ขนาดของบ้านไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ความสุข ขนาดของความสุขในใจต่างหาก ที่บอกเราว่าที่ไหนสร้างความอุ่นในใจ และเราเห็นความสุขขนาดใหญ่ที่เบ่งบานในบ้านหลังนี้ บ้านจัดสรรในหมู่บ้านเก่าแก่ย่านบางบัวทอง ถูกปรับเปลี่ยนโฉมหน้าและการใช้งานใหม่ จนไม่เหลือเค้าดั้งเดิม ด้วยเหตุผลที่แสนสั้นและเรียบง่าย นั่นคือ ‘การได้อยู่ด้วยกัน’ 

วันนี้เราจะได้ทำความรู้จักบ้านของสถาปนิก แซ้พ-สุธาป์ เชิดรุ่งโรจน์ ซึ่งครอบครัวนี้มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ปะป๊าสันติ หม่าม้าศิรา ตัวแซ้พเอง น้องชาย น่าน-สาทร และภรรยา ฟู-พิมลภา สุขตลอดชีพ

บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว

แซ้พเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาสถาปัตกรรมภายใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานตรงสายอาชีพอยู่สักพัก จากนั้นจึงเดินทางไปเรียนต่อ Master of Science in Architecture ที่ Politecnico di Milano อิตาลี หลังจากกลับมาก็ก่อตั้ง Design Studio ของตัวเอง SML Design Studio ที่หลายคนอาจคิดว่ามาจาก Small-Medium-Large แต่แท้จริงแล้วย่อมาจากคำว่า สวนมะลิ (Suanmali Garage) ซึ่งเป็นชื่ออู่ซ่อมรถของที่บ้านนั่นเอง นอกจากงานออกแบบสถาปัตยกรรมและงานออกแบบตกแต่งภายในแล้ว สตูดิโอของแซ้พยังออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ภายใต้ชื่อแบรนด์ Piece by peaze อีกด้วย 

ส่วนน้องชาย หลังจากน่านเรียนจบจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ สาขาวิชาดนตรีแจ๊ส มหาวิทยาลัยมหิดล ก็โลดแล่นในเส้นทางดนตรีเป็นนักดนตรีอาชีพ กับตำแหน่งมือกีตาร์ในนาม T-SiX ร่วมกับเพื่อน ๆ ปัจจุบันน่านสานต่ออู่ซ่อมและทำสีรถ สวนมะลิการาจแทนคุณพ่อ

บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว

สงบ สบาย รักสันติ

House of Peaze เป็นชื่อบ้านที่เล่นคำให้พ้องเสียงกับชื่อของคุณพ่อ คำว่า พีซ มาจากชื่อของคุณพ่อสันติ (Peace) กับชื่อแบรนด์ Piece by peaze ของแซ้พ เมื่อตัดสินใจว่าจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัว โดยออกแบบจากความชอบที่เหมือนกันคือการอยู่บ้าน นอกจากนี้ยังแฝงความรักต้นไม้ของน่าน ผู้มีงานอดิเรกเป็นการปลูกบอนไซ แต่ตอนนี้เริ่มขยับขยายไปลองปลูกแคคตัสดูบ้าง 

“พื้นที่ของผมมีโซนสำหรับปลูกบอนไซ แต่ละกิ่งรายละเอียดมันเยอะ ต้องใจเย็นและใช้เวลาค่อนข้างเยอะ แต่ตอนนี้ผมแต่งงาน มุมนี้ก็ถูกปรับเป็นห้องนั่งเล่น แล้วย้ายมุมบอนไซไปไว้ที่ระเบียงแทน” 

น่านบอกเพิ่มว่า “ไลฟ์สไตล์ของเราคืออยู่ที่บ้าน อย่างตอนนี้ผมก็ไปที่อู่บ่อยขึ้นหน่อย เพราะที่อู่มีปลูกแคคตัส อู่ก็คล้ายเป็นบ้านด้วย มีกิจกรรมที่ผมชอบ ทำให้มีความสุขที่ได้ไปทำงาน

แซ้พเล่าแนวคิดการรีโนเวตบ้านให้ฟังอย่างย่อ ๆ 

“พื้นฐานของผมกับน่านคล้ายกัน คือไม่ได้เป็นคนชอบปาร์ตี้ แต่ชอบออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และเราก็ใช้เวลาอยู่กับบ้านกันเยอะที่สุด การอยู่ด้วยกันจึงต้องมีพื้นที่ว่างที่เป็นของตัวเอง มีความเป็นส่วนตัวด้วย อย่างเมื่อก่อน บ้านนี้ก็เป็นบ้านเดี่ยวเหมือนบ้านจัดสรรทั่วไป ห้องแต่ละคนก็เปิดประตูมาเจอกัน เหมือนจะใกล้ แต่เราขาดความเป็นส่วนตัว บ้านเก่าไม่ได้อำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทำให้เราต้องออกจากบ้านไปใช้ชีวิตข้างนอก และแทบจะอยู่แต่ในห้อง 

“พอมาเป็นบ้านหลังนี้ แม้ขนาดจะเปลี่ยนไป แต่มีพื้นที่ส่วนกลาง หรือจะไปไหนก็ต้องเดินผ่านกันตลอด ได้มองเห็น ได้พูดคุย อย่างพื้นที่ห้องรับแขกตรงนี้ เรานอนเล่น ส่วนแม่ก็นั่งกินข้าวใกล้ ๆ กัน ยิ่งตอนนี้มีลูกของแม่บ้านเป็นเด็กน้อยตัวเล็กมาอยู่ด้วย บ้านก็ไม่เงียบเหงา เราก็ได้ใช้เวลาด้วยกันตรงนี้” 

และบริเวณนี้ก็นั่งสบายจริง ๆ ทั้งบรรยากาศของแสงจากภายนอก และโทนสีธรรมชาติจากเฟอร์นิเจอร์ที่แซ้พออกแบบเอง อยู่สบาย มองแล้วสบายตา จากมุมที่เรานั่งอยู่นี้จะได้เห็นมุมสีเขียวที่เปิดกว้าง มีต้นไม้เดิมอย่างต้นประดู่เป็นฉากหลังสีเขียวบังสายตาจากภายนอก ไม่ไกลกันก็มี เจ้ามีมี่ แมวในหมู่บ้านที่ครอบครัวเก็บมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ นอนสบายใจอยู่ใต้เก้าอี้สนามตัวสวย 

บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว

มินิมอลสีขาว

บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว

บ้านคอนกรีตสองชั้น พื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 400 ตารางเมตร ท่ามกลางกระแสการตกแต่งสไตล์มินิมอลลิสต์ที่ถาโถมอยู่ในตอนนี้ บ้านนี้ก็อาจเป็นผู้มาก่อนกาล ตอบโจทย์การใช้งานที่เรียบง่าย ไม่ยุ่งยากวุ่นวาย โทนสีธรรมชาติ มีส่วนที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ต้นไม้ที่จัดสรรให้อยู่รายล้อม เป็นความไม่ธรรมดาที่เกิดจากความธรรมดาในธรรมชาติ 

พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่แซ้พนึกถึงก่อนเสมอ บ้านนี้แบ่งเป็นสองปีกของอาคาร มีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ใช้ร่วมกัน รวมถึงพื้นที่ที่เป็นโฮมออฟฟิศของแซ้พด้วย หากมองจากด้านนอกจะเห็นว่าบ้านนี้ไม่มีรั้วสูงมาบดบัง มีแค่ประตูรั้วหน้าบ้านกั้นสัดส่วนในมุมจอดรถ ซึ่งนักออกแบบอธิบายว่า เลือกใช้ต้นไม้แทนรั้วเพื่อเพิ่มบรรยากาศและกั้นความเป็นส่วนตัวไปด้วย

