เห็นคำโฆษณา ‘ชุดนอนไม่ได้นอน’ มาก็มาก เจอปัญหาใส่ชุดนอนแล้วไม่ได้นอนมาก็มากเช่นกัน ไม่ได้จะเผยความลับต่ำกว่าสะดือ แต่ชุดนอนในกรุที่เคยมีดันไม่ถูกใจ นอกจากจะไม่สบายตัว เวลาเนื้อผ้ามันวาวเจอกับเหงื่อหยดน้อยก็ติดหนึบหนับแนบลำตัว พลิกซ้าย-พลิกขวา ตาตั้งเป็นนกฮูก จนต้องยอมลุกมาเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดตัวเก่า

แถมการนอนหลับแบบ Braless ก็สบายอย่าบอกใคร จะว่าไปเจ้าบราคู่ใจก็เปรียบเสมือนเพื่อนยาก อยู่ด้วยแล้วอุ่นใจดี แต่บางทีก็อยากเป็นตัวเองโดยปราศจากเนื้อผ้ารัดตึงมีสายรั้งบ่า พอมือทึ้งออกก็ค้นพบความสุขฉบับโตงเตงที่ซ่อนอยู่ในชุดนอนตัวโคร่ง ซึ่งการ Braless ก็อาจสร้างความไม่สบายใจเมื่อต้องเดินตัวโก่ง มือหนึ่งกอดอก อีกมือดึงเสื้อให้ใหญ่กว่าปกติ แล้วเดินออกไปรับกล่องพัสดุหรืออาหารจานอร่อยที่คุณพี่คนขับบิดมาส่งถึงหน้าประตู

ปัญหานี้จะหมดไป เราขอนำเสนอ! สลิป ทู สลีป โปรดฟังอีกครั้ง สลิป ทู สลีป 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

การจับคู่กันของเพื่อนสนิท นีท-อมลานันท์ สังสิทธิวงศ์ และ อิ้ว-วรรณิต บุญเจริญทวีสุข คือความลงตัวท่ามกลางความแตกต่างที่พากันสร้างสิ่งใหม่อย่าง Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนที่ยืนยัน-นอนยันว่าเป็น ชุดนอนได้นอน ใส่แล้วสบายกาย สบายใจ พกความพิเศษมามัดใจคนรักชุดนอนด้วยเนื้อผ้า สีสัน ที่สำคัญไม่ต้องใส่บรา!

ขอชี้แจงแถลงไขความดีงามที่คุณได้ยินได้ฟังแล้วจะต้องกด Add Cart, หนึ่ง เป็นชุดนอนที่ทำจากผ้าคอตตอนซาติน ผ้าฝ้ายแท้เนื้อนุ่มลื่น สอง เป็นชุดนอนที่ออกแบบสีและลายด้วยศาสตร์ Color Theory และ Chromotherapy สาม เป็นชุดนอนที่โนบราได้อย่างสบายใจด้วยกระเป๋าเสื้อสองข้างที่หนาจนคนใส่สบายกาย

จุดเริ่มต้นธุรกิจชุดนอนของเพื่อนสนิทเกิดขึ้นในห้องแชต นีท-อิ้ว บอกว่าเป็นการเจอกันของความต่าง

นีทบอกว่าเธอเป็นสาวนิเทศฯ เคยเป็นผู้จัดการให้แบรนด์ไอติมผัดของไทยที่เปิดสาขาในอเมริกา เป็น Educational Consult ส่งนักเรียนไทยมาเรียนไกลถึงนิวยอร์ก ผ่านงานขายพิชชิ่งมาก็มาก คิดและลงมือทำเองคนเดียวได้สบาย ส่วนอิ้วเป็นสาววิศวะอุตสาหการ ทำงานเป็นองค์กร ถนัดวางกลยุทธ์ มีกระบวนการคิดที่มีระบบและแบบแผน

ฟังดูเป็นความต่างของศาสตร์และศิลป์ที่น่าจะร่วมร่างกันแล้วลงล็อก

ผัดแป้งแล้วสวมชุดนอนตัวโปรดมานอนอ่านเรื่องราวของธุรกิจที่อยากให้คุณหลับฝันดีกัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

เริ่มจากของขวัญและห้องสนทนา

เราอยากซื้อของขวัญวันเกิดให้พี่สาว เขาพูดว่าอยากได้ชุดนอน เราก็เริ่มหาชุดนอนที่ดีที่สุด หาไปหามาก็ยังไม่ตอบโจทย์ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อแบรนด์หนึ่งมาด้วยราคาห้าหกร้อย พอได้ออกมาพี่สาวบอกว่าหลังจากนี้ไม่ต้องซื้อให้อีกแล้วนะ เขาใส่แล้วนอนไม่สบาย ก็เลยคิดอยากจะทำชุดนอน เลยพิมพ์ไปหาอิ้ว เผอิญอิ้วก็อยากทำเหมือนกัน

“เราก็อยากทำแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว ที่เริ่มจากหนึ่งใหม่หมดเลย สามารถเคลมได้ว่าเราเป็นคนคิด ซึ่งเราเป็นคนที่เชื่อว่าถ้าสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในตลาด เราต้องทำให้ดีกว่าที่มีอยู่และตอบโจทย์มากกว่าในตลาด เลยรู้สึกว่าอยากทำแบรนด์กับเพื่อนสนิท เพราะการทำงานคนเดียวมันไม่มีตาหน้า ตาหลัง มันรอบคอบกว่าถ้าทำกับเพื่อนสักคน” นีทเสริม

เราถามอิ้วว่าเหตุผลของการ ‘อยากทำชุดนอน’ คืออะไร

“บ้านเราเป็นโรงงานเย็บเสื้อ ยังไม่เคยเข้าไปช่วยคุณพ่อเลย เพราะทำงานประจำมาตลอด ช่วงก่อนเคยมีความคิดว่าอยากต่อยอดอะไรสักอย่าง บวกกับอยากลองทำธุรกิจด้วยตัวเอง พอคุยกับนีทก็อยากทำชุดนอนเหมือนกัน 

