“ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

ประโยคจากไรเดอร์ของบริษัทหนึ่งที่กล่าวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กักตัวอยู่บ้าน

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ดุเดือด บางบริษัทต้องถอนตัวออกจากตลาด ในวงการการส่งอาหาร บริษัทใหญ่ๆ ยังคงขาดทุนอยู่ 

‘SKOOTAR’ สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนไทย เพื่อคนไทย ก่อตั้งใน ค.ศ. 2014 สามารถทำกำไรได้ 

ปัจจุบันอยู่มา 6 ปีแล้ว ล่าสุดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับ SKOOTAR และให้ไรเดอร์ของบริษัทช่วยส่งอาหารให้ 

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก และการเผชิญกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ SKOOTAR อยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

จุดเริ่มต้น

“ผมไม่ได้ชนะใครเลย” เป็นคำตอบของ ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สกู๊ตตาร์ บียอนด์ จำกัด เมื่อเราถามว่า สิ่งที่ทำให้ SKOOTAR เอาชนะเจ้าอื่นได้คืออะไร 

“เราอยู่รอดได้ เพราะเราโฟกัสว่า ลูกค้าคือใคร แก้ปัญหาอะไรให้เขา”

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

ตอนเริ่มตั้งธุรกิจ คุณโก้และทีมผู้บริหารตั้งเป้าหมายไว้ว่า SKOOTAR จะแก้ปัญหาให้ธุรกิจไทยและเมสเซนเจอร์

ทีม SKOOTAR เริ่มตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของ SMEs ที่ต้องใช้บริการเมสเซนเจอร์ และคุยกับตัวเมสเซนเจอร์เอง 

“ผมไปที่ศูนย์รับเช็ค พี่ๆ เมสเซนเจอร์เขาต้องนั่งรอคิวกันสองสามชั่วโมงอยู่แล้ว ผมก็ไปชวนเขาคุยเรื่องชีวิต ถาม A day in a life ไปนั่งข้างเขาเลย ชวนคุย รอนานไหม หาลูกค้าอย่างไร” คุณโก้เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำแอปพลิเคชันนี้ 

ในสมัยนั้น เมืองไทยยังไม่มีแอปพลิเคชันเรียกเมสเซนเจอร์หรือสั่งอาหารอย่างแพร่หลายนัก เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่ต้องส่งเอกสาร วางบิล หรือรับเช็ค ก็ต้องวิ่งไปเองบ้าง หรือจ้างวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยให้ช่วย บางครั้งก็ประสบปัญหาเมสเซนเจอร์หลงทางบ้าง หรือทำเอกสารตกหล่นบ้าง ฝั่งเมสเซนเจอร์ก็มีปัญหาเรื่องการหาลูกค้า ตลอดจนการคิดคำนวณราคา

แอปฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด ผู้ใช้งานกดเรียกเมสเซนเจอร์จากโทรศัพท์ได้ มีระบบติดตามว่าเมสเซนเจอร์วิ่งไปถึงไหนแล้ว ราคาเป็นมาตรฐาน และออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรได้ ส่วนเมสเซนเจอร์ก็ได้ค่าจ้างที่ดี และมีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

ด้วยบริการที่ยังไม่มีในเมืองไทย ทำให้ SKOOTAR ระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถระดมทุนจากโครงการ DTAC Accelerate สำหรับทุนก้อนแรก ระดมทุนจากกองทุน 500 Startups และกองทุน Galaxy Ventures รวมไปถึงได้รับเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) ด้วย

ช่วยแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง

ในช่วงต้นนั้น ทางบริษัทมองว่าลูกค้าคือกลุ่มองค์กร และ SKOOTAR จะมาช่วยส่งเอกสารต่างๆ ในขณะนั้นยังไม่มีบริการ Food Delivery แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่ง มีคุณแม่ลูกเล็กท่านหนึ่งติดต่อเข้ามา ลูกเธอป่วย แต่เธออยู่คนเดียวกับลูก ออกไปซื้ออาหารและยาไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงลองเรียก SKOOTAR ดู 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณโก้และทีมเห็นว่า ธุรกิจได้ช่วยเหลือผู้คนในแบบที่คาดคิดไม่ถึง

