23 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

Slowstitch Studio คือสตูดิโอออกแบบและผลิตงานผ้าของ แอน-กรรณชลี งามดำรงค์ และ Sergey Tishkin หนุ่มชาวรัสเซีย ที่ตัดสินใจลงหลักปักฐานด้วยกันที่เชียงใหม่ ทั้งคู่ช่วยกันออกแบบงานผ้าที่เป็นเอกลักษณ์จากการเรียนรู้ด้วยกันที่ญี่ปุ่น เทคนิคอย่างการย้อมผ้าอย่างชิโบริกลายเป็นตัวชูโรงของแบรนด์ ความพิถีพิถันของการค่อยๆ เย็บผ้าทีละฝีเข็ม ก่อนนำไปจุ่มย้อมสีครามอีกหลายครั้ง ก่อให้เกิดลวดลายเฉพาะตัว หลังจากค่อยๆ แกะด้ายออกจากผ้าแล้วคลี่ออกมาดู ความงดงามก็ปรากฏแก่สายตา นั่นทำให้ผ้าแต่ละผืนมีความพิเศษและคุณค่าในตัวเอง 

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

จากผ้าผืนสวยบนแผ่นดินสันกำแพง เชียงใหม่ พวกเขาพามันอวดโฉมไกลถึงเกาหลี ในงาน Seoul International Handmade Fair 2018 ก่อนจะพลาดโอกาสบินลัดฟ้าไปแสดงในงาน Maison & Objet Paris เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 เลยกลายเป็น Maison Online แทน ในปีที่ผ่านมา 

วันนี้เรานัดพบทั้งคู่ที่ออฟฟิศ ชวนพวกเขาค่อยๆ ถอดด้ายออกจากลายเย็บทีละเข็ม คลี่เรื่องราวของชีวิตออกเป็นหลายฉาก ตะเข็บที่ถูกถอดเผยร่องรอยของการเดินทาง เรื่องราวของชีวิตที่ก้าวเดินไปบนถนนที่เต็มไปด้วยผ้า

ไม่รีบแต่ลึกตามแบบของ Slowstitch Studio 

บ้านสีขาวสองชั้นที่ตอนนี้กลายเป็นออฟฟิศของ Slowstitch Studio ดูแสนอบอุ่นและน่ารัก แมวน้อยตัวหนึ่งเดินออกมาทักทาย บริเวณข้างบ้านมีหม้อครามหลายหม้อตั้งอยู่ รวมถึงพืชให้สีที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการย้อมอีกหลายชนิด บริเวณชั้นล่างมีทีมงานช่างเย็บและย้อมทำงานอย่างขะมักเขม้น ส่วนชั้นบนเป็นหน้าที่ของฝ่ายตัดเย็บ คอยทำหน้าที่สอดประสานกันอย่างลงตัว 

“เราใช้ทีมงานคนเชียงใหม่ เป็นการสร้างงานให้กับคนท้องถิ่น อาจจะไม่ใช่ทีมใหญ่ แต่เราก็ภูมิใจกับทีมเล็กๆ นี้ ช่างฝีมือที่อยู่กับเรา เราฝึกให้ทุกขั้นตอน เราค่อยๆ ฟอร์มทีมขึ้นมาแล้วก็ถ่ายทอดความรู้ที่เป็นผลึกแล้วไปสู่ทีม”

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

การทำงานผ้าของ Slowstitch Studio เป็นการทดลองไปเรื่อยๆ จากความรู้ของแอนและเซิร์จที่ได้มาจากการเรียนในมหาวิทยาลัยและคลาสเวิร์กช็อปที่ญี่ปุ่น นั่นทำให้สตูดิโอคิดค้นลวดลายหรือทดลองใช้พืชบางชนิดในการย้อมสี ผ้าแต่ละผืนที่ออกมาจึงมีความเฉพาะตัวและโดดเด่น

“ตอนแรกเราเคยคิดว่าจะจ้างเย็บเป็นชิ้นๆ แต่งานของเรามีความละเอียดสูง แต่ละลายมีขั้นตอนการทำซับซ้อน โดยเฉพาะสีธรรมชาติที่มีวิธีการเตรียมผ้าหรือสูตรย้อมที่แตกต่างกันไปสำหรับพืชแต่ละตัว  อีกอย่างเรายังทดลองและคิดลายผ้าหรือวิธีการเย็บใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ จึงต้องทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกัน ถ้าจะจ่ายงานนอกก็สอนงานและควบคุมคุณภาพของการผลิตได้ลำบาก จึงเลือกที่จะค่อยๆ ฝึกช่างฝีมือให้ทำงานอยู่ร่วมกับเราจะสะดวกกว่า”

ค้นพบตัวเองในวัยเด็ก

ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนเล็ก เกิดห่างจากพี่ชายทั้งสามคนหลายปี ทำให้แอนแอบเหงาอยู่บ้าง ตอนเด็กเธอเลือกใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมที่ชอบอย่างการวาดรูปและการปักครอสติช นั่นอาจนับได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่วงการแฮนดิคราฟต์ครั้งแรก ตั้งแต่ในวัยประถม ครั้นพอถึงวัยมัธยม เธอก็เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และอยากจะก้าวออกจากกฎระเบียบที่เธอเห็นว่ามันไม่เข้าท่า

“ตอนที่เรียนมัธยม พอจบมอสองแอนรู้สึกอยากออกจากโรงเรียนมาก โรงเรียนห้ามซอยผม เรารู้สึกว่าทำไมเราต้องมาอยู่ในกรอบแบบนี้ เลยขอทางบ้านว่าอยากไปเรียนต่างประเทศ พ่อแม่ก็ไม่ให้ไป แต่อนุญาตให้ลองไปสอบโรงเรียนนานาชาติ ปรากฏว่าสอบติด เลยได้เข้าไปเรียนนานาชาติตอนมอสาม นั่นเปิดโลกเราเลยนะ สิ่งที่เราไม่เคยทำได้ สิ่งที่เราเคยถูกห้ามไม่ให้ทำ โดยที่ไม่เห็นจะมีเหตุผล เราได้ทำหมด และเราโต้เถียงกับครูได้ถ้าเรามีเหตุผล และครูก็พร้อมที่จะรับฟังเราด้วย ถึงตรงนี้เราไม่แอนตี้โรงเรียนแล้ว เราสบายใจกับการเรียนมากขึ้น”

