พฤศจิกายน 2545

ณ อิมพีเรียล ลาดพร้าว วัยรุ่นนับร้อยชีวิตต่อแถวยาวเหยียด เพื่อรอรับแจกซีดีเพลง ความรู้สึกของฉันที่มีเธออยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคนบนโลกใบนี้ ซิงเกิลผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อขอบคุณแฟนๆ ที่มาร่วมงาน Fat Festival ครั้งที่ 2 หลังจากหนึ่งในบทเพลงที่มีชื่อยาวที่สุดในโลกนี้ ทำสถิติติดอันดับเพลงยอดนิยมของคลื่น 104.5 ต่อเนื่องนานถึง 38 สัปดาห์

สำหรับใครหลายคน นี่คือปรากฏการณ์แรกที่ฝังอยู่ในความทรงจำ เมื่อพูดถึง Smallroom ค่ายเพลงเล็กๆ ที่เติบโตมาตั้งแต่กระแสอินดี้ครองเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวจนมาถึงสู่ยุคโซเซียลมีเดียที่ใครๆ ต่างก็ทำเพลงเองได้

จากวันนั้นถึงวันนี้ พวกเขาได้ปลุกปั้นศิลปินที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ สี่เต่าเธอ, Armchair, Death of a Salesman มาจนถึง Slur, Tattoo Colour, Polycat, The Richman Toy, Somkiat หรือเลือดใหม่อย่าง DEPT

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Smallroom หยัดยืนข้ามกาลเวลา ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ชักชวน รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ พี่ใหญ่ของค่าย มาร่วมหาคำตอบผ่านเรื่องราวและความทรงจำที่มีต่อห้องเล็กๆ แห่งนี้ตลอดสองทศวรรษ

รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์, เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

01

‘..ห้องเล็กนะคะ..’

หลงใหลดนตรี ชื่นชอบความเท่ น่าจะเป็นคำจำกัดความตัวตนผู้ชายคนนี้ได้ชัดเจนสุด

เดิมที Smallroom ไม่ได้วางบทบาทเป็นค่ายเพลง แต่ตั้งใจเป็นมิวสิกโปรดักชันเล็กๆ รับจ้างผลิตเพลงเท่านั้น

เพราะเมื่อ พ.ศ. 2537 รุ่งเคยทำวงดนตรีชื่อ Crub ซึ่งถือเป็นต้นแบบแนวเพลง BritPop ของเมืองไทย แต่ปรากฏว่า 4 เดือนขายได้ทั้งหมด 20,000 ม้วน เจ๊งสนิท วงดนตรีแรกจึงต้องปิดฉากลงอย่างเงียบๆ

ปีถัดมาเขาหันมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินน้องใหม่ สี่เต่าเธอ ถึงจะมีเพลงฮิตอยู่บ้าง แต่พอหักกลบลบหนี้ก็ยังไม่คุ้มทุนอยู่ดี จากนั้นก็มาทำค่ายเพลงชื่อ Subdisc ผลิตงานออกมา 2 อัลบั้ม คือ Suharit กับ EMELY แน่นอนว่าทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนทุกอย่างจะสลายตัวไปพร้อมวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

แม้ชีวิตบนถนนสายดนตรีจะลุ่มๆ ดอนๆ จนต้องกลับมาทำงานตกแต่งภายใน แต่รุ่งกลับไม่เคยหยุดฝัน

เมื่อเทคโนโลยีถูกลง มีการใช้ Hard disk recording ซอฟต์แวร์สำหรับอัดเสียงมาช่วยทำเพลง เขาจึงรวมกลุ่มกับ พิซซ่า-ชัยบรรฑิต พืชผลทรัพย์, แจ๊ค-นิตินาท สุขสุมิตร และ เจ-เจตมนต์ มละโยธา สามสมาชิกวงพราว เพื่อนร่วมภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ เชาวเลข สร่างทุกข์ อดีตนักแต่งเพลงจาก Bakery Music สร้างทีมทำเพลงในฝัน รับผลิตเพลงโฆษณาแก่บริษัทต่างๆ

รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์, เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

ประสบการณ์ครั้งใหม่ ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การผลิตงานเพลงที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะการสร้างงานตามโจทย์ รู้จักการผสมผสานความเป็นไทยอย่างพอเหมาะ และเริ่มเห็นเส้นทางอาชีพจริงจัง

พ.ศ. 2542 ทั้งหมดจึงตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการในชื่อ Smallroom โดยได้ไอเดียมาจากคำทักทายเชิงปรามาสจากศิลปินหญิงแถวหน้าคนหนึ่ง ซึ่งมาอัดเพลงโฆษณาว่า “..ห้องเล็กนะคะ..” 

