ถ้าพูดถึงแบรนด์ SMEG ผลิตภัณฑ์แรกที่คุณนึกถึงคงเป็นตู้เย็นสีจัดทรงโค้งมน หน้าตาเรโทร แบบที่เราเห็นใน Ads โฆษณาหรือภาพยนตร์ยุคเก่า

ส่วนผู้ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวตัวจริง คงรู้ว่าเตาอบแบรนด์นี้ขึ้นชื่อเป็นอันดับต้นๆ เรื่องความเสถียรของความร้อนและความทนทาน

SMEG เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง และออกสู่ตลาดด้วยเตาทำอาหารที่ทำให้ชีวิตผู้คนสะดวกสบายยิ่งขึ้น

จุดเปลี่ยนของแบรนด์มี 2 ครั้งใหญ่ๆ ครั้งแรกคือตอนที่ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่หน้าตาเหมือนคู่แข่งเจ้าอื่นๆ ในตลาด เป็นการให้ความสำคัญกับดีไซน์ เพราะเชื่อว่าลูกค้าก็อยากได้ความสวยงามเช่นกัน

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองคือตอนที่เจ้าของผู้เป็นพ่อส่งต่อธุรกิจให้กับลูกชาย หลังจากนั้น SMEG จึงทำงานร่วมกับดีไซเนอร์และแบรนด์ดังอีกมากมาย เกิดเป็นหลายคอลเลกชันที่ไม่ได้วางตำแหน่งว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควบการเป็นงานศิลปะและงานออกแบบเข้าไปด้วย

Dolce & Gabbana, Disney Micky Mouse, FIAT500 และ Supreme คือตัวอย่างของการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา

แม้มีความสวยงามเป็นพระเอกด่านหน้า แต่ SMEG กลับให้ความสำคัญในดีไซน์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ ไม่ว่าเรื่องสรีรศาสตร์ รายละเอียดเล็กๆ อย่างการถนัดซ้าย-ขวา ไปจนถึงการนำองค์ความรู้จากการตีเหล็กของครอบครัวในอดีตมาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่มีอายุยืนหลายสิบปี และจะไม่ยอมใส่เทคโนโลยีเข้าไปในโปรดักต์ เพียงเพราะเป็นของใหม่ล่าสุดในตลาดเท่านั้น

The Cloud มาเยี่ยมโชว์รูมพร้อมพูดคุยกับ ธนัชพร สวนศิลป์พงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และ นภัสวรรณ สุขวุฒิไชย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ถึงความเชื่อและเป้าหมายของแบรนด์ SMEG

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่อยากมีดีแค่สวย แต่อยากแก้ปัญหาการใช้งานของผู้คนอย่างยั่งยืน

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

1. SMEG ก่อตั้งโดยครอบครัวช่างตีเหล็กใน Guastalla เมืองเล็กๆ ในประเทศอิตาลี และเป็นผู้บุกเบิกการผลิตแบบ Mass Production ของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว

ใน ค.ศ.1948 Vittorio Bertazzoni ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นโดยใช้ความรู้จากการตีเหล็กและการเคลือบสีอีนาเมลซึ่งเป็นวิชาชีพดั้งเดิมของครอบครัว ชื่อ SMEG ย่อมาจาก Smalterie Metallurgiche Emiliane Guastalla แปลว่าโรงงานเคลือบโลหะแห่งเมือง Guastalla เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเครื่องแรกของแบรนด์คือ Cooker ชื่อ Elizabeth ที่ด้านบนเป็นเตาแก๊สปรุงอาหาร ด้านล่างเป็นเตาอบ ตอบโจทย์ผู้คนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เศรษฐกิจกำลังกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

พอถึงยุคอุตสาหกรรมหนัก เทคโนโลยีพัฒนาจากเดิมทีเคยผลิตแบบประกอบส่วนทีละชิ้น ก็เปลี่ยนเป็นคราวละมากๆ (Mass Production) SMEG เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ผลิตเครื่องซักผ้า ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น ต่อมาจึงผลิตเครื่องล้างจานเครื่องแรกของโลกที่ใส่ได้ 14 ชุดอาหาร ซึ่ง 1 ชุดอาหารมีทั้งแก้ว จาน ชาม ช้อน ส้อม และอื่นๆ