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio
เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

เมื่อการใช้ชีวิตในโรงเรียนกลายเป็นเรื่องสนุก แอนเริ่มค้นพบตัวเองว่าจริงๆ แล้วเธอหลงใหลวิชาศิลปะ เธอชอบเรียนวาดรูป และสนุกไปกับการออกแบบสิ่งต่างๆ รอบตัว 

“ตอนที่เรียนเรามีโอกาสได้ทำแฟชั่นโชว์ในโรงเรียน เรารู้สึกเลยว่าเราชอบแฟชั่น เราอยากเรียนแฟชั่น สองปีสุดท้ายในโรงเรียนเราเลยตั้งมั่นว่าเราจะเข้าโรงเรียนออกแบบ เพื่อไปเรียนแฟชั่นในมหาลัย ในตอนนั้นเราก็เริ่มศึกษาแล้วว่าดีไซเนอร์คนไหนที่เราชอบ แล้วเขาเรียนที่ไหนมา เพราะอยากตามรอยเขา สุดท้ายเราเลือกที่อังกฤษ เราส่งพอร์ตแล้วสัมภาษณ์ก็รู้ผลเลย และเป็นมหาวิทยาลัยที่เราอยากเข้าอยู่แล้ว”

สิ้นปีการศึกษานั้น แอนบอกลาเพื่อนๆ และครอบครัว เป้าหมายของเธอคือการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ พอถึงลอนดอน เธอต้องรวบรวมความกล้าเพื่อสู้กับความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิต กับการเรียนในรั้ว University of the Arts London

ความเปลี่ยนแปลงในหัวใจ กับทางแยกใหม่บนถนนเส้นเดิม

“ปีแรกเขาจะมี Foundation Year จะให้เรียนวนๆ ไปก่อน อย่างสองอาทิตย์นี้คุณเรียนกราฟิกก็เรียน แล้วก็ส่งงาน จากนั้นสองอาทิตย์หน้าไปเรียนแฟชั่น เด็กทุกคนต้องเรียนทุกอย่าง พอครึ่งเทอมหลังถึงจะเลือกได้ว่าคุณอยากเรียนอะไร ถ้าอยากเรียนแฟชั่น คุณก็ไปเรียนแฟชั่นได้ แต่ต้องทำพอร์ตเข้ามหาวิทยาลัยอีกทีหนึ่ง”

หลังจากได้มีโอกาสทดลองเรียนทุกวิชาที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ แอนพบว่างานที่ถูกกับจริตตัวเองกลับเป็นงานออกแบบลายผ้า (Textile) เธอมีความสุขกับการจัดวางรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือการจัดเรียงเส้นด้ายให้เข้าคู่กันได้อย่างลงตัว ใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือทั้งคืนเพื่อปักลายเล็กๆ ไม่กี่เซ็นติเมตร นั่นทำให้เธอหวนนึกถึงการปักครอสติชตอนเด็ก การฆ่าเวลาเล่นๆ ของหญิงสาววัยประถมในตอนนั้น กลายมาเป็นความหลงใหลที่ทำให้เธอเริ่มไขว้เขวจากความตั้งใจแรก

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

“พอได้มาทำ Textile เรารู้เลยว่านี่ต่างหากที่เป็นเรามากกว่าแฟชั่น เราไม่ชอบทำแพตเทิร์น ถ้าเข้าเรียนแฟชั่นอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกเราหนีแพตเทิร์นไม่พ้น บวกกับสังคมมหาวิทยาลัยนั้น ทุกคนอยากเข้าแฟชั่น การแข่งขันมันสูงมาก ทุกคนมั่นใจ แต่ตัวเราไม่ชอบการแข่งขัน เราเลยไม่เอาแล้วแฟชั่น สุดท้ายเลยเลือกสมัครเข้า Textile”

ช่วงเวลา 3 ปีที่แอนได้ดำดิ่งลงไปในวิชาออกแบบลายผ้า (Textile) กลายเป็น 3 ปีที่สร้างรากฐานให้กับ Slowstitch Studio มาจนถึงทุกวันนี้ เธอได้โอกาสใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นของมืออาชีพ ได้เรียนรู้ศาสตร์ของการทอ ถัก พิมพ์ ย้อมสี และดิจิตอล ได้ออกแบบผ้าจากความว่างเปล่า เริ่มตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างการทอ ออกแบบการขัดกันของเส้นด้าย การย้อมสีด้ายที่นำมาใช้ พอสุดท้ายผลงานก็ออกมาประจักษ์แก่สายตา และนั่นคือความภูมิใจของเธอ

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

“เชื่อมั้ยว่าทุกครั้งก็จะติดปัญหาสักอย่าง ปัญหาเกิดขึ้นหน้างาน เส้นด้ายพันกันบ้าง อะไรไม่รู้เต็มไปหมด แต่เราเชื่อว่าทุกอย่างแก้ได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นปัญหาเราก็ชอบ เราชอบวิธีการคิดและกระบวนการของมัน”

หลังจากจบการศึกษา แอนพยายามหางานทำในลอนดอนแต่ก็ไม่พบงานที่ถูกใจ สุดท้ายจึงเลือกกลับกรุงเทพฯ และได้งานเป็นดีไซเนอร์ ออกแบบและผลิตพรมทอมือ ได้ทำงานหลากหลายที่เกี่ยวกับผ้า แต่พอทำได้ 2 ปีหัวใจก็บอกกับเธอว่า ได้เวลาออกเดินทาง เพื่อเปิดบทใหม่ให้กับชีวิตอีกครั้ง

ชีวิตบนผ้าผืนใหม่ในดินแดนอาทิตย์อุทัย

“เราชอบญี่ปุ่นอยู่แล้ว เพราะพี่ชายแต่งงานกับคนญี่ปุ่น และเคยไปเที่ยวตั้งแต่เด็ก ฝึกเรียนภาษาญี่ปุ่นเองจนพอพูดได้ เราเลยอยากไปญี่ปุ่น ก็ลองค้นดูว่าที่ญี่ปุ่นมีเวิร์กช็อปอะไรเกี่ยวกับงานผ้าบ้าง ไปเจอบล็อกของคุณ Bryan เขาเขียนบล็อกชื่อ Japanese Textile Workshops ลองอ่านแล้วก็ดูเข้าที อีกอย่างคนนี้เขาเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษ เป็นฝรั่งที่ไปอยู่ญี่ปุ่น คุยง่าย ติดต่อง่าย เพราะภาษาญี่ปุ่นเราก็ไม่ได้แข็งแรงมาก เลยตัดสินใจไปเรียนกับเขา”

