตามกระแสขึ้น-ลงในตลาดจริงๆ

เมื่อยอดขายลดลงอีกครั้ง โทรุก็เริ่มหันมาคิดว่าควรทำธุรกิจต่อไปเพื่ออะไร เขาลองคุยกับพนักงานดู มีพนักงานคนหนึ่งบอกว่า 

พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า อะไรคือคุณค่าของธุรกิจ ผมรู้เพียงแค่ว่า เวลาเห็นใบหน้าลูกค้า ผมก็รู้สึกอยากฮึดสู้ครับ

คำพูดของพนักงานคนนี้ทำให้โทรุตระหนักได้ว่า บริษัทควรพูดคุยและกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้มากกว่านี้ 

ใน ค.ศ. 1998 บริษัทจึงได้เริ่มจัดงาน Snow Peak Way ซึ่งเป็นอีเวนต์ชวนลูกค้าไปกางเต็นท์และพักผ่อนกัน 1 คืน เพื่อให้พนักงานเข้าร่วมและพูดคุยกับลูกค้า

ไฮไลต์สำคัญของอีเวนต์นี้คือ การนั่งล้อมรอบกองไฟและพูดคุยกันในยามค่ำคืน ปีแรกที่จัดนั้น ทุกคนนั่งคุยกันยาวถึงตี 2 ตี 3 เลยทีเดียว

Snow Peak แบรนด์อุปกรณ์เดินป่าที่บุกตลาดคนเมือง ด้วยคาเฟ่แคมป์และรับแต่งออฟฟิศเป็นแคมป์
ภาพ : senken.co.jp/posts/snowpeak-toruyamai 

ในปีแรก สิ่งที่โทรุและพนักงานได้เรียนรู้คือ สินค้าของบริษัทมีราคาค่อนข้างสูง อีกประเด็นคือ เหล่าชาวแคมป์หาซื้อสินค้าดีๆ ตามร้านค้าไม่ได้เลย ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่มักจะนำสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำเข้ามาจำหน่าย เพราะยังไม่ค่อยมีคนไปแคมป์แบบจริงจัง

เมื่อได้ฟังเสียงของลูกค้าโดยตรงแบรนด์ก็ดำเนินการปรับทันที พวกเขาพยายามพัฒนาสินค้าใหม่ให้ราคาต่ำลง จากเดิมที่จำหน่ายเต็นท์ราคา 1.6 แสนเยน ก็ค่อยๆ ลดราคาลงมาเหลือ 8 หมื่นเยนในปีถัดไป และปัจจุบัน เต็นท์บางรุ่นมีราคาเพียง 3 หมื่นเยนเท่านั้น 

ส่วนปัญหาด้านร้านค้า Snow Peak ตัดสินใจไม่จำหน่ายสินค้าให้กับร้านค้าส่งอีกต่อไป เนื่องจากร้านค้าส่งมักจะเลือกสินค้าจากราคาเป็นหลัก บริษัทไปเจรจากับร้านค้าปลีกโดยตรง โดยขอให้ร้านค้าปลีกวางสินค้าหลากหลายชนิด เพื่อให้ลูกค้าหาซื้อไปใช้ด้วยกันได้ง่าย 

ปัจจุบัน บริษัทยังคงจัดงาน Snow Peak Way อย่างต่อเนื่องทุกปี โดยจัดตามภูมิภาคต่างๆ ในญี่ปุ่น ปีละประมาณ 10 ครั้ง ในงานมีทั้งเวิร์กชอปชงกาแฟ การสอนเทคนิคแคมปิ้ง การแนะนำสินค้าใหม่ของบริษัท และที่ขาดไม่ได้คือ การล้อมวงนั่งคุยกันรอบกองไฟ 

พนักงานจะคอยฟังความต้องการและปัญหาของลูกค้าจากอีเวนต์นี้ เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ ต่อไป 

ธุรกิจที่เปลี่ยนผ่าน 3 รุ่น 3 สมัย

ปัจจุบัน ประธานบริษัทรุ่นที่ 3 คือ ริสะ ยามาอิ (Risa Yamai) ลูกสาวของโทรุ โดยขึ้นมาบริหารแทนพ่อตอนอายุ 33 ปี 