“เราก็เคยใส่ชุดนอนแบรนด์ต่างประเทศแล้วราคาเขาค่อนข้างแพง อยากอุดหนุนคนไทยด้วยกัน แต่พอเสิร์ชดูก็ยังไม่มีสินค้าที่ราคาถูกลงในคุณภาพใกล้เคียงกับต่างประเทศ เราว่าตรงนี้แหละเป็นช่องว่างให้เราเข้าไป”

ย้อนกลับไปหนึ่งปีที่แล้ว หลังสิ้นประโยคลงความเห็นเดียวกันว่า ‘อยากทำชุดนอน’ พวกเธอก็เริ่มทำรีเสิร์ชด้วยตัวเอง ร่อนจดหมายสอบถามคนรอบข้างและเพื่อนพ้อง ว่า Pain Point คืออะไร แล้วเขาอยากได้ชุดนอนแบบไหน

ความน่าสนใจจากการทำรีเสิร์ชคือ เพื่อนของอิ้วบอกกับเธอว่า อยากใส่ชุดนอนที่ไม่ต้องใส่บรา 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด
Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราเข้าใจนะ เพราะเราก็มี Pain Point นี้ บางคนก็ยอมใส่บรานอน ยอมอึดอัด ถามว่าชอบมั้ยก็ไม่ได้ชอบ แต่บังเอิญที่บ้านมีผู้ชายเยอะ บางคนก็บอกว่าอยู่ห้องนอนก็ไม่ได้ใส่บรา พอออกมารับของหน้าบ้านก็ต้องหาเสื้อคลุมมาใส่ทับอีกที ถ้าเราตอบโจทย์ตรงนี้ได้ก็น่าจะดี” อิ้วขยายความ ก่อนนีทจะเสริมว่า“ตอนแรกเราแค่อยากทำชุดนอนที่ใส่แล้วนอนสบาย พออิ้วบอกว่ามีไอเดียนี้ด้วย เราเองยังรู้สึกว่าอยากได้และมันก็ทำให้แบรนด์เรามีจุดขายด้วย”

สาวนิเทศฯ และสาววิศวะ เลยชวนกันคิดตั้งแต่ชื่อแบรนด์ คอนเซปต์ และตำแหน่งทางการตลาด

ชุดนอนได้นอนที่ไม่ต้องใส่บรา

จากโจทย์ของเพื่อนสาวที่อยากได้ชุดนอนไม่ต้องใส่บรา ทำให้เพื่อนสนิทสำรวจตลาดชุดนอนและเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้โดยปราศจากบรา ซึ่งมีเสื้อผ้าบางประเภทที่มีโครงบราเย็บติดกับเนื้อผ้าด้านใน แต่อิ้วว่ามันก็ยังดูเกะกะอึดอัด

“เราจำได้ว่าชุดนอนบางตัวที่เคยใส่มันทำให้เรารู้สึกสบายใจอยู่ข้างเดียว เพราะมีกระเป๋าแค่หนึ่งข้าง” อิ้วพูดพร้อมเสียงหัวเราะ “เราเริ่มจากไอเดียนั้นแหละ ทำผ้าซับเพิ่มความหนาปิดตรงกระเป๋าทั้งสองข้าง เรารู้ว่าสรีระผู้หญิงแต่ละคนไม่เหมือนกัน สูง ต่ำ ห่าง เลยต้องทดลองทำออกมาหลายชุดจนพอจะครอบคลุมสรีระผู้หญิงส่วนใหญ่”

เสื้อคอปกฮาวายหน้าตาเหมือนชุดนอนที่เราคุ้นเคยกันเป๊ะ ต่างกันตรงกระเป๋าหน้าที่มองผิวเผินก็ดูปกติธรรมดา แต่พอมือได้ลองสัมผัสกับพบความหนา สองสาวเฉลยว่าพวกเธอใช้ผ้าซ้อนกันสามชั้นเพื่อให้ความหนาพอดิบพอดี

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราลองพับตั้งแต่หนึ่งชั้น พับสองชั้น พับแปดชั้น ทำตัวอย่างเกือบสิบหกตัวได้ จนกว่าจะได้แบบที่เราชอบ ซึ่งวิธีการทำกระเป๋าให้หนามันก็ไม่ได้ซับซ้อน แล้วก็ไม่ได้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าชุดนอนเปลี่ยนไปจากที่มันเป็น เขาใส่เหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนชุดนอนปกติ แต่เขาจะได้ความสบายใจเพิ่มขึ้นจากชุดนอนของเรา” นีทเล่าความตั้งใจเหยาะลงไป

ก่อนจะวางตลาด พวกเธอก็เป็นหนูทดลองใส่ชุดนอนตะลอนทัวร์ร้านสะดวกซื้อ การันตีความสบาย

“เราต้องใส่จนรู้สึกว่าตัวเองสบายใจที่จะใส่ แล้วค่อยให้เพื่อนสนิทใส่ พอเพื่อนบอกว่าใช้ได้ เราถึงขายให้ลูกค้า แต่มีช่วงหนึ่งที่เราเกือบไม่ได้ไปต่อ มันยากและเป็นเรื่องใหม่มากของสังคมไทย ถ้าเป็นเมืองนอกคงไม่แปลกที่ Braless ซึ่งการ Braless ในประเทศไทย กลายเป็นเรื่องความสบายใจตอนจะนอนของผู้หญิงมากกว่า” นีทเสนอความเห็น

รายละเอียดเล็กจิ๋วที่พวกเธอเพิ่มลงในชุดนอนก็มีตั้งแต่แขนเสื้อที่ไม่กว้างจนมองเห็นด้านใน ความยาวเสื้อเหนือบั้นท้ายที่ไม่เกะกะรุงรัง และกางเกงนอนขายาวที่ขาไม่กองถึงข้อ เหมาะสมพอดีกับค่าเฉลี่ยส่วนสูงผู้หญิงไทย

นักขายเล่าติดตลกว่า แพตเทิร์นเสื้อผ้าทั้งหมดผ่านการออกแบบจากดีไซเนอร์ นีท-อิ้ว ไม่ซ้ำใครแน่นอน!

