พฤศจิกายน 2545

ณ อิมพีเรียล ลาดพร้าว วัยรุ่นนับร้อยชีวิตต่อแถวยาวเหยียด เพื่อรอรับแจกซีดีเพลง ความรู้สึกของฉันที่มีเธออยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคนบนโลกใบนี้ ซิงเกิลผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อขอบคุณแฟนๆ ที่มาร่วมงาน Fat Festival ครั้งที่ 2 หลังจากหนึ่งในบทเพลงที่มีชื่อยาวที่สุดในโลกนี้ ทำสถิติติดอันดับเพลงยอดนิยมของคลื่น 104.5 ต่อเนื่องนานถึง 38 สัปดาห์

สำหรับใครหลายคน นี่คือปรากฏการณ์แรกที่ฝังอยู่ในความทรงจำ เมื่อพูดถึง Smallroom ค่ายเพลงเล็กๆ ที่เติบโตมาตั้งแต่กระแสอินดี้ครองเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวจนมาถึงสู่ยุคโซเซียลมีเดียที่ใครๆ ต่างก็ทำเพลงเองได้

จากวันนั้นถึงวันนี้ พวกเขาได้ปลุกปั้นศิลปินที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ สี่เต่าเธอ, Armchair, Death of a Salesman มาจนถึง Slur, Tattoo Colour, Polycat, The Richman Toy, Somkiat หรือเลือดใหม่อย่าง DEPT

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Smallroom หยัดยืนข้ามกาลเวลา ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ชักชวน รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ พี่ใหญ่ของค่าย มาร่วมหาคำตอบผ่านเรื่องราวและความทรงจำที่มีต่อห้องเล็กๆ แห่งนี้ตลอดสองทศวรรษ

รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์, เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

01

‘..ห้องเล็กนะคะ..’

หลงใหลดนตรี ชื่นชอบความเท่ น่าจะเป็นคำจำกัดความตัวตนผู้ชายคนนี้ได้ชัดเจนสุด

เดิมที Smallroom ไม่ได้วางบทบาทเป็นค่ายเพลง แต่ตั้งใจเป็นมิวสิกโปรดักชันเล็กๆ รับจ้างผลิตเพลงเท่านั้น

เพราะเมื่อ พ.ศ. 2537 รุ่งเคยทำวงดนตรีชื่อ Crub ซึ่งถือเป็นต้นแบบแนวเพลง BritPop ของเมืองไทย แต่ปรากฏว่า 4 เดือนขายได้ทั้งหมด 20,000 ม้วน เจ๊งสนิท วงดนตรีแรกจึงต้องปิดฉากลงอย่างเงียบๆ

ปีถัดมาเขาหันมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินน้องใหม่ สี่เต่าเธอ ถึงจะมีเพลงฮิตอยู่บ้าง แต่พอหักกลบลบหนี้ก็ยังไม่คุ้มทุนอยู่ดี จากนั้นก็มาทำค่ายเพลงชื่อ Subdisc ผลิตงานออกมา 2 อัลบั้ม คือ Suharit กับ EMELY แน่นอนว่าทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนทุกอย่างจะสลายตัวไปพร้อมวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

แม้ชีวิตบนถนนสายดนตรีจะลุ่มๆ ดอนๆ จนต้องกลับมาทำงานตกแต่งภายใน แต่รุ่งกลับไม่เคยหยุดฝัน

เมื่อเทคโนโลยีถูกลง มีการใช้ Hard disk recording ซอฟต์แวร์สำหรับอัดเสียงมาช่วยทำเพลง เขาจึงรวมกลุ่มกับ พิซซ่า-ชัยบรรฑิต พืชผลทรัพย์, แจ๊ค-นิตินาท สุขสุมิตร และ เจ-เจตมนต์ มละโยธา สามสมาชิกวงพราว เพื่อนร่วมภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ เชาวเลข สร่างทุกข์ อดีตนักแต่งเพลงจาก Bakery Music สร้างทีมทำเพลงในฝัน รับผลิตเพลงโฆษณาแก่บริษัทต่างๆ

รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์, เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

ประสบการณ์ครั้งใหม่ ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การผลิตงานเพลงที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะการสร้างงานตามโจทย์ รู้จักการผสมผสานความเป็นไทยอย่างพอเหมาะ และเริ่มเห็นเส้นทางอาชีพจริงจัง

พ.ศ. 2542 ทั้งหมดจึงตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการในชื่อ Smallroom โดยได้ไอเดียมาจากคำทักทายเชิงปรามาสจากศิลปินหญิงแถวหน้าคนหนึ่ง ซึ่งมาอัดเพลงโฆษณาว่า “..ห้องเล็กนะคะ..” 

แต่การทำเพลงโฆษณาไม่ได้เป็นฝันเพียงอย่างเดียว พวกเขายังอยากปล่อยของ อยากนำแรงบันดาลใจที่ได้จากการฟังเพลงต่างประเทศ มาต่อยอดสร้างสิ่งใหม่ๆ และนั่นเองที่นำมาสู่การหวนคืนสู่ตลาดเพลงไทยอีกหน

Smallroom 001 what happens in this smallroom วางแผงในวันคริสต์มาสปีเดียวกัน โดยเลข 001 มีต้นแบบมาจาก SARAH Records ค่ายเพลงระดับตำนานของอังกฤษ ซึ่งมีรหัสกำกับอัลบั้มแต่ละชุด ตั้งแต่ SARAH 1-100

ส่วนศิลปินในอัลบั้ม ประกอบด้วย สี่เต่าเธอกับวงดนตรีหน้าใหม่อีก 9 วง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทีมงานและเพื่อนฝูงที่คุ้นเคยกันดี อาทิ แจ๊ค วงพราว ฟอร์มทีมกับนักร้องสาวเสียงใสคนหนึ่งในชื่อ Groovy Airline, เจ วงพราว เรียกตัวเองว่า Penguin villa รวมถึง ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ที่มาร่วมสนุกโดยใช้นามแฝง Bonus

“พี่เต็ดนี่เรารู้จักมาตั้งแต่อยู่ Atime แล้ว แกเคยบอกว่า รุ่ง..กูเรียกมึงว่าเจ้าพ่อ Un-Pop นะ คือไม่ป๊อปเลย เราก็อยากเอาชนะ พอเขาจั่วหัวแบบนี้ เลยชวนมาทำ 001 โดยตอนนั้นเราอยากได้วงแบบนักร้องเสียงใหญ่ อย่าง Orange Juice ซึ่งเสียงพี่เต็ดน่าจะไปทางนั้นได้ จนออกมาเป็นเพลงขวัญใจ

“ส่วนเหตุผลที่ทำเป็น Compilation เพราะสมัยนั้นมีค่ายเพลงจากฝรั่งเศส จากเยอรมัน นำเพลงใหม่ของศิลปินมารวมกันวงละเพลงสองเพลง เราจึงอยากทำบ้าง โดยตกลงกันว่าจะไม่ใช่เครดิตเก่าเลย คิดชื่อวงใหม่ เพราะอยากรีเฟรช ไม่อย่างนั้นจะถูกมองว่าเป็นอัลเทอร์เนทีฟแบบไทยๆ แต่ Taxi ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่าย มองว่าผิดหลัก คุณควรใช้เครดิตเก่าในการขาย แต่เราก็แรง เพราะอยากให้มันแตกต่าง สุดท้ายเขาเลยขอแปะสติ๊กเกอร์ว่ามาจากอดีตวงอะไรแทน” 

ผลงานแรกของพวกเขาประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

เพลงแต่งงานของ moor เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักฟังเพลงรุ่นใหม่ โดยเฉพาะแฟนคลับช่อง Channel [V] Thailand เช่นเดียวกับเพลงจิตรกรรมของ Groovy Airline ซึ่งภายหลังถูกเปิดใน Fat Radio จนขึ้นอันดับ 1 นานถึง 4 สัปดาห์ แต่ที่สำคัญกว่าคืองบการผลิตอัลบั้มต่ำกว่าสมัยทำค่ายแรกเกือบเท่าตัว ทำให้เขามีเงินเหลือแจกผู้ร่วมงานแต่ละคน

“เอาตรงๆ เรารู้แค่ว่ามีคนชอบอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าเยอะแค่ไหน อีกสิ่งที่เรารู้ คือเราจะทำทิศทางอย่างนี้ และจะไม่ลงทุนสูง ทำให้ง่ายสุด สิ้นเปลืองน้อยสุด เพราะเราเจ็บมาเยอะแล้ว”

สูตรการทำงานช่วงต้นจึงเป็นการนำเงินที่ได้จากเพลงโฆษณามาหมุนเพื่อสร้างงานที่อยากทำ โดย 3 ปีแรกมีผลงานทั้งหมด 3 ชุด คือ Smallroom 001, Smallroom 002 และ The Love Boat ของสี่เต่าเธอ

