20 พฤศจิกายน 2561

สมิธโซเนียน (Smithsonian) เป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ของสหรัฐอเมริกาที่มีพิพิธภัณฑ์และสถาบันทั้งหมดราว 200 แห่ง ใน 45 รัฐ และได้รับการยอมรับว่าเป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ระบบอาสาสมัครของที่นี่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นระบบอาสาสมัครของพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก

สมิธโซเนียนมีอาสาสมัครที่ยังเข้ามาช่วยงานอย่างสม่ำเสมอราว 6,000 คน

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

อาสาสมัครพันกว่าคน หรือ 1 ใน 6 ของทั้งหมด ทำงานให้กับ National Museum of Natural History ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์ในเครือสมิธโซเนียนที่มีระบบอาสาสมัครใหญ่ที่แข็งแรงที่สุด และใหญ่ที่สุด ทิ้งอันดับสองแบบไม่เห็นฝุ่น

เหตุผลที่มีอาสาสมัครเยอะขนาดนี้เป็นเพราะงานของที่นี่หลากหลายมาก ต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่นที่เน้นแค่เรื่องเดียว จำนวนพนักงานของพิพิธภัณฑ์ก็มาก ทำให้รับอาสาสมัครได้มากตามไปด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีพนักงานประจำทั้งหมด 600 คน แต่ละวันมีอาสาสมัครมาช่วยงานประมาณ 100 คน

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

มีทั้งอาสาสมัครปกติ และกลุ่มอาสาสมัครที่เป็นเด็กมัธยมปลาย

ระบบอาสาสมัครของที่นี่ช่วยให้พิพิธภัณฑ์ประหยัดเงินไปได้ปีละ 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ช่วยนัดให้ The Cloud ได้พบกับ ลิซา มารี พอร์เตอร์ Volunteer Manager และ เบน เทเลอร์ Youth Volunteer Coordinator สองหัวเรือใหญ่ผู้ดูแลงานอาสาสมัครของ Smithsonian National Museum of Natural History

พวกเขายินดีเล่าเบื้องหลังการทำงานของระบบอาสาสมัครในพิพิธภัณฑ์ให้เราฟัง

01

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีงานให้อาสาสมัครทำประมาณ 200 งาน แบ่งออกเป็นงานในส่วนจัดแสดงโซนต่างๆ รวมถึงโต๊ะให้ข้อมูล และการพาทัวร์ ประมาณ 20 งาน และงานเบื้องหลังในส่วนวิจัย 7 สาขา รวมไปถึงงานถ่ายภาพ งานไอที และงานดูแลคอลเลกชัน ประมาณ 180 งาน

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

02

คนที่จะสมัครเป็นอาสาสมัครต้องเลือกว่าจะสมัครตำแหน่งไหน เช่น ช่างภาพ หรือเลือกโซน เช่น โซนมหาสมุทร แต่ว่าไม่ได้เปิดรับทุกตำแหน่งพร้อมกัน บางช่วงก็ไม่รับบางตำแหน่ง กำหนดการคือเปิดรับปลายปี คัดเลือกต้นปี และเริ่มงานตอนกลางปี

03

อาสาสมัครไม่จำเป็นต้องเป็นคนอเมริกา แต่ต้องมีพาสปอร์ต ผ่านการเช็กประวัติ ผ่านสัมภาษณ์ ผ่านการอบรม ถึงจะเริ่มงานได้ พิจารณาจากคุณสมบัติว่าตรงตามที่ต้องการ ตอบสัมภาษณ์ได้ดี คนที่สัมภาษณ์คือเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ 2 คน และอาสาสมัคร 1 คน ปีที่แล้วมีคนสมัครทั้งหมด 400 คน ผ่านการคัดเลือกราว 200 คน

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

04

พิพิธภัณฑ์ไม่ได้ต้องการคนที่เก่งที่สุด เช่น คนที่สมัครโซนแมลงไม่จำเป็นต้องเรียนจบปริญญาด้านกีฏวิทยา แต่ต้องชอบแมลง และต้องผ่านการอบรม ส่วนอาสาสมัครที่จะมาเป็นผู้ช่วยนักวิทยาศาสตร์มีวิธีการคัดเลือกที่ต่างไป หลักจากผ่านสัมภาษณ์แล้ว ต้องให้นักวิทยาศาสตร์สัมภาษณ์เพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้าย