เมืองฟูจิโนะเป็นเมืองในชนบทของญี่ปุ่น บ้านของอาจารย์ Bryan อยู่ใกล้เชิงเขา มีการทำฟาร์ม เลี้ยงไหม ปลูกคราม ปลูกชา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่แอนไม่เคยสัมผัสเลย เพราะเติบโตที่กรุงเทพฯ เรียนที่กรุงเทพฯ ไปเรียนต่างประเทศก็อยู่ในเมืองใหญ่ นี่จึงกลายเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งใหญ่ให้กับเธอ ที่จะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ไปพร้อมกับการเรียนรู้เรื่องงานผ้าอย่างที่ตั้งใจไว้

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

“จำได้ว่าครูสอนเทคนิคชิโบริ ย้อมคราม และคาตาโซเมะ เป็นการใช้แป้งข้าวเหนียวกั้นลาย พอจบคลาสสิบวันแล้วเรายังไม่อยากกลับ ครูก็ถามว่าอยากเรียนอะไรต่อ เราชอบเย็บก็เลยขอเรียนชิโบริ ตอนเรียนครูก็จะปล่อยเราทำไปเรื่อยๆ สงสัยตรงไหนก็ถาม ครูก็จะคอยแนะนำให้”

นอกจากการได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการเรียนแล้ว ที่นี่แอนยังได้พบกับเซิร์จ หนุ่มชาวรัสเซียที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเช่นกัน เซิร์จทำหน้าที่ช่วยอาจารย์ในฟาร์ม ก่อนเริ่มหันความสนใจเข้าสู่งานผ้าโดยอัตโนมัติ และหนึ่งสิ่งที่ทั้งคู่ให้ความสนใจร่วมกันก็คือ ‘คราม’

“เราไม่เคยสนใจเรื่องสีครามมาก่อนเลย จนถึงตอนที่มาเรียน เราได้รู้ว่าธรรมชาติของครามนั้นแต่ละวันก็ให้สีไม่เหมือนกัน คือครูเขาปลูกเองด้วย ทั้งปลูก ทั้งหมัก ใช้ชีวิต ทุ่มเทลงไปตรงนั้น และครูสอนย้อมสีจากพืชพรรณอื่นๆ ด้วย ลองย้อมๆ มันก็เปิดโลกของเราเหมือนกัน เราไม่เคยเจอหรือสนใจอะไรแบบนี้ ตอนที่เราเรียนถ้าเราอยากใช้สีไหนเราก็ไปต้มเคมี หรือถ้าตอนเป็นดีไซเนอร์ก็แค่สั่งซัพพลายเออร์ว่าอยากได้อะไร แบบไหนเขาก็จัดหามาให้ แต่พอเราได้มาทำเอง เราพบว่ามันสวยงามทั้งงานและสภาพแวดล้อม เราได้คำนึงถึงสิ่งรอบกาย แล้วเอามาใช้กับงานของเราได้”

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

พอกลับเมืองไทย แอนทำงานฟรีแลนซ์ออกแบบสิ่งทอพร้อมกับเริ่มฝึกการทำชิโบริด้วยตัวเอง เธอเริ่มหลงใหลเข้าไปในศาสตร์และศิลปะของการกักและกั้นสี เย็บกั้นแล้วเกิดเป็นลวดลายเฉพาะ ความงามของครามทำให้เธออยากรู้ว่าครามเมืองไทยนั้นเป็นอย่างไร แอนชวนเซิร์จไปที่สกลนครเพื่อเรียนรู้เรื่องคราม ทั้งคู่ลงลึกไปในรายละเอียดทั้งทางด้านทฤษฎีและเทคนิค รวมถึงเขียนบล็อกขึ้นมาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของการมัดย้อมแบบชิโบริ และการย้อมสีจากพืชพรรณต่างๆ วันหนึ่งพวกเขาจึงคิดว่า ควรจะมีแบรนด์และสินค้าเป็นของตัวเองเสียที

ความลงตัวที่ก่อร่างเป็น Slowstitch Studio

หลังจากใช้เวลาในการศึกษาศาสตร์ทางด้านผ้ามาอย่างยาวนาน ท้ายที่สุดแอนและเซิร์จตัดสินใจทำแบรนด์ Slowstitch Studio ขึ้นมา ที่มาของชื่อเกิดจากการทำผ้าแต่ละลายใช้เวลาค่อนข้างนาน เพราะต้องการความประณีต ทั้งยังต้องผ่านขั้นตอนการทดลองต่างๆ จนกว่าจะพอใจ 

“ตอนนั้นเราเริ่มมีสินค้า เรามีผ้าแล้วมีคนจ้างเราทำปลอกหมอน เลยคิดว่าควรจะมีแบรนด์นะ แล้วเราก็เขียนบล็อกด้วย ตอนแรกที่เขียนก็ไม่คิดว่าจะขายของ เขียนให้ความรู้ บันทึกอะไรไป ทดลองสีธรรมชาติ ลองเสร็จแล้วก็เอามาเขียน จากนั้นก็เริ่มทำของ ปลอกหมอนเป็นงานชิ้นแรก งานมันเล็ก เราควบคุมได้ง่าย ต่อมาเราทำผ้าพันคอ ทำอะไรที่มันแบนๆ ก่อน”

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

ด้วยความเป็นดีไซเนอร์ที่ออกแบบผ้าแต่ละผืนด้วยตัวเอง แอนเลยรู้สึกเสียดายที่จะต้องตัดผ้าบางส่วนทิ้งไป การทำปลอกหมอนหรือการทำผ้าพันคอจึงตอบโจทย์ในใจตัวเองได้เป็นอย่างดี เธอหวนนึกถึงสมัยเรียนที่อังกฤษ โปรเจกต์สุดท้ายก่อนจบเธอเลือกโชว์ผ้าทั้งผืน แทนที่จะนำไปตัดเย็บเป็นอย่างอื่น นั่นก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน

หลังจากตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะทำงานผ้าเป็นอาชีพหลัก แอนเลือกขึ้นเหนือมาที่เชียงใหม่ เมืองในฝันของคนทำงานฝีมือหลายๆ คน แอนและเซิร์จเคยขึ้นมาเที่ยวเชียงใหม่และประทับใจในความงดงามของศิลปะวัฒนธรรมของที่นี่ ส่วนการลงหลักปักฐานนั้นยิ่งง่าย เพราะคุณแม่ของแอนมาซื้อบ้านไว้ที่เชียงใหม่ไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว

“แม่มีบ้าน เราเลยตัดสินใจง่ายมาก และเราเคยขึ้นมาเที่ยว เห็นว่ามีงานคราฟต์เยอะ เลยตั้งใจจะมาทำงานคราฟต์อยู่แล้ว และเพื่อจะออกจากวงจรฟรีแลนซ์ด้วย เพราะถ้าเราอยู่เชียงใหม่เราก็ทำงานไม่ได้ จะได้มุ่งไปที่งานนี้เลย พอมาอยู่ที่นี่ เราก็ได้มาเรียนรู้ว่า ที่นี่กับที่กรุงเทพฯ วัสดุที่ขายในตลาดมันต่างกัน เราได้ทดลองผ้าหรือวัสดุใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำ ปีนั้นได้ออกงานเป็นครั้งแรกของแบรนด์ด้วย ก็คืองาน NAP 2015 ได้เปิดตัวแบรนด์ที่เราตั้งใจทำเสียที ทางธุรกิจอาจจะไม่ได้ดีมากนัก แต่เราก็ยังพอใจว่าเราได้นำเสนอสิ่งที่เป็นเรา เป็นงานผ้าแบบของ Slowstitch Studio”

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

หลังจากงานนั้น แอนและเซิร์จก็ช่วยกันทำให้ Slowstitch Studio เดินไปในทิศทางอย่างที่พวกเขาวาดไว้ พวกเขาทำออฟฟิศ จ้างคนเข้ามาช่วยทำงาน เพื่อให้มีสินค้ามากพอที่จะกระจายไปตามที่ต่างๆ เริ่มมีการฝากขายบนห้าง และตัดสินใจเช่าหน้าร้านที่โหล่งฮิมคาว ชุมชนแห่งศิลปะและวัฒนธรรมบนถนนสันกำแพงสายเก่า เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาเลือกชมสินค้า

ความพิถีพิถันและประณีตที่สร้างความแตกต่าง

“เราคิดว่าเราเป็นแบรนด์ที่ใช้เวลาเยอะมากในการทำผ้าหนึ่งผืน บางครั้งเราเย็บเสร็จ ย้อม แล้วทำลายทับเข้าไปอีก เหมือนการเริ่มต้นใหม่อีกรอบ อีกอย่างหนึ่งเลยแอนคิดว่า พอเราไปญี่ปุ่น เราได้ดูงานของมาสเตอร์ญี่ปุ่นที่ทำงานชิโบริแล้วทึ่งมาก คิดไม่ออกเลยว่าเขาทำยังไง เราซึมซับสิ่งเหล่านี้มา แอนจำได้ว่าครูเคยบอกให้ย้อมผ้าผืนหนึ่งสิบครั้ง แล้วในระหว่างที่ย้อมและนำผ้าขึ้นผึ่งเราก็คุยกับเพื่อนไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้นับจริงจังว่าย้อมไปกี่ครั้ง พอแกะงานออกมาเสร็จครูก็บอกว่านี่เธอย้อมเก้าครั้งใช่มั้ย แสดงว่าสายตาของครูรับรู้ว่าครามมันหายไปเลเยอร์หนึ่ง ซึ่งเราก็ทึ่งมากในความละเอียดลออในการทำชิโบริของญี่ปุ่น สำหรับเรานะ ความสวยงามของชิโบริคือมันแทบไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย คือมีแค่ผ้า เข็ม ด้าย และการทดลอง”

แอนเล่าให้ฟังต่อว่า คำว่าชิโบริที่จริงแล้วเป็นคำกว้างๆ แปลว่าการมัด การดึง การกั้น แต่สิ่งที่ทำให้ชิโบริของญี่ปุ่นแตกต่าง คือการคิดวิธีเย็บก่อนย้อมหลายรูปแบบ เพื่อให้ผ้าเป็นรูปทรงที่มีความหลากหลาย การเปลี่ยนมุมองศา การเว้นระยะห่าง ก็จะได้หลากอารมณ์ ซึ่งเป็นความพิถีพิถันแบบคนญี่ปุ่น แล้วที่ญี่ปุ่นมีอุปกรณ์เฉพาะด้วย ซึ่งก็ทำขึ้นมาเองด้วยมือเช่นกัน

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

“ครามที่ญี่ปุ่นก็เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง ต้นครามก็เป็นแบบของเขาหน้าตาก็ไม่เหมือนบ้านเรา แล้วเขาจะมีวิธีการหมักเป็นก้อนที่เรียกว่า ซุคุโม ซึ่งต่างจากบ้านเรา เขาต้องหมักเป็นเวลาหนึ่งร้อยวัน มีห้องหมักแล้วก็พลิกกลับทุกวันเหมือนทำปุ๋ยหมัก”

การเรียนรู้เทคนิคและความพิถีพิถันแบบญี่ปุ่นทำให้ Slowstitch Studio ทำผ้าออกมาด้วยความประณีต และทุ่มเทเวลาลงไปกับการออกแบบ คิดค้นลวดลายใหม่ๆ การทำงานในทุกๆ วันคือการเรียนรู้ และผลของการเรียนคือลายผ้าสวยๆ ที่ผ่านการทดลองและทำซ้ำจนพอใจ

“เราพยายามโฟกัสกับงานของตัวเอง ทดลองกับงานของตัวเอง เรียนรู้ไปกับมัน ทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้ มีงานบางชิ้นที่เราทำออกมาได้ครั้งเดียว ครั้งหน้าเราก็อาจจะทำไม่ได้แล้ว บางครั้งก็เก็บไว้ เพราะเราไม่อยากจากชิ้นนั้นไป บางครั้งผ้าที่พับซ้อนกันหลายชั้น สีก็ดูดเข้าได้ไม่เยอะ ส่วนผ้าที่สีเข้มกว่า อาจจะเกิดจากการที่ผ้าไม่ได้ทับซ้อนกันมากเกินไป ทำให้สีซึมเข้าไปง่ายกว่า ไม่ได้อยู่ที่การย้อมหลายรอบอย่างเดียว มันเป็นเรื่องการวางสี แพตเทิร์น และการใช้เนื้อผ้า ที่ทำให้แบรนด์เราแตกต่าง เช่น เราเลือกผ้าไหมกับลายแบบนี้เพราะเราทดลองว่าเราย้อมสีแบบนี้ได้ ถ้าย้อมลงบนผ้าไหมจะให้สีที่โดดเด่น สดใสกว่าผ้าชนิดอื่น แล้วมันเหมาะกับเนื้อผ้านี้”