ทว่าใน พ.ศ. 2544 นัดดา บุรณศิริ จาก Universal Music (ประเทศไทย) ได้ชักชวนให้รุ่งมาช่วยดูแลแผนกเพลงไทย เขาจึงส่งศิลปินในมือ อย่าง Armchair, Kaijo Brothers, บัวหิมะ และ ปุ๊ย-คืนสิทธิ์ สุวรรณวัฒกี มาออกอัลบั้มที่นี่แทน

“ทุกอัลบั้มที่เราส่งไปจะมีการผสมผสานให้ถูกใจคนไทยมากขึ้น แต่ยังคงความเท่ไว้ด้วย เช่น Armchair ชุด Pastel Mood มีความเป็น Café del Mar เป็น International Pop สูงมาก พอเป็นอัลบั้ม Design ก็ถูกทำให้เท่อีกแบบ มีความเป็น Electro ขึ้น คือแทนที่อ้วน (อธิษว์ ศรสงคราม) จะเป่าฟลุตก็หันมาเล่นคีย์บอร์ด แล้วเราก็อยากทำให้แอกทีฟขึ้น เพราะชุดแรกไปเล่นสดแล้วนิ่ง เป็นความเท่ต่อเนื่องกันไป โดยเราได้แรงบันดาลใจมาจาก blur ซึ่งเปลี่ยนทุกชุด คือโอเควงที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ออกกี่ชุดก็เหมือนเดิม เราก็ชอบ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า blur เท่มาก

“อย่างปุ๊ยก็เช่นกัน เราอยากทำอัลบั้มให้เป็นลูกทุ่ง Big Beat อารมณ์เหมือนให้ Fatboy Slim มาทำเพลงลูกทุ่ง เรียกว่าเป็นจินตนาการที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย คือทุกอัลบั้มที่เราทำจะมีการกำหนดทิศทางว่าอยากให้เป็นยังไง เพราะถึงจะไม่ใช่เงินเรา แต่เราก็อยากรับผิดชอบให้ทุกชุดประสบความสำเร็จที่สุด ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังเป็นแบบนี้อยู่”

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า Smallroom จะไม่ได้ลงทุนผลิตงานเองเลย เพราะหากศิลปินวงไหนที่ผสมความเป็นไทยได้ไม่มาก แต่งานแปลกใหม่น่าสนใจ อาทิ Death of a Salesman พวกเขาก็ยินดีที่จะเสี่ยงเช่นกัน 

ทั้งหมดนี้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลงานที่เกิดจากห้องเล็กๆ แห่งนี้ โดดเด่น มีสไตล์ และเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความเท่ท่ามกลางยุคที่กระแสเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย 

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

02

ห้องเล็กที่ไม่เล็กอีกต่อไป

หลังอยู่เบื้องหลังคอยผลิตงานป้อนสังกัดอื่นมาพักใหญ่ ใน พ.ศ. 2547 Universal Music (ประเทศไทย) ประกาศปิดแผนกเพลงไทย ส่งผลให้ศิลปินอย่าง Armchair กลายเป็นวงไร้สังกัด 

รุ่งกับทีมจึงตัดสินใจเปลี่ยน Smallroom เป็นค่ายเพลงเต็มตัว อัลบั้มต่างๆ เริ่มหลั่งไหลออกมาต่อเนื่อง อาทิ Stylish Nonsense, Penguin Villa, Montonn Jira รวมถึง Suberbaker เจ้าของเพลงความรู้สึกของฉันที่มีเธออยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคนบนโลกใบนี้ โดยเมื่อ พ.ศ. 2548 เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งใจจะผลิตอัลบั้มให้ได้สัก 25 ชุด

2 ปีนี้จึงเป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง อาทิ Smallworld ค่ายเพลงที่แนะนำศิลปินอินดี้จากทั่วโลกมาให้ชาวไทยได้รู้จัก เปิดแผนกการตลาดและแผนกประชาสัมพันธ์จริงจัง รวมถึงโปรเจกต์ Muchroom ซึ่งหวังเป็นค่ายย่อยผลิตศิลปินที่มีกลิ่นดนตรีต่างจากค่ายหลัก แต่สุดท้ายโครงการนี้ก็พับไปก่อน โดยหนึ่งในศิลปินอย่าง ขอนแก่น ได้โยกมาออกผลงานในสังกัด Smallroom แทน

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย
เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

ขอนแก่นถือเป็นวงดนตรีที่รุ่งมักหยิบยกมาพูดถึงอยู่เสมอ เพราะเป็นครั้งแรกที่ถูกแฟนเพลงวิจารณ์อย่างหนักว่า ‘ไม่แนวเลย’ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผลงานทั้ง 12 เพลงจากอัลบั้มกรุงเทพฯ นี้ถือเป็นสิ่งที่ช่วยกรุยทางให้ค่ายเล็กๆ แห่งนี้สร้างศิลปินที่แหวกขนบเดิมๆ ตามมาอีกหลายวง 

“ช่วงนั้นคนจะงงมากว่าทำไมเราทำป๊อป เราถูกด่าเยอะมาก แต่ส่วนตัวคิดว่าเราไม่ผิด เพราะการทำค่ายนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ชอบเพลงป๊อปหรือวงร็อกไทย เราฟัง Bodyslam ฟัง Big Ass เหมือนกัน ที่สำคัญคือขอนแก่นเป็นวงที่ดี เสียงแบบขอนแก่น เมโลดี้แบบขอนแก่นไม่เหมือนใคร น่าเสียดายที่วงไม่ดัง ณ ตอนนั้น”

ทว่าทั้งหมดนี้นับเป็นช่วงทดลองเท่านั้น เนื่องจากการผลิตงานส่วนใหญ่ยังอาศัยทุนจากเพลงโฆษณาเป็นหลัก 

กระทั่ง พ.ศ. 2549 Smallroom จึงเข้าสู่ระบบค่ายเพลงเต็มรูปแบบ หลังมีเครือข่ายมือถือยักษ์ใหญ่รายหนึ่งมาเป็นแหล่งทุนในการผลิตอัลบั้มเพลงทุกชุด โดยเฉพาะ 6 ศิลปินเลือดใหม่ อย่าง Lemon Soup, Slur, Tattoo Colour, Yarinda & Friends, กิ-กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร และ บอล-จารุลักษณ์ ชยะกุล

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย
เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“ปีนั้น Armchair ออกจากค่ายพอดี แต่เราดันขายสปอนเซอร์ไว้แล้ว เลยถามเขาตรงๆ ว่า Armchair ไม่อยู่แล้ว คุณติดไหม เขาบอกไม่ติด ซึ่งเราดีใจมาก ถือเป็นจุดเปลี่ยนเลย เพราะเราไม่ต้องเอาเงินจากเพลงโฆษณามาทำแล้ว โดยช่วงนั้นไฟแรงมาก บ้าพลัง รับเด็กมาเพียบ

“อย่าง Tattoo Colour ตอนนั้นไปเป็นกรรมการประกวดเพลง มันก็เลยถือโอกาสส่งเดโม่ด้วยเลย หรือ ญารินดา ตอนที่ส่งงานมาตกใจนะ เขาอยู่แกรมมี่นี่ พอเรียกเข้ามาก็ถูกจริตเลย ส่วนบอล ตอนเจอกันมีแค่ร้องกับกีตาร์โปร่ง แต่เพลงที่เขาแต่งตุนไว้ดีมากๆ ขณะที่กิเอาตรงๆ เราชอบ DOJO แล้วบังเอิญได้คุยกัน บวกกับช่วงนั้นฟัง Kahimi Karie เยอะเลยคิดว่าน่าจะทำสไตล์นี้ได้ แต่สุดท้ายอัลบั้มเดียวของกิก็ไม่ได้ทำเป็นญี่ปุ่นแบบนั้น”

แต่ถึงอะไรๆ ใน Smallroom อาจไม่เหมือนเดิม หากกระบวนการสร้างสรรค์งานกลับไม่เคยเปลี่ยนตาม รุ่งยังคงสนุกกับการได้ดึงความเท่หรือความน่าสนใจของศิลปินแต่ละวง โดยที่รักษาตัวตนของพวกเขาให้ได้มากที่สุด

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“หลักคิดง่ายๆ ของเราคือ ในค่ายไม่มี แล้วในประเทศยังไม่มี อย่าง Lemon Soup เราตั้งใจทำเป็น College Sound แบบที่สมัยเราฟัง Lemonheads อยากให้เป็นกลิ่นแบบนั้นทั้งชุด เช่นเดียวกับ Tattoo Colour เราคงไม่ไปบอกเขาให้แต่งเพลงให้ฟังดูยากขึ้น เพราะเราชอบเพลงที่เขาแต่งซึ่งฟังง่าย เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เท่ขึ้น ถือเป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อ 

“ประสบการณ์จากเพลงโฆษณาทำให้เราคิดว่า ต้องทำอัลบั้มให้เป็นรูปธรรมที่สุด อย่างบอล ตอนนั้นเราตั้งใจจะทำเป็น R&B ที่เท่สุดใน พ.ศ. นั้น แต่เราคงบอกไม่ได้ว่าจะฮิตทันทีหรือไม่ หลายคนมักพูดว่า ค่ายนี้ชอบมาก่อนเวลา ซึ่งเราเกลียดคำนี้มาก เราไม่ได้อยากมาก่อน อยากมาพร้อมกันนี่แหละ” บอสใหญ่แห่งห้องเล็กกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

คงเพราะแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้ตลอดหลายสิบปีมานี้ Smallroom กลายเป็นแรงดึงดูดคนรุ่นใหม่ นักดนตรีหลายคนใฝ่ฝันจะร่วมงานกับที่นี่ เช่นเดียวแฟนเพลงซึ่งพากันยกให้เขาเป็นเจ้าพ่อเด็กแนวคนหนึ่ง

แต่พี่รุ่งของน้องๆ กลับมองต่างออกไป 

“เราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในกระแสเลย แม้แต่ตอนที่พจน์ อานนท์ ทำหนังเรื่อง สมอลล์รูกูแนว ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาหมายถึงเรา หรือช่วง a day ดังๆ ที่ทุกคนต้องถือ a day สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Smallroom เราก็ไม่ได้ถูกพ่วงไปด้วย บางทีอาจเพราะเราอยู่แต่บริษัทจึงไม่ได้มองสถานการณ์ภายนอกมากนัก เอาความสนุกของตัวเองเป็นที่ตั้งเท่านั้น”

สิ่งเดียวที่ชายผู้นี้คาดหวัง คือความสำเร็จของสมาชิกในค่าย เขาอยากให้ทุกคนใช้ดนตรีเลี้ยงชีพได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานที่ตัวเองไม่อยากทำ จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาถึงยอมยุบ Smallworld เพื่อนำเงินมาปั้นเด็กไทย หรือไม่ยอมรับศิลปินหน้าใหม่นานหลายปี ด้วยต้องการให้ทุกคนโด่งดังเสียก่อน เพราะทั้งหมดถือเป็นความรับผิดชอบในฐานะหุ้นส่วนทางดนตรี

“เรารู้สึกเสียใจทุกครั้งเวลาวงที่อยู่กับเราแล้วไม่สำเร็จ อย่างขอนแก่นก็ควรจะดัง Spoonfulz ก็ควรดังมากๆ แม้แต่ Polycat ก็ควรดังตั้งแต่เพลง ถ้าเธอคิดจะลืมเขา ไม่อย่างนั้นชีวิตคงดีไปนานแล้ว หรือบางเพลงต้องผ่านไปเป็นสิบปีถึงดัง ทำให้วงเหล่านั้นหากินไม่ได้หรือต้องไปอยู่ข้างนอก”

ตลอด 21 ปีในโลกของดนตรี แม้หลายคนมองว่า Smallroom เป็นพี่ใหญ่แห่งวงการอินดี้ แต่รุ่งยืนยันว่า ที่นี่ยังคงเป็นห้องเล็กๆ ที่อยากถ่ายทอดทางเลือกใหม่ๆ สู่สังคมเพลงไทยไม่เปลี่ยนแปลง

03

ห้องเรียนของ ‘พี่รุ่ง’

“ไม่เคยเผด็จการเลย เรานี่โคตรประชาธิปไตย” รุ่งเอ่ยขึ้นเมื่อถูกถามว่าเขาครอบงำศิลปินหรือไม่

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะผู้นำค่าย เขาย่อมมีอิทธิพลทางความคิดต่อสมาชิกในสังกัดไม่มากก็น้อย

หากแต่การครอบงำกับการกำหนดทิศทางนั้นเป็นคนละเรื่องกัน..

“สมมติศิลปินส่งเดโม่หรือเล่นสดให้เราฟัง เสร็จแล้วเราบอกว่า ‘มึงเหมือนวงนี้กูไม่เอา แบบนี้ไม่เรียกครอบงำ’ แต่เราต้องการชี้ว่า จะไปเหมือนเขาทำไม เอาง่ายๆ อย่าง Tattoo Colour ชุดแรก ถ้าปล่อยไปโดยไม่ทำอะไรเลยจะเหมือน Good September เลย ซึ่งความจริงงานเขาดีนะ แต่ไม่มีประโยชน์ที่ Tattoo Colour จะเป็น Good September อีกวง

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย
เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องนั้น เด็กมักบอกเราว่าไม่เห็นเหมือนเลย เราก็ตอบว่า อย่างนั้นเอาให้คนในออฟฟิศฟังว่าเหมือนไหม เพราะฉะนั้นเผด็จการกับ Intention ไม่เหมือนกัน เราเป็นคนมีเป้ามีจุดของเรา สมมติย้อนกลับไปฟังขอนแก่น ถามตัวเองว่านี่คือ Bodyslam หรือ Big Ass เหรอ ไม่ใช่เพราะเสียงไอ้แดน (อภิเชษฐ์ พัจนสุนทร) ไม่ได้เป็นแบบนั้น ตอนที่ขอนแก่นออกมา ไม่เหมือนใครเลย แต่พอขอนแก่นหมดไปแล้ว ถึงจะมีวงที่เหมือนขอนแก่นออกมา”

ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง รุ่งจะพยายามถ่ายทอดความคิดและประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเอง ให้กับศิลปินและคนเบื้องหลัง เพื่อเปิดโลกดนตรีให้กว้างขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าทุกคนไม่ต่างจากคู่หูหรือครอบครัว จึงควรแบ่งปันเรื่องราว ทัศนคติ มุมมองความคิดซึ่งกันและกัน

โดย Smallroom มีกติกาให้วงดนตรีต่างๆ ยืดถือ คือศิลปินแต่ละคนต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะรุ่งเชื่อว่า หากปราศจากความมั่นใจแล้วคงยากที่จะสร้างงานดีๆ ขึ้นได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคิดเสมอว่าตัวเองไม่เก่ง เพราะเมื่อไม่เก่งจะได้ขยัน และหากมีข้อสงสัยขอให้ถาม สุดท้ายคือเชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งก็หมายถึงรุ่ง ในฐานะผู้ควบคุมการผลิตงาน 

“เราทำงานเหมือนบัดดี้ คือวงห้าสิบ ค่ายห้าสิบ เราเชื่อว่าวงดนตรีต้องสร้างงานเรื่อยๆ อย่าหยุด ถ้าเมื่อไหร่ที่แต่งเพลงน้อยลง มีเพลงใหม่น้อยลง ถือว่าผิดแล้ว ค่ายมีหน้าที่กระตุ้น เพราะฉะนั้นกว่าที่อัลบั้มหรือเพลงใหม่จะออกมาได้ วงก็ต้องบิวต์พลังกันเองสุดๆ พลังตรงนี้จะถูกส่งมาถึงค่าย ค่ายก็มีหน้าที่ครีเอตว่า หนังเรื่องนี้ออกมาอย่างไรดี

“อย่าง DEPT อยากเป็นวงยุค 2020 ที่เท่แบบนี้ มีทัศนคติแบบวงรุ่นใหม่แบบนี้ พอเขาส่งพลังเข้ามา ค่ายต้องรู้แล้วควรปิดงานแบบไหน เราเคยคุยกันถึงขั้นที่ DEPT อยากให้เราทำอะไรที่ไม่ซ้ำแนวกันเลย คือเราคุยกันหมดทุกเรื่อง อยากให้ค่ายเราหลากหลายยังไง เพราะเราอยู่กันแบบหลายวงกันจริงๆ ไม่ใช่อยู่เป็นเอกเทศ ทุกวงต่างเชื่อมโยงกัน”

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย
เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

แต่แน่นอน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศิลปินชัดเจนกับตัวเองมากพอว่าต้องการไปในทิศทางใด ยกตัวอย่างเช่น Polycat ถ้าสังเกตจะพบว่า อัลบั้มที่ 2 80 Kisses ต่างจากอัลบั้มแรก 05:57 แบบหน้ามือเป็นหลังมือ

“ชุดแรกเรียกว่าไม่สำเร็จเลย พอชุดสองเขาก็เลยคุยกันเองว่าจะไปยังไงต่อ ตอนแรกก็ลังเลว่าจะเป็น EDM หรือย้อนยุคดี แต่สุดท้ายก็เลือกย้อนยุค จากนั้นเขาก็เข้ามาคุยกับเรา เราก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลไปว่ามีแบบไหนบ้าง เราโตมากับวงประเภทไหน เพราะพวกนี้มันเกิดไม่ทัน ก็เหมือนเข้าคลาสกับพี่รุ่ง แต่เราจะเลือกเฉพาะที่เกี่ยวกับเขา ซึ่งพอย้อนยุคมันหนีไม่ได้ไกล เพราะหากจะทำ Synth-Pop ต้องเป็น 8os ไม่ใช่ 70s แน่ๆ และคงไม่ใช่ 90s เพราะยุคนั้นไม่ได้มี Synth มากนัก

“จากนั้นก็มาคุยกันว่ายุค 80s เป็นอย่างไร นักแสดงยุคนั้นมีใครบ้าง เขาต้องเสยผมแบบไหน เหมือนสร้างบรรยากาศให้ตลบอบอวล ฟุ้ง เป็นอุปทานหมู่ จำได้ว่าเรายกตัวอย่าง River Phoenix ดาราที่เสียชีวิตไปแล้วให้ นะ (รัตน จันทร์ประสิทธิ์) ซึ่งรู้สึกว่ามันก็เข้าใจ และเอาไปใช้กับตัวเอง”