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

นอนหลับสบายด้วยสีบำบัด

“ชุดนอนในอุดมคติคือชุดนอนที่ใส่แล้วนอนหลับ ต้องสบายกายและสบายใจ” อิ้วเฉลย

อีกหนึ่งความสบายที่ส่งผลกับการนอนหลับปุ๋ยคือ เนื้อผ้าและผิวสัมผัส คู่หูนีท-อิ้ว เลือกใช้เนื้อผ้าชนิดใหม่สำหรับตลาดชุดนอนเมืองไทย ขอชวนคุณทำความรู้จักผ้าคอตตอนซาติน ทำจากเส้นใยฝ้ายแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทอด้วยเทคนิคซาติน ได้ผ้านุ่มเด้งเนื้อเงางาม ระบายอากาศได้ดี ไม่เก็บเหงื่อ ไม่ลู่เข้าตัว แถมนิ่มกว่าคอตตอนทั่วไป

โชคดีมากที่นักช้อปตัวยงและคนรักชุดนอนเปิดใจและอ้าแขนรับ คอนตอนซาติน น้องใหม่ของวงการ

(อิ้วเสริมว่า ซาตินไม่ใช่ชนิดผ้าแต่เป็นวิธีการทอแบบซาติน ที่เห็นเนื้อมันวาวคือเส้นใยโพลีเอสเตอร์)

ความพิเศษบวก 10 คะแนนยกให้สีสันและลวดลาย ที่นีทได้รับคำแนะนำจาก ปัท-ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัด ผู้ก่อตั้ง Studio Persona จนเราเพิ่งถึงบางอ้อว่า สีและประสบการณ์ก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเช่นกัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราว่าสีมีผลต่ออารมณ์ค่อนข้างเยอะ แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสีและการมองเห็น เลยเริ่มสนใจศาสตร์ Color Theory พอหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตถึงรู้ว่าสีมีผลกับการนอน เราเจอทฤษฎี Chromotherapy ก็หาข้อมูลต่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังไม่พอ เลยเจอครูปัท เขามีความรู้เรื่องศิลปะบำบัด” นีทเล่าความอิน

“เรารู้สึกว่านีทเป็นคนที่ถ้าอยากรู้อะไรหรืออยากทำอะไร เขาต้องรู้ลึก รู้จริง” อิ้วพูดขึ้นทันที

“เพราะเรากลัวเรารู้ไม่จริง เวลาจะขายของอะไร ต้องรู้จริง” นักพิชชิ่งเผยไต๋ “ครูปัทเล่าเรื่องทฤษฎีสีให้ฟังว่า สีกับประสบการณ์ และ สีกับความรู้สึก มันเกี่ยวข้องกัน ซึ่งสีที่ดีที่เหมาะกับการนอนคือสีโทนเย็น ส่วนศาสตร์ Chromotherapy จะบอกว่าสีขาวดีที่สุด ช่วยในการหลั่ง Sleep Hormone (เมลาโทนิน) สีฟ้า สีเขียว ช่วยคลายความเหนื่อยล้า

“สีโทนร้อนอาจเหมาะกับประสบการณ์ของบางคน แต่เราจะไม่นำสีเหล่านั้นมาเป็นพื้นสีของชุดนอน เช่น สีแดง สีส้ม ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจเกินไปหน่อยสำหรับการนอน แต่เราจะเสริมตามจุดเล็กๆ ที่ไม่ดึงสายตา เช่น เกสรดอกไม้ โดยเราพยายามใช้สีให้หลากหลายที่สุด อย่างที่บอกว่าประสบการณ์แต่ละคนที่มีต่อสีก็ไม่เหมือนกัน”

สีสันของชุดนอนเลยกลายเป็นสีสบายโทนเย็น มองแล้วเพลินสายตา ส่วนลวดลายนีท-อิ้ว ทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ในการออกแบบ ซึ่งปัจจุบันมีทั้ง 7 ลาย ครอบคลุมคอนเซปต์ธรรมชาติ เรียบง่าย สบายตา และเข้าถึงได้

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เรามีข้อจำกัดเรื่องสีและลาย ลายต้องไม่พร้อย ยอมรับว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ยังไม่ได้รีเสิร์ชมา แต่เราอยากทำชุดนอนให้ใส่สบายกาย สบายใจ และสบายแม้กระทั่งสายตา เลยเน้นระยะห่างของลาย ไม่ให้ชิดไป ไม่ให้แน่นไป พอทำงานกับดีไซเนอร์ เราบรีฟเขาได้ว่าเราต้องการอะไร” นีทเล่าข้อดีของการมีตัวช่วยที่ถูกคน ถูกที่ และถูกทาง

ชุดนอนแขนเสื้อเข้าคู่กับกางเกงขาสั้นและกางเกงขายาวมีลายให้เลือกสรรค์ทั้งลายดอกคาโมมายล์ ลายน้อน (น้อง) เบคอน ลายขนนก ลายใบไม้ และลายตารางสุดคลาสสิก เห็นแล้วก็อยากเหมาลงตะกร้าเสียให้หมด!

ด้วยลวดลายที่ออกแบบเองทำให้ Slip to Sleep ต้องใช้บริการพิมพ์ผ้าแบบดิจิทัล อิ้วกระซิบว่ากระบวนการดิจิทัลพรินติ้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าการพิมพ์ผ้าด้วยการสกรีนแบบเก่าเยอะมาก เธอขอแถลงไขให้เราฟัง

“เรามีเพื่อนที่ทำโรงพิมพ์พอดี เขาแนะนำให้เราทำดิจิตัลพรินติ้ง ราคาสูงกว่าหน่อย แต่ช่วยลด Waste ได้ ปกติสกรีนผ้าจะต้องใช้บล็อกพิมพ์ มันใช้ซ้ำได้ก็จริง แต่ต้องใช้น้ำล้างทำความสะอาดเยอะ สารเคมีก็เยอะกว่า ส่วนน้ำหมึก ดิจิตัลพรินติ้งใช้น้ำหมึกน้อยกว่าการสกรีนแน่นอน และการสูญเสียผ้า ก่อนจะขึ้นงานจริงต้องเทสผ้าค่อนข้างเยอะ 