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

แม้จะเป็นดีไซเนอร์แต่แอนก็ชอบลงมือทำมากกว่าออกแบบเพียงอย่างเดียว เธอพบว่าการได้ลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยมือของเธอเองคือสิ่งที่เธอรัก การทดลองงานใหม่ๆ ของ Slowstitch Studio จึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ และเธอยังขยายกรอบของตัวเองเพื่อทดลองผสมผสานหลายเทคนิคเข้าด้วยกัน

“เราลองเอางาน Eco Printing มารวมกับชิโบริ เราอยากลองใช้สีที่มาจากใบไม้โดยตรงเราก็ลงมือทำเลย สิ่งเดียวที่เราไม่ได้ทำเองคือเราไม่ได้ทอเอง เราซื้อจากชุมชนใกล้เคียงบ้าง บางทีก็สั่งทอจากที่อื่น เรายังเพิ่มงานปักเข้าไปในงาน แต่เราไม่อยากปักอะไรที่ดูเหมือนจริง เราชอบนามธรรมหน่อยๆ การเอางานปักเข้ามาเพื่อสร้างเท็กเจอร์ให้กับงาน บางครั้งด้วยความที่งานเราเนี้ยบ เลยอยากสร้างอารมณ์ของงานทำมือ เราออกแบบลายปักเอง แล้วให้ช่างที่กรุงเทพฯ ซึ่งปักเทคนิคที่มีชื่อว่า ‘ปักจักรร่อนสะดึง’ ได้ เป็นคนทำให้”

นอกจากนี้ ทางสตูดิโอยังได้จัดทำชุด KIT Ecoprint (Natural Bundle Dye Kit) เพื่อให้ลูกค้าซื้อไปทดลองทำด้วยตัวเองที่บ้าน พร้อมทั้งมีวิดีโอสาธิตขั้นตอนการทำอย่างละเอียด ซึ่งเป็นสินค้าที่คิดค้นออกมาในช่วง COVID-19 รวมถึงเปิดสอนเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไป โดยออกแบบคอร์สให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้อีกด้วย

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio
เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

“จริงๆ มีคนถามถึงเวิร์กช็อปเยอะเหมือนกัน แต่การจัดสรรเวลาทั้งของเราและลูกค้าให้ตรงกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่างการทำผ้าแต่ละผืนของเราใช้เวลาค่อนข้างนาน เลยเหมาะกับคนที่มีเวลาและใจเย็น”

ภายใต้สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ทาง Slowstitch Studio เป็นแบรนด์หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของแบรนด์มีสัดส่วนระหว่างในและนอกประเทศครึ่งต่อครึ่ง เมื่อหน้าร้านเริ่มเงียบเหงา แอนและเซิร์จจึงหันไปโฟกัสกับโลกออนไลน์ หลายครั้งที่ทำงานลิมิเต็ดซึ่งเกิดจากการที่วัตถุดิบในการย้อมมีจำกัด พวกเขาเลือกที่จะลงขายบนอินสตาแกรม และได้รับผลตอบรับที่น่าพอใจ

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

Slowstitch Studio ทลายกำแพงตัวเอง สู่อนาคตที่เป็นไปได้มากกว่าเดิม

ก่อนจากกัน เราถามถึงอนาคตของแบรนด์ที่ทำงานกับสีธรรมชาติมาโดยตลอดว่ามีทิศทางอย่างไรบ้างหลังจากนี้ แอนหันหน้าไปหาเซิร์จพร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวที่เขาและเธอต่างได้คุยกันแล้วว่า ถึงเวลาที่จะต้องก้าวออกจากกรอบเดิมๆ เสียที

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

“จริงๆ เพิ่งจะคุยกับเซิร์จมาก่อนหน้านี้ไม่นานว่า แบรนด์เราโฟกัสกับการย้อมสีธรรมชาติมานานแล้ว แต่ในฐานะการเป็นดีไซเนอร์ เราว่ามันมีอีกหลายช่องทางที่ทำให้เราทำลวดลายผ้าหรือสินค้าใหม่ๆ โดยที่ไม่ต้องยึดติดกับกระบวนการนี้ อย่างการทำพิมพ์สกรีน เมื่อก่อนเราไม่เอาเลย แต่ตอนนี้เราทลายกำแพงตัวเอง เราลองใช้ต้นกำเนิดลายชิโบริของตัวเองนำมาทำบล็อกสกรีน ทำให้ลายผ้าของเรามีความเป็นไปได้มากขึ้น โดยที่ไม่ได้ยึดติดว่าต้องชิโบริเป็นหลัก แต่ก็ยังมีรากฐานเดิมคือชิโบริ

“เราอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เขามองเห็นงาน Textile ที่กว้างขึ้น ว่ามันไม่ได้มีแค่ย้อม ทอ คุณหยิบจับหลายๆ เทคนิคมารวมกันได้ ก่อนนี้มันก็เป็นเหมือนการปิดตัวเองเหมือนกันนะ สมมติเราบอกว่าเราจะใช้สีธรรมชาติ แต่ธรรมชาติไม่ได้ให้ทุกสีที่เราต้องการ แล้วเราจะให้ความคิดนี้มาหยุดเราเหรอ มันก็ขัดกับสิ่งที่เราอยากทำ อนาคตจากนี้ไปเราคงไปในรูปแบบนี้”

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

ในฐานะที่เป็นดีไซเนอร์ แอนจึงได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการต่างๆ บ่อยครั้ง เธอเล่าให้ฟังถึงแนวคิดที่น่าสนใจตอนหนึ่งว่า