รูปแบบธุรกิจของ SKOOTAR เองจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘เมสเซนเจอร์ออนไลน์มือโปร’ ก็ปรับเป็น ‘บริการขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร’ เนื่องจากบริษัทมิได้จัดส่งแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ส่งสิ่งของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์) และอาหาร ช่วงโควิด-19 มีการช่วยโรงพยาบาลให้ส่งอาหารถึงผู้ป่วยและผู้ที่ต้องกักตัวในราคาย่อมเยา และวางแผนขยายไปให้บริการในจังหวัดอื่นต่อ

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’
SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

‘มือโปร’ 

คุณโก้ใช้คำว่า ‘มือโปร’ อยู่บ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงนิยามธุรกิจนี้

ทาง SKOOTAR ฝึกเมสเซนเจอร์ให้เป็นมือโปรอย่างแท้จริง บริษัทอื่นอาจสอนไรเดอร์ให้ใช้แอปพลิเคชันเป็น แต่ที่นี่เริ่มตั้งแต่สอนมารยาทการบริการ เอกสารมีกี่ประเภท เมื่อรับเอกสารมา ลองสังเกตและแจ้งผู้รับว่า เซ็นเอกสารตรงไหน เอกสารฉบับไหนคือสำเนา แผ่นไหนคือต้นฉบับ ต้องแยกให้ออก

นอกจากนี้ การอบรมยังละเอียดถึงขั้นสอนเมสเซนเจอร์ให้รู้จักวิธีเข้าเช็ค เมสเซนเจอร์รู้จักคำว่า ใบ D/O ใบ B/L (เอกสาร 2 ชนิดนี้คืออะไร อ่านเฉลยได้ตอนท้ายบทความ) 

หากเป็นไรเดอร์ที่มีหน้าที่ส่งอาหาร ก็จะสอนวิธีจัดวางอาหาร วางแบบใดอาหารจะไม่หก และส่งถึงมือลูกค้าได้โดยสวัสดิภาพ 

ในช่วโควิด-19 นี้ เมสเซนเจอร์ของ SKOOTAR บางคนก็สร้างความประทับใจให้ลูกค้าด้วยความใส่ใจเช่นนี้ บ้านหนึ่งครอบครัวเดินทางและลืมให้อาหารสุนัขที่บ้าน จึงให้ไรเดอร์ไปซื้ออาหารและฝากเทให้สุนัขกิน เมื่อเจ้าของดูจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นไรเดอร์ค่อยๆ จัดถาดอาหาร และเปิดกล่องอาหาร เอาฝาพัดให้อาหารหายร้อน และเรียกให้น้องหมามากิน 

‘คน’ สำคัญ

อะไรคือคำแนะนำที่อยากฝากให้กับน้องๆ ที่สนใจทำสตาร์ทอัพ

คำตอบแรกที่คุณโก้ตอบทันทีคือ เลือกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ดีๆ ยิ่งตำแหน่งสำคัญ ยิ่งต้องใช้เวลา 

ในอดีต SKOOTAR เลือกทีมงานอย่างรวดเร็ว แม้บางคนมีทักษะดี แต่ Mindset ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น จึงทำให้เกิดปัญหากันในทีมค่อนข้างมาก หรือบางครั้ง พนักงาน 2 คนทำตำแหน่งเดียวกัน มีทักษะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งมี Mindset ที่ดี ทำให้ผลงานแตกต่างจากพนักงานอีกคนเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของ Mindset ที่สตาร์ทอัพนี้มองหาในผู้สมัคร คือ ‘Be the Solution’ กล้าริเริ่มเสนอแนะ ลงมือทำ ‘Be Adaptive’ ลองปรับตัว ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำงาน ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ‘Be Kind’ เห็นอก เห็นใจ รับฟังกัน 

ครั้งหนึ่ง ในออฟฟิศมีพนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งเตรียมงานแต่งงาน รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็อาสาช่วยทำงานบางส่วนให้ เพราะไม่อยากให้น้องทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว นี่คือลักษณะของ Be Kind ในแบบของ SKOOTAR 

คำถามสัมภาษณ์งานในอดีต จะเน้นไปที่การดูว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง เคยทำงานลักษณะไหนมา แต่ปัจจุบัน รูปแบบของคำถามเปลี่ยนไป คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเข้าใจ Mindset ของคนคนนั้น เช่น เป้าหมายชีวิตคืออะไร มีโปรเจกต์ไหนที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจที่สุด หรือให้ลองจัดลำดับดูว่าตนเองต้องการแบบไหน A. ความสำเร็จ B. เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา C. คำยกย่อง คำชื่นชม คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของผู้สมัครได้ดี