ออกแบบพื้นที่นั่งเล่นเอาต์ดอร์หน้าบ้าน จัดวางม้านั่งไม้ตัวยาวไว้ใช้งานแบบอเนกประสงค์ ทำให้น้อง ๆ ในทีมของสตูดิโอมีที่พักผ่อนหย่อนใจระหว่างวัน ส่วนสตูดิโอเล็ก ๆ ของแซ้พอยู่ถัดมาจากที่จอดรถหน้าบ้าน ด้านบนชั้นสองของส่วนนี้คือพื้นที่ของน่านและครอบครัวแยกเป็นสัดส่วน มีระเบียงเล็ก ๆ ไว้ปลูกต้นไม้ เราเดินผ่านทางเชื่อมเล็ก ๆ เพื่อเดินไปยังห้องนั่งเล่น ทางขวาแยกสัดส่วนไว้สำหรับเป็นห้องครัว ส่วนของแม่บ้าน และพื้นที่ซักล้าง 

ห้องนั่งเล่นเป็นโถงขนาดใหญ่เปิดโล่ง เชื่อมต่อกันกับส่วนครัวแพนทรี่และส่วนรับประทานอาหาร ยังใช้โทนสีขาวครีม สะอาดตาเป็นตัวชูโรง พื้นทางเดินกระเบื้องเซรามิกแผ่นใหญ่ อารมณ์วัสดุสีเรียบ ๆ ทุกอย่างดูโปร่ง โล่งตา ไม่มีตู้หนาหนักมารบกวนความสบาย ไม่ไกลกัน คือห้องของพ่อกับแม่ที่แยกออกไปเป็นส่วนตัว 

บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย
บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย

ขึ้นบันไดหินขัดรูปทรงโค้งมนของแม่บันไดและราวจับไม้ไปยังห้องชั้นสอง ห้องของแซ้พอยู่ทางปีกซ้าย เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เน้นอารมณ์ธรรมชาติจากสีของไม้ อย่างพื้นไม้สักทำสีธรรมชาติ มีระเบียงเล็ก ๆ ที่แซ้พใช้ออกกำลังกายยามเช้า เป็นมุมส่วนตัวของเจ้าของห้อง 

เมื่อเดินออกมาจากห้อง เลี้ยวขวากลับไปยังปีกขวาห้องของน่าน มีห้องพระที่น่าเข้าไปนั่งสงบจิตใจเป็นที่สุด ด้วยวัสดุไม้และดีไซน์ที่เรียบง่าย ถัดมาเป็นห้องดนตรีของน่านและฟู ซึ่งแซ้พบอกว่า บางครั้งเขาเองก็มาใช้ที่นี่นอนเล่นช่วงกลางวัน หรือซ้อมเปียโนด้วย

เท่าที่เราเห็น ในทุกมุมของบ้านมีการใช้งานจริง ตัดส่วนที่ไม่เกิดการใช้งานออกไป และเกิดเป็นพื้นที่ที่พอเหมาะและพอดีกับคนในบ้าน 

อย่างเป็นธรรมชาติ

บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย
บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดอีกอย่างของบ้านหลังนี้ คือการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้งาน เริ่มจากการเปิดรับแสงเข้าสู่ตัวบ้าน ด้วยพื้นที่แบบดับเบิ้ลสเปซ ต่อเนื่องกับทางเดินยาวเพื่อนำสายตาไปหาพื้นที่ที่กว้างและโปร่งตา การจัดวางเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็นและใช้งานจริง เหล่านี้เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้การใช้งานภายในบ้านกลมกลืน ไม่ขัดกับธรรมชาติและสีเขียวของต้นไม้ที่อยู่รายล้อม เห็นได้ชัดจากส่วนการใช้งานหลักของบ้านอย่างห้องนั่งเล่น 

ฝ้าเพดานสูงสร้างบรรยากาศให้ห้องดูโปร่ง สบายตา ผนังที่มีองค์ประกอบของกระจก เข้ามาช่วยกำหนดทิศทางของแสงธรรมชาติที่เข้ามาภายในบ้าน เช่น ผนังด้านที่ติดกับพื้นที่ใช้สอยภายนอกบ้าน ออกแบบประตูบานสูงจรดฝ้าเพดานเป็นบานเลื่อนขนาดใหญ่เชื่อมต่อไปยังสวน ช่วยให้เกิดการระบายอากาศได้อย่างดี หรือช่องแสงด้านบนผนังชั้นวางทีวีที่เปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามา โดยในแต่ละช่วงเวลาของวัน แสงที่เข้ามาก็ปรับเปลี่ยนไป คล้ายกับช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของบ้านไปในตัว 

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อความสบายตาในทุกจุดของบ้าน เราชอบทางเดินยาวในชั้นสองของบ้าน เวลาเดินผ่านให้ความรู้สึกเหมือนได้ถูกโอบล้อมไว้ด้วยสีเขียวของต้นไม้รอบตัว และยิ่งในมุมสูงของบ้านแบบนี้ ก็ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งดีมาก 

“พอโจทย์ของผมคือการตั้งใจให้ทุกคนอยู่ด้วยกัน มีพื้นที่เป็นของตัวเอง คอร์ทต่าง ๆ ที่มีภายในบ้านจึงถูกออกแบบมาเพื่อกั้นสัดส่วน ผมคิดแปลนของการใช้สอยภายในบ้านไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ให้ธรรมชาติเป็นตัวกลางในการแบ่งสเปซภายในของแต่ละคน ไม่ใช่แค่คนในครอบครัวเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่อยู่ร่วมกับเราในแต่ละวัน อย่างน้อง ๆ ในทีม แม่บ้าน และครอบครัวของเขา อยากให้ทุกคนไม่เสียความเป็นส่วนตัว และมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน” แซ้พอธิบายอย่างเห็นภาพ

ถูกที่ถูกทาง

บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย
บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย

สิ่งสำคัญของบ้านสไตล์นี้คงหนีไม่พ้นการจัดเก็บ แซ้พออกแบบการใช้งาน ควบคู่กับการจัดเก็บไว้แล้วในทุกการใช้สอย เริ่มตั้งแต่ส่วนของสตูดิโอ แม้มีพื้นที่ไม่มากแต่ก็จัดสรรอย่างดี ด้วยการออกแบบตู้บิลด์อินไม้ธรรมชาติลายสวยสูงจรดฝ้า ออกแบบเป็นลิ้นชักเก็บของที่ไม่ได้ใช้บ่อย ส่วนชั้นวางไว้สำหรับวางหนังสือที่หยิบจับเป็นประจำ นั่นอาจเป็นเพราะการวางแผนมาตั้งแต่เริ่มต้น บ้านนี้ใช้การจัดเก็บด้วยตู้สูงบานปิดทึบเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงซ่อนการจัดเก็บไว้ข้างในเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ การจัดวางเท่าที่จำเป็นก็ทำให้บ้านสไตล์มินิมอลดูไม่รกและพอดีกับการใช้งาน 

เห็นได้ชัดมากในห้องพระ ซึ่งจัดวางพระพุทธรูปให้เหมือนการจัดวางทางศิลปะ เลือกใช้สีแค่ 2 สี คือสีขาวจากหินอ่อนและสีธรรมชาติของไม้สัก ก็เป็นความพอดีที่สร้างความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ส่วนผนังส่วนอื่น ๆ ของบ้าน เราสังเกตเห็นว่ามีการใช้งานซ่อนอยู่ด้วย 