“ปีก่อนเราได้เป็นที่ปรึกษาโครงการโคโยริให้กลุ่มร่มบ่อสร้าง อย่างงานผ้าแอนรู้สึกว่ามันยังพอไปได้ แต่ว่าอย่างร่ม มันอาจจะลำบากหน่อย อย่างโปรเจกต์นี้ เขาก็เอาโครงร่มมาทำเป็นโคมไฟ คือมันอาจจะต้องฉีกแบบนี้ แต่ว่าไม่ง่ายนะในการที่จะเปลี่ยนหรือตอบโจทย์ในทันที แต่มันก็ต้องทำ ต้องใส่ดีไซน์ลงไปมากกว่าเดิม คือวัตถุดิบของไทยเราดีมาก สิ่งหนึ่งที่จะเพิ่มมูลค่าหรือทำให้มันกลับมาน่าสนใจ แอนว่าการออกแบบที่ดีจะช่วยตรงจุดนี้ได้”

การเดินทางของ Slowstitch Studio เป็นจังหวะช้าๆ ที่เป็นจังหวะเดียวกันกับการก้าวเท้าของแอนและเซิร์จ ทั้งสองเลือกที่จะมุ่งมั่นไปในทิศทางที่เลือกและก้าวเดินไปอย่างมั่นคง แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นหัวใจหลักของการสร้างงานในอนาคต ไม่แน่ว่าครั้งถัดไปที่เจอกัน เราอาจจะได้คุยกันถึงเรื่องราวที่ต่างไปจากครั้งนี้ และรับรองได้ว่าจะเต็มไปด้วยความสุขและความพิถีพิถันในแบบฉบับของ Slowstitch Studio อย่างแน่นอน

เลาะลายเย็บ เก็บลายย้อม กับการเดินทางที่ไม่รีบเร่งของหนุ่มสาว Slowstitch Studio

Writer

ศุภชัย กองประชุม

นักเย็บสมุดที่ใช้ชีวิตรายรอบไปด้วยสมุด หนังสือ ดนตรี กาแฟ สหาย และบทสนทนา ภายใต้อ้อมกอดของยอดดอยเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

หากเอ่ยถึง ‘ครามสกลนคร’ ผู้อ่านชาวก้อนเมฆหลายคนคงร้อง อ๋อ เพราะต้องเคยคุ้นตาผ่านการอ่านหรือสัมผัส ผ่านของขวัญของฝากแทนใจ จากคนสนิทมิตรสหายที่ไปเยี่ยมเยือนถิ่นสีครามกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ จนถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

แต่มีชายคนหนึ่งจากอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร หยิบสิ่งที่เกษตรกรทิ้งขวาง มาสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่า เพื่อสื่อสารผ่านผลิตภัณฑ์ว่า ต้นไม้หนึ่งต้นมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน อยู่ที่คุณจะมองเห็นหรือเปล่า 

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

ติงลี่-คมกฤช ภู่ทอง เจ้าของแบรนด์ Khramer สกินแคร์จากรากคราม ที่ตั้งใจพาครามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนรุ่นใหม่ ด้วยการทำให้ครามเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ง่าย เหมาะกับยุคสมัย และมุ่งมั่นแน่วแน่ว่าจะไม่ขอใช้ส่วนอื่นๆ ซึ่งสร้างประโยชน์ไปแล้ว อย่างกิ่ง ก้าน ใบ นำไปย้อมผ้าให้สีเด็ดขาด แต่จะใช้ ‘ราก’ ส่วนที่เป็นเศษซากทางการเกษตร เพื่อบอกว่าต้นไม้ 1 ต้น ได้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าแล้ว แถมช่วยลดมลพิษจากการเผาทิ้งทำลายด้วย

Khramer ชื่อนี้เกิดจากการสมาสชนและสนธิเชื่อมขึ้นของคำ 3 คำ คือ 

Khram (คราม), Farmer (เกษตรกร) และ Charmer (คนมีเสน่ห์)

คราม เกษตรกรและคนมีเสน่ห์ ร้อยเรียงเป็น Khramer ได้อย่างไร นี่คือเรื่องราวทั้งหมด

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

Khramer

ติงลี่เป็นคนอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่จับพลัดจับผลูมาเรียนต่อแดนอีสานในหลักสูตรเภสัชกรรมแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ฝันลึกๆ ในใจเขาอยากเรียนสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ เขาได้แต่เก็บความชอบไว้ลึกสุดใจ และหลังเรียนจบ ติงลี่ผันตัวไปทำธุรกิจนำเข้า-จำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ จนวันดีคืนดีมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ความชอบในวัยเด็กของเขาหายไป’ งานที่ทำอยู่ไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนที่เขาเคยฝัน 

ติงลี่สนใจทำธุรกิจส่งออกเพื่อสร้างสมดุลจากธุรกิจนำเข้าเดิมที่ทำอยู่แล้ว บวกกับได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างที่เคยอยากใช้มาตลอด เขาพุ่งเป้าไปที่ ‘คราม’ สินค้าเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงในตลาดสากล

และโจทย์แรกที่เขาตั้งต้นในการทำธุรกิจคือ ธุรกิจนี้ต้องเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น

“ต้องบอกก่อนว่าเราทอผ้าไม่เป็น ก็เลยไม่ไปแตะเรื่องการย้อมผ้า ทอผ้า เพราะมีกลุ่มคนที่สนับสนุนงานออกแบบพวกนี้อยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่เราพยายามสร้างคุณค่าใหม่ขึ้นมากับกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง

“ช่วงเริ่มคิดหาผลิตภัณฑ์ เราลงพื้นที่ไปดูชุมชนว่าเขาทำอะไรบ้าง คุยกับเกษตรกรว่าเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วเขาเหลืออะไรบ้าง แต่พอเข้าไปในพื้นที่ เราเห็นกองรากครามก็รู้เลยว่าเขาไม่ได้ใช้แน่ๆ จึงเป็นโจทย์ให้เราไปคิดต่อว่า จะเอารากครามไปทำอะไรได้บ้าง ซึ่งสิ่งที่เราจะทำคือ Circular Design สร้างมูลค่าให้มันเป็นมากกว่าขยะหรือปุ๋ย 

“ที่สำคัญ ต้องมีคนได้ประโยชน์มากกว่าตัวเราเอง และเรามองถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดด้วย” ติงลี่เล่าจุดเริ่มต้นและเป้าประสงค์ของการหยิบใช้ส่วนที่หยั่งลึกที่สุดของต้นครามให้เราฟัง 

