ถ้าพูดถึงแบรนด์ SMEG ผลิตภัณฑ์แรกที่คุณนึกถึงคงเป็นตู้เย็นสีจัดทรงโค้งมน หน้าตาเรโทร แบบที่เราเห็นใน Ads โฆษณาหรือภาพยนตร์ยุคเก่า

ส่วนผู้ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวตัวจริง คงรู้ว่าเตาอบแบรนด์นี้ขึ้นชื่อเป็นอันดับต้นๆ เรื่องความเสถียรของความร้อนและความทนทาน

SMEG เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง และออกสู่ตลาดด้วยเตาทำอาหารที่ทำให้ชีวิตผู้คนสะดวกสบายยิ่งขึ้น

จุดเปลี่ยนของแบรนด์มี 2 ครั้งใหญ่ๆ ครั้งแรกคือตอนที่ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่หน้าตาเหมือนคู่แข่งเจ้าอื่นๆ ในตลาด เป็นการให้ความสำคัญกับดีไซน์ เพราะเชื่อว่าลูกค้าก็อยากได้ความสวยงามเช่นกัน

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองคือตอนที่เจ้าของผู้เป็นพ่อส่งต่อธุรกิจให้กับลูกชาย หลังจากนั้น SMEG จึงทำงานร่วมกับดีไซเนอร์และแบรนด์ดังอีกมากมาย เกิดเป็นหลายคอลเลกชันที่ไม่ได้วางตำแหน่งว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควบการเป็นงานศิลปะและงานออกแบบเข้าไปด้วย

Dolce & Gabbana, Disney Micky Mouse, FIAT500 และ Supreme คือตัวอย่างของการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา

แม้มีความสวยงามเป็นพระเอกด่านหน้า แต่ SMEG กลับให้ความสำคัญในดีไซน์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ ไม่ว่าเรื่องสรีรศาสตร์ รายละเอียดเล็กๆ อย่างการถนัดซ้าย-ขวา ไปจนถึงการนำองค์ความรู้จากการตีเหล็กของครอบครัวในอดีตมาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่มีอายุยืนหลายสิบปี และจะไม่ยอมใส่เทคโนโลยีเข้าไปในโปรดักต์ เพียงเพราะเป็นของใหม่ล่าสุดในตลาดเท่านั้น

The Cloud มาเยี่ยมโชว์รูมพร้อมพูดคุยกับ ธนัชพร สวนศิลป์พงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และ นภัสวรรณ สุขวุฒิไชย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ถึงความเชื่อและเป้าหมายของแบรนด์ SMEG

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่อยากมีดีแค่สวย แต่อยากแก้ปัญหาการใช้งานของผู้คนอย่างยั่งยืน

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

1. SMEG ก่อตั้งโดยครอบครัวช่างตีเหล็กใน Guastalla เมืองเล็กๆ ในประเทศอิตาลี และเป็นผู้บุกเบิกการผลิตแบบ Mass Production ของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว

ใน ค.ศ.1948 Vittorio Bertazzoni ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นโดยใช้ความรู้จากการตีเหล็กและการเคลือบสีอีนาเมลซึ่งเป็นวิชาชีพดั้งเดิมของครอบครัว ชื่อ SMEG ย่อมาจาก Smalterie Metallurgiche Emiliane Guastalla แปลว่าโรงงานเคลือบโลหะแห่งเมือง Guastalla เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเครื่องแรกของแบรนด์คือ Cooker ชื่อ Elizabeth ที่ด้านบนเป็นเตาแก๊สปรุงอาหาร ด้านล่างเป็นเตาอบ ตอบโจทย์ผู้คนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เศรษฐกิจกำลังกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

พอถึงยุคอุตสาหกรรมหนัก เทคโนโลยีพัฒนาจากเดิมทีเคยผลิตแบบประกอบส่วนทีละชิ้น ก็เปลี่ยนเป็นคราวละมากๆ (Mass Production) SMEG เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ผลิตเครื่องซักผ้า ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น ต่อมาจึงผลิตเครื่องล้างจานเครื่องแรกของโลกที่ใส่ได้ 14 ชุดอาหาร ซึ่ง 1 ชุดอาหารมีทั้งแก้ว จาน ชาม ช้อน ส้อม และอื่นๆ

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

2. ในยุคอุตสาหกรรมหนักที่เน้นเครื่องมือเครื่องใช้แข็งแรงทนทาน SMEG มองไกลไปถึงดีไซน์ที่สวยงามและรื่นรมย์

ค.ศ. 1985 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ สินค้าส่วนใหญ่ในยุคนั้นมีหน้าตาเรียบๆ ผลิตง่ายได้ทีละจำนวนมาก เน้นต้นทุนต่ำ การใช้งานทนทาน SMEG เล็งเห็นความต้องการของลูกค้าว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ชอบดีไซน์แข็งๆ ทื่อๆ เหลี่ยมๆ แต่มองหาอะไรที่สวยงามหรูหรามากขึ้น เราจึงเห็นแบรนด์ทำงานร่วมกับสถาปนิกและดีไซเนอร์มากมายนับจากนั้น โดยมี Guido Canali เป็นสถาปนิกชาวอิตาเลียนคนแรกที่แบรนด์ชวนมาร่วมงานเพื่อออกแบบเตาอบคอลเลกชันชื่อ Classica ที่มีรูปร่างชัดเจนและดีเทลเล็กๆ แบบที่เตาอบในท้องตลาดไม่เคยมีมาก่อน

และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าดีไซน์ของคอลเลกชันนี้ยังมีขายมาจนถึง ค.ศ. 2021 จะมีปรับก็แค่รายละเอียดเล็กๆ หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

3. สินค้าแสดงถึงค่านิยมและวัฒนธรรมอิตาเลียน และป้าย Made in Italy เป็นเหมือนเครื่องการันตีคุณภาพ

เมื่อพูดถึงสินค้าจากเยอรมนี เรามักคิดถึงความแข็งแรง ทนทาน เมื่อพูดถึงสินค้าจีน เรานึกถึงราคาที่ถูกกว่า เมื่อพูดถึงสินค้าจากญี่ปุ่น คงเป็นคุณภาพและความละเอียดที่ไม่มีใครทัดเทียม ส่วนเอกลักษณ์ของสินค้าจากอิตาลีคือ Craftsmanship ดีไซน์ และความสุนทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติของคนอิตาเลียน 

วัฒนธรรมอิตาเลียนแสดงอยู่ในสินค้าทุกชิ้น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างสีสันสดใสของเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว SMEG ที่มิกซ์แอนด์แมตช์สีตัดกันเหมือนบ้านเมืองในอิตาลี คอลเลกชัน Sicily is My Love ที่ทำร่วมกับ Dolce & Gabbana แบรนด์แฟชั่นสัญชาติเดียวกัน ที่นำลูกแพร์ ส้ม นก และสีแดง สีเหลือง ซึ่งเป็นตัวแทนของเมืองซิซิลี หรือแม้กระทั่งฟังก์ชันเตาหินสำหรับอบพิซซ่าโดยเฉพาะที่มีอยู่ในเตาอบบางรุ่น แถมยังสามารถซื้อติดตั้งเพิ่มเติมสำหรับรุ่นที่ไม่มีอีกด้วย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

4. Fab สินค้าฮีโร่ที่เปลี่ยนภาพจำของตู้เย็นและไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตั้งแต่ ค.ศ. 1997

ในปีนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นสเตนเลส ไม่ก็สีเรียบๆ อย่างสีขาวและสีดำ ดีไซน์เหลี่ยม ตู้เย็นรุ่น Fab ของ SMEG จึงโดดเด่นและกลายเป็นที่จดจำอย่างมากเมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด ด้วยสีสันสดใสมากว่า 10 สีและรูปทรงโค้งมน เป็นสไตล์ Retro แบบตู้เย็นที่เรามักเห็นในหนังเก่า เอกลักษณ์นี้ทำให้กระแสตอบรับดีและได้รับความนิยมมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ซึ่งดีไซน์ก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

คนออกแบบก็ไม่ใช่สถาปนิกหรือดีไซเนอร์ชื่อดัง แต่เป็นทีม In-house ของแบรนด์ และในช่วงไม่กี่ปีมานี้เราอาจจะเริ่มเห็นแบรนด์อื่นทำตู้เย็นหน้าตาคล้ายคลึงกัน นั่นเป็นเพราะสิทธิบัตรที่ยืนยันว่าดีไซน์นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ SMEG แต่เพียงผู้เดียวได้หมดอายุลงแล้ว

5. รุ่นพ่อทำงานกับสถาปนิก รุ่นลูกทำงานกับนักออกแบบและดีไซเนอร์ 

จุดเปลี่ยนอีกครั้งของ SMEG คือช่วงส่งต่อธุรกิจจากพ่อสู่ลูกชาย ในยุคของ Vittorio Bertazzoni เน้นออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวชิ้นใหญ่อย่างเตาอบ เตาทำอาหาร เครื่องล้างจาน เพื่อความแข็งแรงคงทนและดีไซน์ที่เป็นอมตะ ทำงานกับสถาปนิกเป็นหลัก ตั้งแต่ Guido Canali, Mario Bellini, Marc Newson จนถึง Renzo Piano ผู้ออกแบบอาคาร Pompidou ที่ปารีส

มาถึงยุคของลูกชาย Vittorio Bertazzoni Jr. เป็นผู้ริเริ่มและผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็กออกมา จำพวกเครื่องตีไข่ เครื่องปั่น เพื่อให้เข้าชุดกับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว และนำ Smeg ไปร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นต่างๆ อย่าง Dolce & Gabbana หรือ Supreme ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้ารุ่นใหม่