“พอเราส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ สีไม่ได้ออกมาตามนั้นเลย การสกรีนแบบบล็อกพิมพ์ต้องสั่งผ้ามาเทสขั้นต่ำห้าหลา ขณะที่ดิจิตัลพรินติ้งพิมพ์ผ้าเท่ากระดาษ A4 สามแผ่นมาดูได้เลย ทำให้ลดการสูญเสียผ้าได้มากถึงสิบห้าหลา”

ขอเอ่ยปากชื่นชม Slip to Sleep ที่สร้างสรรค์ชุดนอนที่เป็นมิตรกับโลกใบนี้

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

ทำการตลาดเอง เลยเห็นโอกาส

เมื่อนักพิชชิ่งต้องผันตัวเป็นนักการตลาด สร้างความท้าทายลูกใหญ่ให้นีทไม่น้อย 

“มาร์เก็ตติ้งใหม่มากสำหรับเราสองคน อิ้วเป็นสายกลยุทธ์ ส่วนเราเป็นสายพูดเพื่อขาย เรารู้อยู่แล้วว่าเรามีสินค้าที่พร้อมจะขาย มีหลายคนบอกให้จ้างที่ปรึกษา แต่เราไม่คิดลงเงินกับสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะเราอยากลองเรียนรู้” 

ด้วยงบประมาณจำกัดพวกเธอตัดสินใจวางขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะตั้งมั่นไว้แล้วกลุ่มเป้าหมายของ Slip to Sleep อยู่ในนั้น ซึ่งอินสตาแกรมเป็นตัวเลือกนัมเบอร์วันที่เธอลุยทำการตลาดและเปิดหน้าร้าน

นีท-อิ้ว แนะนำแบรนด์ชุดนอนด้วยหมัดเด็ดมัดใจทั้งสี ลาย และโนบรา จนลูกค้ารับรู้และติดหนึบ

“อินสตาแกรมน่าจะเริ่มต้นได้ง่ายที่สุดกับสินค้าของเรา แล้วชุดนอนก็เป็นสินค้าที่คนสนับสนุนง่าย เพราะเขาต้องใส่อยู่แล้ว ตลาดอีกอันที่เราใช้คือ ‘จุฬาฯมาร์เก็ตเพลส’ ค่อนข้างได้ผลดีและมีกลุ่มลูกค้าสูงอายุเพิ่มขึ้น จากนั้นเราลงอีคอมเมิร์ช ก็กลายเป็นเพิ่มฐานลูกค้าต่างจังหวัด ตอนนี้เริ่มมีลูกค้าคนเดิมกลับมาซื้อซ้ำเยอะขึ้นแล้ว” นีทเล่า

จากวันที่แบรนด์ชุดนอนน้องใหม่โบกมือแนะนำตัวด้วยความน่ารักและจริงใจ พวกเธอได้รับเสียงโห่ร้องยินดีมากมาย แถมรู้จักและรู้ใจลูกค้าของตัวเอง ร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาสินค้า ปรับนู่นนิด ปรับนั่นหน่อย จนเดินหน้าครอบครองพื้นที่บนเตียงนอน มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาซื้อซ้ำ โดยนีท-อิ้ว เพิ่งเปิดตลาดได้เพียง 4 เดือน (เท่านั้น)

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด
Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

“เราทำเอง เรียนรู้เอง มันทำให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เข้าใจตลาดมากขึ้น เรารู้ว่าลูกค้าเราชอบแบบไหน ชอบให้สื่อสารแบบไหน ชอบให้พูดถึงสินค้าแบบไหน แล้วเรากับนีทเป็นคนละเอียดทั้งคู่ เราเป็นสายตัวเลข นีทเป็นสายคุณภาพ” อิ้วพูดขึ้นมา ก่อนนีทจะเสริม “ด้วยความที่เราค่อยๆ ทำ ได้ลองผิดลองถูก มันจะมีบางอย่างที่ไม่เวิร์ก เราก็เก็บเป็นข้อมูล แล้วก็เปลี่ยนวิธี จนมันเวิร์ก พอเรารู้แล้วว่าเราต้องทำยังไง มันทำให้การตลาดของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น”

เรื่องน่ายินดีคือมีกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ตบเท้ามาจับจ่ายเพียบ จากแค่ชุดนอนเพื่อหญิงสาว กลายเป็นชุดนอนคู่รักที่ผู้ชายก็ใส่ได้ มีกลุ่มลูกค้าสูงวัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่คุณลูกซื้อให้ใส่ และกลุ่มคุณแม่ให้นมลูก บรรดาคุณแม่กระซิบมาว่าถูกใจกระเป๋าหนา เวลาให้นมเสร็จแล้วน้ำนมไม่ซึมออกมาด้านนอก, ยิ่งลงมือเรียนรู้เอง ยิ่งทำให้เห็นโอกาส

“ทุกอย่างมาไกลกว่าที่คิดมาก เราโชคดีที่เราและอิ้วมีพื้นฐานความตั้งใจและวินัยการทำงาน เมื่อมันออกมาในชื่อเราทั้งคู่ ต่อให้เป็นเพื่อนหรือครอบครัว เราก็ต้องขายสิ่งที่ดีที่สุดที่เรารู้สึกว่ามันดีที่สุดอยู่แล้ว แล้วเราก็เป็นนักขายคนหนึ่งที่มั่นใจว่า ถ้าโปรดักต์ไม่ดีเราขายไม่ได้ ถ้าจะขายก็ต้องจริงใจที่สุด การทำ Slip to Sleep มาจากความตั้งใจที่สุดของเรา ณ ตอนนั้น ล็อตแรกอาจจะไม่ใช่เดอะเบสชุดนอน แต่เราพัฒนามันมาในทางที่ดีขึ้นทุกวัน” นักขายยืนยัน

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

ทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท ใครว่าไม่สนุก

“เราทุกคนล้วนเคยได้ยินมาว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อนและครอบครัว” นีทเกริ่น