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

นักทำแบรนด์มือใหม่เล่าว่าเมื่อศึกษาอย่างเข้มข้น พบว่ามีงานวิจัยหลายตัวที่บ่งบอกคุณสมบัติของครามเรื่องป้องกันแสง UV เขายกตัวอย่างคนไทยที่ทำไร่ ทำนากลางแดด มักสวมเสื้อผ้าย้อมคราม เพราะช่วยป้องกันการไหม้จากแดดได้ดี และคนสมัยก่อนจะใช้ธรรมชาติในการดำรงชีพ เช่น เด็กแรกเกิดจะถูกห่อตัวด้วยผ้าย้อมครามเพื่อลดการอักเสบ ลดความเจ็บปวด อย่างเข้าป่าแล้วเกิดแมลงสัตว์กัดต่อย ก็บดขยี้ใบครามมาโปะแผล 

และครามก็โลดแล่นในตลาดสากลมาเนิ่นนาน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ ต่างมีวัฒนธรรมครามในแบบที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่เด่นที่เครื่องแต่งกาย และอีกส่วนที่ติงลี่ทราบจากงานวิจัยคือ อินเดียใช้รากครามในการทำยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร ญี่ปุ่นใช้ดอกครามมาสกัดเป็นครีมบำรุงผิว ฝรั่งเศสใช้ใบครามแก่จัดมาทำสารสกัด ฯลฯ 

‘ธรรมชาติบำบัด’ เป็นคอนเซ็ปต์หลักของ Khramer ที่มีแรงบันดาลใจจากประโยชน์ทั้งต้นของคราม

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

ติงลี่ลงมือทำวิจัยเพื่อทำให้ของดีจากธรรมชาติมีมาตรฐานยิ่งขึ้น จากการวิจัยเปรียบเทียบใบและราก เพื่อดูว่าส่วนใดมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) มากกว่ากัน ทำการทดสอบ Anti-bacteria, Skin Moisture และการปกป้องแสงแดด ซึ่งผลเป็นอย่างที่คิด รากครามมีสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นกว่าใบ เพราะครามเป็นพืชตระกูลถั่ว สะสมอาหารไว้ที่รากอย่างเข้มข้น รวมถึงตรวจสอบค่า SPF ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ

ติงลี่ได้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดรากคราม 2 ประเภท ได้แก่ Indigo Root Extract Facial Sunscreen SPF50 PA ห่มครามให้ผิวหน้าเพื่อป้องกันแสงแดดและน้องยูวี แถมปรับผิวหน้าให้สมดุล Indigo Root Extract Facial Serum เอสเซนส์น้ำนมช่วยบำรุง ปลอบประโลม และปรับสมดุลให้กับผิวหน้า ที่สำคัญ สกินแคร์ของแบรนด์ปราศจากส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ พาราเบน ซิลิโคน ไม่แต่งกลิ่น ไม่แต่งสี และไม่ผสมสารเคมี

ติงลี่เฉลยว่าการเป็นศิษย์เก่าแพทย์แผนไทยช่วยเขาในการตั้งต้นความคิด ด้วยหลักการการมองส่วนต่างๆ ของพืชมาปรุงยา ราก ดอก ใบ ฯลฯ ล้วนมีสรรพคุณต่างกัน และเขายังแนะเทคนิคเก็บเกี่ยวให้ได้ประสิทธิภาพดีให้ด้วย

“ตามที่เราศึกษามา รากควรจะเก็บในเวลายามสี่ ช่วงบ่ายสามถึงหกโมงเย็น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของสารเคมีต่างๆ ที่อยู่ในราก ส่วนใบครามเก็บช่วงเช้ามืด ตีสี่ถึงตีห้า เพราะใบยังไม่โดนแสงแดด เมื่อย้อมแล้วจะให้สีชัด”

Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต
Khramer สกินแคร์ฝีมือคนไทยจากรากคราม สกลนคร ที่ตั้งใจช่วยโลกและชุมชนในทุกกระบวนการผลิต

Framer

เมื่อถามถึงคราม ทำไมต้องเจาะจงเลือกใช้ ‘ครามสกลนคร’ 

“เราทราบมาว่าจังหวัดสกลนครเป็นแหล่งเพาะปลูกครามที่มีประสิทธิภาพ มีชื่อเสียง แล้วก็ได้รับรองเป็น GI ของจังหวัด จากการศึกษาของเรา ภูมิประเทศของสกลนครมีองศาของแดดและปริมาณน้ำฝนต่อปีเหมาะสมกับการปลูกคราม และพื้นที่นี้ก็มีประวัติศาสตร์เรื่องการใช้ครามในกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย เราเลยเลือกครามสกลเป็นวัตถุดิบหลัก”

ไม่เพียงแต่ดินดี น้ำดี ผลผลิตดี เรื่องราวประวัติศาสตร์พื้นที่ก็สอดคล้องกัน และหลาย ‘ดี’ ที่ว่าก็เป็นข้อมูลที่น่าพูดถึงและนำเสนอให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาที่ไป เป็น Storytelling ซึ่งขยายภาพ Khramer ชัดเจนยิ่งขึ้น

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว
แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

ติงลี่เข้าไปทำงานกับเกษตรกร สกลนคร ในฤดูเก็บเกี่ยวและเล่าสู่กันฟังว่า รากครามมีประโยชน์นะ ไม่ต้องทิ้ง ไม่ต้องเผา มันจะกลายเป็นมลพิษ เขาจึงขอรับซื้อ เพราะปกติแล้วชาวบ้านจะปลูกคราม รอจนโตเต็มที่แล้วตัดกิ่ง ก้าน ใบ ไปใช้ประโยชน์ ทำแบบนี้ 2 – 3 ครั้งจนเหลือตอส่วนที่เป็นรากใต้ดินที่ไม่มีใครนำไปใช้งาน เพราะต้องออกแรงขุดขึ้นมา สุดท้ายก็จบชีวิตที่กองไฟเผาขยะ เมื่อสนิทสนมกับคนปลูก ก็เหมือนได้แบ่งปันความรู้เรื่องครามซึ่งกันและกัน