แต่การทำเพลงโฆษณาไม่ได้เป็นฝันเพียงอย่างเดียว พวกเขายังอยากปล่อยของ อยากนำแรงบันดาลใจที่ได้จากการฟังเพลงต่างประเทศ มาต่อยอดสร้างสิ่งใหม่ๆ และนั่นเองที่นำมาสู่การหวนคืนสู่ตลาดเพลงไทยอีกหน

Smallroom 001 what happens in this smallroom วางแผงในวันคริสต์มาสปีเดียวกัน โดยเลข 001 มีต้นแบบมาจาก SARAH Records ค่ายเพลงระดับตำนานของอังกฤษ ซึ่งมีรหัสกำกับอัลบั้มแต่ละชุด ตั้งแต่ SARAH 1-100

ส่วนศิลปินในอัลบั้ม ประกอบด้วย สี่เต่าเธอกับวงดนตรีหน้าใหม่อีก 9 วง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทีมงานและเพื่อนฝูงที่คุ้นเคยกันดี อาทิ แจ๊ค วงพราว ฟอร์มทีมกับนักร้องสาวเสียงใสคนหนึ่งในชื่อ Groovy Airline, เจ วงพราว เรียกตัวเองว่า Penguin villa รวมถึง ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ที่มาร่วมสนุกโดยใช้นามแฝง Bonus

“พี่เต็ดนี่เรารู้จักมาตั้งแต่อยู่ Atime แล้ว แกเคยบอกว่า รุ่ง..กูเรียกมึงว่าเจ้าพ่อ Un-Pop นะ คือไม่ป๊อปเลย เราก็อยากเอาชนะ พอเขาจั่วหัวแบบนี้ เลยชวนมาทำ 001 โดยตอนนั้นเราอยากได้วงแบบนักร้องเสียงใหญ่ อย่าง Orange Juice ซึ่งเสียงพี่เต็ดน่าจะไปทางนั้นได้ จนออกมาเป็นเพลงขวัญใจ

“ส่วนเหตุผลที่ทำเป็น Compilation เพราะสมัยนั้นมีค่ายเพลงจากฝรั่งเศส จากเยอรมัน นำเพลงใหม่ของศิลปินมารวมกันวงละเพลงสองเพลง เราจึงอยากทำบ้าง โดยตกลงกันว่าจะไม่ใช่เครดิตเก่าเลย คิดชื่อวงใหม่ เพราะอยากรีเฟรช ไม่อย่างนั้นจะถูกมองว่าเป็นอัลเทอร์เนทีฟแบบไทยๆ แต่ Taxi ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่าย มองว่าผิดหลัก คุณควรใช้เครดิตเก่าในการขาย แต่เราก็แรง เพราะอยากให้มันแตกต่าง สุดท้ายเขาเลยขอแปะสติ๊กเกอร์ว่ามาจากอดีตวงอะไรแทน” 

ผลงานแรกของพวกเขาประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

เพลงแต่งงานของ moor เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักฟังเพลงรุ่นใหม่ โดยเฉพาะแฟนคลับช่อง Channel [V] Thailand เช่นเดียวกับเพลงจิตรกรรมของ Groovy Airline ซึ่งภายหลังถูกเปิดใน Fat Radio จนขึ้นอันดับ 1 นานถึง 4 สัปดาห์ แต่ที่สำคัญกว่าคืองบการผลิตอัลบั้มต่ำกว่าสมัยทำค่ายแรกเกือบเท่าตัว ทำให้เขามีเงินเหลือแจกผู้ร่วมงานแต่ละคน

“เอาตรงๆ เรารู้แค่ว่ามีคนชอบอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าเยอะแค่ไหน อีกสิ่งที่เรารู้ คือเราจะทำทิศทางอย่างนี้ และจะไม่ลงทุนสูง ทำให้ง่ายสุด สิ้นเปลืองน้อยสุด เพราะเราเจ็บมาเยอะแล้ว”