สมัยที่ผมขึ้นเป็นประธานต่อจากพ่อ ก็ตอนอายุสามสิบหกปี ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร ความสามารถในการบริหารจัดการเราอาจจะสูงขึ้นก็จริง แต่พลังของเรา ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ก็จะลดลงไปด้วย ผมคิดว่าพลังในการสร้างอะไรใหม่ๆ จะเปลี่ยนไปตามอายุครับ” 

นี่เป็นสาเหตุหลักที่ประธาน Snow Peak ให้ลูกขึ้นมาเป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุยังน้อย 

สิ่งที่ประธานบริษัททั้ง 3 รุ่น ตั้งแต่รุ่นปู่ พ่อ และลูกสาว มีร่วมกันคือ ทุกคนพัฒนาสินค้าจากปัญหาของตนเอง

คุณปู่ ยูคิโอะ ยามาอิ(Yukio Yamai) พัฒนาอุปกรณ์ปีนเขาขึ้นมาเอง และทำรายได้ได้ดีช่วงกระแสปีนเขากำลังมา

คุณพ่อโทรุเอง เป็นคนชื่นชอบการเข้าแคมป์ และหงุดหงิดกับเต็นท์คุณภาพแย่ เขาจึงพัฒนาเต็นท์ขึ้นมาในแบบที่เขาถูกใจ และพัฒนากลายเป็นธุรกิจใหม่ของบริษัท

ส่วนลูกสาว ริสะสนใจด้านแฟชั่นมาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเข้ามาทำงานที่นี่ เธอรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่ใส่ไปแคมป์ น่าจะนำมาใส่ในวิถีชีวิตประจำวันได้ เธอจึงออกแบบชุดแคมปิ้งเรียบๆ แต่ใช้เนื้อผ้าใส่สบาย มีช่องกระเป๋า ให้ใส่ของได้ง่าย นั่นทำให้แบรนด์ดำเนินธุรกิจแฟชั่นตั้งแต่ ค.ศ. 2014 เป็นต้นมา 

ประธานทั้ง 3 รุ่นล้วนสร้างธุรกิจใหม่ที่ตรงกับกระแสในยุคสมัยนั้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนหลงใหลด้วย แม้สามธุรกิจใหม่นี้จะดูแตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือการนำเสนอคุณค่าใหม่ๆ และเสน่ห์ของธรรมชาติให้ผู้คน พวกเขาเชื่อว่าธรรมชาติจะช่วยทำให้ผู้คนรู้สึกดี มีพละกำลังมากขึ้น 

หลักคิดนี้เป็นปรัชญาที่มีตั้งแต่รุ่นคุณปู่ เมื่อเข้าสู่รุ่นพ่อ โทรุเองมักใช้คำว่า ‘ฟื้นฟูความเป็นมนุษย์’ ให้กับผู้คน ผู้บริหารและพนักงานทุกคนเชื่อในพลังธรรมชาติ อีกทั้งปรารถนาให้สินค้าเติมพลังและทำให้ลูกค้าได้รับการเยียวยาจากธรรมชาติยิ่งขึ้น

ตลาดที่เล็ก (?) แค่ 6 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด 

ในญี่ปุ่น มีข้อมูลสถิติว่าคนที่ไปแคมปิ้งนั้นมีเพียง 7.5 แสนคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 6 ของประชากรทั้งหมด หากมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ ก็คงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ค่อนข้างเล็กทีเดียว 

สำหรับคนทั่วไปแล้ว การไปแคมป์ดูเหมือนต้องเตรียมตัวเยอะ ไหนจะเต็นท์ ถุงนอน พวกเขาจินตนาการไม่ค่อยออกว่า การไปนอนกลางป่ากลางเขาดีอย่างไร จะทรมานตนเองไหม นั่นทำให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบแคมปิ้งมีจำนวนน้อยเหลือเกิน 

ในช่วงหลังแบรนด์ได้เริ่มให้ความสนใจประชากรอีกร้อยละ 94 ที่กำลังเครียดกับงานและต้องการเยียวยาจิตใจ แต่ยังไม่มีโอกาสไปสัมผัสกับธรรมชาติเท่าใดนัก 

เมื่อคิดได้ดังนี้ ทางบริษัทจึงเปลี่ยนนิยามบริษัทตนเอง จากบริษัทที่ทำอุปกรณ์แคมปิ้ง เป็นบริษัทที่จะเชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ ผ่านเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย วิถีชีวิตการทำงาน ตลอดจนงานอดิเรก 

กลยุทธ์หลักของแบรนด์ คือ ‘แม้อยู่เมือง แต่ก็เข้าแคมป์ได้’ 