เพราะฉะนั้น การทำงานระหว่างวงกับค่าย จึงไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดร่วมกัน

แน่นอนว่าการปะทะทางความคิดเป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกอย่างย่อมมีทางออก หากมีเหตุผลที่ดีมากพอ อย่างเพลง ร้อนของ ซิงเกิลล่าสุดของ Tattoo Colour ซึ่งรุ่งยอมรับว่าเขากับ รัฐ พิฆาตไพรี โปรดิวเซอร์และมือกีตาร์ประจำวงมีความเห็นสวนทางกันบ้าง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ลงเอยด้วยดี  

“เราเคยพูดกับรัฐว่าเปียโนตอนขึ้น อยากให้กระแทกกว่านั้น แต่ท้ายสุด รัฐก็ไม่กระแทก ก็โอเคเรื่องนี้ อาจอยากเปิดมาแบบติ๋มๆ แล้วค่อยตูม แม้เราจะมองว่าเพลงนี้เปิดมาแล้วต้องตูมเลยก็ตาม ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจไม่ยอม แต่ตอนนี้เรายอมเพราะมันไม่ซีเรียสขนาดนั้น เป็นมุมมองที่ขัดกันเฉยๆ หรือท่อนโซโล่ ตอนแรกไม่ได้เป็นแบบที่ทุกคนได้ยิน แต่อันนี้รัฐยอมเรา บอกพี่รุ่งคิดมาเลยแล้วกัน เราก็คิดให้ แต่ตอนเสร็จถามไปว่า ‘มึงเป็นมือกีตาร์ทำไมมึงไม่คิด’

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“อย่าง Slur ก็เหมือนกัน ซิงเกิลล่าสุด ไอ้บู้ (ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์) อยากปล่อยเพลงช้า เพราะบอกว่าไม่มีใครฟังเพลงเร็วแล้ว แต่เราบอกว่ายิ่งไม่มีคนฟัง ยิ่งต้องทำเพลงเร็ว คือยืนกันคนละฝั่ง สุดท้ายต้องโหวต คือวงกับทีมโปรดักชันในบริษัท สรุปเป็นเพลงเร็ว ที่สำคัญคือคนแต่งทุกเพลง คือไอ้เย่ (จักรพันธ์ บุณยะมัต) นักร้องนำก็เลือกเพลงเร็ว”

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับที่ช่วยให้ชายผู้นี้นำพาห้องเล็กๆ แห่งนี้มาอยู่ในใจคนฟังเพลงรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาไม่เสื่อมคลาย

04

ก้าวต่อไปในห้องเล็กๆ

ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา Smallroom มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

หลังทำค่ายมาได้ปีกว่า พิซซ่ากับแจ๊คถอนตัวไปทำกิจการส่วนตัว พอ พ.ศ. 2557 เชาวเลขก็ขอลาออกไปทำค่ายของตัวเอง เช่นเดียวกับวงดนตรีอย่างสี่เต่าเธอ, Armchair, The Yers หรือ Lomosonic ที่แยกย้ายไปค้นหาฝันตามทางที่เลือก

สำหรับรุ่งแล้ว นี่เป็นธรรมดาของโลก ซึ่งคงไม่ต่างจากการที่เขากับเจยังเลือกผลักดันค่ายเล็กๆ แห่งนี้ต่อไป

หากแต่ในยุคโซเซียลมีเดีย ปัจจัยบางอย่างไม่เหมือนเดิม ศิลปินรุ่นใหม่อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาค่ายอีกแล้ว ในเมื่อมีช่องทางมากมายที่จะประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้ Smallroom ต้องปรับตัวเองไม่น้อย

“เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้มองเครดิตว่าอยู่มานานไหม บางทียิ่งอยู่นานอาจเป็นผลลบด้วยซ้ำ เพราะเขาจะมองว่า มึงแก่แล้ว นี่ไม่นับศิลปิน เพราะท้ายที่สุดวงอย่าง Tattoo Colour หรือ Slur ก็จะมีอายุเยอะขึ้น เราคิดว่าบางทีหากเริ่มใหม่อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เหมือนตอนที่ทำ Smallroom 001 ซึ่งเราเลือกไม่ใช้เครดิตเลย

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“แต่สิ่งสำคัญมากกว่าคือ เราต้องรีเซ็ตตัวเองตลอดเวลา เรายังฟังเพลงใหม่ๆ จากสตรีมมิ่งทุกวันศุกร์ สัปดาห์หนึ่งเป็นร้อยอัลบั้ม หรือใน Album of the year ก็เข้าไปอ่านรีวิว ไปลองฟัง ซึ่งพอฟังก็จะเกิดอาการหมั่นเขี้ยว เฮ้ย แบบนี้เมืองไทยยังไม่มี ข้อเด่นอย่างหนึ่ง คือเราเป็นมนุษย์ที่ทำไม่หยุด ซึ่งโดยอัตโนมัติมันก็จะส่งพลังไปให้วงต่างๆ ไม่หยุดตาม”

ในทศวรรษที่ 3 Smallroom จึงเริ่มรับศิลปินใหม่เข้ามาเสริมทัพ ทั้ง PETITE, IMAGE, DEPT หรือ Daynim หลังจากไม่ได้รับมานาน ซึ่งแต่ละวงต่างเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ และน่าจะเข้ามาช่วยเติมเต็มวงการเพลงไทยให้มีสีสันได้ดี

สำหรับรุ่งแล้ว เขาเชื่อสุดใจว่าค่ายเพลงยังจำเป็นอยู่สำหรับสารบบเพลงไทย เพราะนอกจากช่องทางการเผยแพร่ผลงาน สิ่งที่คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งต้องการ คือประสบการณ์และคนชี้ทางที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของวงให้แข็งแกร่งขึ้น

ส่วนก้าวต่อไปของค่ายเพลงแห่งนี้ รุ่งเผยถึงแผนในใจที่วางไว้นานหลายปี คือการส่งไม้ต่อไปยังคนรุ่นใหม่ในค่าย ซึ่งหากวันนั้นมาถึง Smallroom ก็คงไม่เหมือนเดิม แต่เขาก็มั่นใจว่า ดีเอ็นเอการทำเพลงที่ถ่ายทอดมาตลอดหลายปีจะยังคงอยู่และถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

“คงเหมือน Tim Cook กับ Steve Jobs หรือบริษัทญี่ปุ่นที่อายุเป็นร้อยปี ซึ่งมีหลายบริษัทโยนแล้วยังอยู่ได้ แต่ก็มีที่เจ๊งเหมือนกัน แต่ถึงยังไงเราก็ยังเชื่อในทีมโปรดักชันของเราว่าจะทำให้บริษัทนี้อยู่ต่อไปได้หลายสิบปี” ผู้นำค่ายห้องเล็กทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ข้อมูลประกอบการเขียน

  • สัมภาษณ์คุณรุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2563
  • นิตยสาร DDT ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2548
  • นิตยสาร DDT ปีที่ 2 ฉบับที่ 22 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2549
  • นิตยสาร a day ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2544
  • นิตยสาร a day ปีที่ 9 ฉบับที่ 107 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ครั้งหนึ่งคงมีใครหลายคน ที่ยอมตื่นเช้าวันอาทิตย์ เพื่อมารอพบกับความสดใสของสาวๆ Strawberry Cheesecake 

‘Strawberry Cheesecake’  ที่ไม่ใช่ขนมหวาน แต่คือรายการวาไรตี้สุดบันเทิง ที่มีพิธีกรหญิงมากสุดในเมืองไทย แก๊งสาววัยรุ่นกว่าสิบคน มาพูดคุยรับส่งมุกกันโบ๊ะบ๊ะ สนุกสนาน เรียกเสียงฮา แถมในแต่ละสัปดาห์ก็ยังมีภารกิจท้าทายให้พวกเธอได้โชว์ความสามารถ เช่น ใครกินเผ็ดเก่งที่สุด! ใครอดนอนได้นานที่สุด! ใครวิ่งสู้ฟัดได้แกร่งที่สุด! ไม่ว่าภารกิจไหนสาวๆ ก็เอาจริงเอาจัง แต่ผลลัพธ์มักจะออกมาน่ารักน่าหยิกจนผู้ชมยิ้มแก้มปริ ลุ้นเอาใจช่วยไปด้วย

ความที่แต่ละคนมีบุคลิกโดดเด่น และฉายแววตั้งแต่ในรายการ จึงไม่แปลกที่สาวๆ สตรอว์เบอร์รี่จำนวนมากเติบโตมาเป็นดารา นักแสดง นักร้อง และพิธีกรชื่อดังของวงการบันเทิง เช่น เอ้ก-บุษกร ตันติภนา, ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง, ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์, ทับทิม-มัลลิกา จงวัฒนา, แกรนด์-กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า, แอร์-ภัณฑิลา ฟูกลิ่น, ฮารุ ยามากูชิ ฯลฯ 

