8 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

วันที่ 20 มีนาคม ปี 1986 (พ.ศ. 2529) ใครไปเที่ยวโรมตอนนั้นคงขลุกขลักอยู่ไม่น้อย เพราะที่จัตุรัสสเปนหรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘บันไดสเปน’ นั้นมีการประท้วงขนาดย่อม ๆ กันอยู่ หนึ่งในผู้สนับสนุนความเคลื่อนไหวเรื่องนี้คือ วาเลนตีโน (Valentino) นักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียนผู้มีห้องเสื้อเป็นของตัวเอง หากแต่การเคลื่อนไหวนั้นมิได้เป็นเรื่องผ้าผ่อนท่อนสไบแต่อย่างใด มันคือการต่อต้าน ปกป้อง รักษาเกียรติ ของวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งของอิตาเลียน

มันคือการประท้วงร้านแมคโดนัลด์สาขาแรกในอิตาลี

อาจจะพอทราบว่าคนอิตาเลียน (โดยภาพรวม) รักขนบธรรมเนียมประเพณีของตัวเองมาก อันอาจจะดูแปลกสำหรับใครหลาย ๆ คนที่คิดว่านี่คือประเทศแห่งความคิดสร้างสรรค์ แต่จะว่าไปแล้ว นึกดูให้ดี เราย่อมได้ยินกิตติศัพท์เรื่องคนอิตาเลียนที่เอาเป็นเอาตายกับการใส่สับปะรดบนหน้าพิซซ่า หรือตีอกชกหัวเมื่อเห็นเราหักเส้นสปาเก็ตตี้ลงหม้อต้ม (+ตอนที่น้ำยังไม่เดือด +ไม่ใส่เกลือ) การนำแฮมเบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอด (ยังไม่นับเครื่องดื่มที่เป็นน้ำโคล่าซ่าแสบคอ) มาเปิดร้าน มิหนำซ้ำยังที่จุดแสนจะใจกลางเมืองอีก ย่อมเป็นการหยามเกียรติอันประมาณมิได้ 

ผลของการประท้วงในวันนั้นดูเหมือนว่าจะพ่ายยับอัปรา เพราะแค่ครึ่งวันแรกคนก็เข้าร้านกันถึง 4 พันคน กระจกร้านเสียหาย แต่ไม่ได้จากการขว้างปาของผู้ประท้วง แต่เป็นการทะลักทะเลของลูกค้านั่นเอง

แต่จากสถานการณ์ในครั้งนั้น กลับเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวงการอาหารในอิตาลี นั่นคือเกิดกลุ่มการเคลื่อนไหวต่อต้านอาหารจานด่วนด้วยการทำอารยะขัดขืนครั้งใหญ่ จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ

เมื่อสูเจ้าเป็น Fast Food ข้าฯ ขอเป็น Slow Food

และนั่นละ คือที่มาของเรื่องที่จะเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แต่หลายคนไม่เคยรู้ นั่นคือ ความเคลื่อนไหวของสมาคม Slow Food

จากที่เล่ามา ท่านก็คงได้ทราบแล้วว่า หากท่านพบคำว่า Slow Food พร้อมโลโก้หอยทากสีแดง ก็ใช่ว่าร้านนี้รับประกันเรื่องการเอ้อระเหยในการทำอาหารหรือเมนูเด็ดคือหอยทาก หากแต่มันคือร้านที่ร่วมเข้าโครงการสวนกระแสฟาสต์ฟู้ดนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยรังเกียจฟาสต์ฟู้ดนั้น เพราะเชื่อว่าความเป็นฟาสต์ฟู้ดนั้น แฝงสิ่งที่ไม่ค่อยจะดีไว้ เช่น

1. วัตถุดิบมาจากแดนไกล ในรูปของอาหารแช่แข็ง ไม่สดใหม่

2. หลายครั้งพบว่ามีการปรับแต่งพันธุกรรม

3. การทำอาหารเป็นไปอย่างลวก ๆ ไม่พิถีพิถัน

4. ใช้เครื่องปรุงรสมากมายกลบเกลื่อนรสชาติของวัตถุดิบที่ไม่สดนั้น

นั่นคือโจทย์ที่กลุ่ม Slow Food พบว่าเป็นภัยคุกคาม อาหารหรือวิถีแบบ Slow Food จึงมีคำขวัญหลักที่ยึดมั่น 3 ประการคือ อาหารต้อง ‘อร่อย สะอาด เป็นธรรมกับทุกฝ่าย’ โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ

1. ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะได้ของสดใหม่แล้ว ยังจะช่วยเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย

2. ไม่ปรับแต่งอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะให้ดีต้องเป็นของไร้สารเคมีด้วย

3. ปรุง เตรียม อย่างพิถีพิถัน ไม่รวบรัดตัดตอน อะไรเร็วก็เร็ว อะไรช้าก็ต้องช้า จะกินปาสต้าแต่ขอภายใน 3 นาที ไปปั๊มน้ำร้อนนั่งเฝ้าชามมาม่าไป

4. โชว์ความสดของวัตถุดิบเต็ม ๆ ไม่เน้นเครื่องปรุงที่โหมใส่จนเกินไป

ดังนั้นแล้ว อาหารในร้านประเภทนี้จึงมีเมนูอาจจะไม่หลากหลาย เพราะแต่ละถิ่นก็จะมีวัตถุดิบไม่เหมือนกัน และที่สำคัญเมนูก็จะปรับไปตามฤดูกาลอีกด้วย เพื่อมิให้ต้องใส่สารกันบูดหรือไปเล่นแร่แปรธาตุอะไรกับวัตถุดิบให้มันอยู่ได้คงนาน สถิตสถาพรไปเกินกว่าที่มันควรจะอยู่ ในเมนูบางร้านบอกที่มาด้วยว่ามาจากที่ใด นอกจากแสดงความจริงใจในที่มาแล้ว ยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนตามไปซื้อได้อีกด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้มีคนในท้องถิ่นกระตือรือร้นหันมาร่วมแนวทาง Slow Food กันจำนวนไม่น้อย มีสวนมีไร่ก็ผลิตวัตถุดิบไป มีร้านก็ทำร้านของตนให้เป็นแบบ Slow Food

Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี

แล้วจะทำให้ร้านเป็น Slow Food ได้อย่างไร

1. ในเมนูจะต้องมีอาหารอย่างน้อย 5 จานที่เป็นอาหารแบบ ‘ศูนย์กิโลเมตร’… ดังจะกล่าวต่อไป

2. มีการจัดการกับขยะหรือสิ่งที่เคยเป็นขยะ ให้นำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือหมุนเวียนอย่างเหมาะสม สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เมนูเครื่องในสัตว์ (ซึ่งแต่ก่อนอาจจะทิ้งขว้าง)

3. หนึ่งในพ่อ/แม่ครัวต้องเป็นสมาชิก Slow Food

อาหารแบบ ‘ศูนย์กิโลเมตร’ คืออะไร

สารภาพว่าตอนแรกคิดว่า ศูนย์กิโลเมตร คือการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตรจากทางร้าน แต่ตอนหลังมาศึกษาจึงพบว่า เป็นแค่การใช้คำเชิงเปรียบเทียบ ความหมายที่คือใช้วัตถุดิบที่อยู่ในท้องถิ่นเท่านั้นเอง ในรายละเอียดคือ

1. วัตถุดิบอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ ต้องเป็นของท้องถิ่นและต้องเป็นวัตถุตัวเอกของจานด้วย

2. อันนี้เหมือนต้องเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว นั่นก็คือ ทางร้านต้องติดต่อโดยตรงกับผู้ผลิต

3. วัตถุดิบเอกเป็นของท้องถิ่นไปแล้ว แต่วัตถุอื่น ๆ ทุกอย่างต้องมาจากแหล่งไม่เกิน 100 กิโลเมตร

4. ของที่ไม่ได้เป็นของท้องถิ่นต้องปลอดสารและต้องมีใบรับประกันมากมาย

5. ถ้าเป็นอาหารทะเล ต้องตกมาด้วยวิธีที่ยั่งยืน

6. ต้องไม่มีการตกแต่งพันธุกรรมในส่วนประกอบใด ๆ ของอาหารจานนั้น

(ข้อมูลจาก : www.ecologismo.it/slow-food-e-cibo-a-km-zero)

เมื่อทางผู้ผลิตและผู้ประกอบการพร้อมแล้ว จะไปมีประโยชน์อะไรหากผู้บริโภคไม่เข้าใจ หรือไม่เล่นด้วย

การจะทำให้ผู้คนรับรู้นั้น องค์กรนี้ก็มิได้แค่ล้อมวงคุยกันระหว่างเล่นหมากรุก เสร็จแล้วก็เดินแปะสติกเกอร์กันหน้าร้าน หากแต่ต้องให้เผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้คนอย่างเอิกเกริกด้วย มิเช่นนั้นสัญลักษณ์หอยทากหน้าร้านอาหารจะเป็นตัวไล่แขกทันที

Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี
Slow Food การต่อสู้ฟาสต์ฟู้ดด้วยอาหารท้องถิ่นสดใหม่ ที่เริ่มจากการประท้วงในอิตาลี

ปัจจุบันสมาคมนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและนานาชาติ มีเครือข่ายหลายรูปแบบในหลายประเทศ รวมทั้งไทยด้วย

ส่วนทางด้านการศึกษานั้น จริงจังถึงขนาดเปิดเป็นมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ชื่อ Università di Scienze Gastonomiche di Pollenzo ตั้งอยู่ใกล้เมืองบรา (Bra) อันเป็นเมืองที่ความเคลื่อนไหว Slow Food เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมืองบราเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้นปิเอดมอนต์ (Piedmont) ของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่กลางแหล่งกำเนิดไวน์ชั้นดี ไม่ไกลจากตูรินและไม่ไกลจากฝรั่งเศส นี่ถ้าไปกันง่าย ๆ จะยุให้ไปเรียนกัน เพราะเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยบอกว่า 88 เปอร์เซ็นต์ ของบัณฑิตที่นี่หางานได้ภายใน 1 ปีหลังจบ มีทริปเรียนรู้ดูงาน 5 ทริปต่อปีทั้งในและต่างประเทศ 2 ใน 5 ของนิสิตนักศึกษาเป็นชาวต่างชาติ และมีทุนการศึกษา 5 ทุน ที่สำคัญมีทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท

ก่อนจะจบ อาจมีคนถามคำถามสำคัญว่าเมืองไทยล่ะ

รอบรรทัดนี้ล่ะ หากอยากทำความรู้จักกับความเคลื่อนไหวเรื่อง Slow Food ของไทยให้มากกว่านี้ เชิญเข้าไปที่ Facebook : Slow Food Thailand รับรองว่ามีสาระและความลึกซึ้งมากกว่า 3 หน้าตรงนี้แน่นอน

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

board.postjung.com/855348
ristorantedasogno.com/idee/cosa-significa-presidio-slow-food-e-come-diventarlo
www.stellaperugia.it/che-cosa-significa-essere-un-ristorante-slow-food/
www.slowfood.it
www.facebook.com/sloowfoodthailand/
www.unisg.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

มิลานเมืองแฟชั่น

ใครๆ ก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้น 

การปะยี่ห้ออย่างนี้ไว้ตรงหน้าผากเมืองมิลาน ทำให้เกิดอะไรได้ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ใครที่รักแฟชั่น ก็จะอยากมามิลาน ตรงกันข้าม ใครที่ไม่ชอบแฟชั่น ก็พาลไม่คิดจะมา เพราะคิดไปเสียแล้วว่านอกจากแฟชั่นแล้ว มิลานจะมีอะไร

อันที่จริงมิลานก็เป็นเหมือนเมืองอื่นๆ ในอิตาลี มีอะไรให้ชม ให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ในขณะที่เมืองฟังดูทันสมัยจ๋าขนาดนั้น แต่ก็ยังเป็นที่ตั้งของวิหารกอธิคที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ไหนจะภาพ The Last Supper ของเลโอนาร์โด ดา วินชี อีกเล่า ก็ล้วนอยู่ในมิลานทั้งสิ้น มิลานจึงเป็นเมืองที่ประสานความเก่าเข้ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว

ปีแรกที่ไปอยู่อิตาลี ฉันไม่ได้ไปมิลาน ทั้งๆ ที่หากนั่งรถไฟไปจากเมืองที่อยู่ก็กินเวลาเพียงชั่วเคี้ยวหมากจืดเท่านั้น เพื่อนฝูงชาวอิตาเลียนล้วนปลอบใจว่า เธอไม่ได้พลาดอะไรไปเลย จงเคี้ยวหมากของเธอต่อไป… อันหลัง แน่นอนว่าเพื่อนไม่ได้บอกไว้

ครั้งแรกที่ฉันไปมิลาน ฉันก็รู้จักมิลานแบบงูๆ ปลาๆ มิลานสำหรับฉันคือ เมืองที่ต้องไปดูด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิตครูสอนภาษาอิตาเลียน อยากเข้าใจคำกล่าวที่ว่า “มิลานคือเมืองหลวงโดยพฤตินัยของอิตาลี” นั้นเป็นอย่างไร แค่อยากไปดู ไปเห็น พอไปจริง เวลาเที่ยวก็เดินไป อ่านหนังสือนำเที่ยวไป จำค.ศ. จำชื่อคนคิดคนสร้าง ไม่เคยได้ เห็นว่างามก็พอใจอยู่ตรงนั้น มิได้สนใจใคร่รู้อะไรมากมาย จริงๆ มิลานไม่ใช่เมืองโปรดของฉันสักเท่าใด เพราะดูมันใหญ่โตกว้างไกลเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับเมืองที่ฉันมา