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

6. ใช้ความเชี่ยวชาญในการทำเหล็กที่มีผลิตสินค้าที่แตกต่างจากตลาด

“ทำไมแค่กาต้มน้ำราคาถึงสูง” คือคำถามที่ลูกค้ามักถามแบรนด์อยู่เสมอ 

การผลิตสินค้าจากเหล็กไม่ง่ายเหมือนพลาสติก เพราะพลาสติกมี Mold เป็นโครงหลัก วิธีการคือฉีดพลาสติกเข้าไปก็ขึ้นรูปทรงตามที่ต้องการ ส่วนการทำเหล็กยุ่งยากกว่านั้น ต้องดัดให้เป็นลักษณะที่ต้องการและเชื่อมแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน เหล็กที่สวยต้องเชื่อมให้มีความโค้งมน ไม่มีรอยต่อ เตาอบของ SMEG ที่ด้านไหนโค้งสวยงาม เป็นฉาก เป็นมุม ทำองศาพอดีกันทั้งหมด ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยหวือหวา แต่เป็นความเชี่ยวชาญของครอบครัวช่างตีเหล็ก

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

สินค้าที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือมากที่สุดคือ เตาอบของ Renzo Piano สถาปนิกชาวอิตาเลียนที่โด่งดังเรื่องสไตล์ Inside-out เหมือนผลงานอาคาร Pompidou ที่นำโครงสร้างและระบบต่างๆ มาไว้นอกตึก พอจะออกแบบเตาอบ เขาไม่อยากให้ด้านในมืด จึงทำด้วยสเตนเลสทั้งหมด ทุกครั้งที่อบอาหาร ด้านในจะสว่างเปล่งประกายออกมา ซึ่งกระบวนการที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการทำเหล็กอย่างมากคือการผลิตขอบบริเวณฝาปิด ในขณะที่เตาอบรุ่นทั่วไปจะใช้เป็นขอบยางเพื่อกั้นความร้อน Renzo Piano ใช้สเตนเลสแทน ความท้าทายคือต้องทำให้พอดี ถ้าไม่พอดีความร้อนจะรั่ว แล้วจะรักษาความเสถียรของอุณหภูมิไม่ได้เลย 

7. ตอบโจทย์คนชอบแต่งบ้านที่จุดอ่อนมักเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัว

ลูกค้าของ SMEG ส่วนใหญ่เป็นคนทำอาหารและชอบตกแต่งบ้าน ต้องการสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวเองได้ดีที่สุด บางคนชอบสไตล์ลอฟต์ เท่ๆ ดิบๆ บางคนชอบขาวๆ คลีนๆ เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ มีให้เลือกหลากหลาย แต่มักประสบปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวไม่เข้ากับสไตล์บ้านที่ออกแบบ

ถ้าเดินดูในโชว์รูมจะเห็นเลยว่า ด้านหนึ่งเป็นสไตล์ทันสมัย เรียบๆ เท่ๆ อีกด้านเหมือนอยู่ในครัวกระท่อมสวนอังกฤษ เพราะต้องการตอบโจทย์ความชอบที่แตกต่าง สินค้าของแบรนด์เลยมีให้เลือกหลากหลายสไตล์ มีผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวครบเซ็ตทุกชิ้นในแต่ละคอลเลกชัน ไม่ได้มีเพียงแต่ เตาอบ ตู้เย็น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็กเท่านั้น

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคต่างๆ ตั้งแต่คอลเลกชัน Classica ในยุคอุตสาหกรรมหนัก Linea ที่ตอบโจทย์สไตล์โมเดิร์น หรูหรา เน้นกระจกวาวๆ เส้นตรงขนาน Victoria จำลองยุค 50 สีสันหลากหลาย มีความเป็นเลเยอร์ เหมือนกับเครื่องแต่งกายในสมัยเดียวกัน และเป็นเตาอบรุ่นเดียวของ SMEG ที่มีขอบบานประตูเป็นชั้น คอลเลกชัน Colonial เป็นยุคที่หลังคาสถาปัตยกรรมเป็นโดม เสากลม ผลิตภัณฑ์จึงมีหลักษณะโค้งๆ มนๆ ใช้สีทองเหลือง มือจับกลมๆ รีๆ นาฬิกาเตาอบก็ออกแบบใหม่ให้เป็นหน้าปัดนาฬิกาพกแทนจอดิจิตัล

หรือจะเป็นคอลเลกชัน Dolce Stil Novo ใช้สีดำตัดสลับกับสีคอปเปอร์และกระจกมันเงาแสดงถึงความทันสมัย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

8. ดีไซน์ของ SMEG ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาโดยใช้นวัตกรรมตามความจำเป็นของผู้ใช้

ทุกครั้งที่ออกแบบหรือพัฒนาสินค้าใหม่ ดีไซน์ของ SMEG ไม่ได้มุ่งที่ความสวยอย่างเดียว แต่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์การใช้งาน สินค้าหลายรุ่นมีลักษณะเหมือนเดิมมาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก ที่เพิ่มเข้ามาคือเทคโนโลยีที่ตามสมัย โดยมองความจำเป็นของผู้ใช้เป็นหลัก และต้องเป็นฟังก์ชันที่เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ไม่ใช่มีไว้เพื่อความไฮเทคทันสมัยหรือกิมมิก 

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ถ้าไม่ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น ก็ไม่ใส่