สูตรการทำงานช่วงต้นจึงเป็นการนำเงินที่ได้จากเพลงโฆษณามาหมุนเพื่อสร้างงานที่อยากทำ โดย 3 ปีแรกมีผลงานทั้งหมด 3 ชุด คือ Smallroom 001, Smallroom 002 และ The Love Boat ของสี่เต่าเธอ

ทว่าใน พ.ศ. 2544 นัดดา บุรณศิริ จาก Universal Music (ประเทศไทย) ได้ชักชวนให้รุ่งมาช่วยดูแลแผนกเพลงไทย เขาจึงส่งศิลปินในมือ อย่าง Armchair, Kaijo Brothers, บัวหิมะ และ ปุ๊ย-คืนสิทธิ์ สุวรรณวัฒกี มาออกอัลบั้มที่นี่แทน

“ทุกอัลบั้มที่เราส่งไปจะมีการผสมผสานให้ถูกใจคนไทยมากขึ้น แต่ยังคงความเท่ไว้ด้วย เช่น Armchair ชุด Pastel Mood มีความเป็น Café del Mar เป็น International Pop สูงมาก พอเป็นอัลบั้ม Design ก็ถูกทำให้เท่อีกแบบ มีความเป็น Electro ขึ้น คือแทนที่อ้วน (อธิษว์ ศรสงคราม) จะเป่าฟลุตก็หันมาเล่นคีย์บอร์ด แล้วเราก็อยากทำให้แอกทีฟขึ้น เพราะชุดแรกไปเล่นสดแล้วนิ่ง เป็นความเท่ต่อเนื่องกันไป โดยเราได้แรงบันดาลใจมาจาก blur ซึ่งเปลี่ยนทุกชุด คือโอเควงที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ออกกี่ชุดก็เหมือนเดิม เราก็ชอบ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า blur เท่มาก

“อย่างปุ๊ยก็เช่นกัน เราอยากทำอัลบั้มให้เป็นลูกทุ่ง Big Beat อารมณ์เหมือนให้ Fatboy Slim มาทำเพลงลูกทุ่ง เรียกว่าเป็นจินตนาการที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย คือทุกอัลบั้มที่เราทำจะมีการกำหนดทิศทางว่าอยากให้เป็นยังไง เพราะถึงจะไม่ใช่เงินเรา แต่เราก็อยากรับผิดชอบให้ทุกชุดประสบความสำเร็จที่สุด ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังเป็นแบบนี้อยู่”

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า Smallroom จะไม่ได้ลงทุนผลิตงานเองเลย เพราะหากศิลปินวงไหนที่ผสมความเป็นไทยได้ไม่มาก แต่งานแปลกใหม่น่าสนใจ อาทิ Death of a Salesman พวกเขาก็ยินดีที่จะเสี่ยงเช่นกัน 

ทั้งหมดนี้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลงานที่เกิดจากห้องเล็กๆ แห่งนี้ โดดเด่น มีสไตล์ และเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของความเท่ท่ามกลางยุคที่กระแสเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย 

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

02

ห้องเล็กที่ไม่เล็กอีกต่อไป

หลังอยู่เบื้องหลังคอยผลิตงานป้อนสังกัดอื่นมาพักใหญ่ ใน พ.ศ. 2547 Universal Music (ประเทศไทย) ประกาศปิดแผนกเพลงไทย ส่งผลให้ศิลปินอย่าง Armchair กลายเป็นวงไร้สังกัด 

รุ่งกับทีมจึงตัดสินใจเปลี่ยน Smallroom เป็นค่ายเพลงเต็มตัว อัลบั้มต่างๆ เริ่มหลั่งไหลออกมาต่อเนื่อง อาทิ Stylish Nonsense, Penguin Villa, Montonn Jira รวมถึง Suberbaker เจ้าของเพลงความรู้สึกของฉันที่มีเธออยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคนบนโลกใบนี้ โดยเมื่อ พ.ศ. 2548 เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งใจจะผลิตอัลบั้มให้ได้สัก 25 ชุด

2 ปีนี้จึงเป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง อาทิ Smallworld ค่ายเพลงที่แนะนำศิลปินอินดี้จากทั่วโลกมาให้ชาวไทยได้รู้จัก เปิดแผนกการตลาดและแผนกประชาสัมพันธ์จริงจัง รวมถึงโปรเจกต์ Muchroom ซึ่งหวังเป็นค่ายย่อยผลิตศิลปินที่มีกลิ่นดนตรีต่างจากค่ายหลัก แต่สุดท้ายโครงการนี้ก็พับไปก่อน โดยหนึ่งในศิลปินอย่าง ขอนแก่น ได้โยกมาออกผลงานในสังกัด Smallroom แทน

