1 พฤศจิกายน 2564
4.83 K

สำหรับธุรกิจทั่วไปนั้น ผลประกอบการอาจขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจ หรือกระแสที่กำลังเป็นที่นิยมในแต่ละสมัย 

มีบริษัทหนึ่งที่เคยไล่ผลิตสินค้าตามกระแสของแต่ละสมัย รายได้ของบริษัทก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามกระแส หากกระแสเป็นที่นิยม ยอดขายก็พุ่งสูงขึ้น แต่หากกระแสซาลง ยอดขายก็ลดลงตาม 

แต่หลังจากที่บริษัทค้นพบว่า บริษัทตนเองเกิดมาเพื่ออะไร บริษัทแห่งนี้สามารถทำยอดขายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ติดต่อกัน 15 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 2005 จนถึง ค.ศ. 2020 สำหรับ ค.ศ. 2020 ทั้งที่เป็นช่วงโควิด-19 และบริษัทต้องปิดหน้าร้านส่วนใหญ่ แต่บริษัทแห่งนี้กลับทำยอดขายได้สูงที่สุดเป็นประวัติกาล

บริษัทอายุ 63 ปีบริษัทนี้ ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านจุดสูงสุดต่างๆ จนปัจจุบันเข้าสู่การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3 พวกเขาเอาชนะกระแสขึ้นลงของเศรษฐกิจได้อย่างไร เป็นอีกเคสที่สนุกมากๆ ค่ะ

รายได้ที่แปรผันตามกระแสในตลาด

‘Snow Peak’ ก่อตั้งขึ้นโดย ยูคิโอะ ยามาอิ (Yukio Yamai) เมื่อ ค.ศ. 1958 ยูคิโอะเปิดกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์ต่างๆ จำพวก มีด กรรไกร และงานอดิเรกของเขาคือการปีนเขา 

วันหนึ่ง ยูคิโอะรู้สึกว่าอุปกรณ์ปีนเขาที่วางขายปัจจุบันไม่ถูกใจ เขาจึงออกแบบเอง และไปขอให้โรงงานที่รู้จักกันช่วยทำให้ เมื่อเขานำไปใช้ปีนเขา ก็มีเพื่อนๆ นักปีนเขาเห็นและต้องการบ้าง ยูคิโอะจึงเริ่มหันมาจำหน่ายอุปกรณ์ปีนเขาและอุปกรณ์ตกปลา โชคดีที่ในช่วงนั้นกระแสปีนเขากำลังเป็นที่นิยม กิจการของยูคิโอะจึงเริ่มมีรายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

Snow Peak แบรนด์อุปกรณ์เดินป่าที่บุกตลาดคนเมือง ด้วยคาเฟ่แคมป์และรับแต่งออฟฟิศเป็นแคมป์
ผู้ก่อตั้ง Snow Peak ยูคิโอะ ยามาอิ
ภาพ : www.snowpeak.co.jp

ทว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงปลาย ค.ศ. 1980 กระแสปีนเขาเริ่มซาลง รายได้ของบริษัทก็ลดลงตาม ในช่วงนั้น (ค.ศ. 1986) โทรุ ยามาอิ (Toru Yamai) ลูกชายของยูคิโอะได้เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านพอดี เขาเห็นว่าคนญี่ปุ่นกำลังนิยมไปเดินป่า กางเต็นท์ จึงเสนอให้บริษัทหันมาทำอุปกรณ์แคมปิ้งและเต็นท์จำหน่าย 

บริษัทพัฒนาสินค้าและบุกตลาดแคมปิ้งอย่างจริงจังใน ค.ศ. 1988 และเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ก็ทำยอดขายได้สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 5 เท่า 