ครั้งหนึ่งกับ Strawberry Cheesecake วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสของแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน

แม้จะปิดฉากไปเมื่อ พ.ศ. 2558 แต่เสียงเจี๊ยวจ๊าวพร้อมกับบรรยากาศสนุกๆ สดชื่นเหล่านั้น ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนๆ ถึงวันนี้

ในวาระที่รายการครบรอบ 15 ปี ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชวน ตุ๊ก-จันทร์จิรา จูแจ้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดวงมาลีมณีจันทร์ จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลัง Strawberry Cheesecake มาร่วมพูดคุยถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์รายการ วิธีค้นหาพิธีกรมากพรสวรรค์ ตลอดจนการฝึกฝนพัฒนาความสามารถสาวๆ สตรอว์เบอร์รี่ ให้น่ารักมีชีวิตชีวา สร้างความสนุกสนาน จนผู้ชมต้องเอาชนะความขี้เกียจ เพื่อลุกขึ้นมาดูพวกเธอให้ได้ 

ครั้งหนึ่งกับ Strawberry Cheesecake วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสของแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน
01

จะมองอะไรก็สดใส… ทางโน้นทางนี้น่าสนใจ

กว่าทุกคนจะได้เห็นการรวมตัวของพิธีกรสาวๆ ที่สดใส เปรี้ยว ซ่า น่ารัก แบบนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2549 ตุ๊กซึ่งทำงานเป็นนักแสดงมาตลอด อยากวางมือจากงานเบื้องหน้าและเปลี่ยนบทบาทมาทำรายการโทรทัศน์แทน จึงเข้าไปคุยกับผู้บริหารช่อง 3 ก่อนจะได้รับโจทย์ให้ลองทำรายการวัยรุ่น

เวลานั้น รายการวัยทีนในหน้าจอส่วนใหญ่เป็นรายการเพลง ตุ๊กจึงอยากทำรายการรูปแบบใหม่ที่แตกต่าง เน้นเจาะกลุ่มพรีทีนอายุ 12 – 15 ปี ซึ่งช่วงนั้นไม่ค่อยมีใครนึกถึงนัก เมื่อปรึกษากับ ม่อน-มณีรัตน์ กาญจนชัยภูมิ เพื่อนสนิทที่ก่อตั้งบริษัทดวงมาลีมณีจันทร์มาด้วยกัน และลองหาข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ในที่สุดก็ไปเจอรายการหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีรูปแบบน่าสนใจ มีพิธีกรเด็กสาววัยรุ่นที่ร่าเริงสดใสกว่าสิบคน เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ชม

“เราไม่ได้เดือดร้อนหรือรำคาญเด็ก เราชอบอยู่กับเด็ก ชอบจัดการอะไรแบบนี้ แต่ไม่ได้จะทำให้เป็นญี่ปุ่นเสียทีเดียว แค่มีกลิ่นคล้ายๆ แบบนั้น ข้อดีคือมันเป็นการสร้างคนให้ช่องด้วย สร้างพิธีกรในรูปแบบใหม่ ยุคนั้นหลายๆ รายการใช้นักแสดงมาเป็นพิธีกร แต่เราเอาใครก็ไม่รู้มาเป็นพิธีกร เพราะฉะนั้นมันเป็นความยากของผู้ผลิตมาก”

ครั้งหนึ่งกับ Strawberry Cheesecake วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสของแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน

ความยากเริ่มตั้งแต่ ‘ใคร’ ที่เหมาะสมจะมาทำหน้าที่พิธีกร ตุ๊กและม่อนตั้งใจอยากให้คนดูรู้สึกว่าเป็นรายการของวัยพรีทีน จึงต้องค้นหาเด็กสาวอายุไม่เกิน 18 ปี จากหลายทาง ตั้งแต่คัดเลือกจากโมเดลลิ่ง ให้คนไปเฝ้าตามหน้าโรงเรียน นอกจากนั้นยังเปิดรับสมัคร โดยขอให้ทางช่อง 3 ช่วยโปรโมต 

ในบรรดาน้องที่ผ่านเข้ามาในสายตานับพันคน ตุ๊กพยายามมองหาคนที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีเสน่ห์ และดูเป็นธรรมชาติแบบวัยรุ่นโดยไม่ปรุงแต่ง

“ขั้นแรกดูจากรูป เราจะเลือกเด็กที่ไม่ได้ทำเนียน ทำแอ๊บ ทำศัลยกรรม แต่งเติมอะไรมา จากนั้นเรียกเขามาแคสต์ ดูผ่านกล้องว่า เวลาพูดคุยเสน่ห์ของเขาอยู่ตรงไหน พูดแล้วน่ามองยังไง ฉลาดตอบ หรือทำให้เราสนุกไปกับเขาได้ไหม พวกนี้คือเสน่ห์ของเด็กทั้งสิ้น 

“แล้วก็ดูเด็กที่ไม่ประดิษฐ์มาก เพราะเราต้องการธรรมชาติที่สุด การทำรายการประเภทนี้ ถ้าประดิษฐ์มากจะทำให้เราทำงานหนัก และเขาต้องมีทัศนคติที่ดี เหมาะที่จะทำงานได้ ฉะนั้นเราเลยต้องเลือกด้วยตัวเอง ไหนน้องลองคุยซิ เล่นซิ ถามตอบกันไปมา เพื่อจะเห็นตัวตนของเขาให้มากที่สุด”

ความที่มีพิธีกรเป็นสิบคน ทีมงานจึงต้องคำนึงด้วยว่า น้องแต่ละคนที่เลือกมามีความหลากหลาย มีอะไรที่ต่างกัน เช่น บางคนดูเป็นฝรั่ง บางคนเป็นญี่ปุ่น บางคนดูไทย บางคนดูจีนนิดๆ มี Sex Appeal หน่อยๆ บางคนสวย น่าค้นหา และเมื่อมายืนเรียงกันแล้ว ทุกคนจะยังดูมีเสน่ห์ดึงดูดในแบบของตัวเอง

ในที่สุดก็ได้พิธีกรรุ่นแรกทั้งหมด 12 คน ได้แก่ ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง, ป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์, มิ้นท์-ลลิตา ไพศาล, ทับทิม-มัลลิกา จงวัฒนา, เอ้ก-บุษกร ตันติภนา, หยุย-นรินทร์พร วิวงศ์ศักดิ์, ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์, ฮารุ ยามากูชิ, ชะเอม-วรรณิศร เลาหมนตรี, สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข, จุ๊-จุฑามาศ ปลั่งสุชน และ สเตฟานี เลอร์ช ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปในวันนี้ จะพบว่าแทบทั้งหมดเติบโตมาเป็นนางเอก นักแสดง พิธีกรแถวหน้ากันทั้งนั้น

ครั้งหนึ่งกับ Strawberry Cheesecake วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสของแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน

ตุ๊กจำได้ว่า เด็กสาวคนแรกๆ ที่เข้าตา คือ เอ้ก ออม ฮารุ จุ๊ สายป่าน ยิปโซ อย่างเอ้กจะมีใบหน้าที่เด่นชัดเป็นเอกลักษณ์ มีความแปลก หน้ายาว ซึ่งเป็นเทรนหน้าสมัยใหม่ใน พ.ศ. นั้น ส่วนออมมีใบหน้าที่น่าเอ็นดู ปากนิดจมูกหน่อย ตัวเล็ก น่ารัก คล้ายนางเอกหนังจีน ฮารุน่าสนใจเพราะเป็นเด็กพูดจารู้เรื่อง ลิ้นไม่พันกัน มั่นใจ มีทัศนคติที่ดีกับสิ่งที่ทำ มีเสน่ห์เวลาพูดหรือหัวเราะ เป็นคนตลก เสียงดัง เปิดเผย จริงใจ และเป็นธรรมชาติที่สุดในวันแรกที่ได้พบกัน ขณะที่สายป่านเหมือนตุ๊กตา ตากลม หน้าไทย แต่เป็นไทยที่ดูทันสมัย และเป็นคนที่มีความมั่นใจ

“รุ่นแรกทุกคนมีความน่าเอ็นดูในแบบของเขา ออมก็น่ารัก เอ้กก็น่าสนใจ มิ้นท์ก็สวยแบบไทย รูปร่างดี ชะเอมหน้าสวยเหมือนตุ๊กตา จุ๊ห้าวๆ ยิปโซก็ดูเป็นเกาหลี ทับทิมก็ดูเป็นญี่ปุ่นผสม แล้วมีความตลก คือเด็กต้องมีอารมณ์ขันด้วย ถึงจะทำให้ตัวเขามีเสน่ห์เพิ่มขึ้น ถ้าเด็กมีเสน่ห์ของตัวเองมาก่อน ที่เหลือเราเอามาเพิ่มได้ อยากให้เขาไปในทิศทางไหน หรืออยากเห็นเขาเป็นอะไร เราเติมได้”