05

อาสาสมัครกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ คนวัยเกษียณ มาทำงานในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ได้ เป็นกลุ่มคนที่อยากหาอะไรทำ หรือไม่ก็อยากใช้ความรู้ที่มีให้เป็นประโยชน์ด้วยการเป็นผู้ช่วยนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มถัดมาคือคนวัยทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่คือคนที่แวะเวียนมาทำงานที่วอชิงตัน ดี.ซี. ชั่วคราว 2 – 3 เดือนถึง 2 – 3 ปี ตามมาด้วยกลุ่มนักศึกษา และคู่สมรสของคนที่มาทำงานที่นี่ คู่สมรสเหล่านี้มักจะไม่มีใบอนุญาตทำงาน จึงเลือกทำงานแบบอาสาสมัครแทน

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

06

อาสาสมัครเยาวชนรับสมัครผ่านโรงเรียน โรงเรียนในวอชิงตัน ดี.ซี. มีกฎว่า เด็กที่จะเรียนจบมัธยมปลายได้ต้องผ่านการทำงานอาสาสมัครอย่างน้อย 100 ชั่วโมง หรือ 200 ชั่วโมง การทำงานในพิพิธภัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กเรียนจบได้ นอกจากนี้ เด็กเหล่านี้ยังต้องแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัยและขอทุนการศึกษา การมีใบรับรองจากพิพิธภัณฑ์ชื่อดังจึงเป็นข้อได้เปรียบ แล้วทางพิพิธภัณฑ์เองก็มีการปิดพิพิธภัณฑ์จัดงานให้เด็กมัธยมปลายเข้ามาเรียนรู้เพื่อสมัครเป็นอาสาสมัครด้วย

07

คัดเลือกอาสาสมัครเยาวชนจากความรักในวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความรู้วิทยาศาสตร์ เด็กไม่จำเป็นต้องชอบเรียนวิทยาศาสตร์ แค่ชอบแนวคิดของวิทยาศาสตร์และอยากถ่ายทอดสิ่งนี้ให้คนอื่นฟังก็พอ ความชอบนี้มีค่ามากกว่าความฉลาด ทีมงานจะสัมภาษณ์เด็กพร้อมกัน 5 คน ให้เด็กลองนำกิจกรรมซึ่งไม่เคยทำมาก่อน เพื่อดูว่าเข้ากับคนอื่นได้ไหม

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

08

อาสาสมัครทุกคนต้องผ่านการอบรมเบื้องต้น 3 ชั่วโมง เพื่อให้เข้าใจภาพรวมและระบบการทำงานโดยรวม จากนั้นต้องอบรมพิเศษสำหรับงานในแต่ละตำแหน่ง ถ้าเป็นคนนำชมทั้งพิพิธภัณฑ์ต้องอบรม 30 – 40 ชั่วโมง บางงานก็อบรมออนไลน์ได้ ถ้าเป็นงานเฉพาะทางนักวิทยาศาสตร์จะเป็นคนอบรมให้

09

โซนที่มีคนสมัครเป็นอาสาสมัครเยอะที่สุด มีระบบการทำงานของอาสาสมัครแข็งแรงที่สุด และมีอาสาสมัครมานานที่สุดคือ โซนแมลง

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

10

อาสาสมัครต้องจองตารางทำงานล่วงหน้าทางเว็บไซต์ ถ้าเวลาที่ต้องการเต็มก็ต้องเลือกช่วงเวลาอื่น โดยการมาทำงานแต่ละครั้งต้องทำอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

11

สถานะของอาสาสมัครจะสิ้นสุดลงเมื่อทำงานไม่ครบ 96 ชั่วโมงต่อปี หรือไม่มาทำงานเลยในรอบ 4 เดือนโดยไม่แจ้งเหตุผล

12

อาสาสมัครบางคนก็ขอลาออกเอง เนื่องจากอายุมาก เพิ่งมีอาสาสมัครอายุ 90 กว่าปีมาขอลาออก 2 คน ซึ่งแต่ละคนทำงานอาสาสมัครมาราว 35 ปี