เมื่อกระแสกางเต็นท์เดินป่าค่อยๆ ซาลง ยอดขายก็ลดตาม จากเดิมบริษัทมียอดขาย 2.5 พันล้านเยนใน ค.ศ. 1993 เมื่อเข้า ค.ศ. 1999 ยอดขายกลับลดลงเหลือเพียงแค่ 1.5 พันล้านเยนเท่านั้น โดยลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 6 ปี เรียกว่ารายได้แปรผันตามกระแสขึ้น-ลงในตลาดจริงๆ

เมื่อยอดขายลดลงอีกครั้ง โทรุก็เริ่มหันมาคิดว่าควรทำธุรกิจต่อไปเพื่ออะไร เขาลองคุยกับพนักงานดู มีพนักงานคนหนึ่งบอกว่า 

พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า อะไรคือคุณค่าของธุรกิจ ผมรู้เพียงแค่ว่า เวลาเห็นใบหน้าลูกค้า ผมก็รู้สึกอยากฮึดสู้ครับ

คำพูดของพนักงานคนนี้ทำให้โทรุตระหนักได้ว่า บริษัทควรพูดคุยและกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้มากกว่านี้ 

ใน ค.ศ. 1998 บริษัทจึงได้เริ่มจัดงาน Snow Peak Way ซึ่งเป็นอีเวนต์ชวนลูกค้าไปกางเต็นท์และพักผ่อนกัน 1 คืน เพื่อให้พนักงานเข้าร่วมและพูดคุยกับลูกค้า

ไฮไลต์สำคัญของอีเวนต์นี้คือ การนั่งล้อมรอบกองไฟและพูดคุยกันในยามค่ำคืน ปีแรกที่จัดนั้น ทุกคนนั่งคุยกันยาวถึงตี 2 ตี 3 เลยทีเดียว

Snow Peak แบรนด์อุปกรณ์เดินป่าที่บุกตลาดคนเมือง ด้วยคาเฟ่แคมป์และรับแต่งออฟฟิศเป็นแคมป์
ภาพ : senken.co.jp/posts/snowpeak-toruyamai 

ในปีแรก สิ่งที่โทรุและพนักงานได้เรียนรู้คือ สินค้าของบริษัทมีราคาค่อนข้างสูง อีกประเด็นคือ เหล่าชาวแคมป์หาซื้อสินค้าดีๆ ตามร้านค้าไม่ได้เลย ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่มักจะนำสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำเข้ามาจำหน่าย เพราะยังไม่ค่อยมีคนไปแคมป์แบบจริงจัง

เมื่อได้ฟังเสียงของลูกค้าโดยตรงแบรนด์ก็ดำเนินการปรับทันที พวกเขาพยายามพัฒนาสินค้าใหม่ให้ราคาต่ำลง จากเดิมที่จำหน่ายเต็นท์ราคา 1.6 แสนเยน ก็ค่อยๆ ลดราคาลงมาเหลือ 8 หมื่นเยนในปีถัดไป และปัจจุบัน เต็นท์บางรุ่นมีราคาเพียง 3 หมื่นเยนเท่านั้น 

ส่วนปัญหาด้านร้านค้า Snow Peak ตัดสินใจไม่จำหน่ายสินค้าให้กับร้านค้าส่งอีกต่อไป เนื่องจากร้านค้าส่งมักจะเลือกสินค้าจากราคาเป็นหลัก บริษัทไปเจรจากับร้านค้าปลีกโดยตรง โดยขอให้ร้านค้าปลีกวางสินค้าหลากหลายชนิด เพื่อให้ลูกค้าหาซื้อไปใช้ด้วยกันได้ง่าย 

ปัจจุบัน บริษัทยังคงจัดงาน Snow Peak Way อย่างต่อเนื่องทุกปี โดยจัดตามภูมิภาคต่างๆ ในญี่ปุ่น ปีละประมาณ 10 ครั้ง ในงานมีทั้งเวิร์กชอปชงกาแฟ การสอนเทคนิคแคมปิ้ง การแนะนำสินค้าใหม่ของบริษัท และที่ขาดไม่ได้คือ การล้อมวงนั่งคุยกันรอบกองไฟ 