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย
เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

ขอนแก่นถือเป็นวงดนตรีที่รุ่งมักหยิบยกมาพูดถึงอยู่เสมอ เพราะเป็นครั้งแรกที่ถูกแฟนเพลงวิจารณ์อย่างหนักว่า ‘ไม่แนวเลย’ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผลงานทั้ง 12 เพลงจากอัลบั้มกรุงเทพฯ นี้ถือเป็นสิ่งที่ช่วยกรุยทางให้ค่ายเล็กๆ แห่งนี้สร้างศิลปินที่แหวกขนบเดิมๆ ตามมาอีกหลายวง 

“ช่วงนั้นคนจะงงมากว่าทำไมเราทำป๊อป เราถูกด่าเยอะมาก แต่ส่วนตัวคิดว่าเราไม่ผิด เพราะการทำค่ายนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ชอบเพลงป๊อปหรือวงร็อกไทย เราฟัง Bodyslam ฟัง Big Ass เหมือนกัน ที่สำคัญคือขอนแก่นเป็นวงที่ดี เสียงแบบขอนแก่น เมโลดี้แบบขอนแก่นไม่เหมือนใคร น่าเสียดายที่วงไม่ดัง ณ ตอนนั้น”

ทว่าทั้งหมดนี้นับเป็นช่วงทดลองเท่านั้น เนื่องจากการผลิตงานส่วนใหญ่ยังอาศัยทุนจากเพลงโฆษณาเป็นหลัก 

กระทั่ง พ.ศ. 2549 Smallroom จึงเข้าสู่ระบบค่ายเพลงเต็มรูปแบบ หลังมีเครือข่ายมือถือยักษ์ใหญ่รายหนึ่งมาเป็นแหล่งทุนในการผลิตอัลบั้มเพลงทุกชุด โดยเฉพาะ 6 ศิลปินเลือดใหม่ อย่าง Lemon Soup, Slur, Tattoo Colour, Yarinda & Friends, กิ-กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร และ บอล-จารุลักษณ์ ชยะกุล

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย
เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“ปีนั้น Armchair ออกจากค่ายพอดี แต่เราดันขายสปอนเซอร์ไว้แล้ว เลยถามเขาตรงๆ ว่า Armchair ไม่อยู่แล้ว คุณติดไหม เขาบอกไม่ติด ซึ่งเราดีใจมาก ถือเป็นจุดเปลี่ยนเลย เพราะเราไม่ต้องเอาเงินจากเพลงโฆษณามาทำแล้ว โดยช่วงนั้นไฟแรงมาก บ้าพลัง รับเด็กมาเพียบ

“อย่าง Tattoo Colour ตอนนั้นไปเป็นกรรมการประกวดเพลง มันก็เลยถือโอกาสส่งเดโม่ด้วยเลย หรือ ญารินดา ตอนที่ส่งงานมาตกใจนะ เขาอยู่แกรมมี่นี่ พอเรียกเข้ามาก็ถูกจริตเลย ส่วนบอล ตอนเจอกันมีแค่ร้องกับกีตาร์โปร่ง แต่เพลงที่เขาแต่งตุนไว้ดีมากๆ ขณะที่กิเอาตรงๆ เราชอบ DOJO แล้วบังเอิญได้คุยกัน บวกกับช่วงนั้นฟัง Kahimi Karie เยอะเลยคิดว่าน่าจะทำสไตล์นี้ได้ แต่สุดท้ายอัลบั้มเดียวของกิก็ไม่ได้ทำเป็นญี่ปุ่นแบบนั้น”

แต่ถึงอะไรๆ ใน Smallroom อาจไม่เหมือนเดิม หากกระบวนการสร้างสรรค์งานกลับไม่เคยเปลี่ยนตาม รุ่งยังคงสนุกกับการได้ดึงความเท่หรือความน่าสนใจของศิลปินแต่ละวง โดยที่รักษาตัวตนของพวกเขาให้ได้มากที่สุด