และเพื่อโชว์ความน่ารักสดใสของวัยพรีทีนให้มากที่สุด รูปแบบรายการจึงแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรกคือช่วงพูดคุย ที่น้องๆ จะมาชวนเข้าสู่เนื้อหาของตอนนั้นๆ บางทีก็มีแขกรับเชิญมาร่วมสร้างสีสันด้วย ถัดมาคือช่วง Mission Strawberry ให้น้องๆ ทำภารกิจประจำสัปดาห์แข่งกัน โดยตุ๊กและม่อน ชวน เชาว์-ชวลิต พงศ์ไชยยง ผู้กำกับประสบการณ์สูง มาช่วยดูแลในตำแหน่งผู้อำนวยการผลิต 

ขณะที่ชื่อรายการ ทีมงานคิดกันอยู่นาน สุดท้ายมาลงตัวที่ Strawberry Cheesecake เพราะจำง่าย เรียกง่าย และใช้แทนตัวเด็กผู้หญิงที่น่ารักสดใส ครบรส หวานมัน คล้ายๆ ขนมสตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้กนั่นเอง

ครั้งหนึ่งกับ Strawberry Cheesecake วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสของแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน
02

โรงเรียนของพิธีกรน้องใหม่

Strawberry Cheesecake ออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2549 หลังจากทีมงานเตรียมการกันอยู่ประมาณครึ่งปี

อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่มีอะไรง่าย แค่บันทึกเทปแรกก็ยาวนานมาราธอนเกือบ 24 ชั่วโมง เริ่ม 6 โมงเช้า กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปตี 3 !! จนแขกรับเชิญนั่งหาวตาจะปิดเลยทีเดียว

“เราเองก็ไม่เคยทำ เด็กก็เยอะ ไม่เคยมีรายการที่พิธีกรเยอะขนาดนี้มาก่อน ต้องแก้ปัญหาหน้างานค่อนข้างเยอะ แก้สคริปต์ ปรับภารกิจ จัดเด็กให้เข้าระบบระเบียบ เทปแรกๆ เลยปั่นป่วนนิดหนึ่ง แต่ก็ต้องพยายามผ่านไปให้ได้ จะแก้ จะซ่อม เทคใหม่ ก็ต้องยอม เพราะถ้าออนแอร์ตอนหนึ่งตอนสองออกมาไม่สนุก คนดูก็ไม่สนใจแล้ว”

ปัญหาแรกที่เจอ คือเด็กๆ ยังทำหน้าที่ไม่คล่องแคล่ว เพราะอายุน้อยและไม่มีประสบการณ์ พูดผิด พูดถูก ตะกุกตะกัก พูดไม่ชัด พูดเป็นโมโนโทน ไม่มีควบกล้ำ แบ่งประโยคไม่ดี เสียงก็แหลมแสบแก้วหู คนดูฟังแล้วอาจรำคาญได้

ด้วยจำนวนถึง 12 คน แต่ละคนก็ไม่รู้ว่าต้องพูดตอนไหน พูดแทรกกันไปมาจนฟังไม่รู้เรื่อง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทีมงานที่ต้องเขียนสคริปต์แบ่งบทบาท คอยช่วยไกด์ ปรับแก้กันจนกว่าบทสนทนาจะออกมาไหลลื่นสนุกสนานตามที่ตั้งใจ 

ครั้งหนึ่งกับ Strawberry Cheesecake วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสของแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน
ครั้งหนึ่งกับ Strawberry Cheesecake วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสของแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน

“ต้องทำให้เขาเข้าใจว่าหน้าที่ของพิธีกรคืออะไร ทำยังไงให้คนสนใจ แล้วก็อธิบายว่าเราแก้อะไร ทำไมต้องแก้ มันเหมือนโรงเรียนเลยนะ พูดเสร็จเขาต้องวิ่งมาดูมอนิเตอร์ กลับไปทำใหม่ พอเข้าห้องตัด เราก็จะเห็นว่าคนนี้ยังต้องแก้อีกนะ เทปหน้าต้องไปแก้ เราจะไม่ปล่อยเขาไปเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้น มันจะเท่ากับว่าเขาไม่ได้อะไรจากเราเลย 

“ทุกอย่างต้องใจเย็น ใช้เวลา เขาก็ต้องเหนื่อย เราก็ต้องเหนื่อย เหนื่อยไปด้วยกัน”

หนึ่งในวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาการสื่อสารของน้องๆ คือการเพิ่มพิธีกรรุ่นพี่เข้ามาอีก 2 คน คือ ​​แพร-พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ และ แอร์-ภัณฑิลา ฟูกลิ่น โดยทั้งคู่เคยผ่านงานทดสอบหน้ากล้องมาเยอะ และมีประสบการณ์มาบ้าง ทำให้พูดจาฉะฉาน ตลกเฮฮา เข้าใจงาน สามารถช่วยประคับคองน้องๆ ในช่วงแรกให้ผ่านไปได้ จนเด็กๆ นับถือเป็นอาเจ้

“สองคนนี้สามารถเป็นหัวเรือได้ เด็กๆ ก็จะตามไป สักพักเขาก็จะเริ่มคมขึ้น รู้จังหวะขึ้น รับส่งกันได้สนุกสนานขึ้น ตอนหลังพอปีกแข็ง ตัวตนแข็งแรงขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งกัน คราวนี้ใส่กันยับ สนุกกันใหญ่เลย” 

ไม่ใช่แค่การพูด แต่ตุ๊กยังเข้าไปปรับเปลี่ยนบุคลิก เสื้อผ้าหน้าผมให้สาวๆ แต่ละคนดูน่าสนใจเพิ่มขึ้น อย่างแฮร์สไตลิสต์ ก็ชวน ลิเลียน ศรีเอียด ที่เคยมีผลงานในนิตยสารแฟชั่นชั้นนำของโลกหลายหัว มาทำผมให้ ลิเลียนสามารถตัดผมเป็นกราฟิก ทำให้น้องบางคนดูเป็นญี่ปุ่น บางคนดูวินเทจ แต่ละคนมีลุคไม่ซ้ำกัน

คนหนึ่งที่ปรับคาแรกเตอร์แล้วโดดเด่นขึ้นมาเลยคือ ทับทิม ครั้งนั้นตุ๊กให้ฟอกผมเป็นสีทอง จากเด็กจันทบุรีหน้าหมวย เปลี่ยนโฉมกลายเป็นสาวญี่ปุ่นมาดเท่ แต่ก็มีบางคนที่ไม่ชินกับหน้าตาใหม่ อย่างแอร์ พอโดนจับมัดผมเปิดให้เห็นเหลี่ยมหน้า แถมโดนทีมงานแกล้งเอากรอบรูปมาทาบให้เหมือนภาพโมนาลิซ่า แอร์ก็น้ำตาร่วง เป็นที่ล้อกันสนุกสนาน

ครั้งหนึ่งกับ Strawberry Cheesecake วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสของแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน

ยิ่งมีสมาชิกมาก แถมแต่ละคนก็ยังมีความซนและดื้อแบบเด็กวัยรุ่น ทางรายการจึงต้องวางกฎระเบียบเพื่อให้ทำงานราบรื่นไปในทางเดียวกัน มีตั้งแต่กฎห้ามศัลยกรรม ห้ามเปลี่ยนทรงผม ห้ามมาสาย ไปจนถึงไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือในเวลางาน ใครละเมิดจะเรียกมาคุย จนตุ๊กเหมือนเป็นคุณครูจอมเฮี้ยบในสายตาของน้องๆ 

แต่กฎทุกข้อมีเหตุผลรองรับ อย่างเรื่องศัลยกรรม มาจากความตั้งใจที่รายการจะเน้นความน่ารักสดใสตามธรรมชาติ ดังนั้นในช่วงที่อยู่ในสัญญา จึงอยากให้น้องๆ เป็นแบบที่เห็นครั้งแรก แต่ถ้าออกไปแล้วถือเป็นสิทธิส่วนตัว หรือกฎห้ามมาสาย ก็เพื่อรักษาเวลาการทำงานไม่ให้ถูกลากออกไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกคน 

ความใส่ใจของทีมงานยังรวมไปถึงสอนการวางตัว การให้เกียรติผู้ร่วมงาน สาวสตรอว์เบอร์รี่จึงเหมือนมาเข้าโรงเรียนฝึกพิธีกร พัฒนาตนเองตั้งแต่การพูด บุคลิกภาพ ไหวพริบในการแก้ปัญหา ไปจนถึงการปฏิบัติตัว เมื่อออกไปร่วมงานกับคนอื่นก็มักได้รับคำชมกลับมาเสมอ 

“ที่เราเข้มงวดมาก เพราะเขาจะได้ไม่เป็นภาระของคนอื่น ตอนนั้นเด็กๆ ก็อาจเบื่อหน่ายเราบ้าง แต่สุดท้ายดีกับเขาหมด ไม่ใช่บอกกันวันสองวัน แล้วจะเข้าใจ สิ่งเหล่านี้เหมือนกับต้องโตไปพร้อมกับตัวเขาด้วย ตอนเด็กเขาอาจมีคำถาม แต่เวลาผ่านไปเขาก็จะเข้าใจเอง” 

เบื้องหลังความดุและเจ้ากี้เจ้าการ จึงแฝงไว้ด้วยความหวังดีที่อยากจะเห็นน้องๆ เติบโตและก้าวไปได้ไกลบนเส้นทางสายนี้

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง
03 

ภารกิจโหดฮา ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ

หลังจากออนแอร์ไม่นาน รายการก็ได้รับเสียงตอบรับกลับมาเป็นอย่างดี ทั้งในกลุ่มเด็กหญิงวัยพรีทีนที่เห็นพี่ๆ เป็นไอดอลด้านการแสดงออก การแต่งตัว ทรงผม ขณะที่วัยรุ่นชายก็ชื่นชอบความน่ารักสดใสของสาวๆ สตรอว์เบอร์รี่ ที่มาปรากฏตัวทุกเช้าวันอาทิตย์เวลา 9.30 – 10.30 น.