พนักงานจะคอยฟังความต้องการและปัญหาของลูกค้าจากอีเวนต์นี้ เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ ต่อไป 

ธุรกิจที่เปลี่ยนผ่าน 3 รุ่น 3 สมัย

ปัจจุบัน ประธานบริษัทรุ่นที่ 3 คือ ริสะ ยามาอิ (Risa Yamai) ลูกสาวของโทรุ โดยขึ้นมาบริหารแทนพ่อตอนอายุ 33 ปี 

สมัยที่ผมขึ้นเป็นประธานต่อจากพ่อ ก็ตอนอายุสามสิบหกปี ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร ความสามารถในการบริหารจัดการเราอาจจะสูงขึ้นก็จริง แต่พลังของเรา ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ก็จะลดลงไปด้วย ผมคิดว่าพลังในการสร้างอะไรใหม่ๆ จะเปลี่ยนไปตามอายุครับ” 

นี่เป็นสาเหตุหลักที่ประธาน Snow Peak ให้ลูกขึ้นมาเป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุยังน้อย 

สิ่งที่ประธานบริษัททั้ง 3 รุ่น ตั้งแต่รุ่นปู่ พ่อ และลูกสาว มีร่วมกันคือ ทุกคนพัฒนาสินค้าจากปัญหาของตนเอง

คุณปู่ ยูคิโอะ ยามาอิ(Yukio Yamai) พัฒนาอุปกรณ์ปีนเขาขึ้นมาเอง และทำรายได้ได้ดีช่วงกระแสปีนเขากำลังมา

คุณพ่อโทรุเอง เป็นคนชื่นชอบการเข้าแคมป์ และหงุดหงิดกับเต็นท์คุณภาพแย่ เขาจึงพัฒนาเต็นท์ขึ้นมาในแบบที่เขาถูกใจ และพัฒนากลายเป็นธุรกิจใหม่ของบริษัท

ส่วนลูกสาว ริสะสนใจด้านแฟชั่นมาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเข้ามาทำงานที่นี่ เธอรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่ใส่ไปแคมป์ น่าจะนำมาใส่ในวิถีชีวิตประจำวันได้ เธอจึงออกแบบชุดแคมปิ้งเรียบๆ แต่ใช้เนื้อผ้าใส่สบาย มีช่องกระเป๋า ให้ใส่ของได้ง่าย นั่นทำให้แบรนด์ดำเนินธุรกิจแฟชั่นตั้งแต่ ค.ศ. 2014 เป็นต้นมา 

ประธานทั้ง 3 รุ่นล้วนสร้างธุรกิจใหม่ที่ตรงกับกระแสในยุคสมัยนั้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนหลงใหลด้วย แม้สามธุรกิจใหม่นี้จะดูแตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือการนำเสนอคุณค่าใหม่ๆ และเสน่ห์ของธรรมชาติให้ผู้คน พวกเขาเชื่อว่าธรรมชาติจะช่วยทำให้ผู้คนรู้สึกดี มีพละกำลังมากขึ้น 

หลักคิดนี้เป็นปรัชญาที่มีตั้งแต่รุ่นคุณปู่ เมื่อเข้าสู่รุ่นพ่อ โทรุเองมักใช้คำว่า ‘ฟื้นฟูความเป็นมนุษย์’ ให้กับผู้คน ผู้บริหารและพนักงานทุกคนเชื่อในพลังธรรมชาติ อีกทั้งปรารถนาให้สินค้าเติมพลังและทำให้ลูกค้าได้รับการเยียวยาจากธรรมชาติยิ่งขึ้น

ตลาดที่เล็ก (?) แค่ 6 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด 

ในญี่ปุ่น มีข้อมูลสถิติว่าคนที่ไปแคมปิ้งนั้นมีเพียง 7.5 แสนคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 6 ของประชากรทั้งหมด หากมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ ก็คงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ค่อนข้างเล็กทีเดียว 