เรื่องหนึ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากคือ Ergonomics หรือ สรีรศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น Hand Blender ที่ออกแบบให้ด้ามจับมีสัมผัสนุ่ม กันลื่น จับแล้วเข้าอุ้งมือพอดี ไม่ต้องยกบ่า และอยู่ในท่าที่สบายที่สุด หรือ Stand Mixer ก็ออกแบบให้ปุ่มปรับความเร็วอยู่ด้านบน ใช้ได้ทั้งคนถนัดซ้ายและคนถนัดขวา ปลั๊กไฟถูกออกแบบให้อยู่ตรงกลาง จะวางมุมไหนก็ได้ทั้งหมด ไม่ต้องอ้อม

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ตู้เย็นรุ่น Fab ที่โด่งดังก็เช่นเดียวกัน แบรนด์มีให้เลือกด้ามจับและบานเปิดประตูไม่ว่าคุณจะถนัดซ้ายหรือขวา หากตำแหน่งที่วางตู้เย็นของคุณไม่เหมาะกับการเปิดบานด้านไหน ก็เลือกอีกด้านได้

9. ผลิตสินค้าแต่ละชิ้นโดยกระทบสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

Responsibility Policy ของ SMEG คือ ทำอย่างไรให้ใช้พลังงานในการผลิตต่ำที่สุด เกิดเป็นขยะให้น้อยที่สุด แบรนด์มองตั้งแต่การเลือกวัสดุจากทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสเตนเลส แก้ว อะลูมิเนียม และทองเหลือง เขาคิดไปถึงว่า หากวันหนึ่งคนเลิกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้แล้ว ต้องมั่นใจว่ามันจะเอาไปย่อยสลายหรือนำกลับมารีไซเคิลได้ ส่วนในกระบวนการผลิตใช้ค่าพลังงานไฟฟ้าน้อย สินค้าหลายรุ่นของ SMEG ได้คะแนน Energy Rating เท่ากับ A+ 

ถ้าแบรนด์จะโตได้ คนใช้ต้องมีความสุขกับการใช้งาน และโลกต้องอยู่ต่อไปได้ 

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

10. ไม่ได้ออกแบบโปรดักต์ แต่ออกแบบสภาพแวดล้อมโดยรอบ

เมื่อหลายปีก่อน แบรนด์เคยสัมภาษณ์ลูกค้าหลายคนที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีเครื่องใช้ไฟฟ้า SMEG หนึ่งชิ้นทำให้บรรยากาศในบ้านเปลี่ยน”

สิ่งที่ได้มาพร้อมกับตู้เย็นราคาหลักแสนคือการใช้งานดี ทนทาน ไปจนถึงสุนทรียะและความละมุนละไม ที่ทำให้รู้สึกมีความสุข SMEG เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวไม่กี่เจ้าที่มีรีวิวบนอินเทอร์เน็ต เล่าถึงบรรยากาศในห้องครัวที่เปลี่ยนไปทันทีเมื่อมีสินค้าของแบรนด์มาตั้ง

เหมือนที่เคยมีคนบอกไว้ มันไม่ใช่ประโยชน์ใช้สอย แต่เป็นประโยชน์ใช้สวย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

11. ถ้าจะซื้อเครื่องทำขนม ก็ต้องลองทำขนมก่อนซื้อ

ก่อนขายสินค้าโดยเฉพาะเตาอบ SMEG จะสอบถามลูกค้าว่าจะซื้อไปใช้ทำขนมอะไร หากเป็นขนมพื้นฐาน เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ ทางแบรนด์จะเตรียมวัตถุดิบให้ล่วงหน้าเพื่อให้ลูกค้ามาลองทำก่อนตัดสินใจซื้อ หากเป็นขนมที่พิเศษขึ้นมาหน่อย ลูกค้าสามารถเตรียมวัตถุดิบมาทดลองเอง เพื่อทดลองใช้งานจริงก่อนซื้อ

คนทำขนมไม่ได้มีแค่โจทย์ว่าเตาอบใช้งานยังไง แต่ใช้เตาอบรุ่นนี้ทำขนมแบบนี้ยังไงต่างหาก SMEG จึงมีทีมแยกออกมาเพื่อหาคำตอบให้ลูกค้าหลังการขาย 

‘ทำไมเค้กถึงหน้าแตก’

‘ทำไมตรงกลางถึงยุบ’

‘อบขนมเปี๊ยะด้วยเครื่องนี้ต้องทำยังไง’

แบรนด์จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่คนขายเครื่องใช้ในครัว แต่เป็นที่ปรึกษาด้านการทำขนมและอาหาร สูตรไหนลูกค้าทำไม่สำเร็จ ทีมโภชนาการจะทดลองทำด้วยเตาอบรุ่นนั้น แบ่งปันสูตรและเทคนิค ซึ่งคำถามของลูกค้าก็เปลี่ยนไปตามเทรนด์ของโลกขนม บางช่วงเป็นขนมไข่ เมื่อปีกลายเป็น Basque Burnt Cheesecake การบริการส่วนใหญ่ทำผ่านโทรศัพท์ อินบ็อกซ์เพจ ถ้ายังไม่สำเร็จ ก็ชวนลูกค้าเขามาลองทำไปพร้อมๆ กัน 