“โชดดีที่เรากับอิ้วคุยกันตั้งแต่แรกว่าถ้าเราจะทะเลาะกันหรืออะไรก็ตาม อย่าลืมเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ Slip to Sleep ดีที่สุด ถึงเราจะคิดต่างกัน แต่เราคิดเพื่อพัฒนาแบรนด์ สุดท้ายเราจะกลับมาที่แพสชันและจุดมุ่งหมายเดียวกัน แม้เราจะต้องอยู่ในจุดที่ไม่เข้าใจกันมากๆ พอผลลัพธ์ออกมา มันยิ่งทำให้เรารู้ว่าถูกแล้วที่เราทะเลาะกัน

“เราเลยรู้สึกว่าถ้าทำงานอะไรก็ตามแล้วทุกอย่างมันดีไปหมด มันก็ไม่ก่ออะไร มันต้องมีติเพื่อก่อ ให้โปรดักต์พัฒนาอยู่ตลอด พอเรามีประสบการณ์ อิ้วมีประสบการณ์ ต่างคนต่างมีพื้นฐานลึกๆ ที่เชื่อประสบการณ์ของตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง จุดที่เราไม่เป็นน้ำที่เต็มแก้ว เราฟังเพื่อน เราฟังคนรอบข้าง กลับกลายเป็นว่าผลลัพธ์ที่เกิดมันดีจริงๆ

“เราชอบประโยคหนึ่งที่นีทบอก เราก็เหมือนแฟนกันแหละ ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง ทะเลาะเสร็จก็แค่คุยกัน กลับมาดีกัน การสื่อสารเลยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ตามที่นีทบอกว่าเราค่อนข้างต่างกัน เรียนคนละแบบ คิดคนละแบบ เลยต้องมีการเคลียร์ใจกันทุกเดือน” อิ้วหัวเราะ “ต้องคอยจูนกันและหาตรงกลางเพื่อให้เราเดินหน้าต่อไปได้”

“เคลียร์ใจเป็นพารากราฟนะคะ” เพื่อนซี้ขำร่วน “น่าจะหนึ่งหน้า A4 ที่พิมพ์มาก่อนนอน ตื่นมาก็จะแบบ ห๊า! บางทีเราก็พิมพ์ บางทีอิ้วก็พิมพ์ เรามีงานประจำกันทั้งคู่ Slip to Sleep กลายเป็นงานเสริม เราก็ต้องโฟกัสงานประจำ เลยไม่มีเวลาคุยกันเยอะมาก ถ้าเริ่มรู้สึกว่าอันไหนไม่โอเค จะหันหน้าคุยกันแล้ว เพราะเรารู้ว่าถ้าไม่เคลียร์กัน บรรยากาศการทำงานจะไปต่อยาก ซึ่งเราคิดว่าถ้ารักทั้งแบรนด์และรักทั้งความสัมพันธ์ เราก็ต้องพยุงไปด้วยกัน” นีทส่งรอยยิ้ม

“อีกประเด็นที่เราเรียนรู้จากอิ้วคือ อย่ากลัวความต่าง แต่จงยอมรับความต่าง ถ้าเราใช้ความต่างในทางที่ถูกต้องมันจะทำให้เราได้ในสิ่งที่ดียิ่งขึ้น แม้ตอนแรกเราจะคิดว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเราหาความลงตัวในความต่างนั้นได้ มันจะเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งความต่างก็ทำให้เราเห็นจุดด้อยของตัวเองที่ควรพัฒนาให้ดีขึ้นด้วย”

คู่หูบอกว่าการทำธุรกิจกับเพื่อนมีทั้ง ‘สุข’ และ ‘ทุกข์’ ปนกัน ดูจากแววตาทั้งคู่ค่อนข้างบอกว่าเป็น ‘สุข’

เราหวังว่าเรื่องราวของเพื่อนสนิทและนักธุรกิจเจ้าของแบรนด์ชุดนอนจะทำให้คุณหลับฝันดี 

Slip to Sleep แบรนด์ชุดนอนเพื่อผู้หญิง ไม่ต้องใส่บราและหลับสบายด้วยสีสันบำบัด

Lesson Learn

หนึ่ง 

“ถ้าอยากขายอะไรต้องมั่นใจก่อนว่าตัวเราเองก็รักและชอบสิ่งนั้น”

สอง

“เราต้องการรู้ให้ได้มากที่สุดว่าลูกค้าเราเป็นใคร เขาชอบแบบไหน การทำการตลาดด้วยตัวเองทำให้เรารู้จักลูกค้าและเข้าใจอินไซด์ของเขาจริงๆ เราเอาข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดและมองเห็นโอกาสตลาดใหม่จากตรงนี้ได้”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ธุรกิจ : กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์

ประเภทธุรกิจ :  ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบวงจร

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2514

อายุ : 51 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณอารินทร์ อัจฉริยสุชา

ทายาทรุ่นสอง : คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา

โครม! เสียงดังกระหน่ำจากการเขวี้ยงเครื่องกรอฟันดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว…

“ออกไปเลย! อย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก!” ลูกค้ารายหนึ่งกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด หลังจากที่ทายาทรุ่นสองของกลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ผู้ปลอมตัวไปเป็นเซลล์แค่แนะนำตัวอย่างสุภาพว่า เป็นเซลล์คนใหม่ที่จะมาดูแล หลังเริ่มเข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านได้เพียงไม่กี่เดือน

ฟังดูแล้ว บริษัทแห่งนี้คงอยู่ในวิกฤตครั้งใหญ่ไม่ผิดแน่ ทว่าในวันนี้กลับเติบโตเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับความไว้วางใจและการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากโรงพยาบาล ร้านค้า ไปจนถึงผู้บริโภคปลายน้ำ อีกทั้งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวของแบรนด์ดัง อย่างเครื่องวัดความดัน Citizen ด้ามกรอฟันที่ทันตแพทย์แทบทุกคนต้องรู้จัก อย่าง NSK-Nakanishi แปรงสีฟันจากญี่ปุ่นแบรนด์ Dentalpro หรือแม้กระทั่งการสร้างแบรนด์ของตัวเอง อย่าง Furano เครื่องล้างและเม็ดฟู่แช่รีเทนเนอร์

โบว์-สุชานันท์ อัจฉริยสุชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ คือทายาทรุ่นสองผู้เข้ามาสานต่อธุรกิจแห่งนี้จนได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัล SME ดีเด่นและสุดยอด SME แห่งชาติจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หรือรางวัลบุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจการแพทย์แห่งปี 2020 จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.)