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“หลักคิดง่ายๆ ของเราคือ ในค่ายไม่มี แล้วในประเทศยังไม่มี อย่าง Lemon Soup เราตั้งใจทำเป็น College Sound แบบที่สมัยเราฟัง Lemonheads อยากให้เป็นกลิ่นแบบนั้นทั้งชุด เช่นเดียวกับ Tattoo Colour เราคงไม่ไปบอกเขาให้แต่งเพลงให้ฟังดูยากขึ้น เพราะเราชอบเพลงที่เขาแต่งซึ่งฟังง่าย เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เท่ขึ้น ถือเป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อ 

“ประสบการณ์จากเพลงโฆษณาทำให้เราคิดว่า ต้องทำอัลบั้มให้เป็นรูปธรรมที่สุด อย่างบอล ตอนนั้นเราตั้งใจจะทำเป็น R&B ที่เท่สุดใน พ.ศ. นั้น แต่เราคงบอกไม่ได้ว่าจะฮิตทันทีหรือไม่ หลายคนมักพูดว่า ค่ายนี้ชอบมาก่อนเวลา ซึ่งเราเกลียดคำนี้มาก เราไม่ได้อยากมาก่อน อยากมาพร้อมกันนี่แหละ” บอสใหญ่แห่งห้องเล็กกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

คงเพราะแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้ตลอดหลายสิบปีมานี้ Smallroom กลายเป็นแรงดึงดูดคนรุ่นใหม่ นักดนตรีหลายคนใฝ่ฝันจะร่วมงานกับที่นี่ เช่นเดียวแฟนเพลงซึ่งพากันยกให้เขาเป็นเจ้าพ่อเด็กแนวคนหนึ่ง

แต่พี่รุ่งของน้องๆ กลับมองต่างออกไป 

“เราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในกระแสเลย แม้แต่ตอนที่พจน์ อานนท์ ทำหนังเรื่อง สมอลล์รูกูแนว ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาหมายถึงเรา หรือช่วง a day ดังๆ ที่ทุกคนต้องถือ a day สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Smallroom เราก็ไม่ได้ถูกพ่วงไปด้วย บางทีอาจเพราะเราอยู่แต่บริษัทจึงไม่ได้มองสถานการณ์ภายนอกมากนัก เอาความสนุกของตัวเองเป็นที่ตั้งเท่านั้น”

สิ่งเดียวที่ชายผู้นี้คาดหวัง คือความสำเร็จของสมาชิกในค่าย เขาอยากให้ทุกคนใช้ดนตรีเลี้ยงชีพได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานที่ตัวเองไม่อยากทำ จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาถึงยอมยุบ Smallworld เพื่อนำเงินมาปั้นเด็กไทย หรือไม่ยอมรับศิลปินหน้าใหม่นานหลายปี ด้วยต้องการให้ทุกคนโด่งดังเสียก่อน เพราะทั้งหมดถือเป็นความรับผิดชอบในฐานะหุ้นส่วนทางดนตรี

“เรารู้สึกเสียใจทุกครั้งเวลาวงที่อยู่กับเราแล้วไม่สำเร็จ อย่างขอนแก่นก็ควรจะดัง Spoonfulz ก็ควรดังมากๆ แม้แต่ Polycat ก็ควรดังตั้งแต่เพลง ถ้าเธอคิดจะลืมเขา ไม่อย่างนั้นชีวิตคงดีไปนานแล้ว หรือบางเพลงต้องผ่านไปเป็นสิบปีถึงดัง ทำให้วงเหล่านั้นหากินไม่ได้หรือต้องไปอยู่ข้างนอก”

ตลอด 21 ปีในโลกของดนตรี แม้หลายคนมองว่า Smallroom เป็นพี่ใหญ่แห่งวงการอินดี้ แต่รุ่งยืนยันว่า ที่นี่ยังคงเป็นห้องเล็กๆ ที่อยากถ่ายทอดทางเลือกใหม่ๆ สู่สังคมเพลงไทยไม่เปลี่ยนแปลง

03

ห้องเรียนของ ‘พี่รุ่ง’

“ไม่เคยเผด็จการเลย เรานี่โคตรประชาธิปไตย” รุ่งเอ่ยขึ้นเมื่อถูกถามว่าเขาครอบงำศิลปินหรือไม่

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะผู้นำค่าย เขาย่อมมีอิทธิพลทางความคิดต่อสมาชิกในสังกัดไม่มากก็น้อย

หากแต่การครอบงำกับการกำหนดทิศทางนั้นเป็นคนละเรื่องกัน..