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

2. ในยุคอุตสาหกรรมหนักที่เน้นเครื่องมือเครื่องใช้แข็งแรงทนทาน SMEG มองไกลไปถึงดีไซน์ที่สวยงามและรื่นรมย์

ค.ศ. 1985 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ สินค้าส่วนใหญ่ในยุคนั้นมีหน้าตาเรียบๆ ผลิตง่ายได้ทีละจำนวนมาก เน้นต้นทุนต่ำ การใช้งานทนทาน SMEG เล็งเห็นความต้องการของลูกค้าว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ชอบดีไซน์แข็งๆ ทื่อๆ เหลี่ยมๆ แต่มองหาอะไรที่สวยงามหรูหรามากขึ้น เราจึงเห็นแบรนด์ทำงานร่วมกับสถาปนิกและดีไซเนอร์มากมายนับจากนั้น โดยมี Guido Canali เป็นสถาปนิกชาวอิตาเลียนคนแรกที่แบรนด์ชวนมาร่วมงานเพื่อออกแบบเตาอบคอลเลกชันชื่อ Classica ที่มีรูปร่างชัดเจนและดีเทลเล็กๆ แบบที่เตาอบในท้องตลาดไม่เคยมีมาก่อน

และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าดีไซน์ของคอลเลกชันนี้ยังมีขายมาจนถึง ค.ศ. 2021 จะมีปรับก็แค่รายละเอียดเล็กๆ หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

3. สินค้าแสดงถึงค่านิยมและวัฒนธรรมอิตาเลียน และป้าย Made in Italy เป็นเหมือนเครื่องการันตีคุณภาพ

เมื่อพูดถึงสินค้าจากเยอรมนี เรามักคิดถึงความแข็งแรง ทนทาน เมื่อพูดถึงสินค้าจีน เรานึกถึงราคาที่ถูกกว่า เมื่อพูดถึงสินค้าจากญี่ปุ่น คงเป็นคุณภาพและความละเอียดที่ไม่มีใครทัดเทียม ส่วนเอกลักษณ์ของสินค้าจากอิตาลีคือ Craftsmanship ดีไซน์ และความสุนทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติของคนอิตาเลียน 

วัฒนธรรมอิตาเลียนแสดงอยู่ในสินค้าทุกชิ้น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างสีสันสดใสของเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว SMEG ที่มิกซ์แอนด์แมตช์สีตัดกันเหมือนบ้านเมืองในอิตาลี คอลเลกชัน Sicily is My Love ที่ทำร่วมกับ Dolce & Gabbana แบรนด์แฟชั่นสัญชาติเดียวกัน ที่นำลูกแพร์ ส้ม นก และสีแดง สีเหลือง ซึ่งเป็นตัวแทนของเมืองซิซิลี หรือแม้กระทั่งฟังก์ชันเตาหินสำหรับอบพิซซ่าโดยเฉพาะที่มีอยู่ในเตาอบบางรุ่น แถมยังสามารถซื้อติดตั้งเพิ่มเติมสำหรับรุ่นที่ไม่มีอีกด้วย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

4. Fab สินค้าฮีโร่ที่เปลี่ยนภาพจำของตู้เย็นและไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตั้งแต่ ค.ศ. 1997

ในปีนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นสเตนเลส ไม่ก็สีเรียบๆ อย่างสีขาวและสีดำ ดีไซน์เหลี่ยม ตู้เย็นรุ่น Fab ของ SMEG จึงโดดเด่นและกลายเป็นที่จดจำอย่างมากเมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด ด้วยสีสันสดใสมากว่า 10 สีและรูปทรงโค้งมน เป็นสไตล์ Retro แบบตู้เย็นที่เรามักเห็นในหนังเก่า เอกลักษณ์นี้ทำให้กระแสตอบรับดีและได้รับความนิยมมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ซึ่งดีไซน์ก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