สำหรับคนทั่วไปแล้ว การไปแคมป์ดูเหมือนต้องเตรียมตัวเยอะ ไหนจะเต็นท์ ถุงนอน พวกเขาจินตนาการไม่ค่อยออกว่า การไปนอนกลางป่ากลางเขาดีอย่างไร จะทรมานตนเองไหม นั่นทำให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบแคมปิ้งมีจำนวนน้อยเหลือเกิน 

ในช่วงหลังแบรนด์ได้เริ่มให้ความสนใจประชากรอีกร้อยละ 94 ที่กำลังเครียดกับงานและต้องการเยียวยาจิตใจ แต่ยังไม่มีโอกาสไปสัมผัสกับธรรมชาติเท่าใดนัก 

เมื่อคิดได้ดังนี้ ทางบริษัทจึงเปลี่ยนนิยามบริษัทตนเอง จากบริษัทที่ทำอุปกรณ์แคมปิ้ง เป็นบริษัทที่จะเชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ ผ่านเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย วิถีชีวิตการทำงาน ตลอดจนงานอดิเรก 

กลยุทธ์หลักของแบรนด์ คือ ‘แม้อยู่เมือง แต่ก็เข้าแคมป์ได้’ 

บริการหนึ่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากคือ การทดลองก่อกองไฟ ทางบริษัทสร้างสวนกว้างๆ ขึ้นมาแห่งหนึ่ง โดยอยู่ใกล้กับสาขาหนึ่งของร้าน Snow Peak ซึ่งห่างจากใจกลางโตเกียวไปเพียง 1 ชั่วโมง บริษัทตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า TAKIBI LOUNGE

Snow Peak แบรนด์อุปกรณ์เดินป่าที่บุกตลาดคนเมือง ด้วยคาเฟ่แคมป์และรับแต่งออฟฟิศเป็นแคมป์
ภาพ : www.snowpeak.co.jp

คำว่า Takibi หมายถึง การก่อกองไฟ 

ที่นี่ ลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนโตเกียว สามารถมาสัมผัสประสบการณ์นั่งในเต็นท์ ลองก่อกองไฟ และนั่งล้อมวงพูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวได้ บริษัทคิดค่าใช้จ่ายเป็นคอร์ส เช่น คอร์สก่อกองไฟ ราคา 5,500 เยนต่อ2 ชั่วโมง คอร์สบาร์บีคิวตัวเปล่า 11,000 เยนต่อ 3 ชั่วโมง 

กรณีคอร์สบาร์บีคิวนั้น ลูกค้าไม่ต้องเตรียมอะไรมาเลย ทางบริษัทจะเตรียมผัก เนื้อ ฟืน ไฟ และอุปกรณ์ทุกอย่างให้เสร็จสรรพ เรียกได้ว่าสะดวกสบาย และทำให้ลูกค้าที่ไม่เคยไปแคมปิ้งมาก่อน รู้สึกสนุกกับประสบการณ์แคมปิ้งฉบับย่อนี้ได้ หากลูกค้าเริ่มอิน พนักงานก็สามารถแนะนำอุปกรณ์แคมปิ้ง ตลอดจนสถานที่สำหรับมือใหม่ได้ ค่อยๆ สอน ค่อยๆ อธิบายไป

สำหรับลูกค้าที่อยากสัมผัสประสบการณ์แคมปิ้งที่สบายกว่านี้อีก ทางบริษัทก็มีการสร้าง Snow Peak Eat หรือคาเฟ่ตามหัวเมืองต่างๆ เช่น โตเกียว โอซาก้า นาโกย่า ทั้งหมด 5 สาขา

ลูกค้ามานั่งในร้านและเลือกเมนูอาหารอย่างสบายๆ โดยทุกเมนู เป็นเมนูที่ชาวแคมป์ทำได้เวลาไปแคมปิ้ง เช่น ไก่อบ เนื้อย่าง 