SKOOTAR ยังให้ความสำคัญกับไรเดอร์ คุณโก้บอกกับทีมงานเสมอว่า คนขับก็คือลูกค้าของเรา หากคนขับไม่มีความสุข ก็จะไม่มีคนไปดูแลลูกค้าต่อ มีการสำรวจความพึงพอใจของไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง มี Line Group ของทีมงานกรุ๊ปหนึ่ง ชื่อ ‘Driver Marketing’ เป็นทีมเฉพาะกิจช่วยดูแลความสุขของเมสเซนเจอร์โดยเฉพาะ 

คนขับบางคนต้องรับภารกิจไปส่งอาหารให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัว ทางทีมก็จะสื่อสารกับคนขับว่า พวกเราเป็นไรเดอร์มือโปรฯ มีภารกิจที่สำคัญอย่างไร นั่นทำให้ไรเดอร์ไปส่งอาหารพร้อมบอกลูกค้าว่า “ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกและการเติบโต

ที่ผ่านมา SKOOTAR ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากกองทุนและนักลงทุนอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เงินทุนเพียงพอ ทางบริษัทตัดสินใจที่จะยังไม่ระดมทุนเพิ่มอีก

“เราดูแลธุรกิจไทย” คุณโก้กล่าวอย่างชัดเจน

SKOOTAR ‘เลือก’ โฟกัสว่า ลูกค้าหลักคือลูกค้าองค์กร ไม่ได้จะขยายใหญ่เพื่อไปแข่งกับบริษัทรายใหญ่รายอื่น แทนที่จะเอาเงินทุนมาขยายธุรกิจให้ใหญ่โต แต่กลับใช้เงินทุนและกำไรที่มี ลงทุนกับการรับฟังลูกค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ลูกค้ารีวิวคนขับว่าอย่างไรบ้าง มีไรเดอร์คนไหนมีปัญหาหรือไม่ 

มีการทำแบบสำรวจ และ Net Promoter Score (การวัดความพึงพอใจลูกค้า และสำรวจว่าลูกค้ายินดีแนะนำบริษัทต่อให้ผู้อื่นหรือไม่) 

มีเคสหนึ่ง ลูกค้าต้องการส่งเค้กหน้านิ่ม ซึ่งเป็นขนมที่บอบบางและเสี่ยงต่อการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็ประชุมกันเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับลูกค้า โดยเสนอวิธีการแพ็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับไรเดอร์เพื่อให้การส่งปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ได้พบกับโอกาสในการขยายธุรกิจ จากการรับส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มขยายมาส่งพัสดุ สินค้า ตลอดจนการส่งอาหาร ล่าสุด ยังมีบริการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการระบบขนส่งให้กับองค์กรใหญ่ๆ อีกด้วย และในปลายปีนี้ จะเปิดให้บริการขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ รองรับกับความต้องการลูกค้าที่สูงขึ้นในช่วงโควิดนี้ 

เรื่องราวของธุรกิจนี้ทำให้เห็นวิถีสตาร์ทอัพโดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่มองเห็นลูกค้าและความต้องการของพวกเขาชัดตั้งแต่วันแรก แม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่ SKOOTAR ยังตั้งใจรักษาอยู่ คือการมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

หมายเหตุ : 

  • ใบ D/O หรือ Delivery Order คือ ใบปล่อยสินค้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน
  • ใบ B/L มาจากคำว่า Bill of Lading หมายถึง ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้แจ้งว่าใครคือเจ้าของสินค้า ตลอดจนรายละเอียดสินค้า

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

สถานการณ์ในบ้านหลังเดียวของเราเต็มไปด้วยอณูสารเคมีทุกตารางเมตร ทั้งในอากาศ น้ำดื่ม รวมไปถึงอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เทรนด์การกินอาหารออร์แกนิกเพื่อเสริมสุขภาพจึงเริ่มเป็นที่จับตามากขึ้น แต่ด้วยราคาที่สูงกว่าอาหารทั่วไป ทำให้ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายในทุกกลุ่ม

อีกด้านหนึ่ง เกษตรกรไทยก็มีข่าวราคาพืชผลตกต่ำ รายได้น้อยมาตลอดหลายปี เป็นปัญหาเรื้อรังระดับชาติเพราะการกดราคาจากพ่อคนกลาง ทำให้กลุ่มคนที่เปรียบเสมือนแหล่งอาหารของโลกยังอยู่ภายใต้เส้นความยากจนนับล้านคน