คนออกแบบก็ไม่ใช่สถาปนิกหรือดีไซเนอร์ชื่อดัง แต่เป็นทีม In-house ของแบรนด์ และในช่วงไม่กี่ปีมานี้เราอาจจะเริ่มเห็นแบรนด์อื่นทำตู้เย็นหน้าตาคล้ายคลึงกัน นั่นเป็นเพราะสิทธิบัตรที่ยืนยันว่าดีไซน์นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ SMEG แต่เพียงผู้เดียวได้หมดอายุลงแล้ว

5. รุ่นพ่อทำงานกับสถาปนิก รุ่นลูกทำงานกับนักออกแบบและดีไซเนอร์ 

จุดเปลี่ยนอีกครั้งของ SMEG คือช่วงส่งต่อธุรกิจจากพ่อสู่ลูกชาย ในยุคของ Vittorio Bertazzoni เน้นออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวชิ้นใหญ่อย่างเตาอบ เตาทำอาหาร เครื่องล้างจาน เพื่อความแข็งแรงคงทนและดีไซน์ที่เป็นอมตะ ทำงานกับสถาปนิกเป็นหลัก ตั้งแต่ Guido Canali, Mario Bellini, Marc Newson จนถึง Renzo Piano ผู้ออกแบบอาคาร Pompidou ที่ปารีส

มาถึงยุคของลูกชาย Vittorio Bertazzoni Jr. เป็นผู้ริเริ่มและผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็กออกมา จำพวกเครื่องตีไข่ เครื่องปั่น เพื่อให้เข้าชุดกับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว และนำ Smeg ไปร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นต่างๆ อย่าง Dolce & Gabbana หรือ Supreme ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้ารุ่นใหม่

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

6. ใช้ความเชี่ยวชาญในการทำเหล็กที่มีผลิตสินค้าที่แตกต่างจากตลาด

“ทำไมแค่กาต้มน้ำราคาถึงสูง” คือคำถามที่ลูกค้ามักถามแบรนด์อยู่เสมอ 

การผลิตสินค้าจากเหล็กไม่ง่ายเหมือนพลาสติก เพราะพลาสติกมี Mold เป็นโครงหลัก วิธีการคือฉีดพลาสติกเข้าไปก็ขึ้นรูปทรงตามที่ต้องการ ส่วนการทำเหล็กยุ่งยากกว่านั้น ต้องดัดให้เป็นลักษณะที่ต้องการและเชื่อมแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน เหล็กที่สวยต้องเชื่อมให้มีความโค้งมน ไม่มีรอยต่อ เตาอบของ SMEG ที่ด้านไหนโค้งสวยงาม เป็นฉาก เป็นมุม ทำองศาพอดีกันทั้งหมด ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยหวือหวา แต่เป็นความเชี่ยวชาญของครอบครัวช่างตีเหล็ก

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

สินค้าที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือมากที่สุดคือ เตาอบของ Renzo Piano สถาปนิกชาวอิตาเลียนที่โด่งดังเรื่องสไตล์ Inside-out เหมือนผลงานอาคาร Pompidou ที่นำโครงสร้างและระบบต่างๆ มาไว้นอกตึก พอจะออกแบบเตาอบ เขาไม่อยากให้ด้านในมืด จึงทำด้วยสเตนเลสทั้งหมด ทุกครั้งที่อบอาหาร ด้านในจะสว่างเปล่งประกายออกมา ซึ่งกระบวนการที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการทำเหล็กอย่างมากคือการผลิตขอบบริเวณฝาปิด ในขณะที่เตาอบรุ่นทั่วไปจะใช้เป็นขอบยางเพื่อกั้นความร้อน Renzo Piano ใช้สเตนเลสแทน ความท้าทายคือต้องทำให้พอดี ถ้าไม่พอดีความร้อนจะรั่ว แล้วจะรักษาความเสถียรของอุณหภูมิไม่ได้เลย 

7. ตอบโจทย์คนชอบแต่งบ้านที่จุดอ่อนมักเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัว

ลูกค้าของ SMEG ส่วนใหญ่เป็นคนทำอาหารและชอบตกแต่งบ้าน ต้องการสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวเองได้ดีที่สุด บางคนชอบสไตล์ลอฟต์ เท่ๆ ดิบๆ บางคนชอบขาวๆ คลีนๆ เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ มีให้เลือกหลากหลาย แต่มักประสบปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวไม่เข้ากับสไตล์บ้านที่ออกแบบ

ถ้าเดินดูในโชว์รูมจะเห็นเลยว่า ด้านหนึ่งเป็นสไตล์ทันสมัย เรียบๆ เท่ๆ อีกด้านเหมือนอยู่ในครัวกระท่อมสวนอังกฤษ เพราะต้องการตอบโจทย์ความชอบที่แตกต่าง สินค้าของแบรนด์เลยมีให้เลือกหลากหลายสไตล์ มีผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวครบเซ็ตทุกชิ้นในแต่ละคอลเลกชัน ไม่ได้มีเพียงแต่ เตาอบ ตู้เย็น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็กเท่านั้น

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคต่างๆ ตั้งแต่คอลเลกชัน Classica ในยุคอุตสาหกรรมหนัก Linea ที่ตอบโจทย์สไตล์โมเดิร์น หรูหรา เน้นกระจกวาวๆ เส้นตรงขนาน Victoria จำลองยุค 50 สีสันหลากหลาย มีความเป็นเลเยอร์ เหมือนกับเครื่องแต่งกายในสมัยเดียวกัน และเป็นเตาอบรุ่นเดียวของ SMEG ที่มีขอบบานประตูเป็นชั้น คอลเลกชัน Colonial เป็นยุคที่หลังคาสถาปัตยกรรมเป็นโดม เสากลม ผลิตภัณฑ์จึงมีหลักษณะโค้งๆ มนๆ ใช้สีทองเหลือง มือจับกลมๆ รีๆ นาฬิกาเตาอบก็ออกแบบใหม่ให้เป็นหน้าปัดนาฬิกาพกแทนจอดิจิตัล

หรือจะเป็นคอลเลกชัน Dolce Stil Novo ใช้สีดำตัดสลับกับสีคอปเปอร์และกระจกมันเงาแสดงถึงความทันสมัย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

8. ดีไซน์ของ SMEG ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาโดยใช้นวัตกรรมตามความจำเป็นของผู้ใช้

ทุกครั้งที่ออกแบบหรือพัฒนาสินค้าใหม่ ดีไซน์ของ SMEG ไม่ได้มุ่งที่ความสวยอย่างเดียว แต่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์การใช้งาน สินค้าหลายรุ่นมีลักษณะเหมือนเดิมมาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก ที่เพิ่มเข้ามาคือเทคโนโลยีที่ตามสมัย โดยมองความจำเป็นของผู้ใช้เป็นหลัก และต้องเป็นฟังก์ชันที่เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ไม่ใช่มีไว้เพื่อความไฮเทคทันสมัยหรือกิมมิก 

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ถ้าไม่ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น ก็ไม่ใส่

เรื่องหนึ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากคือ Ergonomics หรือ สรีรศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น Hand Blender ที่ออกแบบให้ด้ามจับมีสัมผัสนุ่ม กันลื่น จับแล้วเข้าอุ้งมือพอดี ไม่ต้องยกบ่า และอยู่ในท่าที่สบายที่สุด หรือ Stand Mixer ก็ออกแบบให้ปุ่มปรับความเร็วอยู่ด้านบน ใช้ได้ทั้งคนถนัดซ้ายและคนถนัดขวา ปลั๊กไฟถูกออกแบบให้อยู่ตรงกลาง จะวางมุมไหนก็ได้ทั้งหมด ไม่ต้องอ้อม

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ตู้เย็นรุ่น Fab ที่โด่งดังก็เช่นเดียวกัน แบรนด์มีให้เลือกด้ามจับและบานเปิดประตูไม่ว่าคุณจะถนัดซ้ายหรือขวา หากตำแหน่งที่วางตู้เย็นของคุณไม่เหมาะกับการเปิดบานด้านไหน ก็เลือกอีกด้านได้

9. ผลิตสินค้าแต่ละชิ้นโดยกระทบสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