บริการหนึ่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากคือ การทดลองก่อกองไฟ ทางบริษัทสร้างสวนกว้างๆ ขึ้นมาแห่งหนึ่ง โดยอยู่ใกล้กับสาขาหนึ่งของร้าน Snow Peak ซึ่งห่างจากใจกลางโตเกียวไปเพียง 1 ชั่วโมง บริษัทตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า TAKIBI LOUNGE

Snow Peak แบรนด์อุปกรณ์เดินป่าที่บุกตลาดคนเมือง ด้วยคาเฟ่แคมป์และรับแต่งออฟฟิศเป็นแคมป์
ภาพ : www.snowpeak.co.jp

คำว่า Takibi หมายถึง การก่อกองไฟ 

ที่นี่ ลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนโตเกียว สามารถมาสัมผัสประสบการณ์นั่งในเต็นท์ ลองก่อกองไฟ และนั่งล้อมวงพูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวได้ บริษัทคิดค่าใช้จ่ายเป็นคอร์ส เช่น คอร์สก่อกองไฟ ราคา 5,500 เยนต่อ2 ชั่วโมง คอร์สบาร์บีคิวตัวเปล่า 11,000 เยนต่อ 3 ชั่วโมง 

กรณีคอร์สบาร์บีคิวนั้น ลูกค้าไม่ต้องเตรียมอะไรมาเลย ทางบริษัทจะเตรียมผัก เนื้อ ฟืน ไฟ และอุปกรณ์ทุกอย่างให้เสร็จสรรพ เรียกได้ว่าสะดวกสบาย และทำให้ลูกค้าที่ไม่เคยไปแคมปิ้งมาก่อน รู้สึกสนุกกับประสบการณ์แคมปิ้งฉบับย่อนี้ได้ หากลูกค้าเริ่มอิน พนักงานก็สามารถแนะนำอุปกรณ์แคมปิ้ง ตลอดจนสถานที่สำหรับมือใหม่ได้ ค่อยๆ สอน ค่อยๆ อธิบายไป

สำหรับลูกค้าที่อยากสัมผัสประสบการณ์แคมปิ้งที่สบายกว่านี้อีก ทางบริษัทก็มีการสร้าง Snow Peak Eat หรือคาเฟ่ตามหัวเมืองต่างๆ เช่น โตเกียว โอซาก้า นาโกย่า ทั้งหมด 5 สาขา

ลูกค้ามานั่งในร้านและเลือกเมนูอาหารอย่างสบายๆ โดยทุกเมนู เป็นเมนูที่ชาวแคมป์ทำได้เวลาไปแคมปิ้ง เช่น ไก่อบ เนื้อย่าง 

การปรับตัวของแบรนด์แคมปิ้งดังของญี่ปุ่น สู่คน 94 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ใช่ชาวแคมป์ ด้วยกลยุทธ์ ‘อยู่ในเมืองก็เข้าแคมป์ได้’
อาหารจะถูกลำเลียงมาในถาดหรือจานของ Snow Peak (ซึ่งนำไปใช้จริงเวลาไปแคมปิ้ง) 
ภาพ : www.snowpeak.co.j
การปรับตัวของแบรนด์แคมปิ้งดังของญี่ปุ่น สู่คน 94 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ใช่ชาวแคมป์ ด้วยกลยุทธ์ ‘อยู่ในเมืองก็เข้าแคมป์ได้’
กาแฟดริปกับที่ดริปกาแฟ ไม่ว่าจะอยู่กลางป่าเขาหรือใจกลางเมือง ก็จิบกาแฟอร่อยๆ ได้
ภาพ : www.snowpeak.co.jp

นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีบริการ ‘Camping Office’ โดยเข้าไปช่วยตกแต่งออฟฟิศให้กลายเป็นบรรยากาศสบายๆ พนักงานที่ทำงานจะได้รู้สึกรีแลกซ์​ บริการนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พวกเขาได้เข้าไปให้บริการตกแต่งออฟฟิศมาแล้วกว่า 1,000 แห่ง