13

การทำโครงการอาสาสมัครไม่ใช่โครงการที่ไม่มีค่าใช้จ่าย การทำให้สำเร็จต้องใช้ทั้งเงินและเวลา ต้องจ้างทีมงานมาดูแลแบบเต็มเวลา ใช้ทีมงานลงประกาศหา คัดเลือก เช็กประวัติ และจัดอบรม

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

14

ช่วงการตามหาและคัดเลือกอาสาสมัครว่ายากแล้ว แต่การรักษาอาสาสมัครเหล่านี้ให้ทำงานกับพิพิธภัณฑ์นานที่สุดเป็นสิ่งที่ยากกว่าหลายเท่า เพราะต้องใช้ทั้งความเข้าใจ การดูแล ต้องสร้างสร้างแรงจูงใจ และต้องขอบคุณ

15

เหตุผลที่คนอยากเป็นอาสาสมัครมีมากมาย เช่น อยากเจอเพื่อนใหม่ อยากทำงานกับสมิธโซเนียน ทีมงานต้องหาเหตุผลเหล่านี้ให้เจอ และตอบโจทย์ให้ได้ ต้องทำให้อาสาสมัครรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ (อย่างเช่นการประชุมรวมอาสาสมัครก่อนเริ่มงานวันละ 2 ครั้งตอน 09.45 น. และ 13.50 น. แล้วก็สร้างแรงจูงใจผ่านกิจกรรมพิเศษ เช่น พาทัวร์โซนต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์แบบพิเศษ พาไปดูพิพิธภัณฑ์อื่น จัดเลกเชอร์พิเศษ เพื่อสร้างชุมชนอาสาสมัครให้แข็งแรง

16

ระบบแรงจูงใจง่ายๆ อย่างหนึ่งคือ การเลื่อนขั้น ถ้าทำครบตามชั่วโมงที่กำหนด อาสาสมัครจะได้สิทธิ์ในการทำสิ่งที่พิเศษขึ้น เช่น โซนแมลงจะได้ถือแมงมุมหายากออกมาให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว ทำให้อาสาสมัครอยากทำงานให้มากกว่าปีละ 96 ชั่วโมง

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

17

อาสาสมัครเป็นคน ดังนั้น เมื่อคนมาอยู่ด้วยกันก็อาจจะกระทบกระทั่งกัน อาสาสมัครไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงก็เสียใจ ทีมงานต้องจัดการความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้ ต้องทำให้อาสาสมัครมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจ รับฟังความคิดเห็นของพวกเขา และต้องขอบคุณพวกเขา

18

วัยรุ่นมองว่าพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ของครอบครัวหรือเด็ก แต่พิพิธภัณฑ์อยากให้พื้นที่ของทุกคน เจ้าหน้าที่จึงอยากให้มีวัยรุ่นมาเป็นอาสาสมัครให้ข้อมูลในพิพิธภัณฑ์ เพราะถ้าวัยรุ่นมาพิพิธภัณฑ์แล้วเจอวัยรุ่นด้วยกันเป็นคนให้ข้อมูล เล่าเรื่องงานวิจัยให้ฟัง เป็นการเรียนรู้แบบเพื่อนกับเพื่อน ซึ่งมันดีกว่าการเล่าแบบเลกเชอร์

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

19

เมื่อปีที่ผ่านมาอาสาสมัครใช้เวลาทำงานให้พิพิธภัณพ์แห่งนี้รวมกันทั้งหมด 93,000 ชั่วโมง คิดเป็นเงิน 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเงินเดือนของพนักงานประจำ 43 คน แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ ทำให้นักท่องเที่ยวที่ขี้เกียจอ่านบอร์ด เดินดูของผ่านตู้กระจกไปเรื่อยๆ ได้คุยกับอาสาสมัครที่หยิบเอาของออกจากตู้มาให้จับ ชวนคุย และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว

20

ถ้าพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยจะเอาระบบอาสาสมัครของสมิธโซเนียนมาใช้ คำแนะนำที่ได้รับมาก็คือ ต้องกำหนดตำแหน่งงานของอาสาสมัครให้ชัด และต้องมั่นใจว่าจะมีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเต็มเวลาเพื่อดูแลอาสาสมัครเหล่านี้อย่างตั้งใจและทุ่มเท

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน, Smithsonian

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load