“สมมติศิลปินส่งเดโม่หรือเล่นสดให้เราฟัง เสร็จแล้วเราบอกว่า ‘มึงเหมือนวงนี้กูไม่เอา แบบนี้ไม่เรียกครอบงำ’ แต่เราต้องการชี้ว่า จะไปเหมือนเขาทำไม เอาง่ายๆ อย่าง Tattoo Colour ชุดแรก ถ้าปล่อยไปโดยไม่ทำอะไรเลยจะเหมือน Good September เลย ซึ่งความจริงงานเขาดีนะ แต่ไม่มีประโยชน์ที่ Tattoo Colour จะเป็น Good September อีกวง

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย
เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องนั้น เด็กมักบอกเราว่าไม่เห็นเหมือนเลย เราก็ตอบว่า อย่างนั้นเอาให้คนในออฟฟิศฟังว่าเหมือนไหม เพราะฉะนั้นเผด็จการกับ Intention ไม่เหมือนกัน เราเป็นคนมีเป้ามีจุดของเรา สมมติย้อนกลับไปฟังขอนแก่น ถามตัวเองว่านี่คือ Bodyslam หรือ Big Ass เหรอ ไม่ใช่เพราะเสียงไอ้แดน (อภิเชษฐ์ พัจนสุนทร) ไม่ได้เป็นแบบนั้น ตอนที่ขอนแก่นออกมา ไม่เหมือนใครเลย แต่พอขอนแก่นหมดไปแล้ว ถึงจะมีวงที่เหมือนขอนแก่นออกมา”

ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง รุ่งจะพยายามถ่ายทอดความคิดและประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเอง ให้กับศิลปินและคนเบื้องหลัง เพื่อเปิดโลกดนตรีให้กว้างขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าทุกคนไม่ต่างจากคู่หูหรือครอบครัว จึงควรแบ่งปันเรื่องราว ทัศนคติ มุมมองความคิดซึ่งกันและกัน

โดย Smallroom มีกติกาให้วงดนตรีต่างๆ ยืดถือ คือศิลปินแต่ละคนต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะรุ่งเชื่อว่า หากปราศจากความมั่นใจแล้วคงยากที่จะสร้างงานดีๆ ขึ้นได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคิดเสมอว่าตัวเองไม่เก่ง เพราะเมื่อไม่เก่งจะได้ขยัน และหากมีข้อสงสัยขอให้ถาม สุดท้ายคือเชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งก็หมายถึงรุ่ง ในฐานะผู้ควบคุมการผลิตงาน 

“เราทำงานเหมือนบัดดี้ คือวงห้าสิบ ค่ายห้าสิบ เราเชื่อว่าวงดนตรีต้องสร้างงานเรื่อยๆ อย่าหยุด ถ้าเมื่อไหร่ที่แต่งเพลงน้อยลง มีเพลงใหม่น้อยลง ถือว่าผิดแล้ว ค่ายมีหน้าที่กระตุ้น เพราะฉะนั้นกว่าที่อัลบั้มหรือเพลงใหม่จะออกมาได้ วงก็ต้องบิวต์พลังกันเองสุดๆ พลังตรงนี้จะถูกส่งมาถึงค่าย ค่ายก็มีหน้าที่ครีเอตว่า หนังเรื่องนี้ออกมาอย่างไรดี

“อย่าง DEPT อยากเป็นวงยุค 2020 ที่เท่แบบนี้ มีทัศนคติแบบวงรุ่นใหม่แบบนี้ พอเขาส่งพลังเข้ามา ค่ายต้องรู้แล้วควรปิดงานแบบไหน เราเคยคุยกันถึงขั้นที่ DEPT อยากให้เราทำอะไรที่ไม่ซ้ำแนวกันเลย คือเราคุยกันหมดทุกเรื่อง อยากให้ค่ายเราหลากหลายยังไง เพราะเราอยู่กันแบบหลายวงกันจริงๆ ไม่ใช่อยู่เป็นเอกเทศ ทุกวงต่างเชื่อมโยงกัน”

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย
เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

แต่แน่นอน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศิลปินชัดเจนกับตัวเองมากพอว่าต้องการไปในทิศทางใด ยกตัวอย่างเช่น Polycat ถ้าสังเกตจะพบว่า อัลบั้มที่ 2 80 Kisses ต่างจากอัลบั้มแรก 05:57 แบบหน้ามือเป็นหลังมือ