จากนั้นเมื่อ 2 – 3 ปีก่อนก็ได้กลับไปอีก แล้วความไม่ได้ (คิดจะ) หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกเลย ก็ทำให้ได้พบกับฉากชวนสะดุ้งเบาๆ 

หลังจากที่ชมวิหารใหญ่กลางเมืองมิลานเสร็จ ก็มุ่งหน้าเดินไปที่ปราสาทของตระกูลสฟอร์ซา (Castello Sforzesco) ที่เดินไปเพราะที่นั่นมีสวนสาธารณะและนั่งได้ฟรี ไปนอนอ่านหนังสืออาบแดดอุ่นเสียหน่อยจะเป็นไรไป เผื่อจะมีใครเล่นจานร่อนหลงแฉลบมาใกล้ๆ ให้ได้ช้อนตาคู่งามขึ้นสบยามยื่นจานร่อนคืน

คิดได้อย่างนั้นก็มีกำลังใจในการสืบเท้าให้เร็วขึ้น (เรียกว่าจ้ำคงจะไม่ผิดนัก) ลองเข้าซอยเล็กซอยน้อยดูหน่อยเป็นไรเผื่อจะเร็วขึ้น แต่ก็ดูเหมือนยิ่งรีบจะยิ่งช้า หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคตแท้ๆ เทียว เดินๆ ไปก็เจอแต่กำแพง แต่ก็เอาเถอะ ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน กันที่ว่าก็คือตัวเองนั่นเอง

ในขณะที่กำลังเซ็งชีวิตอยู่นั้น เงยหน้ามาอีกทีก็จ๊ะเอ๋กับสิ่งไม่คาดฝัน ซึ่งเหมือนมาตบหน้าฉาดใหญ่ ซ้ำเติมชะตากรรมของการเดินผิดซอยขณะนั้นให้ดูเซ่อเข้าไปอีก

มันคือ มือขนาดใหญ่ที่ชูนิ้วกลางให้

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ฉันยืนตะลึงอยู่สัก 2 วินาที ก่อนจะปล่อยหัวเราะออกมา

เพราะมือที่ว่านั้นคือ หินสลักรูปมือชูนิ้วกลาง ตั้งเด่นเป็นแสงสว่างอยู่กลางเมือง

จะว่าไม่รู้จักเลยก็ไม่เชิง พอเห็นก็นึกออกว่าเคยอ่านเจอในเน็ต จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่หน้าตลาดหุ้น แต่ด้วยความที่ไม่รู้มั้ยว่าตลาดหุ้นมิลานอยู่ที่ไหน ไม่ได้สนใจ พอมาเจอจริงๆ เลยตกใจ เออ…เนาะ จู่ๆ ไม่นึกจะเจอก็ได้เจอ มาอยู่ตรงกลางเมือง แทบจะฟาดหน้าเอาเสียอย่างนั้น

ตอนได้อ่านในเน็ตก็คิดนะว่าช่างเป็นความกล้าบ้าบิ่นทั้งของศิลปิน นายกเทศมนตรีเมือง และชาวเมือง เป็นยิ่งนัก เพราะถ้าไม่รวมใจกันทั้งสามฝ่าย มีหรือนิ้วกลางนั้นจะตั้งเด่อยู่กลางลานเยี่ยงนั้นได้

ดูเผินๆ อาจคิดว่ามันเป็นอนุสาวรีย์ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอนุสรณ์สถานอะไรหรอก หากแต่เป็นเพียงประติมากรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ศิลปกรรมชิ้นที่ว่านี้เป็นรูปสลักหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา สูงตั้งแต่ฐานไปจนถึงปลายนิ้วกลาง 11 เมตร แต่ตัวรูปสลักเองสูงราว 4 เมตรกว่าๆ เท่านั้น เพราะฐานสูงไปแล้วตั้ง 7 เมตร แล้วไม่ได้ทำมั่วๆ ด้วยนะ เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นขนมจีน ปูดโปน ขึ้นชัดเจนอยู่บนหลังมือเลยทีเดียว