และหลายครั้งที่ลูกค้าคิดว่าเป็นเพราะเครื่องเสียในตอนแรก แบรนด์กลับไม่ต้องส่งช่างไปเช็กเครื่องด้วยซ้ำ

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

12. แบรนด์ที่อยู่คู่ครอบครัวนานกว่า 73 ปี จนกลายเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

หลายคนอาจคิดว่าความสวยคือสิ่งที่ทำให้ SMEG ครองใจใครหลายๆ คน แต่จริงๆ แล้วดีไซน์ที่ไม่ได้จำกัดแค่คนกลุ่มเดียวและการใช้งานได้ดีต่างหาก คือข้อได้เปรียบ

ตู้เย็นหลายบ้านมีอายุนานถึง 30 ปี จนกลายเป็นสมบัติที่ส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ทำให้ทุกวันนี้ยังมีคนมาถามหาอะไหล่ และขอคู่มือเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นเก่าที่ตกทอดมาจากคุณแม่ บางคนยอมรื้อดีไซน์ของนักออกแบบภายในใหม่เพื่อให้รองรับสินค้ารุ่นใหม่ที่กำลังจะออก

SMEG ซื้อใจคนด้วยฝีมือที่เฉียบขาด ดีไซน์หลากหลายที่เป็นอมตะ และบริการที่ทำให้รู้ว่ายังไงจะไม่มีวันทิ้งลูกค้าอย่างแน่นอน วันนี้แบรนด์เดินทางมานานถึง 73 ปี ท่ามกลางคู่แข่งใหม่ๆ ที่ราคาถูกกว่าหลายเท่า แบรนด์ยังคงแข็งแรงทั้งในเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการ และยังยึดมั่นในสิ่งที่เชื่อมาตั้งแต่วันแรก คืออยากให้คนมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ออกแบบโดยเน้นการแก้ปัญหาและต้องไม่สวยอย่างเดียว แต่ใช้งานได้ดีอย่างไม่มีเปลี่ยนแปลง

13. เป็นมากกว่าแบรนด์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ Made My Day ให้ทุกวันมีความสุข

สินค้าของ SMEG เปรียบเสมือนงานศิลปะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ตู้เย็นของแบรนด์เปิดก็สวย ปิดก็สวย และไม่ได้เป็นแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในส่วนหนึ่งของทุกวัน แบรนด์มาถึงจุดที่จุดเด่นไม่ใช่เรื่องดีไซน์ มันคือความรื่นรมย์ในแต่ละวัน

แคมเปญล่าสุดของแบรนด์ชวนคนนึกถึงความสุขเรียบง่ายอีกครั้งผ่านเสียงเพลง นึกถึงกลิ่นหอมคลุ้งในบ้านทุกครั้งที่แม่อบขนมใหม่ๆ ในครัว นาทีที่สามีกลับมาเจอภรรยาทำเค้กไว้เซอร์ไพรส์ เช้าวันอาทิตย์ที่ได้ตื่นสายและดื่มกาแฟร้อนๆ สักถ้วย SMEG เชื่อว่าความสุขเกิดได้จากสัมผัสทั้งห้า และเสียงคือส่วนประกอบที่สำคัญมาก จากความตั้งใจ แรงบันดาลใจ เกิดเป็นเพลย์ลิสต์ทั้งสามที่แบรนด์ตั้งใจคัดสรรมาอย่างดี แต่ไม่ได้มีเพียงเพลย์ลิสต์ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตผ่านเสียงเพลงเท่านั้น ยังมีเมนูอาหาร งานศิลปะ เวิร์กช็อป และสุนทรียะอื่นๆ ที่จะมาอยู่ได้ในทุกด้านและทุกจังหวะของชีวิตเร็วๆ นี้

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ฟังเพลย์ลิสต์ Made My Day ของ Smeg ที่ประกอบด้วย Lazy Afternoon Tea, Sunday Baking และ Cooking is an Art ได้ที่ช่องทาง Spotify และ Youtube Channel พร้อมติดตามเมนูพิเศษของแบรนด์ ข้อมูลเวิร์กช็อป และข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ Facebook : Smegthai หรือเว็บไซต์ www.smeg.co.th/

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

4 พฤศจิกายน 2564
1 K

‘Kitsuné’ คือคำภาษาญี่ปุ่น แปลว่า สุนัขจิ้งจอก สัตว์ในตำนานและสัญลักษณ์ของความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และเป็นชื่อเรียกในหมู่แฟนๆ ของไลฟ์สไตล์แบรนด์ในตระกูล Kitsuné
เริ่มจากค่ายเพลงในปารีสที่ปั้นศิลปินระดับโลกอย่างวง Two Doors Cinema Club แบรนด์แฟชั่น Maison Kitsuné ที่เน้นความคลาสสิกและเรียบง่ายซึ่งมีจุดขาย 400 แห่งทั่วโลก สู่ Café Kitsuné ที่มีโรงคั่วและเมล็ดกาแฟเบลนด์ของตัวเอง โดยหวังตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มที่สุด