“ชุดแรกเรียกว่าไม่สำเร็จเลย พอชุดสองเขาก็เลยคุยกันเองว่าจะไปยังไงต่อ ตอนแรกก็ลังเลว่าจะเป็น EDM หรือย้อนยุคดี แต่สุดท้ายก็เลือกย้อนยุค จากนั้นเขาก็เข้ามาคุยกับเรา เราก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลไปว่ามีแบบไหนบ้าง เราโตมากับวงประเภทไหน เพราะพวกนี้มันเกิดไม่ทัน ก็เหมือนเข้าคลาสกับพี่รุ่ง แต่เราจะเลือกเฉพาะที่เกี่ยวกับเขา ซึ่งพอย้อนยุคมันหนีไม่ได้ไกล เพราะหากจะทำ Synth-Pop ต้องเป็น 8os ไม่ใช่ 70s แน่ๆ และคงไม่ใช่ 90s เพราะยุคนั้นไม่ได้มี Synth มากนัก

“จากนั้นก็มาคุยกันว่ายุค 80s เป็นอย่างไร นักแสดงยุคนั้นมีใครบ้าง เขาต้องเสยผมแบบไหน เหมือนสร้างบรรยากาศให้ตลบอบอวล ฟุ้ง เป็นอุปทานหมู่ จำได้ว่าเรายกตัวอย่าง River Phoenix ดาราที่เสียชีวิตไปแล้วให้ นะ (รัตน จันทร์ประสิทธิ์) ซึ่งรู้สึกว่ามันก็เข้าใจ และเอาไปใช้กับตัวเอง”

เพราะฉะนั้น การทำงานระหว่างวงกับค่าย จึงไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดร่วมกัน

แน่นอนว่าการปะทะทางความคิดเป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกอย่างย่อมมีทางออก หากมีเหตุผลที่ดีมากพอ อย่างเพลง ร้อนของ ซิงเกิลล่าสุดของ Tattoo Colour ซึ่งรุ่งยอมรับว่าเขากับ รัฐ พิฆาตไพรี โปรดิวเซอร์และมือกีตาร์ประจำวงมีความเห็นสวนทางกันบ้าง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ลงเอยด้วยดี  

“เราเคยพูดกับรัฐว่าเปียโนตอนขึ้น อยากให้กระแทกกว่านั้น แต่ท้ายสุด รัฐก็ไม่กระแทก ก็โอเคเรื่องนี้ อาจอยากเปิดมาแบบติ๋มๆ แล้วค่อยตูม แม้เราจะมองว่าเพลงนี้เปิดมาแล้วต้องตูมเลยก็ตาม ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจไม่ยอม แต่ตอนนี้เรายอมเพราะมันไม่ซีเรียสขนาดนั้น เป็นมุมมองที่ขัดกันเฉยๆ หรือท่อนโซโล่ ตอนแรกไม่ได้เป็นแบบที่ทุกคนได้ยิน แต่อันนี้รัฐยอมเรา บอกพี่รุ่งคิดมาเลยแล้วกัน เราก็คิดให้ แต่ตอนเสร็จถามไปว่า ‘มึงเป็นมือกีตาร์ทำไมมึงไม่คิด’

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“อย่าง Slur ก็เหมือนกัน ซิงเกิลล่าสุด ไอ้บู้ (ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์) อยากปล่อยเพลงช้า เพราะบอกว่าไม่มีใครฟังเพลงเร็วแล้ว แต่เราบอกว่ายิ่งไม่มีคนฟัง ยิ่งต้องทำเพลงเร็ว คือยืนกันคนละฝั่ง สุดท้ายต้องโหวต คือวงกับทีมโปรดักชันในบริษัท สรุปเป็นเพลงเร็ว ที่สำคัญคือคนแต่งทุกเพลง คือไอ้เย่ (จักรพันธ์ บุณยะมัต) นักร้องนำก็เลือกเพลงเร็ว”

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับที่ช่วยให้ชายผู้นี้นำพาห้องเล็กๆ แห่งนี้มาอยู่ในใจคนฟังเพลงรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาไม่เสื่อมคลาย

04

ก้าวต่อไปในห้องเล็กๆ

ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา Smallroom มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

หลังทำค่ายมาได้ปีกว่า พิซซ่ากับแจ๊คถอนตัวไปทำกิจการส่วนตัว พอ พ.ศ. 2557 เชาวเลขก็ขอลาออกไปทำค่ายของตัวเอง เช่นเดียวกับวงดนตรีอย่างสี่เต่าเธอ, Armchair, The Yers หรือ Lomosonic ที่แยกย้ายไปค้นหาฝันตามทางที่เลือก