ประติมากรผู้รังสรรค์งานอันวิจิตรนี้มีนามว่า เมาริตซิโย คัตเตลัน (Maurizio Cattelan) คนพื้นที่จึงเรียกรูปสลักนี้ว่า นิ้วกลางของคัตเตลัน (Il Dito medio di Cattelan) หรือไม่ก็เรียกว่า นิ้ว (Il DIto) เฉยๆ อยากรู้ภาษาอิตาเลียนเผื่อไว้ถามทางเก๋ๆ อย่างนั้นเหรอ? ก็ได้ อ่านว่า อิล ดีโต 

ชื่ออย่างเป็นทางการนั้นคือ L.O.V.E. ดูโรแมนติกใช่หยอกอยู่เมื่อไหร่ แต่หากได้ยินแค่ชื่อ แล้วชวนแฟนไปสาบานรักเป็นอ้ายขวัญกับอีเรียม หรือเตรียมกุญแจทองไปคล้องใจ อาจหน้าหงายกลับมา แฟนอาจนึกว่าชวนมาหลอกด่า พานขอเลิกไปเสียฉิบ

L.O.V.E. นั้นเป็นตัวย่อมาจากภาษาอิตาเลียน 4 คำ คือ Libertà, Odio, Vendetta และ Eternità อันแปลได้ว่า เสรีภาพ ความเกลียดชัง การแก้แค้น และความเป็นนิรันดร

และนั่นเป็นถ้อยอธิบายเพียงอย่างเดียวที่ประติมากรให้ไว้ ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นจินตนาการของผู้ชมไป

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

L.O.V.E นี้ตั้งอยู่หน้าตลาดหุ้นของมิลาน เปิดแพรคลุมป้ายโดยนายกเทศมนตรีหญิงแห่งนครมิลาน (เปรี้ยวกว่านี้มีไหม) ระยะเวลาของการตั้งแสดงนั้น กะไว้แค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่นี่ก็ตั้งมาจะร่วม 10 ปีอยู่แล้ว ด้วยความที่พิธีเปิดดังกล่าวมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2010 แถมยังมีผู้ประเมินราคาว่า น่าจะราว 2 ล้านยูโรเลยทีเดียว

ผู้คนพร้อมใจกันตีความว่านี่คือการวิพากษ์ระบบทุนนิยมอย่างรุนแรงของศิลปิน เพราะการชูนิ้วกลางให้ตลาดหุ้นนั้น แทบไม่เหลืออะไรให้ตีความอีกแล้ว ถึงจะตั้งชื่อโรแมนติกราวมดจะไต่อย่างนั้นก็ตามทีเถิด

แต่ผู้สันทัดกรณี (ซึ่งคือใครก็ไม่รู้) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ดูดีๆ สิ รูปปั้นนี้ไม่ได้กำมือซ่อนนิ้วทั้งหมดที่เหลือไว้ แล้วชูแต่นิ้วกลางนะ หากแต่มันคือมือที่ชูขึ้นตรงๆ แล้วตัดทุกนิ้วออก คงเหลือไว้แต่นิ้วกลางเท่านั้น (ฉันก็ได้แต่ อืมม… เออจริง… แล้ว… แล้วยังไงล่ะ) ก็ถ้าไม่ตัดนิ้วออก มันก็คือฝ่ามือที่มีนิ้วแนบชิดติดกันแน่น ซึ่งมันก็คือท่าแสดงความเคารพของพวกฟาสซิสต์-นาซีไง

ตาลุกพองด้วยความทึ่งยังไม่ทันจะเสร็จดี ก็ถูกตบท้ายด้วยข้อมูลที่ว่า

…ซึ่งอาคารตลาดหุ้นของมิลานก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟาสซิสม์ไง

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ตรงนี้ฉันเริ่มพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตามอย่างจริงจังอยู่หน้าจอคอมฯ เพราะมันขจัดข้อสะกิดใจของฉันข้อหนึ่งออกไปได้ว่า ตามปกติคนจะชูนิ้วกลางให้ใคร จะต้องชูหลังมือให้สิ แต่อันนี้หันฝ่ามือให้ตึก ซึ่งดูพิกล แต่หากตีความอย่างนี้ ก็โอเค รับได้ เชื่อได้จริงๆ 

ปัจจุบัน L.O.V.E ถือเป็น Unseen แห่งหนึ่งของมิลานก็ว่าได้ เป็นของใหม่และมิได้ตั้งอยู่ในที่ซึ่งคนพลุกพล่านผ่านไปมา

ไปยังไงน่ะเหรอ เอาจริงนะ เปิด GPS เถอะ ใน Google Maps ก็มี

หรือจะส่ง Location ไปให้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดได้ยืนตะลึงชื่นชมในความงามก็ตามใจ

ภาพ : ปีย์วรา ชุณหวงศ์

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load