การปรับตัวของแบรนด์แคมปิ้งดังของญี่ปุ่น สู่คน 94 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ใช่ชาวแคมป์ ด้วยกลยุทธ์ ‘อยู่ในเมืองก็เข้าแคมป์ได้’
อาหารจะถูกลำเลียงมาในถาดหรือจานของ Snow Peak (ซึ่งนำไปใช้จริงเวลาไปแคมปิ้ง) 
ภาพ : www.snowpeak.co.j
การปรับตัวของแบรนด์แคมปิ้งดังของญี่ปุ่น สู่คน 94 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ใช่ชาวแคมป์ ด้วยกลยุทธ์ ‘อยู่ในเมืองก็เข้าแคมป์ได้’
กาแฟดริปกับที่ดริปกาแฟ ไม่ว่าจะอยู่กลางป่าเขาหรือใจกลางเมือง ก็จิบกาแฟอร่อยๆ ได้
ภาพ : www.snowpeak.co.jp

นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีบริการ ‘Camping Office’ โดยเข้าไปช่วยตกแต่งออฟฟิศให้กลายเป็นบรรยากาศสบายๆ พนักงานที่ทำงานจะได้รู้สึกรีแลกซ์​ บริการนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พวกเขาได้เข้าไปให้บริการตกแต่งออฟฟิศมาแล้วกว่า 1,000 แห่ง

การปรับตัวของแบรนด์แคมปิ้งดังของญี่ปุ่น สู่คน 94 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ใช่ชาวแคมป์ ด้วยกลยุทธ์ ‘อยู่ในเมืองก็เข้าแคมป์ได้’
ห้องประชุมที่สร้างความรู้สึกเป็นกันเองได้ทันที
ภาพ : snowpeak-bs.co.j
การปรับตัวของแบรนด์แคมปิ้งดังของญี่ปุ่น สู่คน 94 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ใช่ชาวแคมป์ ด้วยกลยุทธ์ ‘อยู่ในเมืองก็เข้าแคมป์ได้’
ส่วนบริษัทนี้ใช้โต๊ะไม้และเก้าอี้เต็นท์ของ Snow Peak พนักงานบอกว่ารู้สึกรีแลกซ์และสนุกกับการทำงานมากขึ้น
ภาพ : snowpeak-bs.co.jp/tour 

ในอดีตบริษัทเคยเป็นธุรกิจที่ผลิตสินค้าตามกระแสในญี่ปุ่น แต่เมื่อพบว่าวิธีการดังกล่าวไม่ยั่งยืน หากกระแสตก ยอดขายก็ลดลงไปด้วย บริษัทต้องคอยหาสินค้าใหม่ๆ ตามกระแสเพื่อทำให้ยอดขายเติบโตขึ้น 

พวกเขาได้เปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจใหม่ จากบริษัทที่ทำอุปกรณ์แคมปิ้ง เป็นบริษัทที่อยาก ‘ฟื้นฟูความเป็นมนุษย์’ อยากให้ผู้คนสัมผัสธรรมชาติ พวกเขาสร้างตลาดขึ้นมาใหม่ ไม่จำกัดอยู่แค่ชาวแคมปิ้งอีกต่อไป ตลาดของพวกเขาจึงไปไกลกว่าประชากรเพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าของพวกเขาครอบคลุมทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก ขอบเขตธุรกิจของพวกเขาก็ขยายกว้างขึ้น จากเต็นท์ในป่า สู่เต็นท์กลางเมือง วงก่อกองไฟ และคาเฟ่น่ารักๆ  “Snow Peak ไม่ค่อยได้ทำการตลาด แต่เรามักจะทำสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้ พนักงานทุกคน ทุกแผนกที่นี่ เป็นคนชอบแคมปิ้ง และเราเชื่อว่าแคมปิ้งกับธรรมชาติจะช่วยเยียวยาจิตใจผู้คน และทำให้ผู้คนได้เชื่อมโยงกันดีขึ้น” โทรุ ยามาอิ กล่าวทิ้งท้าย

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.27 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load