“ความรู้ ความคิด เราไม่ได้เก่งไปกว่าชาวบ้านที่เขาอยู่กับต้นครามมาหลายเจเนอเรชัน แต่เราคอยสังเกตและรับฟังมากกว่า อย่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวก็เสนอให้เขาทำแบบนี้ดีมั้ย เพื่อให้เหลือขยะน้อยลง ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น และเราไม่อยากให้ชาวบ้านเพิ่มปริมาณพื้นที่เพาะปลูกจากเดิม หรือเลิกทำนาเพื่อส่งรากครามให้เรา

“เราอยากให้ชุมชนคงวิถีของเขา และเรารับซื้อจากชุมชนดีกว่า เพื่อช่วยกระจายรายได้ให้เขาด้วย”

จากการพูดคุยมาสักพัก เราสัมผัสถึงไอเดียและความเป็นเจ้าพ่อโปรเจกต์จากนักทำแบรนด์มือใหม่คนนี้อย่างจัง เพราะนอกจากครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิวที่ Khramer ร่วมงานกับชุมชน เขายังมีอีกหลายโครงการในหัว

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว
แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

“มีอีกหลายโปรเจกต์ที่เราทำร่วมกับชุมชน เช่น กระเป๋าจากเศษผ้าครามที่เหลือจากการตัดเย็บชุด เราจะรับซื้อเศษผ้าเล็กๆ มาทำเป็นถุงผ้าใส่สินค้าให้กับลูกค้า ให้ลูกค้านำกลับไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งคุณป้าที่เราไปรับซื้อ เขาดีใจมากที่มีคนมาซื้อเศษผ้าพวกนี้ แต่ตอนนี้คุณป้าติดทำนา เราเลยรอ เพราะไม่อยากเปลี่ยนวิถีเขาแล้วทำสินค้าให้เรา” ติงลี่เล่าถึงความตั้งใจที่ไม่รีบร้อน และไม่คิดจะเปลี่ยนหรือเร่งเร้าอะไร แต่มีเบื้องหลังเป็นความหวังดีและความห่วงใยที่ปรารถนาสร้างรายได้และรอยยิ้มให้กับชุมชนจังหวัดสกลนคร อีกทาง

“อนาคตเราอยากจะเข้าไปใกล้ชิดชุมชนให้มากกว่านี้ อยากสร้างพื้นที่พื้นที่หนึ่งขึ้นมาโดยไม่ขัดแย้งกับชุมชน เพื่อทดลองเกี่ยวกับคราม รวมถึงรับฟังชุมชนว่าเขามีปัญหาอะไรระหว่างการทำงาน แล้วก็นำมาแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมา สมมตินะ เราอาจนำยอดอ่อนใบครามมาคั่วเป็นชาจากคราม แล้วมันไม่กระทบวิถีชุมชน เพราะชาวบ้านก็ยังเก็บใบครามไปย้อมสีได้เหมือนเดิม เพียงแต่เราเลือกหยิบส่วนที่เขาไม่ได้ใช้มาทำประโยชน์”

แค่คิดก็น่าสนุกแทนชาวบ้านสกลนคร และตื่นเต้นแทนผู้บริโภคอย่างเราๆ 

Charmer

กลุ่มคนมีเสน่ห์ที่ติงลี่ตั้งเป้าหมายให้เป็นกลุ่มลูกค้าหลักคือหนุ่มสาวเจเนอเรชันวาย ผู้ชื่นชอบและต้องการรู้แหล่งที่มาที่ไปของวัตถุดิบ ใส่ใจและให้คุณค่ากับผลิตภัณฑ์ที่รักสิ่งแวดล้อมทั้งกระบวนการ ซึ่งตอนนี้ Khramer อยู่ในช่วงแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก เป็นน้องใหม่ของวงการที่รอคุณมาทดลองใช้และสนับสนุนกลับไปเติมเสน่ห์ที่บ้าน

และตั้งแต่สนทนากัน เจ้าของแบรนด์มือใหม่ทำเราเซอร์ไพรส์กับแนวคิดเท่ๆ จนเราเพลิดเพลินที่ได้ฟังเรื่องราวของเขาอยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจจนขอยอมรับ และนิยามให้ Khramer เป็นแบรนด์ที่สนุกในทุกกระบวนท่าและลีลาทางความคิด เพราะทุกอย่างที่สื่อสารล้วนรักและใส่ใจโลกใบนี้อยู่เสมอ 

ขอบคุณจากหัวใจที่หลงใหลเสน่ห์ของธรรมชาติ และมองเห็น ‘ราก’ ส่วนที่หยั่งลึกที่สุดในดิน ขอบคุณที่พัฒนาและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดการผลิต

 “เราอยากให้คนจดจำ Khramer ว่าเป็นแบรนด์ที่มองเห็นและให้คุณค่ากับพันธุ์พืช ให้คนตระหนักว่า ต้นไม้หนึ่งต้นหรือสิ่งของหนึ่งอย่างทำประโยชน์ได้มากมาย ถ้าคนมองเห็นสิ่งนี้จากแบรนด์ของเรา ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วประทับใจจนอยากสั่งจองมาครอบครอง ตอนนี้ทางแบรนด์เปิดขายเฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น และมีแผนจะวางตลาดในปีหน้า ส่วนสายผจญภัยที่รักการดำน้ำ อดใจรออีกนิด เพราะ Khramer ก็มีไอเดียครีมกันแดดกันน้ำ รักสิ่งแวดล้อมและเป็นมิตรกับเพื่อนพ้องใต้ทะเล แถมอนาคตยังคิดต่อยอดจาก ‘ธรรมชาติบำบัด’ ให้เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Wellness ที่เป็น Mega Trend ของโลก โดยพูดถึงการเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวมด้วย

ไม่แน่ว่าคุณอาจเห็นน้ำมันรากครามทาถู และแผ่นประคบเย็นแก้ปวดเร็วๆ นี้ก็ได้ (บอกใบ้แล้วนะ)

แบรนด์สกินแคร์รักษ์โลกและชุมชนจากสารสกัดรากคราม สกลนคร ที่หยิบวัตถุดิบในดินมาทำครีมกันแดดและเอสเซนส์บำรุงผิว

Khramer

เว็บไซต์ : www.khramer.com

Facebook : KHRAMER

Writers

พลอยไพลิน กลิ่นบัวงาม

นักหัดเขียนสายคาเฟ่ รักการอบขนม เสพติดการหอมหมา และเชื่อว่าวันที่ดีจะเริ่มต้นด้วยชาเขียวเย็นในแก้วเก็บอุณหภูมิ

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load