แบรนด์ทำงาน Collaboration ร่วมกับแบรนด์ดังๆ จากทั่วโลก อาทิ Oliver Peoples, PUMA, 3CE Cosmetics, Samsung, Reebok Classic, Shu Uemura, MONTBLANC, the NBA และ ADER error

ธุรกิจภายใต้ชื่อนี้มีเป้าหมายเหมือนกัน คือนำเสนอศิลปะในการใช้ชีวิตให้ผู้คน ผ่านสินค้าและบริการที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสุข 

นั่นไม่ใช่กลยุทธ์ทางธุรกิจที่อยากเพิ่มยอดขาย และขยายทาร์เก็ตไปสู่ลูกค้าทุกกลุ่ม แต่เป็นวิสัยทัศน์และความหลงใหลของสองผู้ก่อตั้ง ณ วันแรกเริ่ม 

“เรื่องราวแบรนด์ของเราไม่เหมือนกรณีศึกษาที่สอนในคณะบริหารฯ”

หนึ่งในนั้นว่าไปอย่างนั้น

และนี่คือเรื่องราวของพวกเขา

1. Maison Kitsuné เริ่มต้นจากค่ายเพลงที่มองไกลว่า อยากมีธุรกิจครอบคลุมไลฟ์สไตล์ผู้คน

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

แบรนด์ก่อตั้งโดย จิลดาส์ โลแอ็ค (Gildas Loaëc) อดีตเจ้าของร้านขายแผ่นเสียงชาวฝรั่งเศส และมาซายะ คุโรกิ (Masaya Kuroki) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้เป็นลูกค้าขาประจำ 

จุดเริ่มต้นมาจากตอนที่จิลดาส์ต้องไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นในฐานะอาร์ตไดเรกเตอร์ของวง Daft Punk เขาต้องการไกด์ที่รู้เรื่องท้องถิ่น จึงชวนมาซายะไปด้วยกัน จนตกลงเป็นหุ้นส่วนทำค่ายเพลง Kitsuné Musique ธุรกิจแรกในนามของสุนัขจิ้งจอกใน ค.ศ. 2002 เริ่มจากการรวบรวมดีเจเก่งๆ มาทำอัลบั้ม Kitsuné Maison Comprehension และจัดกิจกรรมทัวร์คอนเสิร์ตในที่ต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ให้มากขึ้น ก่อนจะต่อยอดมาเป็นธุรกิจแฟชั่นแ ละคาเฟ่ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนหลายๆ แบบ”

2. ‘ศิลปะแห่งชีวิต’ คือดีเอ็นเอของทุกธุรกิจภายใต้ชื่อ Kitsuné

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแบรนด์นี้คือ ธุรกิจที่ทำนั้นไม่เหมือนกันและอยู่แยกกันได้อย่างอิสระ แต่สำหรับ Kitsuné แล้ว ธุรกิจทั้งสามยึดโยงด้วยโจทย์เดียวคือ ‘Art de Vivre’ หรือศิลปะแห่งชีวิต เพื่อเข้าถึงชีวิตผู้คนให้มากที่สุด

แบรนด์เชื่อว่าทุกคนควรมีศิลปะในการใช้ชีวิต อาจจะเป็นด้านดนตรี ด้านแฟชั่น ศิลปะในการดื่มกาแฟที่รื่นรมย์และมีคุณภาพ หรือสิ่งอื่นๆ ที่เราหลงใหลในชีวิตประจำ 

Kitsuné Musique ทำเพลงมาสร้างความสุขให้คน
Maison Kitsuné ออกแบบเสื้อผ้าสดใหม่เพื่อความสนุกสนานในชีวิต

Café Kitsuné เป็นที่พักผ่อน มาแล้วมีความสุข สุขจากการฟังเพลงในร้าน สุขจากการดื่มกาแฟดีๆ

3. ให้ความสำคัญกับการผสมผสานวัฒนธรรม (Mixed Culture) 

เพราะแบรนด์เกิดขึ้นจากผู้ก่อตั้งสองสัญชาติ เลยทำให้ทุกรายละเอียดมีกลิ่นอายความเป็นฝรั่งเศสและญี่ปุ่นอยู่ด้วยกันโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง แบรนด์เสื้อผ้า หรือคาเฟ่ ก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการผสมกันระหว่างวัฒนธรรมของสองชาตินี้เท่านั้น 

การผสมผสานวัฒนธรรมกลายเป็นแนวคิดหลักที่ทำให้แบรนด์แตกต่าง เช่น เพลงที่ใช้เครื่องดนตรีหลากหลาย การ Collaboration กับแบรนด์ชาติอื่นๆ หรือเมนูที่รังสรรค์ให้ประเทศนั้นโดยเฉพาะ เป็นการดึงจุดเด่นของวัฒนธรรมต่างๆ ออกมา และสร้างสินค้าที่ตรงกับดีเอ็นเอของแบรนด์มากที่สุด 

4. แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ Collab กับแบรนด์จากทั่วโลกมาแล้วมากกว่า 35 แบรนด์