การปรับตัวของแบรนด์แคมปิ้งดังของญี่ปุ่น สู่คน 94 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ใช่ชาวแคมป์ ด้วยกลยุทธ์ ‘อยู่ในเมืองก็เข้าแคมป์ได้’
ห้องประชุมที่สร้างความรู้สึกเป็นกันเองได้ทันที
ภาพ : snowpeak-bs.co.j
การปรับตัวของแบรนด์แคมปิ้งดังของญี่ปุ่น สู่คน 94 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ใช่ชาวแคมป์ ด้วยกลยุทธ์ ‘อยู่ในเมืองก็เข้าแคมป์ได้’
ส่วนบริษัทนี้ใช้โต๊ะไม้และเก้าอี้เต็นท์ของ Snow Peak พนักงานบอกว่ารู้สึกรีแลกซ์และสนุกกับการทำงานมากขึ้น
ภาพ : snowpeak-bs.co.jp/tour 

ในอดีตบริษัทเคยเป็นธุรกิจที่ผลิตสินค้าตามกระแสในญี่ปุ่น แต่เมื่อพบว่าวิธีการดังกล่าวไม่ยั่งยืน หากกระแสตก ยอดขายก็ลดลงไปด้วย บริษัทต้องคอยหาสินค้าใหม่ๆ ตามกระแสเพื่อทำให้ยอดขายเติบโตขึ้น 

พวกเขาได้เปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจใหม่ จากบริษัทที่ทำอุปกรณ์แคมปิ้ง เป็นบริษัทที่อยาก ‘ฟื้นฟูความเป็นมนุษย์’ อยากให้ผู้คนสัมผัสธรรมชาติ พวกเขาสร้างตลาดขึ้นมาใหม่ ไม่จำกัดอยู่แค่ชาวแคมปิ้งอีกต่อไป ตลาดของพวกเขาจึงไปไกลกว่าประชากรเพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าของพวกเขาครอบคลุมทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก ขอบเขตธุรกิจของพวกเขาก็ขยายกว้างขึ้น จากเต็นท์ในป่า สู่เต็นท์กลางเมือง วงก่อกองไฟ และคาเฟ่น่ารักๆ  “Snow Peak ไม่ค่อยได้ทำการตลาด แต่เรามักจะทำสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้ พนักงานทุกคน ทุกแผนกที่นี่ เป็นคนชอบแคมปิ้ง และเราเชื่อว่าแคมปิ้งกับธรรมชาติจะช่วยเยียวยาจิตใจผู้คน และทำให้ผู้คนได้เชื่อมโยงกันดีขึ้น” โทรุ ยามาอิ กล่าวทิ้งท้าย

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ร้านขนม Shimizu ก่อตั้งปี 1947 ในเมืองอินะ จังหวัดนากาโนะ คุณปู่ของชินอิจิเริ่มต้นจากการจำหน่ายขนมโมจิไส้ถั่วแดงแล้วตระเวนเดินขายไปทั่วเมือง พอถึงรุ่นพ่อก็เริ่มประยุกต์ทำขนมฝรั่ง เช่น เค้ก คุกกี้ มาขายบ้าง 

ชินอิจิ ชิมิสึ เกิดปี 1975 สมัยเด็ก คุณยายสอนเขาเสมอว่า การที่หลานมีความสุขอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะบรรพบุรุษและตายายทำดีกับผู้อื่น สิ่งดี ๆ จึงเกิดขึ้นกับหลาน อย่าหยิ่งยโส และจงรู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ

ชินอิจิได้เรียนรู้จากคุณยายทางอ้อมเสมอ อย่างตอนช่วยงานที่ร้าน มีลูกค้าท่านหนึ่งมาซื้อโมจิแค่ 2 ชิ้น แต่คุณยายก็หยิบเพิ่มให้อีก 4 ชิ้น และบอกลูกค้าท่านนั้นว่าแถมให้ พอลูกค้าท่านนั้นจากไป คุณยายก็หยิบเงินสดจำนวนเท่ากับโมจิ 4 ชิ้นนั้นจากกระเป๋าตนเองใส่ที่เก็บเงินของร้าน คุณยายทำเช่นนั้นเพราะรู้ว่า ลูกค้าท่านนั้นมีครอบครัว 6 คน ทุกคนจะได้ทานโมจิอร่อย ๆ พร้อมหน้าพร้อมตากัน

เมื่อชินอิจิเข้ามาสืบทอดกิจการต่อจากคุณพ่อ กลายมาเป็นเจ้าของร้านขนม Shimizu รุ่น 3 เขาก็ยังคงยึดหลักการสร้างความสุขให้กับผู้อื่นเสมอ ๆ 