จะดีกว่าไหมหากมีการแก้ปัญหาทั้งสองสิ่งได้ภายในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทานอาหารออร์แกนิกราคาถูกลงและเข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันเกษตรกรก็เพิ่มมูลค่าสินค้าของตนเองได้ ช่วยขยับฐานะทางการเงินให้ดีขึ้น 

แอปพลิเคชัน ‘Kaspy’ ของ อั๋น-รังสิ ทุวิรัตน์ ตั้งขึ้นมาเพื่ออาสาแก้ปัญหานี้ โดยทำงานเป็นมาร์เก็ตเพลสให้แก่ผู้ขายอย่างเกษตรกรไทย ผู้ตั้งใจส่งมอบวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพดี และผู้ซื้อที่มองหาผลผลิตคุณภาพเยี่ยม

ใครจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ ว่าอยากมีสวนป่าเป็นของตัวเอง สู่การพลิกงานประจำจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อทำแอปพลิเคชันที่ทำให้ ‘ผู้บริโภคกินได้ เกษตรกรยิ้มด้วย’

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

01

ชีวิตของหนุ่มไทยผู้ใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ เกือบ 20 ปี ทั้งยังมีประสบการณ์ด้านแบรนดิ้งจากการทำงานกับแบรนด์ Oakley ที่สำนักงานใหญ่ Foothill Ranch, California นานถึง 10 ปี เขาตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อปลุกปั้นบริษัทแบรนดิ้งเอเจนซี่ชื่อ Mad Arai-D ก่อนจะได้พบเจอบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“3 สิ่งที่ว่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลยว่า เราต้องทำอะไรเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”

สิ่งแรกคือการได้พูดคุยกับ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับภาพยนต์โฆษณาชื่อดัง ขณะนั้นต่อกำลังจัดเตรียมสวนป่าขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 6 ไร่ที่สะสมเงินซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง เขาให้เหตุผลว่าโลกกำลังตกอยู่ในวิกฤตโลกร้อน ป่าไม้กำลังถูกทำลาย การสร้างสวนนี้คือความพยายามเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น

สิ่งที่สองคือพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 “ผมเห็นพระองค์ทรงช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรมาตลอดระยะเวลาการครองราชย์ พระองค์ทรงเห็นว่าเกษตรกรไทยยังคงมีความยากลำบากด้านฐานะการเงิน น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ลืมตาอ้าปากได้” 

สิ่งที่สามคืออาการป่วยของคุณแม่ ซึ่งขณะนั้นป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปัจจัยไม่มากก็น้อยมาจากสารเคมีตกค้างในร่างกาย ทั้งครอบครัวจึงใส่ใจเรื่องอาหารการกินและสินค้าอุปโภคบริโภคปลอดภัยสำหรับดูแลผู้ป่วย

ด้วย 3 เหตุผลนี้ทำให้อั๋นตั้งใจสร้างแพลตฟอร์มขายสินค้าออร์แกนิกที่ไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพดี แข็งแรง และหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือเกษตรกรไปพร้อม ๆ กัน 

Kaspy จึงเกิดขึ้น

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

02

“เราต้องการให้ Kaspy เป็นตลาดสินค้าออร์แกนิกที่ถูกและดี ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสุขภาพดี มีอาหารดี มีรายได้และค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ช่วยให้พวกเขายิ้มได้มากขึ้น” เขาว่าอย่างนั้น “เกษตรกรเข้ามาขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อสร้างสังคมออร์แกนิกให้เติบโตยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าใช้สารเคมีก็ขายในพื้นที่แห่งนี้ได้ นี่คือสังคมแห่งการแบ่งปันที่จะทำให้เกษตรกรและผู้คนได้รับแต่สิ่งดี ๆ”

ปัจจุบัน Kaspy แบ่งแพลตฟอร์มสินค้าออกเป็น 2 ประเภทคือ สินค้าออร์แกนิกและสินค้าที่ยังคงใช้สารเคมี 

ประเภทสินค้าออร์แกนิก สินค้าที่จำหน่ายในหมวดนี้ต้องมีหลักฐานรับรองจึงอยู่บนแพลตฟอร์มของเขาได้ โดยต้องส่งใบรับรองให้อนุมัติก่อน จึงจะได้ตราออร์แกนิกจาก Kaspy ซึ่งโปร่งใสและตรวจสอบคุณภาพได้