สำหรับรุ่งแล้ว นี่เป็นธรรมดาของโลก ซึ่งคงไม่ต่างจากการที่เขากับเจยังเลือกผลักดันค่ายเล็กๆ แห่งนี้ต่อไป

หากแต่ในยุคโซเซียลมีเดีย ปัจจัยบางอย่างไม่เหมือนเดิม ศิลปินรุ่นใหม่อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาค่ายอีกแล้ว ในเมื่อมีช่องทางมากมายที่จะประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้ Smallroom ต้องปรับตัวเองไม่น้อย

“เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้มองเครดิตว่าอยู่มานานไหม บางทียิ่งอยู่นานอาจเป็นผลลบด้วยซ้ำ เพราะเขาจะมองว่า มึงแก่แล้ว นี่ไม่นับศิลปิน เพราะท้ายที่สุดวงอย่าง Tattoo Colour หรือ Slur ก็จะมีอายุเยอะขึ้น เราคิดว่าบางทีหากเริ่มใหม่อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เหมือนตอนที่ทำ Smallroom 001 ซึ่งเราเลือกไม่ใช้เครดิตเลย

เรื่องราว 20 ปีของ Smallroom สัญลักษณ์แห่งความเท่ยุคเด็กแนวเบ่งบานในวงการเพลงไทย

“แต่สิ่งสำคัญมากกว่าคือ เราต้องรีเซ็ตตัวเองตลอดเวลา เรายังฟังเพลงใหม่ๆ จากสตรีมมิ่งทุกวันศุกร์ สัปดาห์หนึ่งเป็นร้อยอัลบั้ม หรือใน Album of the year ก็เข้าไปอ่านรีวิว ไปลองฟัง ซึ่งพอฟังก็จะเกิดอาการหมั่นเขี้ยว เฮ้ย แบบนี้เมืองไทยยังไม่มี ข้อเด่นอย่างหนึ่ง คือเราเป็นมนุษย์ที่ทำไม่หยุด ซึ่งโดยอัตโนมัติมันก็จะส่งพลังไปให้วงต่างๆ ไม่หยุดตาม”

ในทศวรรษที่ 3 Smallroom จึงเริ่มรับศิลปินใหม่เข้ามาเสริมทัพ ทั้ง PETITE, IMAGE, DEPT หรือ Daynim หลังจากไม่ได้รับมานาน ซึ่งแต่ละวงต่างเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ และน่าจะเข้ามาช่วยเติมเต็มวงการเพลงไทยให้มีสีสันได้ดี

สำหรับรุ่งแล้ว เขาเชื่อสุดใจว่าค่ายเพลงยังจำเป็นอยู่สำหรับสารบบเพลงไทย เพราะนอกจากช่องทางการเผยแพร่ผลงาน สิ่งที่คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งต้องการ คือประสบการณ์และคนชี้ทางที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของวงให้แข็งแกร่งขึ้น

ส่วนก้าวต่อไปของค่ายเพลงแห่งนี้ รุ่งเผยถึงแผนในใจที่วางไว้นานหลายปี คือการส่งไม้ต่อไปยังคนรุ่นใหม่ในค่าย ซึ่งหากวันนั้นมาถึง Smallroom ก็คงไม่เหมือนเดิม แต่เขาก็มั่นใจว่า ดีเอ็นเอการทำเพลงที่ถ่ายทอดมาตลอดหลายปีจะยังคงอยู่และถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

“คงเหมือน Tim Cook กับ Steve Jobs หรือบริษัทญี่ปุ่นที่อายุเป็นร้อยปี ซึ่งมีหลายบริษัทโยนแล้วยังอยู่ได้ แต่ก็มีที่เจ๊งเหมือนกัน แต่ถึงยังไงเราก็ยังเชื่อในทีมโปรดักชันของเราว่าจะทำให้บริษัทนี้อยู่ต่อไปได้หลายสิบปี” ผู้นำค่ายห้องเล็กทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ข้อมูลประกอบการเขียน

  • สัมภาษณ์คุณรุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2563
  • นิตยสาร DDT ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2548
  • นิตยสาร DDT ปีที่ 2 ฉบับที่ 22 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2549
  • นิตยสาร a day ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2544
  • นิตยสาร a day ปีที่ 9 ฉบับที่ 107 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load