Responsibility Policy ของ SMEG คือ ทำอย่างไรให้ใช้พลังงานในการผลิตต่ำที่สุด เกิดเป็นขยะให้น้อยที่สุด แบรนด์มองตั้งแต่การเลือกวัสดุจากทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสเตนเลส แก้ว อะลูมิเนียม และทองเหลือง เขาคิดไปถึงว่า หากวันหนึ่งคนเลิกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้แล้ว ต้องมั่นใจว่ามันจะเอาไปย่อยสลายหรือนำกลับมารีไซเคิลได้ ส่วนในกระบวนการผลิตใช้ค่าพลังงานไฟฟ้าน้อย สินค้าหลายรุ่นของ SMEG ได้คะแนน Energy Rating เท่ากับ A+ 

ถ้าแบรนด์จะโตได้ คนใช้ต้องมีความสุขกับการใช้งาน และโลกต้องอยู่ต่อไปได้ 

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

10. ไม่ได้ออกแบบโปรดักต์ แต่ออกแบบสภาพแวดล้อมโดยรอบ

เมื่อหลายปีก่อน แบรนด์เคยสัมภาษณ์ลูกค้าหลายคนที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีเครื่องใช้ไฟฟ้า SMEG หนึ่งชิ้นทำให้บรรยากาศในบ้านเปลี่ยน”

สิ่งที่ได้มาพร้อมกับตู้เย็นราคาหลักแสนคือการใช้งานดี ทนทาน ไปจนถึงสุนทรียะและความละมุนละไม ที่ทำให้รู้สึกมีความสุข SMEG เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวไม่กี่เจ้าที่มีรีวิวบนอินเทอร์เน็ต เล่าถึงบรรยากาศในห้องครัวที่เปลี่ยนไปทันทีเมื่อมีสินค้าของแบรนด์มาตั้ง

เหมือนที่เคยมีคนบอกไว้ มันไม่ใช่ประโยชน์ใช้สอย แต่เป็นประโยชน์ใช้สวย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

11. ถ้าจะซื้อเครื่องทำขนม ก็ต้องลองทำขนมก่อนซื้อ

ก่อนขายสินค้าโดยเฉพาะเตาอบ SMEG จะสอบถามลูกค้าว่าจะซื้อไปใช้ทำขนมอะไร หากเป็นขนมพื้นฐาน เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ ทางแบรนด์จะเตรียมวัตถุดิบให้ล่วงหน้าเพื่อให้ลูกค้ามาลองทำก่อนตัดสินใจซื้อ หากเป็นขนมที่พิเศษขึ้นมาหน่อย ลูกค้าสามารถเตรียมวัตถุดิบมาทดลองเอง เพื่อทดลองใช้งานจริงก่อนซื้อ

คนทำขนมไม่ได้มีแค่โจทย์ว่าเตาอบใช้งานยังไง แต่ใช้เตาอบรุ่นนี้ทำขนมแบบนี้ยังไงต่างหาก SMEG จึงมีทีมแยกออกมาเพื่อหาคำตอบให้ลูกค้าหลังการขาย 

‘ทำไมเค้กถึงหน้าแตก’

‘ทำไมตรงกลางถึงยุบ’

‘อบขนมเปี๊ยะด้วยเครื่องนี้ต้องทำยังไง’

แบรนด์จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่คนขายเครื่องใช้ในครัว แต่เป็นที่ปรึกษาด้านการทำขนมและอาหาร สูตรไหนลูกค้าทำไม่สำเร็จ ทีมโภชนาการจะทดลองทำด้วยเตาอบรุ่นนั้น แบ่งปันสูตรและเทคนิค ซึ่งคำถามของลูกค้าก็เปลี่ยนไปตามเทรนด์ของโลกขนม บางช่วงเป็นขนมไข่ เมื่อปีกลายเป็น Basque Burnt Cheesecake การบริการส่วนใหญ่ทำผ่านโทรศัพท์ อินบ็อกซ์เพจ ถ้ายังไม่สำเร็จ ก็ชวนลูกค้าเขามาลองทำไปพร้อมๆ กัน 