“ผมเชื่อว่าความสุขที่แท้จริง คือ ความสุขจากการทำให้ผู้อื่นมีความสุขอยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวตนเอง พนักงาน พาร์ตเนอร์บริษัท หรือลูกค้าที่อยู่ในเมือง การทำงานที่แท้จริงคือการทำให้ผู้อื่นยิ้มได้หรือมีความสุขครับ”​

ร้านขนมที่สร้างความสุขให้ทุกคน

ชินอิจิปรับร้านให้ดูสดใส น่านั่ง เอาดอกไม้มาลง ให้แขกนั่งชมสวนสวย ๆ สบาย ๆ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : web-komachi.com

นอกจากนี้ ชินอิจิยังตั้งใจใช้ว้ตถุดิบจากในเมืองอินะเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ไข่ไก่ นม เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตกรท้องถิ่นอีกด้วย

ตอนคุณพ่อคุณแม่ของเขาบริหารกิจการร้านนั้น ทั้งคู่วุ่นวายกับการผลิตและจำหน่ายขนม เป็นวงจรแบบนี้ทุก ๆ วัน 

เมื่อชินอิจิเข้ามาบริหาร เขาต้องการทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุกและตื่นเต้นขึ้นอีก เขาเริ่มจากการทำเค้กพิเศษเฉพาะเดือนนั้น ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลบ้าง สร้างสีสันให้กับร้าน 

เกือบทุกเดือน เขาจะจัดอาหารและขนมแบบ Full Course ตามธีม เช่น ธีม ‘กลิ่น’​ เชฟจะคอยอธิบายกลิ่นของอาหารและขนมแต่ละชนิด ทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ลูกค้ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของบริการ Full Course นี้เป็นลูกค้าประจำ และบัตรมักจะขายหมดทันทีที่ประกาศขายเลยทีเดียว 

ขนมเค้กแห่งความฝัน

วันหนึ่ง มีข่าวเด็ก ม.ต้น แทงพ่อตนเองในย่านแถว ๆ เมืองที่ชินอิจิอยู่ เขาเห็นข่าวและรู้สึกสลดมาก ชินอิจิถามตนเองว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้างไหมในฐานะที่เป็นร้านขนม เขารู้สึกว่าถ้าเด็กคนนั้นมีโอกาสคุยกับพ่อตนเองได้มากขึ้น ข่าวความรุนแรงเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น 

และแล้วเขาก็ปิ๊งไอเดีย ‘เค้กแห่งความฝัน’ เขาชวนเด็ก ๆ มาแต่งหน้าขนมเค้กกับคุณพ่อคุณแม่ โดยเด็ก ๆ เป็นคนปั้นตุ๊กตาหรือประดับเค้กตามความฝันของพวกเขา เด็กบางคนอยากเป็นนักบิน ก็ปั้นแป้งเป็นรูปเครื่องบินและมีตนเองนั่งอยู่บนนั้น เด็กบางคนอยากเป็นเชฟทำขนม บนหน้าขนมเค้ก มีเตาอบ และมีเค้กเล็ก ๆ วางอยู่ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
เชฟกำลังสาธิตวิธีปั้นตุ๊กตา
ภาพ : www.inadanikankou.jp

ในปีแรก เขาจัดอีเวนต์ทำเค้กแห่งความฝันนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 9 คน ปีถัดไปเพิ่มเป็น 50 คน ปีถัด ๆ ไปเพิ่มเป็น 500 คน ปัจจุบันเขาจัดงานทุกวันที่ 8 เดือน 8 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน กลายเป็นอีเวนต์ดังประจำเมือง

กระบวนการทำเค้กแห่งความฝันเริ่มจากการที่เชฟจะสาธิตวิธีการปั้นแป้งให้เป็นรูปตุ๊กตาต่าง ๆ ก่อน จากนั้นเด็ก ๆ จะได้รับกระดาษเขียนความฝัน มีคำถามที่ช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจตนเองมากขึ้น เช่น อยากทำให้ใครมีความสุขอย่างไรบ้าง ฝันอยากทำอะไร โตขึ้นอยากเป็นคนแบบไหน ทำไมถึงคิดเช่นนั้น 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
กระดาษทดความฝัน
ภาพ : www.inadanikankou.jp