Maison Kitsuné เกิดขึ้นใน ค.ศ. 2008 โดยมีจุดเด่น 2 ข้อใหญ่ๆ คือ Silhouette เนี้ยบกริบแบบฝรั่งเศส กับคุณภาพวัสดุและวิธีตัดเย็บแสนประณีตแบบญี่ปุ่น แต่เพราะตั้งใจจะสร้าง ‘ศิลปะแห่งชีวิต’ จึงเสาะหาแบรนด์ต่างๆ จากทั่วโลกมาทำงานร่วมกัน เพื่อออกแบบเสื้อผ้าและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่แปลกใหม่ ทำให้ผู้ใช้มีความสุข ทั้งยังมีส่วนผสมระหว่างหลายวัฒนธรรมของแบรนด์ที่เลือกด้วยเช่นกัน

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

สินค้า Collaboration ของแบรนด์นี้สนุกและน่าตื่นเต้นเสมอ ที่น่าสนใจกว่านั้น คือการร่วมงานไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน ซึ่งก็ตรงกับความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสุนัขจิ้งจอก ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี

ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยทำงานร่วมกับ Pernod บริษัทเครื่องดื่มที่ฝรั่งเศส ก่อนจะจับมือกับ LINE FRIENDS ทำสติกเกอร์ หรือ Helinox ทำอุปกรณ์เอาต์ดอร์ ในฝั่งคาเฟ่ก็ทำงานร่วมกับหลายแบรนด์อย่าง KINTO จากญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่ง Le Chocolat des Français แบรนด์ช็อกโกแลต Made in France

ซึ่งการ Collaboration แต่ละครั้ง สำนักงานใหญ่ที่ฝรั่งเศสจะเป็นคนริเริ่ม โดยดูจากเทรนด์ในตอนนั้น และต้องเข้ากันได้กับความเชื่อหลักของ Maison Kitsuné 

5. คาเฟ่ที่มีโรงคั่วและเมล็ดกาแฟเบลนด์ของตัวเอง เพื่อสร้างมาตรฐานทั้งโลก

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

วัฒนธรรมฝรั่งเศสและญี่ปุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของ Café Kitsuné เช่นกัน ไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟริมถนนเป็นของคนปารีส ส่วนตัวแทนของชาวญี่ปุ่นคือความพิถีพิถันในการเลือกเมล็ดกาแฟ 

คาเฟ่สุนัขจิ้งจอกมีสาขาในประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา จีน อินโดนีเซีย และไทย มีโรงคั่วของตัวเองที่เมืองโอคายาม่าและปารีส ร้านในเอเชียจะใช้กาแฟจากโรงคั่วที่ญี่ปุ่นทั้งหมด เลือกเมล็ดกาแฟจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนิการากัว เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ผสมเป็น Kitsuné Blend เพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพและรสชาติของกาแฟในทุกสาขา

6. เปิดกว้างให้ร้านในแต่ละประเทศออกแบบเมนูได้เอง เพราะพนักงานท้องถิ่นเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่า

นอกจากเมนูขนมประจำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสและญี่ปุ่น คาเฟ่ในแต่ละประเทศยังสามารถเสนอเพิ่มเมนูพิเศษของตัวเองได้ เช่น สาขาในไทยมี Fox Latte และไอศกรีมแบบถ้วยซื้อกลับบ้าน ซึ่งแตกต่างจากหลายๆ แบรนด์สากลที่เน้นให้ทุกสาขาทั่วโลกเหมือนกันทั้งหมด

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต

Café Kitsuné มองว่าพนักงานท้องถิ่นจะเข้าใจกลุ่มลูกค้าดีกว่า จึงเปิดกว้างให้เสนอไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดข้อได้เปรียบ 2 ข้อด้วยกัน หนึ่ง มีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในประเทศนั้นจริงๆ และสอง เมื่อยืดหยุ่นและพร้อมรับไอเดียใหม่ๆ ก็ทำให้แบรนด์มีความสนุกสนานเกิดขึ้นตลอดเวลา

7. ใครก็สนุกกับความเป็นแบรนด์ Kitsuné ได้

แม้จะมีความสดใสกับความสนุกสนานเป็นเอกลักษณ์ และตอนเปิดแบรนด์ Maison Kitsuné และ Café Kitsuné ครั้งแรกในประเทศไทย ทีมการตลาดตั้งใจเจาะกลุ่มลูกค้าอายุระหว่าง 20 – 35 ปี แต่ท้ายที่สุดพบว่า มีคนทุกเพศทุกวัยเป็นลูกค้าประจำ ตั้งแต่เด็กนักเรียนจนถึงคุณพ่อวัยเกษียณ เหตุผลต้องย้อนกลับไปยังความตั้งใจแรกของแบรนด์ ที่อยากสร้าง Art of Life ทำให้สินค้าทุกชิ้นออกแบบอย่างเอาใจใส่ เรียบง่าย คลาสสิก และมั่นใจว่าใส่ได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน บางไอเท็มก็ใส่กิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ให้มีสีสันและสนุกสนานมากขึ้น 