และหลายครั้งที่ลูกค้าคิดว่าเป็นเพราะเครื่องเสียในตอนแรก แบรนด์กลับไม่ต้องส่งช่างไปเช็กเครื่องด้วยซ้ำ

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

12. แบรนด์ที่อยู่คู่ครอบครัวนานกว่า 73 ปี จนกลายเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

หลายคนอาจคิดว่าความสวยคือสิ่งที่ทำให้ SMEG ครองใจใครหลายๆ คน แต่จริงๆ แล้วดีไซน์ที่ไม่ได้จำกัดแค่คนกลุ่มเดียวและการใช้งานได้ดีต่างหาก คือข้อได้เปรียบ

ตู้เย็นหลายบ้านมีอายุนานถึง 30 ปี จนกลายเป็นสมบัติที่ส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ทำให้ทุกวันนี้ยังมีคนมาถามหาอะไหล่ และขอคู่มือเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นเก่าที่ตกทอดมาจากคุณแม่ บางคนยอมรื้อดีไซน์ของนักออกแบบภายในใหม่เพื่อให้รองรับสินค้ารุ่นใหม่ที่กำลังจะออก

SMEG ซื้อใจคนด้วยฝีมือที่เฉียบขาด ดีไซน์หลากหลายที่เป็นอมตะ และบริการที่ทำให้รู้ว่ายังไงจะไม่มีวันทิ้งลูกค้าอย่างแน่นอน วันนี้แบรนด์เดินทางมานานถึง 73 ปี ท่ามกลางคู่แข่งใหม่ๆ ที่ราคาถูกกว่าหลายเท่า แบรนด์ยังคงแข็งแรงทั้งในเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการ และยังยึดมั่นในสิ่งที่เชื่อมาตั้งแต่วันแรก คืออยากให้คนมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ออกแบบโดยเน้นการแก้ปัญหาและต้องไม่สวยอย่างเดียว แต่ใช้งานได้ดีอย่างไม่มีเปลี่ยนแปลง

13. เป็นมากกว่าแบรนด์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ Made My Day ให้ทุกวันมีความสุข

สินค้าของ SMEG เปรียบเสมือนงานศิลปะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ตู้เย็นของแบรนด์เปิดก็สวย ปิดก็สวย และไม่ได้เป็นแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในส่วนหนึ่งของทุกวัน แบรนด์มาถึงจุดที่จุดเด่นไม่ใช่เรื่องดีไซน์ มันคือความรื่นรมย์ในแต่ละวัน

แคมเปญล่าสุดของแบรนด์ชวนคนนึกถึงความสุขเรียบง่ายอีกครั้งผ่านเสียงเพลง นึกถึงกลิ่นหอมคลุ้งในบ้านทุกครั้งที่แม่อบขนมใหม่ๆ ในครัว นาทีที่สามีกลับมาเจอภรรยาทำเค้กไว้เซอร์ไพรส์ เช้าวันอาทิตย์ที่ได้ตื่นสายและดื่มกาแฟร้อนๆ สักถ้วย SMEG เชื่อว่าความสุขเกิดได้จากสัมผัสทั้งห้า และเสียงคือส่วนประกอบที่สำคัญมาก จากความตั้งใจ แรงบันดาลใจ เกิดเป็นเพลย์ลิสต์ทั้งสามที่แบรนด์ตั้งใจคัดสรรมาอย่างดี แต่ไม่ได้มีเพียงเพลย์ลิสต์ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตผ่านเสียงเพลงเท่านั้น ยังมีเมนูอาหาร งานศิลปะ เวิร์กช็อป และสุนทรียะอื่นๆ ที่จะมาอยู่ได้ในทุกด้านและทุกจังหวะของชีวิตเร็วๆ นี้

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ฟังเพลย์ลิสต์ Made My Day ของ Smeg ที่ประกอบด้วย Lazy Afternoon Tea, Sunday Baking และ Cooking is an Art ได้ที่ช่องทาง Spotify และ Youtube Channel พร้อมติดตามเมนูพิเศษของแบรนด์ ข้อมูลเวิร์กช็อป และข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ Facebook : Smegthai หรือเว็บไซต์ www.smeg.co.th/

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load