“ด้วยพื้นที่ภายในบ้านแต่ละส่วนอยู่แยกจากกัน ผมจึงออกแบบพื้นที่จัดเก็บไว้กับทางเดินที่เชื่อมในแต่ละส่วนของบ้าน เพื่อให้บ้านดูเป็นระเบียบและหยิบหาของใช้ได้ง่าย อย่างในห้องนอนผมเอง ออกแบบตู้เก็บของหน้าบานไม้จากพื้นถึงเพดาน เชื่อมทางเดินส่วนแต่งตัวไปยังส่วนพื้นที่นอน หน้าบานตู้เรียบเสมือนเป็นผนังไม้ที่สร้างบรรยากาศภายในห้องและใช้งานได้อย่างเต็มพื้นที่”

ลูกไม้ใต้ต้น 

ขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรส ปะป๊าหรือคุณพ่อสันติก็เปิดประตูเข้ามาทักทายทีมงาน ลูกชายคนโตเล่าให้ฟังว่า งานอดิเรกของคุณพ่อคือการเขียนเรื่องสั้น โดยถ่ายทอดประสบการณ์ตอนเข้าป่ามาเป็นตัวอักษร ด้วยนามปากกา ‘รณชิต แก้วกานต์’ 

คุยกันสักพัก ก็ทำให้รู้ว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบางส่วนของหนุ่ม ๆ บ้านนี้มีความเชื่อมโยงมาจากคุณพ่อสันติ จากที่เห็นว่าสองหนุ่มบ้านนี้ชอบออกกำลังกาย ก็มาจากคุณพ่อที่ชอบออกกำลังกายตั้งแต่หนุ่ม ๆ ทั้งฟุตบอล แบดมินตัน และปิงปอง

“ลูกเคยบอกว่าอย่างไรก็จะกลับมาอยู่บ้าน ตั้งแต่แซ็พกลับมาจากอิตาลีก็เริ่มทำงานของเขา เราก็ช่วยเหลือเต็มที่ ทำที่ทางไว้ให้เขาได้ใช้ทำงาน แล้วก็ช่วยดูบ้าง ให้ช่างที่อู่ช่วยทำด้วย อย่างตอนนี้พ่อป่วยเป็นโรคไต ต้องฟอกไต ก็ได้ลูกทั้งสองช่วยกันดูแลอย่างดี สลับกันช่วยกัน แล้วก็โชคดีที่น่านแต่งงานแล้ว ก็ไม่ได้คิดจะแยกตัวไปอยู่ที่ไหนเลยได้อยู่ด้วยกัน” คุณพ่อเอ่ยถึงความสุขของการที่ทั้งครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า

บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย

การจัดสมดุลให้สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ แบ่งสัดส่วนของการใช้ชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมอย่างพอดิบพอดี คือแนวคิดหลักที่ทำให้บ้านมินิมอลสีขาวนี้แสนน่าอยู่ โดยมีพลังของครอบครัวเป็นแรงผลักดันและสร้างความสุขให้ทุกวัน

Writer

อัจฉรา จีนคร้าม

แม่ฟูลไทม์ของสองเด็กตัวป่วน บางคราวก็เป็นคอลัมน์นิสต์ ที่สนใจในงานออกแบบและความเป็นไปของโลกใบนี้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

เรื่องเล่า 6 ประการของ ‘บ้าน’ ที่แปลว่าเท่าเทียม บ้านหลังนี้ชื่อว่า The Setara

The Setara เป็นภาษาอินโดนีเซีย ออกเสียงว่า เดอะเซอตารา

The Setara เป็นที่รวมความทรงจำและตัวตนของ ต้น-สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ เจ้าของบ้านผู้สนใจประวัติศาสตร์ มีแพสชันด้านการทำอาหาร และงานศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร

The Setara เป็นบ้านพักผ่อนที่ผสมผสานความชอบ จากการทำงานค้นคว้าเรื่องราวสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคอย่างจริงจังของทั้งเจ้าของบ้าน สถาปนิกผู้สร้างต้นแบบ คือ ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ และบริษัท HUES development ของสองสถาปนิกหญิงผู้ลงมือพัฒนาลายเส้นสเก็ตช์ 5 – 6 แผ่นจากอาจารย์ชาตรี ให้กลายเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขาในจังหวัดเชียงใหม่

และนี่คือเรื่องเล่าน่าประทับใจ 6 ประการของบ้านที่แปลว่าเท่าเทียมหลังนี้

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

ประการที่ 1
เป็นบ้านที่สะท้อนตัวตน ความทรงจำ และการเดินทาง

“ผมเกิดและโตในนิคมสร้างตนเองที่พระพุทธบาท สระบุรี เรียนที่อำเภอเมืองลพบุรี สองพื้นที่นี้สำหรับผมคือหนึ่งเดียวกัน ตั้งแต่ ป.1 ทุกวันผมต้องไปโรงเรียนที่ลพบุรี ตอนเย็นก็กลับมาบ้านที่สระบุรี

“อำเภอพระพุทธบาท สระบุรี กับอำเภอเมืองลพบุรี อยู่ติดกัน เป็นพื้นที่ร่วมของโครงการนำร่องในการพัฒนานิคมสร้างตนเองแห่งแรกของประเทศไทย เป็นคล้าย ๆ ความใฝ่ฝันของรัฐบาลใหม่ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่สร้างเมืองรูปแบบใหม่ ทดลองสร้างรูปแบบอาคารราชการเป็นอาร์ตเดโค มีการจัดสรรที่ดินทำกิน เป็นนโยบายเพื่อให้ราษฎรมีที่ดินทำกิน เป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะเกิดนิคมหลายแห่งทั่วประเทศ ที่สำคัญ จังหวัดลพบุรีเป็นเมืองใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2483 มีการออกแบบอาคารต่าง ๆ มากมาย ในช่วงเวลานั้นลพบุรีเป็นเมืองที่ทันสมัย มีโรงหนัง มีโรงพยาบาลอานันทมหิดล มีอาคารสำคัญทางราชการ ผมได้เห็นอาคารเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็ก”

คุณต้นเริ่มเล่าที่มาของความทรงจำที่เริ่มตั้งแต่วัยเยาว์ จากลพบุรีเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นไปเรียนต่อที่มาเลเซีย ทำวิจัยที่อินโดนีเซีย และทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนจะย้ายมาลงหลักปักฐานทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างในทุกวันนี้

“ผมสนใจประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย โดยเฉพาะจุดที่เป็นพื้นที่นอกเมืองหลวง เราชอบงานสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค สะสมมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตึกต่าง ๆ ในลพบุรี วงเวียน หรือแม้กระทั่งกรงสัตว์ในสวนสัตว์ มันคืออาร์ตเดโคแทบทั้งหมด เมื่อผมได้ไปศึกษาต่อ ค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย ได้ไปรู้จักอาร์ตเดโคที่บันดุง ซึ่งทุกวันนี้บันดุงเป็นเมืองที่มีอาคารอาร์ตเดโคสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี
The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ผมศึกษาด้วยความชอบ ผู้เชี่ยวชาญคือเพื่อนผม อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ ตอนผมกลับจากอินโดนีเซีย ได้ไปฟังอาจารย์ชาตรีนำเสนอเรื่องนี้ในเวทีไทศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2551 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฟังแล้วตื่นเต้น สิ่งที่เขานำเสนอคือบ้านเรา ทำไมเราไม่เคยรู้รายละเอียด หรือเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอาร์ตเดโค ทำไมต้องมีเสา 6 ต้น ทำไมต้องมีหน้าต่าง 6 บาน ทำไมต้องมีลวดลายแบบนั้น หรือการถอดรหัสอื่น ๆ ฟังแล้วสนุก จากนั้นก็เข้าไปคุย แล้วก็เป็นเพื่อนกันครับ ผมเลยได้ไปดูอาคารเก่าหรือสิ่งที่คณะราษฎรทำไว้เป็นอาร์ตเดโคกับอาจารย์ชาตรี