ใครไม่สนใจแฟชั่นก็ยังมานั่งดื่มกาแฟฟังเพลงพร้อมขนมชิมซิกเนเจอร์ที่คาเฟ่ นั่นแปลว่าไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็ดื่มด่ำกับความเป็นแบรนด์และศิลปะการใช้ชีวิตได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นคือภาพใหญ่ที่ทั้งจิลดาส์และมาซายะมองไว้ตั้งแต่ต้น

8. บูรณาการ 3 ธุรกิจให้ส่งเสริมกันและกัน

แม้จะมี 3 ธุรกิจที่แตกต่างกัน แบรนด์ทั้งหมดภายใต้ชื่อ Kitsuné ก็นำจุดเด่นและสินค้าของตัวเองมาส่งเสริมกันและกันได้อย่างพอดี 

บรรยากาศในคาเฟ่เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงจากค่ายเพลง เช่นเดียวกับร้านเสื้อผ้า นานๆ ทีมีดีเจมาเปิดเพลงสร้างความสนุกสนานอีกแบบ

ร้านเสื้อผ้าเองก็จับเอาเอกลักษณ์ของคาเฟ่ไปทำเป็นคอลเลกชัน มีทั้งเสื้อผ้า แก้ว หมวก กระเป๋า 

โดยทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการนำเสนอศิลปะการใช้ชีวิตให้มีความสุข ซึ่งยิ่งทำให้ความเป็นแบรนด์แข็งแรงและเป็นที่จดจำมากขึ้นอีก

9. ร้านที่ออกแบบอย่างดี จนกลายเป็นจุดเช็กอินของผู้มาเยือน

เนื่องจากมาซายะเป็นสถาปนิก การออกแบบสาขาต่างๆ ของทั้งร้านเสื้อผ้าและคาเฟ่จึงต้องละเอียด หลักการคือนำเอกลักษณ์ประจำวัฒนธรรมของประเทศที่ตั้งมาใช้ ให้เข้ากับบริบทและสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น ที่เกาหลีใต้ใช้ไม้ไผ่และสวน หรือที่ลอสแอนเจลิสเน้นโทนสีสด ให้เข้ากับบรรยากาศเมืองริมฝั่ง ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็มีการหยิบบานไม้ฉลุจากชานอ้อยมาตกแต่ง พร้อมเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ท้องถิ่นของไทย ทุกสาขาจึงมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แตกต่าง แต่อยู่บนหลักการเดียวกัน

คาเฟ่มีสาขาใน 7 ประเทศทั่วโลก ส่วนร้านบูติกมีถึง 16 สาขาในเมืองสำคัญๆ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่มีขายเฉพาะสาขาแต่ละประเทศ ทำให้ Café Kitsuné และ Maison Kitsuné กลายเป็นมากกว่าร้านเสื้อผ้าและคาเฟ่ของคนท้องถิ่น แต่เป็นปลายทางของผู้มาเยือนที่ต้องไปเยี่ยมเยียนให้ได้

10 เรื่องที่ทำให้ Maison Kitsuné เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ขวัญใจผู้คน นำเสนอศิลปะการใช้ชีวิต
10 เรื่องเบื้องหลัง Kitsuné Musique, Maison Kitsuné และ Cafe Kitsuné ไลฟ์สไตล์แบรนด์จากปารีสที่เชื่อในศิลปะในการใช้ชีวิต
10 เรื่องเบื้องหลัง Kitsuné Musique, Maison Kitsuné และ Cafe Kitsuné ไลฟ์สไตล์แบรนด์จากปารีสที่เชื่อในศิลปะในการใช้ชีวิต

10. สิ่งที่ทำให้แบรนด์กลุ่ม Kitsuné ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วคือ แพสชัน

ครั้งหนึ่งจิลดาส์เคยพูดไว้ว่า “เรื่องราวแบรนด์ของเราไม่เหมือนกรณีศึกษาที่สอนในคณะบริหารฯ” 

การทำธุรกิจไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ความต้องการหลายอย่างของเขา ไม่ได้ตั้งต้นจากเป้าหมายทางการตลาด แต่เป็นความเชื่อ ตัวตน และสิ่งที่ทุกคนในทีมตั้งใจสร้างขึ้น 

จากค่ายเพลงที่ริเริ่มใน ค.ศ. 2002 มาเป็นแบรนด์เสื้อผ้าใน ค.ศ. 2008 และคาเฟ่ที่มีสาขาในหลายประเทศเมื่อ ค.ศ. 2013 เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ในการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ ในแบบที่ผู้ก่อตั้งทั้งสองอยากเห็น

แต่จะยกความดีให้แพสชันสำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงหลักหน่วยปีคงไม่พอ ต้องให้เครดิตความมุ่งมั่นและความตั้งใจ รวมถึงภาพในหัวที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก 

ธุรกิจที่ 4 ในตระกูลสุนัขจิ้งจอกคือ Hotel Kitsuné ที่กำลังพัฒนาอยู่ คงต้องรอดูต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

ภาพ : Maison Kitsuné

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load