เมื่อทดความฝันเสร็จก็เข้าสู่กระบวนการลงมือทำ เด็ก ๆ ก็คอยปั้นแป้งโดยมีคุณพ่อคุณแม่ดูอยู่ห่าง ๆ อาจเข้ามาช่วยเหลือบ้าง ระหว่างทำเค้ก เด็ก ๆ ได้เล่าความฝันของตนเองให้พ่อแม่ฟัง คุณพ่อคุณแม่บางท่านบอกว่า ไม่เคยทราบเลยว่าลูกตนเองคิดแบบนี้หรือฝันแบบนี้ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : www.inadanikankou.jp

ตอนท้ายงาน ชินอิจิจะให้เด็ก ๆ กล่าวคำขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ขอบคุณอะไรก็ได้ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ เช่น ขอบคุณที่ซักผ้าให้ ขอบคุณที่ทำอาหารให้ หลังจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ขอบคุณลูกเช่นกัน เช่น ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตพ่อมีสีสันมากขึ้น 

ขั้นตอนสุดท้ายจริง ๆ คือ เด็ก ๆ จะเอาเค้กกลับไปทานกับสมาชิกครอบครัวที่บ้าน ต้องเล่าความฝันตนเองให้สมาชิกที่บ้านที่อาจไม่ได้มาในงานได้ฟังด้วย 

ชินอิจิได้ทำให้เด็ก ๆ ได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น และทำให้การเล่าความฝันไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือเรื่องที่ควรเก็บไว้แค่กับตนเองอีกต่อไป 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : www.inadanikankou.jp

กิจกรรมนี้ค่อย ๆ กลายเป็นกิจกรรมดังในเมือง และสร้างชื่อเสียงให้กับร้านขนม Shimizu เป็นอย่างยิ่ง โดยหลัง ๆ มีบริษัท หน่วยงานรัฐบาล ตลอดจนโรงเรียนต่าง ๆ ติดต่อให้ชินอิจิและทีมมาช่วยทำกิจกรรมเค้กแห่งความฝันนี้ เค้กแห่งความฝันเป็นทั้งแหล่งรายได้ใหม่และอยู่ในความสนใจของสื่อเสมอ ๆ 

เมื่อมีผู้สนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ชินอิจิตัดสินใจตั้งหน่วยงานไม่แสงหากำไร (NPO) ชื่อ Dream Cake Project โดยชวนร้านขนมร้านอื่น ๆ มาทำโปรเจกต์นี้ร่วมกัน ทำให้โครงการขนมเค้กแห่งความฝันนี้ จัดขึ้นทั่วประเทศได้ โดยจัดปีละประมาณ 50 ครั้ง (เฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง) 

สำหรับผู้เข้าร่วมนั้น เค้กแห่งความฝันทำให้หัวหน้าแผนกกับลูกน้องได้คุยกันถึงเรื่องส่วนตัวมากขึ้น เด็ก ๆ ในโรงเรียนได้ฟังความฝันของกันและกันยิ่งขึ้น เค้กและตุ๊กตาแต่งหน้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ขนมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้ผู้คนได้เปิดใจกัน ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

บทเรียนจากร้านขนม Shimizu

1. คำนึงเสมอว่าจะทำให้ใครมีความสุขได้บ้าง ทั้งเกษตรกรท้องถิ่น ลูกค้า และคนในเมือง 

2. ไอเดียดี ๆ (ในที่นี้คือขนมเค้กแห่งความฝัน) อาจมาจากความตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่น ลองคิดว่าธุรกิจเรา พอจะช่วยเหลือสังคมหรือแก้ปัญหาปัจจุบันอย่างไรได้บ้าง  

3. เค้กแห่งความฝัน ทำให้ชินอิจิไม่ได้มองขนมเค้กเป็นแค่ขนมเค้กอีกต่อไป การที่เขาเห็นว่าขนมเค้กช่วยให้คนในครอบครัวพูดคุยกัน สื่อสารกันมากขึ้น ทำให้เขามีไอเดียจัดอีเวนต์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นได้

4. ไม่เก็บไอเดียดี ๆ ไว้แค่กับตนเอง เขาตั้ง NPO เพื่อหาคนที่คิดร่วมกัน มาช่วยกันเผยแพร่แนวคิดนี้ยิ่งขึ้น หากเขาไม่ทำแล้วหรือจากโลกนี้ไป ก็ยังมีคนสืบทอดกิจกรรมเหล่านี้อยู่

5. ไอเดียดี ๆ ที่ตั้งใจทำเพื่อผู้อื่น อาจนำไปสู่แหล่งรายได้ใหม่ของบริษัทก็เป็นได้

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load