“เมื่อไปอ่าน ศึกษา เก็บเอกสารจริง วัตถุทางประวัติศาสตร์จริง พอจะทำบ้าน ก็คิดว่าเวลาที่เราอยู่ในบ้าน เราอยากอยู่กับอะไรบ้าง เราอยากอยู่กับความทรงจำของเรา อยากอยู่กับของที่เราเก็บ อยากอยู่กับกิจกรรมที่เราชอบ ผมชอบทำกับข้าว มีของที่เรารัก มีสเปซ และมีรูปทรงที่เป็นความทรงจำหรือสิ่งที่ชอบ บ้านหลังนี้คือบ้านที่ตามใจคนอยากได้”

จากความทรงจำกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อคุณต้นทาบทามอาจารย์ชาตรีให้เป็นผู้ออกแบบบ้าน โดยตั้งใจให้เป็นอาคารอาร์ตเคโด อาจารย์ชาตรีเลือกตึกปฏิบัติการแพทย์ในโรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี ซึ่งคุณต้นคุ้นเคย เป็นต้นแบบหลัก ร่วมกับองค์ประกอบบางส่วนของอาคารศัลยกรรม ซึ่งอยู่ในโรงพยาบาลอานันทมหิดลเช่นเดียวกัน

“สำหรับผม ความน่าสนใจของตึกปฏิบัติการแพทย์คือความร้าง (คุณต้นชี้ให้ดูภาพถ่ายตึกปฏิบัติการแพทย์ที่ใส่กรอบแขวนประดับบ้านไว้ พร้อมอธิบายเพิ่มเติม) ภาพอาคารผมถ่ายไว้เยอะ หลายช่วง แต่ผมชอบภาพนี้ เพราะถ่ายในเดือนเมษายนซึ่งแล้งมาก พอถ่ายภาพออกมามันดูเหงา ตึกขนาดใหญ่ก็ดูเหงาอย่างนี้แหละ

“ผมชอบความร้างของตึก เพราะในปัจจุบันไม่มีการทำงานใด ๆ และไม่เคยถูกบูรณะจริง ๆ จึงให้ความรู้สึกดิบมาก ๆ รู้สึกได้ถึงการใช้งานวันแรกจนถึงวันที่ถูกปล่อยร้าง เด็กลพบุรีสมัยก่อนคุ้นเคยกับโรงพยาบาลอานันทมหิดล เวลาจะไปทำฟัน ประกวดฟัน หรือทำกิจกรรมที่โรงเรียนพาไป ก็จะเข้าออกโรงพยาบาลนี้ตลอด ตอนเด็ก ๆ ยังไม่รู้อะไรมาก แต่พอโตขึ้นก็เริ่มเห็นมิติอื่น ความชอบก็มากขึ้น

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ส่วนตึกศัลยกรรม เป็นตึกที่ตัวอาคารเหมือนเรือดำน้ำเลยครับ เราก็เอาหน้าต่างมาใช้กับบ้าน และไอเดียอีกอันหนึ่งที่นำมาใช้ คือส่วนของชั้นลอยที่เปิดให้มองลงมายังโถงด้านล่าง ในตึกศัลยกรรมนั้น นักเรียนจะขึ้นไปบนชั้นลอยเพื่อมองลงมายังชั้น 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ผ่าอาจารย์ใหญ่

“พอจินตนาการว่าเราเป็นนักเรียนที่กำลังมองการผ่าตัดจากด้านบน ผมว่ามันเป็นการออกแบบที่เท่มากใน พ.ศ. 2481

“ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ผมคิดว่า เวลาได้เห็นว่าเรามาจากไหน เราเกิดมายังไง เราถูกหล่อหลอมมาด้วยอะไร เราเชื่อมโยงกับอะไร มันทำให้รู้สึกว่า เออ ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เหมือนกับเราได้เชื่อมต่อ เราเป็นองค์ประกอบหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าให้ฟัง หลังจากนั้นเราก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะถูกเล่าต่อไปข้างหน้า ผมคิดว่าความเป็นตัวตนของเราก็คือ ยิ่งรู้ประวัติศาสตร์ว่าเรามายังไง จะรู้สึกว่าเราเป็นคนที่เล็กมาก เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกกาลเวลาผ่านไป”

ประการที่ 2
เป็นบ้านอาร์ตเดโคที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ และย้อนกลับเข้าไปในประวัติศาสตร์

การนำรูปแบบสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สาธารณะ มาเป็นบ้านอยู่อาศัยหรือบ้านพักผ่อน เรียกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ เพียงลอกแบบสิ่งที่ตามองเห็น เพราะสเกลและฟังก์ชันการใช้งานแตกต่างกันมาก ดังนั้น ไม่เพียงหน้าตาของต้นแบบอาคารที่สำคัญสำหรับบ้านหลังนี้ แต่การเข้าใจความงามกับเนื้อหาความเป็นมาของสถาปัตยกรรมในยุคดังกล่าว รวมถึงเข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิตของเจ้าของบ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็ว่าได้

คุณต้นบอกว่าในมุมมองของตนที่นับถือคริสต์ศาสนา การได้ทำงานร่วมกับทีมที่ดีนั้น คิดว่าเป็นเพราะพระเจ้าวางแผนไว้แล้ว “การทำบ้านอย่างนี้ ถ้าคนไม่เข้าใจ ก็คงไม่ได้ออกมาลงตัวแบบนี้ คือพูดได้ว่าบ้านหลังนี้มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ผม อาจารย์ชาตรี และ HUES development ซึ่งเป็นกลุ่มสถาปนิกที่สนใจอาคารอาร์ตเดโคในยุคราษฎร จึงเกิดเป็นส่วนผสมที่สำคัญของ The Setara ครับ”

คุณต้นกล่าวก่อนแนะนำ ออม-กุหลาบ เลิศมัลลิกาพร และ หมู-ณัฐชานันท์ โลห์ประเสริฐ สองสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัท HUES development ซึ่งมาพัฒนาต้นแบบสเก็ตช์จากอาจารย์ชาตรีให้กลายเป็นบ้านหลังนี้

แรกทีเดียวคุณต้นมองหาคนมาวางผังแลนด์สเคปให้บ้าน เพราะในตอนนั้นมีวิศวกรช่วยถอดแบบสเก็ตช์ให้กลายเป็นแบบก่อสร้างอยู่แล้ว จึงได้นัดพบกับคุณออมที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“พอได้ฟังเรื่องราวที่มาของบ้าน ออมตื่นเต้นมาก กลับไปเล่าให้คุณหมูฟัง เราทั้งคู่เห็นตรงกันว่าอยากทำ งานอื่น ๆ เราไม่เคยบอกลูกค้าว่าอยากทำนะคะ จะให้ลูกค้าตัดสินใจเอง แต่ตอนนั้นตั้งใจบอกคุณต้นว่าจะให้ทำตรงไหนก็ได้ แลนด์สเคปก็ได้ เราอยากมีส่วนร่วมในโปรเจกต์ อยากดูมันไปด้วยกัน ออมว่าโปรเจกต์นี้พิเศษมาก เราจึงต้องตรงไปตรงมากับความรู้สึกของเรา

“แบบสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรีมีประมาณ 5 – 6 แผ่น มีแปลนแล้วก็รูปบ้าน ถ้าไปเขียนโดยใช้ต้นแบบเป็นบ้านโมเดิร์นสมัยใหม่ จะดูแข็งมากหากไม่ลงรายละเอียด เราเลยตัดสินใจขอพัฒนาต่อ และอาจารย์ชาตรีก็เห็นด้วย ก่อนลงมือเราก็ขอคุณต้นว่า ถ้าทำแบบเสร็จแล้ว ขอไปให้อาจารย์ชาตรีตรวจนะ แล้วก็ได้คุยกันกับอาจารย์ชาตรี ส่วนรายละเอียดของบ้านที่เหลือเราก็คุยกับคุณต้น”

คุณหมูเล่าเสริมว่า “ด้วยความที่เราน่าจะคิดตรงกัน เพราะเราอินกับแบบร่างสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรี และเราว่าบ้านมันน่าจะไปได้ไกล ไปได้ดี คือตัวงานสถาปัตยกรรมเป็นงานในยุคก่อน ซึ่งโอกาสที่เราจะได้กลับไปทำงานสถาปัตยกรรมในยุคนั้นมันยากมาก” เธอหันไปมองหน้าคุณออม ก่อนที่คุณออมจะให้ข้อมูลเพิ่มว่า

“ใช่ค่ะ ส่วนใหญ่งานที่ได้ทำจะเป็นแนวสมัยใหม่ งานนี้จึงดึงดูดเราทั้งคู่เหมือนกัน ถ้าถามเหตุผลก็คือ หนึ่ง เราสนใจเนื้อหาของคณะราษฎร สนใจเรื่องประวัติศาสตร์สังคมอยู่แล้ว และสอง คือ ในตัวงานสถาปัตยกรรมมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกันอยู่ในนั้น มีภาษา มีความหมาย มีอะไรบางอย่างที่เราอยากเรียนรู้อีกเยอะ

“พอดูงานอาร์ตเดโคเก่า ๆ หรือดู Reference ส่วนใหญ่เป็นอาคารสาธารณะ ตึกหรืออาคารขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อต้องมาทำเป็นบ้าน สเกลต้องเล็กลงเยอะ ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย จะทำยังไงให้ดูอบอุ่น ดูเป็นบ้าน ไม่ใช่เข้าไปอยู่ในออฟฟิศ โรงพยาบาล หรือศาลากลาง นี่คือโจทย์ที่เราต้องคิดเยอะ ๆ

The Setara บ้านของคนบ้าอาร์ตเดโค ที่ออกแบบจากโรงพยาบาลร้างและตึกมากมายในลพบุรี

“ฟังก์ชันบ้านหลังนี้ไม่เหมือนบ้านทั่วไป ต้องมีพื้นที่รับแขกที่จะมานั่งตรงโน้น ตรงนี้ เดินไปข้างบน หรือเดินดูของสะสมของคุณต้น ที่นี่จึงคล้ายแกลเลอรี่นิดหนึ่ง เราก็ต้องออกแบบให้ไปด้วยกันได้ ทั้งในส่วนที่เจ้าของบ้านและครอบครัวอยู่ รวมทั้งส่วนที่เพื่อน ๆ จะเข้ามาใช้พื้นที่”

สถาปนิกทั้ง 2 ท่านอธิบายว่า ก่อนลงมือพัฒนาแบบ จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลให้มาก

“เพราะตัวต้นแบบมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะอาร์ตเดโคมีความหมายทั้งทางประวัติศาสตร์และมีความหมายต่อเจ้าของบ้าน มันมีอะไรหลาย ๆ อย่างอยู่ในนั้น เรากลัวว่าอาจจะหลุดคอนเซ็ปต์ได้ จึงต้องทำการบ้านเยอะ ค้นคว้าข้อมูลเยอะมากค่ะ

“นอกจากนั้นก็ต้องดูสเกลบ้านด้วย คือตึกสมัยนั้นจะเป็นสาธารณะใช่ไหมคะ เราก็ดูบ้านในยุคสมัยนั้นควบคู่ไปด้วย ศึกษาอินทีเรียบ้านในยุคนั้นเพิ่ม เอามาผสมกัน แล้วก็เก็บฟาซาดหรืออื่น ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณต้นเอาไว้ด้วย ที่สำคัญคือ การพัฒนาแบบต้องดูว่าจะเอาอะไรมาใช้ตรงไหนให้เหมาะสม ไม่ใช่ว่าดึงมาแล้วไม่เข้ากับตัวบ้าน

“ตอนที่เปลี่ยนฟังก์ชัน ก็ต้องมาออกแบบใหม่ว่าทำยังไงให้ได้มู้ดนั้น ต้องมองสเก็ตช์ของอาจารย์ชาตรีให้ออก ต้องดูให้เป็นอาร์ต ต้องเข้าใจมันก่อนให้ได้ ไม่ใช่แค่ก็อปปี้มา เพราะถ้าถอดแบบร่างมาแปลงเป็น 3 มิติเลย มันจะขาดความคิดบางอย่าง ดังนั้น ระหว่างทางจึงต้องเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ของดีไซน์ ของพื้นที่ เพื่อให้ออกมาได้ใกล้เคียงสเก็ตช์ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่ใกล้เคียงแบบเหมือน แต่ใกล้เคียงในเชิงความหมาย

“อย่างแรกเราจึงต้องตีความก่อนว่า อะไรจะเป็นกิมมิก เป็นการบ่งบอกเรื่องราว เรามาตีความหมายใหม่ทั้งหมดเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เช่น หน้าต่างเรือดำน้ำที่คุณต้นส่งมา จะอยู่เป็น Approach ของทางเข้าบ้าน ทีนี้ก็มาดูว่าจะเข้ากันไหม สเกลจะได้ไหม อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องกลับมาคราฟต์ใหม่ คือ เอาไอเดียต่าง ๆ มาโยนแล้วกลับมาปั้นใหม่ให้มันออกมาจนโอเค เจ้าของบ้านและอาจารย์ชาตรีก็ต้องเห็นด้วย”

คุณออมกับคุณหมูช่วยกันเล่าย้อนถึงวันที่ทำงานอย่างหนัก ในช่วงพัฒนาแบบก่อนลงมือสร้างจริง ส่วนคุณต้นพาเดินชมบ้าน พร้อมพูดภาพรวมว่า

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

เราดึงเอากลิ่นของตึกปฏิบัติการมา อย่างตรงนี้เป็นพื้นที่ทำกับข้าว ส่วนห้องนอนอยู่ด้านล่าง แบ่งสัดส่วนไป เดิมทีมีบันไดขึ้นไปบนดาดฟ้า เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณและใช้งานได้จริง แบบแรกที่อาจารย์ชาตรีเขียนร่างไว้ให้ ตรงบันไดทางขึ้นด้านบน เราทำเหมือนตึกปฏิบัติการเลย คือเป็นบันไดปูนโค้งขึ้นไปข้างกรอบหน้าต่าง ส่วนหน้าต่างตรงห้องอาหารที่เป็นผนังบ้านนี้ ออมกับหมูออกแบบเพื่อให้มองเห็นพระอาทิตย์ตกดินจากตรงนี้”

ไม่เพียงรูปทรงอาคารและฟังก์ชันที่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างหนักของสถาปนิกและเจ้าของบ้าน เพื่อให้เกิดความลงตัวในรูปแบบของอาคารอาร์ตเดโค แต่ดีเทลการแต่งบ้านและการเลือกใช้สีกับอาคารหลังนี้ยังมีความพิเศษ รวมไปถึงรูปแบบหัวเสาที่รั้วของบ้าน

“การออกแบบรายละเอียดคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานดูเป็นอาคารอาร์ตเดโค ต้องเลือกสรรวัสดุมากค่ะ เพราะเราย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุแบบยุคนั้นไม่ได้ แต่ละอย่างกว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็น (หัวเราะ) ทุกอย่างต้องไม่หลุดเลย อย่างกระเบื้องกรุเคาน์เตอร์ครัว จะไปซื้อกระเบื้องใหม่เลยก็ไม่ได้ เลยต้องหาโรงงานทำกระเบื้องแบบแฮนด์เมดได้ที่แม่ริมเซรามิก โปรเจกต์เราเล็กมาก ก็ต้องไปขอให้เขาทำให้เฉพาะ”

ส่วนการใช้สีของบ้านหลังนี้ คุณออมเขียนอธิบายไว้ในเว็บไซต์นำเสนองานของบริษัทว่า “เราออกแบบ Pantone Set ขึ้นมาใหม่สำหรับอาคารหลังนี้ โดยตั้งชื่อว่า The 2475 เซ็ตสีที่จัดทำขึ้น เราเลือกสีงานที่ปรากฏบ่อย ๆ ในงานสถาปัตยกรรมคณะราษฎร”

คุณต้นเล่าว่าหัวเสาของรั้วที่เห็นด้านหน้า มีต้นแบบมาจากประตูโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของประเทศไทย ชื่อ โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง อยู่ที่เกาะคา สร้างใน พ.ศ. 2481 โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้เหมาะกับพื้นที่

“รั้วของบ้านเอาแบบหัวเสา ซึ่งเป็นอาร์ตเดโคในโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของประเทศไทย แต่ด้านบนของจริงตามแบบจะเป็นหัวลูกศรขึ้นไป เรามาปรับให้แบน และประตูจริงแคบมากครับ ผมก็มาปรับให้กว้างขึ้น ส่วนสีเขียวขี้ม้าเป็นสีของหัวเสาทุกวันนี้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเดิมเป็นเขียวแบบไหน”

เมื่อพูดถึงเนื้อหาความงามของอาคารอาร์ตเดโด คุณต้นเล่าอย่างมีชีวิตชีวาว่า

อย่างหนึ่งคือการกลับไปหารูปทรงที่เป็นเบสิกของลายเส้นสมมาตร ซึ่งออกแบบจัดวางเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของยุคสมัยในการใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก ถ้าเราย้อนกลับไป ผมว่ามันเท่โดยตัวเองอยู่แล้วในเชิงช่วงเวลา แต่การมาของงานศิลปะสถาปัตยกรรมยุคนั้น ซึ่งพูดเฉพาะส่วนที่ผมศึกษานะครับ ผมคิดว่ามันไม่ได้มาโดด ๆ เพราะอาคารจำนวนมากสร้างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เป็น Public Space หรือ Public Use อาจารย์ชาตรีเรียกว่า PWA (Public Works Administration)

“ในทางประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของอาคารพวกนี้ เป็นอาคารที่ภาครัฐทำเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมาอยู่ในพื้นที่ของเอกชน ผมว่ามันสนุก เพราะมันต่างกัน อย่างอาคารที่เป็นโรงหนังกับอาคารที่เป็นศาลาว่าการจังหวัด และอาคารที่เป็นบ้านส่วนตัว เราก็จะเห็นการเล่นกับรายละเอียดเพื่อทำให้เกิดสุนทรียะ หรือการทำให้เกิดความงามจากความแข็งทื่อ ที่ต้องดูขึงขังในแง่ของการเป็นอาคารรัฐ แต่พอบ้านส่วนตัว มันมีภาวะของการลดทอนให้มันสวย ผมชอบ

“มันต้องใช้การออกแบบหรือการเล่นกับสรีระที่เป็นรูปทรงเดียวกัน แต่ทำยังไงให้ดูสวยไม่เหมือนกัน มันคือการบิด เหมือนเราเอารูปทรงเรขาคณิตหรือเลโก้มาบิดให้สวยได้ไม่เหมือนกัน ผมว่าเท่ดี นอกเหนือไปจากประวัติศาสตร์ที่อยู่ข้างหลัง

“การกลับไปหาช่วงเวลานั้น คุณออมกับคุณหมูเขาทำงานเยอะในเรื่องการออกแบบ หาสี หากลิ่น หาแรงบันดาลใจ ผมว่ามันไม่ง่ายที่จะกลับไปวันนั้น แล้วเข้าใจอารมณ์การออกแบบที่เราจะเข้าถึง และฟื้นให้เป็น Revivalism ได้ ต้องทำการบ้านเยอะ นี่อาจเป็นชิ้นเดียว เป็นงานคราฟต์ ผมยังถามเขาเลยว่าจะได้ทำอีกไหมเนี่ย”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

“คงไม่ได้ทำ คงไม่มีแล้วค่ะ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วก็คงไม่มีใครจ้างด้วย” คุณออมตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

คุณต้นเล่าเชื่อมโยงถึงงานสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นร่วมสมัยใน พ.ศ. 2475 – 2490 อย่างสั้น ๆ ว่า

“บางครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงเดียวกันของประเทศเรากับเพื่อนบ้านก็เชื่อมกันนะ พอมองย้อนกลับไป มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระนาบเดียวกัน อาร์ตเดโคเป็นสิ่งที่เข้ามาในช่วงเดียวกัน ที่ฟิลิปปินส์ก็มีอเมริกาเข้ามาวางรากฐาน จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 เราเห็นตึกอาร์ตเดโคที่มาจากอเมริกาเต็มไปหมดเลย

“ส่วนในอินโดนีเซีย มีอาคารที่ดัตช์สร้างเป็นเมืองอาร์ตเดโคที่บันดุง ซึ่งเป็นเมืองสมัยใหม่ก่อนที่จะเป็นเอกราช อาคารอาร์ตเดโคที่เยอะที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ใน Southeast Asia ก็อยู่ที่นั่น อาคารเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะนโยบายสาธารณะของดัตช์ เขาต้องการลดความไม่พอใจของคนที่นั่น พยายามแก้ปัญหาในอินโดนีเซียที่เขาปกครอง สปิริตบางอย่างของคำนี้ มันคือความเท่าเทียม แล้วตัวอาร์ตเดโคก็มาพร้อมกับไอเดียการเป็นสถาปัตยกรรมของความเท่ากัน คือ การตีความของคนออกแบบ และการเปลี่ยนแปลงของสปิริตของหลัก 6 ประการ

“พอตีความออกมาเป็นรูปทรงของอาคารก็เป็นแบบที่ว่า ในบ้านเราที่เห็นหลายที่ เช่น ตึกไปรษณีย์กลางบางรัก อาคารในถนนราชดำเนิน ตึกสถาปัตย์ฯ ตึกเคมีฯ ที่จุฬาฯ ตึกในอุเทนถวาย สนามศุภชลาศัย เป็นต้น ก่อนหน้านี้คนอาจลืมไป ไม่ได้เชื่อมโยงว่ามันคืออาร์ตเดโค ส่วนตอนนี้คนเริ่มกลับมาสนใจ แต่จะกลับไปลึกขนาดไหนก็แล้วแต่ อาร์ตเดโคในโลกตะวันตกก็ยังคงมีการอนุรักษ์อยู่ มีกลุ่มในเฟซบุ๊ก มีในลาตินอเมริกา ในอเมริกา ทั่วโลกมีหมด นี่คือความเท่ที่มาจากความเรียบซึ่งเต็มไปด้วยความหมาย

“พอเราเห็นความเชื่อมโยงและเข้าใจว่าอาคารพวกนี้มีที่มาที่ไป ก็ยิ่งเกิดความสนใจ เรื่องเหล่านี้อยู่ในท้องถิ่น แต่ไม่ได้อยู่ในแบบเรียน บางท้องถิ่นก็เป็นเรื่องเล่า เป็นเรื่องปะติดปะต่อกันมา เกินจริงบ้าง แต่ก็มีมูลบางอย่างนะ