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

เราตกใจไม่น้อยตอนที่ได้ยินเรื่องราวของโบว์ว่าถูกลูกค้าปาของใส่และไล่ แต่เป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าว่า ทายาทคนนี้ทำอย่างไร ถึงกอบกู้ความเชื่อมั่นจากคู่ค้าและทำให้เติบโตถึงปัจจุบันได้ภายในระยะเวลาเพียง 9 ปี แถมยังเปิด House Brand ที่กลายมาเป็นที่นิยมในตลาดอย่างรวดเร็ว

ขอเชิญทุกท่านมาล้อมวงฟังเรื่องราวการสานต่อธุรกิจของครอบครัวนี้กันเลย

จุดเริ่มต้นแห่งคำสัญญา

กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เริ่มต้นจาก คุณพ่ออารินทร์ อัจฉริยสุชา ในสมัยนั้น ตระกูลของคุณพ่อประกอบธุรกิจร้านขายยาเล็ก ๆ ตามประสาคนไทยเชื้อสายจีน ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ด้วยความตั้งใจจริง ทำให้คุณพ่อได้เป็น 1 ใน 5 คนจากหลายร้อย ผู้สามารถสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Hitotsubashi

ในระยะเวลากว่า 8 ปีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อได้เห็นและซึมซับมาคือ ‘คุณภาพ’

ด้วยจุดเด่นที่พูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีนแมนดาริน จีนแต้จิ๋ว และญี่ปุ่น ประกอบกับได้เห็นความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและคุณภาพของผลิตภัณฑ์สัญชาติญี่ปุ่นในยุคนั้น เขาจึงเกิดความตั้งใจว่าอยากให้คนไทยได้ใช้สินค้าดี ๆ แบบนั้นบ้าง และเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจตัวกลางทางการค้าระหว่างบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทไทย

“คุณพ่อพูดกรอกหูเราเสมอว่า โบว์ รู้ไหม เวลาทำธุรกิจ มันไม่ใช่แค่ธุรกิจนะ การที่เรานำของที่มีคุณภาพมาให้เขาใช้ ทำให้สุขภาพเขาดีขึ้น คือการสร้างบุญสร้างกุศล” 

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของคำมั่นสัญญาที่จะส่งมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคและสังคมไทย เป็นปรัชญาที่กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ยึดถือมาตลอด 51 ปีที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

สัญญาที่ต้องสานต่อ

ณ ตอนนั้น บริษัทเริ่มต้นจากห้องพักของคุณอารินทร์ มีสินค้าตัวแรกคือ จุกยางปิดขวดยาฉีดสำหรับโรงงานน้ำเกลือ และค่อย ๆ ขยายประเภทสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมาเรื่อย ๆ

จากธุรกิจเล็กๆ เอ็มมีเน้นซ์ค่อย ๆ เติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับลูกสาวคนโตของคุณอารินทร์ โบว์ในวัยเด็กมีสำนักงานแห่งนี้เป็นที่วิ่งเล่น บางวันก็ได้ช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกลายเป็นความผูกพัน

เธอตัดสินใจเรียนต่อสาขาการตลาด ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าเป็นสาขาที่ตรงกับตัวเองมากที่สุด อีกส่วนเป็นเพราะความผูกพันที่ทำให้เธอตั้งเป้าหมายว่า สักวันหนึ่ง อยากจะกลับมาสานต่อธุรกิจของที่บ้าน 

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร
ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

แม้ว่านั่นจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเธอ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้ตรงกับแผนที่วางไว้สักทีเดียว

“ความฝันตอนที่ยังเป็นนิสิต คืออยากทำงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง Disney หรือ Coca-Cola เรื่องเงินเป็นเรื่องรอง เราต้องการเรียนรู้ว่าองค์กรแบบนี้ เขาทำงานกันยังไง มีอะไรที่เป็นความลับซ่อนอยู่ ถ้าเราเข้าใจตรงนั้น ถึงเวลาค่อยมาทำเงินก็ไม่สาย

“เรากลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านตอนอายุ 25 ตอนนั้นคุณพ่ออายุ 73 ปี คุณแม่ 61 ปี และด้วยความที่เราเป็นลูกคนโต คุณพ่อคุณแม่จะพูดเสมอว่า อยากให้รีบกลับมาช่วยที่บ้านให้เร็วที่สุด เพราะนับวันเขาก็อายุมากขึ้น วิธีการทำธุรกิจในอดีต บางครั้งอาจทำให้เกิดรอยรั่ว ดูแลระบบได้ไม่ทั่วถึง เลยเหมือนเป็นไฟลต์บังคับ ที่ต้องมาช่วยงานทันที”

ทำไมไม่จ้างมืออาชีพมาบริหารแทนแล้วถือหุ้นอย่างเดียว – เราถามด้วยความสงสัย ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เธอต้องละทิ้งความฝันที่จะทำงานในบริษัทอื่นอย่างเร่งด่วน และคำตอบก็คือ ‘คำมั่นสัญญาแห่งสุขภาพ’

“ธุรกิจนี้คือสิ่งที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ ธุรกิจนี้เป็นเสมือนลูกคนหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ เขาหวงแหน มันมีคุณค่ามาก ๆ ที่เราต้องมาทำเอง ทำไมเราถึงไม่จ้างมืออาชีพเข้ามาบริหารแทน เพราะเชื่อว่าถ้ายังไม่เข้าใจบริบทของธุรกิจ แล้วเราจะจ้างมืออาชีพที่ตอบโจทย์ได้อย่างไร”

เธอตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้าน เพราะรู้ว่าตัวเองโชคดีที่มีธุรกิจครอบครัวให้สานต่อ ซึ่งเป็นทางลัดให้เธอเรียนรู้ทุกอย่างในเวลาอันสั้น ได้ลองทำทุกหน้าที่ ได้ทำงานกับทุกคน และเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว จนในวันนี้เอ็มมีเน้นซ์กลายเป็นบริษัทที่เน้นผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์และสุขภาพอย่างเต็มตัว มีพนักงานกว่า 130 คน

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

ตรวจสอบสัญญา

เมื่อต้องเรียนรู้ขั้นตอนต่าง ๆ ในบริษัทด้วยตัวเอง ทำให้โบว์ค้นพบปัญหาที่ถูกซ่อนเอาไว้

“ช่วงแรกที่เข้ามาช่วย ไม่ได้คิดว่าจะหนักหน่วงขนาดนี้ พบปัญหาการทุจริต ความไม่โปร่งใสในหลายจุด ผู้จัดการที่คุมการขายหลักเกือบทั้งหมดในบริษัท มีการเอื้อประโยชน์กับลูกน้องบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ใครที่ไม่ใช่พวกก็จะบีบออก”

เธอจึงตัดสินใจเริ่มต้นเส้นทางสืบทอดกิจการนี้ด้วยตำแหน่งเซลล์ เพราะเชื่อว่าตำแหน่งนี้จะทำให้ใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุด ได้ลงพื้นที่ไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง จะได้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริง และพบว่าแท้จริงแล้วชื่อเสียงของบริษัทในตลาดกลับไม่ดีเอาเสียเลย 

“พนักงานไม่รักษาคำพูดที่ให้กับลูกค้า ทิ้งงาน จนลูกค้าขาดความเชื่อมั่น หยุดการสั่งซื้อ” และโกรธบริษัทมากจนถึงขั้นปาของใส่อย่างที่เล่าไปตอนต้น

แต่โบว์ไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะโดนไล่ไม่ให้กลับมาเหยียบที่นั่นอีก วันถัดมาโบว์ยังกลับไปหาลูกค้าคนเดิมเพราะต้องทำให้เขาเห็นว่า บริษัทตั้งใจอยากดูแลเขาจริง ๆ

“สุดท้ายเขาก็ยอมคุยด้วยและระบายปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟัง ปัญหาทั้งหมดเกิดจาก 2 เรื่องหลัก ๆ คือระบบและคน 

“เราไม่มีระบบการทำงานที่ดีพอ เน้นใช้หลักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ไม่มีการตรวจสอบที่รัดกุม ไม่มีคนที่เป็นหลักและไว้วางใจได้ การทำงานยังเป็นรูปแบบบริหารแบบเถ้าแก่เป็นศูนย์รวม (Centralized) ไม่ใช่การทำงานแบบทีม เป็นการพึ่งพิงกับตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน ดังนั้น ภารกิจนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบเลยก็ว่าได้ เพราะต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับมาด้วย”

โบว์จึงเริ่มต้นด้วยการยกเครื่องกระบวนการทำงานของบริษัทใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตัดเนื้อร้ายที่ทุจริตออกไป ปรับโฟกัสผลิตภัณฑ์โดยตัดสินค้าที่ไม่ใช่จุดแข็งและฉีกจากทิศทางของบริษัทออกไป จนกระทั่งปรับเปลี่ยนการทำงานให้เกิดการกระจายอำนาจ (Decentralized) มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร
ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน วิธีเปลี่ยน แต่สัญญาไม่เปลี่ยน

“หลังจากนั้น เราก็สร้างทีมใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้นมา โดยคัดเลือกคนที่ไว้วางใจได้ และสรรหาคนที่ใช่ในตำแหน่งที่ใช่ เพราะธุรกิจต้องขยับขยาย ไม่มีทางที่เราจะมองได้รอบและทำงานได้ทันกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน รวมถึงการทำงานลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นการฝึกให้พนักงานกล้าคิดกล้าทำเลย เราจึงปรับรูปแบบการทำงานเป็นแบบ Decentralized ให้อำนาจการบริหารและตัดสินใจกับแต่ละหน่วยงาน โดยที่เราเป็นคนกำหนดทิศทาง”

ระบบที่โบว์สร้างขึ้นมาแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือฝั่ง Front Line ประกอบไปด้วย 6 ทีม ได้แก่ ทีม Business Strategy, ทีม Business Development, ทีม Marketing, ทีม Sales, ทีม Product Specialist และทีม Service Engineer ทั้ง 6 ทีมนี้คอยเติมเต็มในส่วนที่บริษัทขาดในยุคก่อนหน้า เช่น การสรรหาคู่ค้าเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ครบวงจร การคิดกลยุทธ์ การหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดเป็นต้น

อีกส่วนคือฝั่ง Back Office ผู้ช่วยสนับสนุนทีม Front Line ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำระบบและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เข้ามาเพื่อจัดการข้อมูลให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ทีมต่าง ๆ เหล่านี้ผสมผสานไปด้วยพนักงานทั้งรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์และรุ่นใหม่ที่มีไฟ ทำให้เกิดการเติมเต็มซึ่งกันและกัน

การปรับปรุงระบบเช่นนี้ทำให้ทุกทีมประสานงานและร่วมมือกันได้ดียิ่งขึ้น และมองเห็นเป้าหมายในการเติบโตไปพร้อม ๆ กัน จนเกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ภายในบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น ทีม Front Line ที่พยายามสรรหา Solution ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ ก่อนพัฒนาเป็นนโยบายที่ทำให้กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ก้าวออกมาจากหลังม่าน เพื่อทำสินค้า House Brand ของตัวเอง อย่างการทำ Furano แบรนด์เครื่องล้างและเม็ดฟู่สำหรับแช่รีเทนเนอร์ ไปจนถึงการขยายช่องทางการขายให้ครอบคลุมทั้งในออฟไลน์และออนไลน์

พัฒนาคำมั่นสัญญา

เมื่อวิธีการทำงานภายในองค์กรเป็นระบบแล้ว โบว์ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เธอเริ่มค่อย ๆ ขยายโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับกลุ่มบริษัท ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย และพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