“เราอยากให้คนดูดูแล้วสดชื่น ปกติแล้วผู้ชายไม่ค่อยดูรายการทีวีหรือละคร การที่เขายอมตื่นแต่เช้า เพื่อมาดูเอ้ก ออม ฮารุ จุ๊ แล้วเป็นแฟนคลับ ถือว่าเราทำสำเร็จในระดับหนึ่งนะ”

แต่ท่ามกลางเสียงชื่นชม ก็มีคำวิจารณ์ควบคู่กันมาว่าเป็นรายการที่เสียงเจี๊ยวจ๊าวโหวกเหวกหนวกหู สำหรับผู้จัดอย่างตุ๊กยอมรับในเรื่องเสียงดัง แต่ถ้าได้มาดูจริงๆ จะพบว่าไม่ได้แย่งกันพูดจนน่ารำคาญขนาดนั้น เพราะทีมงานคอยระวังเรื่องนี้กันอย่างมาก

ไฮไลต์หนึ่งที่แฟนๆ Strawberry Cheesecake รอชมทุกสัปดาห์ คือช่วงภารกิจ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นความซน ซ่า ความคิดสร้างสรรค์ และตัวตนที่แท้จริงของน้องๆ ได้เป็นอย่างดี มีตั้งแต่ภารกิจง่ายๆ อย่างกินเผ็ด ห้ามหัวเราะ ฝึกเป็นนางร้าย ไปจนถึงวิ่งสู้ฟัด หลบน้องหมาในค่ายทหาร บุกบ้านผีสิง ยิงซอมบี้ กระโดดร่ม ดำน้ำไปดูปลา สุดแต่ทีมงานจะระดมสมองสร้างสรรค์ขึ้นมา 

หลายภารกิจฮาจนท้องแข็ง เช่น ตาสว่างมาราธอน 24 ชั่วโมง ที่สาวๆ จะต้องฝืนอดตาหลับขับตานอนเพื่อชิงเงินรางวัล 10,000 บาท แต่ระหว่างทางก็เจอทั้งผ้าห่มอุ่นๆ หมอนนุ่มๆ ไฟสลัว เสียงขับเสภา เพลงไทยเดิม การนวดผ่อนคลาย ไปถึงหนังอาร์ต จนผลอยหลับไปทีละคนสองคน ท้ายสุดเหลือผู้อยู่รอดแค่ 3 ชีวิต

หรือภารกิจหลบสุนัขทหารในป่า ที่น้องแต่ละคนต้องใช้ไหวพริบพรางตัว ไม่ให้หาเจอ มีทั้งปีนต้นไม้ ซ่อนในอุโมงค์ หลบในพงหญ้า แอบแบบนินจา แม้สุดท้ายแล้วจะมีเพียงป่านคนเดียวที่รอดพ้นการตามกลิ่นของน้องหมาทหารไปได้ แต่ก็เป็นอีกตอนที่สนุกเร้าใจระดับตำนาน 

“เด็กทุกคนมีความตลกของเขา มันจึงเป็นความสนุกที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติออกมาจากบุคลิกของเขาเอง ถ้าย้อนดูจะรู้เลยว่า ไม่มีเทปไหนที่เด็กถูกประดิษฐ์” 

“เราต้องมองเห็นว่า แต่ละคนมีเสน่ห์ตรงไหน แล้วก็ดึงเอามาใช้ เขียนสคริปต์ครอบลงไป แต่สคริปต์ก็แค่เป็นไกด์ ให้เขาอยู่ในคาแรกเตอร์ คือเรารู้ว่าเอ้กเป็นคนชอบเอาชนะ พอทำภารกิจก็จะเห็นว่า การเอาชนะของเอ้กมีกี่วิธี หรือฮารุเป็นเด็กพูดจาตลกขบขัน ทีมงานก็จะรู้ว่าจะใส่อะไรให้ ใช้สคริปต์ปั้นเขา เหลาให้คมขึ้นไปเรื่อยๆ”

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง

ถ่ายรายการด้วยกันนานวันเข้า ทุกคนก็มีพัฒนาการดีขึ้น ทั้งวิธีการพูด ความเข้าขาในการรับส่งมุก รวมถึงเผยตัวตนอย่างชัดเจน เช่น ป่านจะเป็นคนที่คอยเชื่อมเพื่อนเข้ามาด้วยกัน ออมเป็นคนเด๋อแต่น่ารัก ยิปโซเป็นสาวหวาน หยุยเป็นสาวอาร์ต ทับทิมไม่ใช่คนที่โดดเด่นตั้งแต่แรก แต่ค่อยๆ เก่งขึ้น มีอารมณ์ขันแบบธรรมชาติ และเป็นคนที่คอยเสริมเพื่อนๆ หรือคนที่พูดไม่เก่งเท่าคนอื่นอย่างชะเอมและจุ๊ ทีมงานก็ช่วยปรับ ให้เพื่อนช่วยส่งมุก สร้างความมั่นใจ จนสุดท้ายก็พากันไปได้ทั้งหมด 

“เด็กทั้งหมดคือหัวใจ ไม่มีใครเป็นที่หนึ่ง ทุกคนเป็นที่หนึ่งหมด ถ้าขาดใครมันเหมือนขาดๆ อะไรไปอยู่นะ ทุกคนมีเสน่ห์ของตัวเอง เราหยิบมาใช้ได้หมดเลย” 

สำหรับผู้ชมแล้ว รุ่น 1 ถือเป็นตำนานและภาพจำของรายการ Strawberry Cheesecake อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงจุดหนึ่งรายการจำเป็นต้องเปลี่ยนพิธีกร เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามายืนตรงนี้บ้าง คนดูเองก็จะได้พบกับอะไรใหม่ๆ 

นั่นจึงเป็นที่มาของการคัดเลือกพิธีกรรุ่น 2 ก่อนจะได้ บัว-อาภาภัทร กัญจนพฤกษ์, แกรนด์-กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า และ มายด์-กฤติยา วุฒิหิรัญปรีดา เข้ามาเป็นสมาชิกสาวสตรอว์เบอร์รี่ร่วมกับรุ่นพี่

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง
04

สตรอว์เบอร์รี่ เปลี่ยนรุ่น

เกณฑ์การคัดเลือกเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือเน้นเด็กสาวที่มีความน่ารักตามธรรมชาติ และมีเสน่ห์ในแบบของตนเอง อย่างบัวเป็นคนตลก มีความโก๊ะ มายด์เป็นคนสวย รูปร่างดี มีมาดคุณหนู ส่วนแกรนด์ มาวันแรกมัดผมจุก แต่พอร้องเพลงและเต้นเท่านั้น กรรมการทุกคนจึงได้เห็นว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา

รูปแบบรายการยังเหมือนเดิม เน้นสาระบันเทิงทั้งช่วงสนทนา คุยกับแขกรับเชิญและทำภารกิจโหดมันฮา โดยรุ่นพี่จะรับบทบาทเป็นพี่เลี้ยงให้พิธีกรน้องใหม่ แต่ความท้าทายของตุ๊กและทีมงานคือ จะทำอย่างไรให้น้องตามรุ่นพี่ที่ประสบการณ์สูงทัน หลายครั้งต้องช่วยกันเพื่อไม่ให้มีใครถูกกลืนหายไป

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง

“อย่างมายด์ เขาจะเป็นคนนิ่งๆ ฉะนั้นเราต้องสร้างให้มีคนเห็นเขา แล้วก็อยู่ในความพอดี ไม่ให้ดูมากหรือน้อยเกินไป สมมติเอ้กออมเขาซัดกันนัวเนียๆ มาตกหลุมอากาศตรงน้องมายด์ เราก็ต้องซ่อมใหม่ เอ้า! มายด์พูด ต้องใจเย็นที่จะต้องปรับต้องแก้ เอาเขาขึ้นมาให้ได้”

เมื่อรุ่นน้องปีกกล้าขาแข็ง เติบโตขึ้น ทางรายการจึงค่อยๆ ผลัดเปลี่ยนนำพิธีกรรุ่นพี่ออกไป หลายคนที่แววดี ตุ๊กจะฝากเพื่อนๆ ไปทำงานต่อในวงการบันเทิง บางคนที่ยังเป็นห่วงอยู่ก็ให้มาฝึกแสดง รับบทบาทเล็กๆ ในกองละครของตัวเอง เพื่อปรับและขัดเกลาฝีมือไปก่อน 