“เราก็เป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในการออกแบบอาคารของโลกเหมือนกัน เพียงแต่ว่ากลุ่มอาคารชุดนี้ ถูกออกแบบและจัดการด้วยนโยบายสาธารณะของรัฐบาลหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมันอยู่ที่บ้านเรา นี่คือความพิเศษของที่ที่ผมจากมา”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

ประการที่ 3
เป็นบ้านที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 6 (ไม่เว้นแม้แต่เรื่องบังเอิญ)

เรื่องราวของเสา 6 ต้นใน The Setara ปรากฏในวิดีโอที่คุณต้นทำขึ้นเป็นการส่วนตัว เพื่อบันทึกที่มาและความทรงจำเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ ช่วงหนึ่งคุณต้นบรรยายไว้ว่า

“รายละเอียดต่าง ๆ ทั้งอาจารย์ชาตรีและบริษัท HUES development ได้ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อจะธำรงไว้ซึ่งค่านิยมหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ซึ่งทำให้บ้านหลังนี้พิเศษในเรื่องการนำค่านิยมหลัก 6 ประการมาอยู่ในตัวบ้าน”

ขณะที่ HUES development เขียนถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเลข 6 ไว้ในเว็บไซต์ว่า

“บ้านหลังนี้ได้วางอยู่บนเสาทั้งหมดเพียง 6 ต้น และวางบนช่วงเสาที่มีระยะห่างเท่า ๆ กันทั้งหมดที่ระยะ 6 x 6 เมตร ความสูงอาคารรวม 6.6 เมตร ยกระดับพื้นสูงจากที่ดิน 0.6 เมตร สัดส่วนเส้นโค้งในบ้านใช้รัศมี 0.6 เมตร ทั้งหมดนี้เราได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่นิยมใช้เลข 6 จากหลัก 6 ประการของคณะราษฎรในงานสถาปัตยกรรมสมัยนั้น”

ในแง่การออกแบบบ้าน 1 หลัง แต่มีเสาเพียง 6 ต้นนั้น จะรองรับฟังก์ชันได้มากน้อยเพียงใด คุณออมอธิบายว่า

“ตอนพัฒนาแบบจากอาจารย์ชาตรี เราบอกไปว่าทำไม่ได้ทั้งหมดจากแบบร่างแรก ตอนนั้นก็ต้องคุยกับคุณต้นว่า อะไรที่เป็นของสำคัญสุดของคอนเซ็ปต์นี้และน่าเก็บไว้ อย่างเสา 6 ต้นเราต้องทำให้ได้ ถือเป็นเรื่องยากนะคะ เพราะมันน้อยมาก ลองนึกภาพเวลาทำห้อง มันจะมีเสามารับตรงจุดที่คิดว่าควรเพิ่ม แต่คอนเซ็ปต์ของบ้านหลังนี้ คือ เสา 6 ต้น และระยะห่างแต่ละเสาคือ 6 เมตร ทุกด้านเลย

“พอเริ่มพัฒนาแบบ เราจึงตั้งใจไว้เลยว่า อันไหนที่ใช้เลข 6 ได้ ก็จะพยายามใช้ อย่างความสูงของบ้านก็ 6.6 เมตร มันทำให้เราสนุกกับงานน่ะค่ะ ตั้งใจว่าต้องทำให้ได้ อันไหนยากก็ต้องคุยกับวิศวกรว่าจะทำยังไงได้บ้าง ถ้าเพิ่มเสาไม่ได้ก็ใช้การเพิ่มคาน หรือเสาอาจลึกหน่อย คือตรงไหนปรับได้ก็จะปรับ แต่ฐานความคิดเรื่อง 6 x 6 นี่คงไว้ตามแบบร่างแรก”

คุณหมูเสริมว่า “ความคิด 6 x 6 มันไม่ได้ยาก จุดที่ยากคือจะต้องจัดฟังก์ชันทั้งหมดให้อยู่ในพื้นที่แค่นี้ให้ได้”

เดินทางผ่านเรื่องราวเลข 6 ที่เป็นหัวใจของบ้านแล้ว ยังมีเลข 6 ที่เกี่ยวพันอย่างบังเอิญอีกหลายเหตุการณ์ เมื่อไล่ย้อนถึงช่วงเวลาพัฒนาแบบดีไซน์จนแล้วเสร็จพร้อมสร้าง คุณออมบอกว่าใช้เวลาราวครึ่งปี (6 เดือน) และเมื่อลงมือก่อสร้าง ทีมช่างที่เข้ามาทำบ้านของคุณต้นก็มีด้วยกัน 6 คน

“ผมว่าการทำงานบ้านหลังนี้ค่อนข้างราบรื่นในแง่การก่อสร้าง คนที่ทำ ช่างรับเหมาก็คุยกันรู้เรื่อง เขาเก่งนะผมว่า อ้อ! คนทำก็มี 6 คนด้วยความบังเอิญ เขามากัน 3 ครอบครัว มาอยู่ที่นี่ตลอดช่วงก่อสร้าง”

The Setara ใช้ระยะเวลาก่อสร้างทั้งหมด 6 เดือน (เริ่มต้นมกราคม เสร็จสิ้นมิถุนายน ซึ่งคือเดือน 6)

ประการที่ 4
เป็นบ้านที่สร้างมิตรภาพ

หากกล่าวว่าบ้านหลังนี้ที่เกิดจากความร่วมมือของเจ้าของบ้าน นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และทีมสถาปนิกที่เพิ่งรู้จัก จนได้กลายเป็นเพื่อนในท้ายที่สุด ดูจะไม่เกินเลยจริง ๆ เพราะจากบทสนทนาระหว่างกันที่พูดถึง The Setara นั้นเต็มไปด้วยความทรงจำและเสียงหัวเราะ

คุณต้นเล่าถึงตอนคุยกับสองสถาปนิกสาวว่า “ผมคิดว่าเขาต้องเป็นคนที่โอเคนะ แน่นอนว่าทุกคนคงอยากได้งาน แต่เราไม่ได้เป็นบ้านโปรเจกต์ 10 – 20 ล้าน ไม่ได้อลังการอะไร ตอนเริ่มต้นเราอาจจะคุยกันไป รู้จักกันไป ทีนี้พอเจอกันบ่อย ก็คุยกันง่ายขึ้น พื้นที่ช่องว่างระหว่างกันก็ลดลง เป็นเหมือนเพื่อนกันไป”

“ออมชอบการทำงานบ้านหลังนี้ค่ะ ชอบตรงที่มันทำให้เรามีเพื่อน”

“The Setara ทำให้สิ่งปกติที่เราเห็นในแง่ความสัมพันธ์ของเจ้าของบ้านกับสถาปนิก ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างกับผู้ถูกว่าจ้างในทางข้อสัญญา มีอะไรมากกว่านั้น ที่แน่ ๆ คือผมไม่เคยเจอคนที่ ‘ขอทำได้ไหมคะ’ อย่างนี้ (หัวเราะ)”

“พวกเราไม่เคยรู้จักอาจารย์เป็นการส่วนตัว มารู้จักตอนทำงานกับคุณต้นนี่แหละค่ะ แต่พอเจอกันครั้งแรกนี่คุยกันยาวถึงเที่ยงคืนเลย (หัวเราะ)”

“จากบ้านหลังนี้ ผมรู้สึกว่าคุณออมกับคุณหมูมี Ownership ในการออกแบบ ไม่ใช่แค่ทำผลงาน แต่เขาทำงานที่รัก และมันก็เป็นบ้านที่เรารักด้วย”