“หลังสร้าง House Brand ขั้นตอนต่อไปคือทำสัญญาความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาและผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ จากยุคคุณพ่อที่เราเป็นเพียงตัวกลาง ตอนนี้เรามี House Brand ของตัวเอง และขั้นตอนต่อไป เราจะมีนวัตกรรมของตัวเอง

“เรากำลังจะทำตึกใหม่ที่เป็น Experience Center เพราะมองว่าการที่ลูกค้าเลือกสินค้าจากแคตตาล็อก เขาไม่ได้ประสบการณ์ และเครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจมีมูลค่าสูง การจะตัดสินใจได้ต้องได้มาลองก่อนถึงจะมีความเชื่อมั่น 

“Experience Center จะเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าได้มาลอง และมองออกเลยว่าผลิตภัณฑ์นี้จะเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ผู้คนได้อย่างไร”

ไม่เพียงเท่านี้ สินค้าที่ดีต้องมาพร้อมความรู้ที่เหมาะสม การทำ Knowledge Management ภายในองค์กร จึงเป็นเรื่องที่เธอให้ความสำคัญอีกเช่นกัน

“ปัจจุบัน เรามี Session ให้ได้แชร์กันในที่ประชุม มีเวทีมอบรางวัลด้านต่าง ๆ และการอบรมภายใน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนต่อยอดความรู้ และแปลงไปสู่ความรู้ที่จับต้องได้ โดยทุกคนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงความรู้ เพื่อมาแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และนำไปสู่การปฏิบัติ”

การนำเทคโนโลยีมาสร้างระบบบริหารจัดการองค์ความรู้และ Database จะทำให้บริษัทถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่พนักงานคนหนึ่งสะสมมาไปยังพนักงานคนอื่นและบุคลากรรุ่นต่อ ๆ ไปได้

ดูแลสัญญา

เมื่อบริษัทมีระบบที่มั่นคงและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้แล้ว การกลับมาดูแลพนักงาน ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรักษาสัญญาทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะหากบริษัทดูแลพนักงานไม่ดี การส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ไปสู่คู่ค้าและลูกค้าก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

“เราสร้างความสุขให้กับพนักงานผ่านบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้น่าทำงาน เราเป็นองค์กรด้านการแพทย์ที่มุ่งเน้นสุขภาพ จึงต้องเริ่มจากคนของตัวเองก่อน 

“เรามี Health Station ให้พนักงานจดบันทึกสุขภาพตัวเอง มีสมุดสุขภาพประจำตัวให้กับพนักงานแต่ละคนไว้เช็กค่าความดัน น้ำหนัก มีการเต้นออกกำลังกายสั้น ๆ ตอนบ่าย 3 โมง เพื่อแก้ Office Syndrome มีการจัด Sport Day เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายทุกคนให้แข็งแรง เป็นต้น”

นอกจากดูแลพนักงานให้ดีแล้ว โบว์ยังเพิ่มผลประโยชน์อื่น ๆ ให้พนักงาน เช่น มอบรางวัลให้พนักงานที่มีผลงานดีหรืออยู่กับองค์กรมานาน ไปจนถึงการริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า Quick Win Project และ CSR ซึ่งเปิดโอกาสและสนับสนุนให้พนักงานได้แสดงศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ออกมาเพื่อพัฒนาองค์กร และเป็นกิจกรรมที่ผู้บริหารจะได้ฟังเสียงจากพนักงานอย่างตรงไปตรงมา

โปรเจกต์ที่ชนะเลิศในปีที่ผ่านมา คือโครงการของแผนกบัญชีการเงิน ชื่อว่า ‘ปลาทูโปรเจกต์’

“ตอนแรกเราก็งงว่าปลาทูโปรเจกต์คืออะไร ทำไมถึงตั้งชื่อแบบนี้ เขาบอกว่าทีมบัญชีการเงินได้รับฟีดแบ็กจากเพื่อนร่วมงานว่าเป็นปลาทู คือ หน้างอ คอหัก เขาเลยบอกว่าโปรเจกต์ Quick Win ของเขาก็คือการทำให้ทีมไม่เป็นปลาทู โดยเสริมสร้าง Service Mind ให้คนในทีม ทำวิดีโอว่าเวลามีคนมาติดต่อทีมของเขา เขาควรมีปฏิสัมพันธ์ยังไง ส่งยิ้มยังไง เป็นต้น”

ส่วนตัวอย่าง CSR ที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการนี้ เช่น การบริจาคและสนับสนุนเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับองค์กรต่าง ๆ อย่างบ้านพักคนชรา พร้อมบริการตรวจเช็กสุขภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพให้พวกเขาเหล่านั้นด้วยเพื่อสร้างอิมแพคในระยะยาว

สัญญาที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

โบว์ยังเชื่อมั่นว่าการทำให้กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ มีโซลูชันครบวงจร และเป็น Top of Mind ของลูกค้าได้ คือการรักษาสัญญาที่จะส่งมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้เธอกอบกู้ชื่อเสียงของธุรกิจ และผลักดันให้เติบโตมาได้ในเวลาเพียง 9 ปี

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจของทายาทรุ่นสองคนนี้ คือ การรู้จักตัวเอง รู้จักการพัฒนาตัวเอง และมีการเรียนรู้อยู่เสมอ พร้อมยอมรับที่จะปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะผู้นำที่ดีต้อง Kind but firm แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว ขณะเดียวกันก็ต้องมีการวางแผนที่แน่ชัดเหมือนเข็มทิศ คอยนำทัพไม่ให้หลงทาง

เธอทิ้งท้ายว่าการได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ แม้ว่าจะมีความผิดพลาดบ้าง แต่ความผิดพลาดนั้นเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ทำให้เธอไม่พลาดเหมือนในอดีต “อย่างน้อยเราก็ได้ลองทำดูและรู้ว่ามันไม่ใช่ มากกว่าการที่ยังไม่ได้เริ่มทำ”

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load