รุ่น 3 มีคนสมัครเข้ามาล้นหลาม ก่อนจะได้สมาชิกเพิ่มเข้ามาหลายคน เช่น เฟิร์น-ชยานิษฐ์ สิริเธียรไชย, แน๊ตตี้-นาตาชา จุฬานนท์, แอนนา-อลิสา บุญประเสริฐ, แอนนี่-อนามิกา อัครจิรัฏฐิกาล และ แมงมุม-พิมพ์นิชกุล บำรุงกิจ 

พอถึงรุ่น 4 และรุ่น 5 เริ่มมีการเดินสายไปรับสมัครในต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งแต่ละครั้งก็มีผู้สมัครนับพันคน จนได้พบกับพิธีกรน้องใหม่ที่น่าจับตามองหลายคน เช่น จูน-ธีรตี บุตรดีหงษ์, ฝ้าย-นันทนัช โล่ห์สุวรรณ, ฝ้าย-เวฬุรีย์ ดิษยบุตร เป็นต้น 

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง

แต่ยิ่งทำมานาน ตุ๊กก็พบว่าการทำรายการยากขึ้นกว่าเดิม ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งหาพิธีกรแบบที่ต้องการไม่ค่อยได้ ทีมงานรู้สึกตีบตันไอเดียใหม่ๆ และที่สำคัญคือ กลุ่มเป้าหมายวัยพรีทีนดูโทรทัศน์น้อยลง หันไปสนใจสื่อออนไลน์แทน จนในที่สุดตุ๊กและทีมงานก็ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบรายการครั้งใหญ่ในปีที่ 8 

“ครั้งแรกตอนที่จะทำ เราคิดในใจว่า รายการอยู่ได้แปดปีก็เก่งแล้วนะ พอทำเราก็เช็กฟีดแบ็กตลอดเวลา ถ้าเริ่มดรอป เราก็จะต้องเริ่มปรับ แล้วเมื่อถึงวาระของมันก็ห้ามยื้อ เราต้องเปลี่ยน”

รายการ Strawberry Cheesecake ที่เต็มไปด้วยพิธีกรสาวๆ วัยรุ่นแก๊งใหญ่ จึงปิดฉากลง โบกมือลาพิธีกรรุ่นที่ 5 ทั้งหมด และเปลี่ยนมาเป็น Strawberry Krubcake ที่มีพิธีกรวัยรุ่นชายและหญิงอย่างละครึ่งแทน

Strawberry Krubcake เกิดจากตุ๊กอยากทดลองให้พิธีกรผู้ชายนำบ้าง เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิง ตอนแรกตั้งใจใช้พิธีกรชายทั้งหมด แต่มาคิดดูแล้วว่าอาจจะขาดความน่ารัก ความสดใสไป จึงเปลี่ยนกลับมาเป็นครึ่งต่อครึ่ง

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง
‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง

รูปแบบรายการยังมีภารกิจเป็นจุดขายเหมือนเดิม โดยมีสมาชิก 8 คน ได้แก่ ​​ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี, นิค-นิคโค้ โวกูก้า, โซ่-ธัชพล เสือทองคำ, พลัสเตอร์-พรพิพัฒน์ พัฒนเศรษฐานนท์, ตาล-นฤมล วีรวัฒโนดม, เอนจอย-ธิดารัตน์ ปรือทอง, เอมิ ฟุกุคาวะ และ เอย-ธัญญาภรณ์ เลาหมนตรี

แต่ผลักดันไปได้ 2 ปี รายการก็ไม่อาจต้านทานกระแสความนิยมที่เปลี่ยนไปได้ ในที่สุดตุ๊กและทีมงานจึงตัดสินใจปิดตำนานหนุ่มสาวสตรอว์เบอร์รี่ และหันไปทำรายการกึ่งละครเวที ‘วิกนี้สีชมพู’ โดยย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น ด้วยการใช้นักแสดงเป็นเด็กสาววัยรุ่นทั้งหมดแทน

Strawberry Cheesecake จบไปเพราะหมดวาระของมัน พอ Strawberry Krubcake เราไม่ได้คาดหวังมาก แค่รักษาความเป็นวัยรุ่นพรีทีนไว้ รู้สึกว่าอะไรที่มันขึ้นมาดีแล้วอยากให้มันลงสวยๆ เพราะฉะนั้นเราไม่เสียดาย ขอให้มันจบในตำแหน่งที่ดี จะกลายเป็นความทรงจำที่ดีมากกว่า”

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง
05

ความทรงจำสีสดใส

บางทีชีวิตก็ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม

น้องๆ หลายคนอาจจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างจากบทบาทพิธีกร Strawberry Cheesecake แต่พวกเธอก็ค่อยๆ เรียนรู้ และพัฒนาตนเองจนเติบโตไปไกลในวงการบันเทิง อย่างออมหรือเอ้ก เริ่มจากบทบาทเล็กๆ ในซีรีส์ ก่อนจะก้าวไปเป็นนางเอก มายด์ กฤติยา น้องเล็กที่พูดน้อยไปเป็นสมาชิกวง Kiss Me Five ในสังกัด Kamikaze แกรนด์ที่โดดเด่นด้านการร้องเพลงอยู่แล้วก็ไปเฉิดฉายบนเวที The Star ฝ้าย นันทนัช ไปเป็นนักแสดงของช่อง 3 หรือ ไบร์ท วชิรวิชญ์ ก็มีชื่อเสียงทั้งงานแสดงและดนตรี

“ถ้าถามว่ารายการให้อะไร เราตั้งใจให้ความบันเทิง เอาความสดใสของเด็กผู้หญิงมาทำให้คนดูมีความสุข แล้วบังเอิญมันดันกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้เด็กได้แสดงออก เด็กได้มีพื้นที่เปิดตัว พาตัวเองไปในจุดที่เขาอยากอยู่ในวงการบันเทิง เราแค่เป็นพื้นที่ อันนี้คือประโยชน์ของการทำ Strawberry Cheesecake

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง

ในฐานะคนเบื้องหลังที่มีส่วนผลักดันมาตั้งแต่ต้น ตุ๊กมองภาพเหล่านี้ด้วยความสุข โดยเฉพาะเวลาที่ได้ยินว่ายังมีคนคิดถึงรายการ อยากให้กลับมาทำใหม่ หรือมีสาวๆ สตรอว์เบอร์รี่ให้สัมภาษณ์ว่าพวกเธอมาถึงจุดนี้ได้ เพราะถูกฝึกมาจากโรงเรียนที่ชื่อ Strawberry Cheesecake

“ทำรายการมา แล้วเด็กบอกว่าที่นี่คือโรงเรียนของหนู มันมีค่าสำหรับเรามากเลยนะ อะไรที่เราปั้นมากับมือ แล้วผลิดอกออกผล จนทำให้เขามีชีวิตที่มั่นคงแข็งแรง เราไม่ได้แค่มาทำรายการแล้วจบไปในแต่ละอาทิตย์ แต่ครั้งหนึ่งเราได้สร้างคนมาสี่สิบกว่าคน แล้ววันนี้เราก็ยังเห็นเขาโลดแล่นอยู่ เห็นเขาเติบโต มีครอบครัว ประสบความสำเร็จ ลึกๆ เราก็ภูมิใจกับตัวเอง แล้วก็ชื่นชมพวกเขาที่สามารถประคองตัวเองได้จนถึงวันนี้”

ปัจจุบันคลิปรายการในยูทูบ ยังมีคนคลิกเข้าไปชมอยู่เรื่อยๆ ยอดรับชมแต่ละตอนเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลายแสนครั้ง มีความคิดเห็นต่อท้ายยาวเหยียดว่าชอบสาวสตรอว์เบอร์รี่คนนั้นคนนี้ ชอบอะไรในตอนนั้นบ้าง นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

แต่สำหรับตุ๊กแล้ว สิ่งที่เธอดีใจมากกว่าคือการที่เด็กๆ ยังไม่ลืมคุณครูสุดเข้มงวดคนนี้ และยังติดต่อ แวะเวียนกลับมาหากันอยู่

‘Strawberry Cheesecake’ วาไรตี้โชว์แห่งความสดใสกับแก๊งสาวๆ วัยรุ่นพรีทีน ผ่านมุมมองของคนเบื้องหลัง จันทร์จิรา จูแจ้ง

Strawberry Cheesecake เป็นความสำเร็จเพียงแค่ชั่วเวลาหนึ่ง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงของเรา คือเด็กๆ คิดถึงบ้านต่างหาก”

‘บ้าน’ ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเด็กสาวที่มีความฝันมารวมตัวกัน มีทีมงานเบื้องหลังเคี่ยวเข็ญจะเป็นจะตายเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด บ้านที่เต็มไปด้วยมิตรภาพระหว่างเพื่อนและเรื่องราวมากมาย 

แม้จะไม่มีบ้านหลังนี้อีกแล้ว แต่ความสุขและความสดใสที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ก็จะยังอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load