ประการที่ 5
เป็นบ้านที่เจ้าของบ้านชอบทำอาหาร และแบ่งปันมื้ออร่อยกับเพื่อน ๆ

“นอกจากเรื่องบ้าน ที่ชอบและสนุกอีกอันคือ การทำให้สูตรอาหารเก่ามีชีวิต” คุณต้นพูดขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย

“โดยที่เราไม่รู้ว่ารสชาติต้นฉบับเป็นยังไงนะครับ เพราะคนเขียนสูตรอาหารสมัยก่อนเขาไม่ได้เขียนละเอียด ตัวอย่างเช่นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ตำราแม่ครัวทันสมัยนิยม มีแกงชนิดหนึ่งชื่อว่า แกงประชาธิปไตย ในสูตรให้ใส่น้ำตาลทราย ถ้าเรารู้จักประวัติศาสตร์อาหาร การใช้น้ำตาลทรายในตอนนั้นมันไม่ง่ายนะ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้นล่ะ

“มันเกี่ยวกับโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแห่งแรก เมื่อ พ.ศ. 2481 ซึ่งตอนนั้นกำลังการผลิตไม่เยอะหรอก แต่คนทำตำราเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลสมัยนั้น เพื่อแนะนำให้คนใช้น้ำตาลทราย ตอนอ่านครั้งแรก ๆ ผมรู้สึกว่าการใช้น้ำตาลทรายสมัยนั้น ในปีนั้น มันแปลกมาก เลยลองทำดู พอทำออกมาปุ๊บ ซอสของเขาเหมือนกับซอสผัดไทยเลย ดังนั้น เซนส์ซอสผัดไทยของเรา Combination ของการเกิดน้ำมะขามกับน้ำตาล มันไม่ใช่ Combination ธรรมดา แต่มีที่มาที่ไป แกงประชาธิปไตยก็คล้าย ๆ กัน

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

“ที่ได้ชื่อว่าแกงประชาธิปไตย เพราะอาหารสูตรนี้เกิดขึ้นในปีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในประเทศ และผมก็ชอบชื่อนี้ ซึ่งเป็นชื่อเก่าของอาหารนี้เลย แต่ความหมายก็แล้วแต่ผู้คนจะมอง”

คุณต้นยังสะสมตำราอาหารจากหนังสือเก่าไว้มากมาย “ผมมีตำราจากหนังสือเก่า หนังสืองานศพคนนั้นคนนี้ในคณะราษฎร ที่มีเยอะ ๆ คือสูตรของ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ซึ่งมีสูตรอาหารแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้ได้ลองทำ”

เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจและแพสชันในการทำอาหาร คุณต้นย้อนความหลังสมัยเด็กว่า โตมาในครอบครัวที่เป็นร้านค้า แม่จึงยุ่งกับการทำงานแทบทั้งวัน ส่วนตนก็ต้องช่วยทำอาหาร

“ผมโตมาในยุคสมัยที่ไม่ได้ซื้อกินทุกวัน ที่บ้านเราต้องทำกับข้าวกินเอง ผมเป็นคนช่วยและทำเองบ้าง ไม่รู้หรอกว่าทำแล้วดีหรือไม่ดี แต่ตัวเองกินได้ ที่สำคัญคือสนุก และสนุกมากขึ้นเมื่อเข้าใจเทสต์กับโครงสร้างของมัน พอโตขึ้น เวลาทำอาหาร ยิ่งศึกษาเรื่องอาหารก็ยิ่งสนใจที่มาของเครื่องปรุง ประวัติศาสตร์การเดินทาง โปรตุเกส-มาเก๊า โปรตุเกส-โมซัมบิก โปรตุเกส-กัว เราก็เห็น อ้อ! พืชพรรณอาหารพวกนี้มากับการล่าอาณานิคม

“คนเรียนประวัติศาสตร์มักจะเนิร์ด ต้องรู้ ต้องแกะสิ่งที่อยู่ข้างหลังออกมา อย่างเนื้อตุ๋นวันนี้ เป็นโปรตุเกสผสมกับกวางตุ้ง เมนูเต้าหู้ที่จะทำ ทำให้เราย้อนไปถึงว่า เต้าหู้เป็นโปรตีนราคาถูกที่รัฐบาลยุคคณะราษฎรสนับสนุนให้กิน หลายอย่างผมก็ใส่ส่วนผสมที่เป็นของผมเข้าไปด้วย”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

ประการที่ 6
บ้านที่เท่าเทียม… เป็นบ้านที่เท่ากัน

ช่วงหนึ่งของการสนทนา คุณออมพูดถึงความหมายของบ้านขึ้นมา แล้วอธิบายเชิงความงามตามมุมมองของสถาปนิกว่า “Setara แปลว่า ความเท่าเทียม ซึ่งแบบบ้านก็แบ่งเป็น 2 ด้านที่เท่ากัน เราจึงแบ่งบ้านออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ผนังนี้เป็นแกนแบ่งครึ่ง เป็นสมมาตรของอาร์ตเดโค ซึ่งเป็น 2 ก้อนที่สมมาตร แต่เราออกแบบให้ 2 ฝั่งสูงไม่เท่ากันเพื่อความสวยงามค่ะ ถ้าสูงเท่ากัน จะดูเป็นก้อนและตันมาก”

“ผมคิดว่าบ้านต้องมีชื่อ ถ้าทำทั้งทีก็ทำให้มันมีประวัติศาสตร์ มีชีวิต เหมือนเราไปปลุกชีวิต ปลุกสปิริตบางอย่างขึ้นมา โดยนำความเป็นส่วนตัว ความทรงจำ และการเดินทางของเราที่ได้ไปเห็นอาร์ตเดโคในที่อื่น ๆ มาอยู่ในบ้าน

“ผมชอบคำนี้แต่ไม่สามารถคิดเป็นภาษาไทยได้ บางทีเราต้องการจะ Code และใครอยากรู้ก็ไป Decode เอา เหมือนกับสิ่งที่ถูก Code ไว้ในอาคารใช่ไหมครับ ที่ออมเล่าถึงเสา 6 ต้น สูง 6 เมตร และจากตรงกลางไปซ้าย 6 เมตร ตรงกลางมาขวา 6 เมตร สูงขึ้นไป 6 เมตร 60 เซนติเมตร และรัศมี 0.6 เมตร”

ระหว่างการพูดคุย มีเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ถูกยกขึ้นเฉพาะเจาะจงกับคำถามใด ๆ หากแต่เรื่องราวนั้นถูกเล่าขึ้นมาในจังหวะพอเหมาะพอดีและมีพลัง

“วันที่บ้านเสร็จ จำได้เลยว่าภาพแรกที่ผมถ่าย เป็นภาพช่างก่อสร้างที่ทำบ้านผมทั้ง 6 คนด้านหน้าบ้าน ตอนนั้นช่างทั้งหมดกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน แสงก็สวยด้วย ผมเดาว่าเขาคงไม่เคยได้ถ่ายภาพกับบ้านที่สร้างมาก่อน เขาก็อายกันนะ แต่มีคนหนึ่งยืนด้วยความภูมิใจมาก

“คนแรกที่ควรจะได้ถ่ายภาพกับบ้านของผมต้องเป็นคนนี้สิ คือแรงงานที่ทำ พวกเขาควรเป็นคนที่ถูกบันทึกเป็นกลุ่มแรกกับบ้านของผม”

The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน
The Setara HUES development  บ้านอาร์ตเดโคที่มีเสา 6 ต้น ห่างกัน 6 เมตร สูง 6.6 เมตร สร้าง 6 เดือน เสร็จเดือน 6 ด้วยคนงานแค่ 6 คน

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load