ส่วนหมวดย่อยของสินค้าออร์แกนิกคือ Kaspy Kudsan หมวดสินค้าที่รับประกันว่าเป็นสินค้าออร์แกนิก ปลอดภัยไร้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยรับประกันคุณภาพสินค้าจากที่ Kaspy รู้จักเหล่าเกษตรกรตัวจริง จากการเข้าไปคลุกลี ตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำด้วยมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกที่กำหนด โดยวางขายในราคาเป็นมิตรที่จะทำให้วงการออร์แกนิกเติบโตต่อไปในแนวราบ

“ผักบางชนิดต้นทุนไม่แพงขนาดนั้น อาจจะต้นทุน 220 แต่เสนอขาย 600 บาท คนที่ซื้อไหวมีไม่มาก ถ้าอยากให้สังคมออร์แกนิกเติบโต เราต้องหาวัตถุดิบที่ดีแต่ราคาเข้าถึงได้ มานำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้กลุ่มอื่น ๆ”

แพลตฟอร์มส่วนที่สองคือตลาดสินค้าเกษตรที่ยังใช้สารเคมี

อั๋นเปิดพื้นที่ส่วนนี้ให้กับเกษตรกรที่ยังใช้สารเคมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้าน GMP (Good Manufacturing Practice) เพราะเข้าใจว่าการทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ให้เป็นแบบออร์แกนิกมีต้นทุน ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การปรับตัว ดังนั้น ไม่ใช่เกษตรกรทุกกลุ่มที่จะทำได้ 

แล้วใครจะอยากมาทำ หากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงมันใหญ่ขนาดนี้ – พวกเรายิงคำถามไปหาอั๋นด้วยความสงสัย

“เมื่อมีอุปสงค์ผู้บริโภคและผู้รับซื้อสินค้าออร์แกนิกในราคาที่สูงกว่าสินค้าเคมีทั่วไป เกษตรกรจะเริ่มหันมาทำรูปแบบออร์แกนิกตามความต้องการและคอมมูนิตี้ที่เพิ่มมากขึ้นเอง ส่วนเรื่องราคา เมื่อมีคนทำแบบเดียวกันจำนวนมาก ราคาสินค้าจะปรับตัวลดลงอยู่ในจุดที่ทุกคนเอื้อมถึง” 

ท้ายที่สุด เป้าหมายที่ตั้งไว้คือเกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เข้าถึงสินค้าคุณภาพได้

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

03

นอกจากพัฒนาวงการสินค้าเกษตรอินทรีย์ อั๋นยังหวังให้เกษตรกรไทยทำธุรกิจด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน เท่าทันต่อโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป

“เกษตรบ้านเราถนัดเพาะปลูก แต่ไม่ถนัดค้าขาย” อั๋นเว้นจังหวะให้คิดตาม 

“สมมติเวลาซื้อถั่วแระ เราไม่มีทางรู้ว่าเจ้าไหนดีกว่ากันเพราะเราไม่ใช่เกษตรกร ดังนั้นแบรนดิ้งที่สื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ดีที่สุด จะทำให้เขาเชื่อถือและซื้อสินค้าของเรา” ผู้คร่ำหวอดในวงการแบรนดิ้งมาหลายสิบปียืนยันหนักแน่น

Kaspy อบรมทักษะเหล่านี้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้พวกเขาสื่อสารตรงถึงผู้บริโภคให้เข้าใจถึงความตั้งใจดี โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัย ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ทะลุเป้าเกินกว่าที่นักพยากรณ์คนไหนจะทำนายถูก

อีกปัญหาคือพ่อค้าคนกลางและค่า GP ซึ่งเป็นข้อกำจัดของวงการนี้มายาวนาน อาหารที่ต้นทุนไม่แพงกลับมีราคาแพงขึ้นเมื่อผ่านการซื้อหลายต่อ มีการกดราคารับซื้อหรือหักค่า GP ที่อาจมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงอย่างไม่เป็นธรรม Kaspy จึงขออาสาเข้ามาขันน็อตในจุดนี้

ไม่มีพ่อค้าคนกลาง มีเพียงค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคยิ้มกว้างมากขึ้น

สิ่งที่ Kaspy ทำ เป็นโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายยินดีโอบรับไว้

แม้แต่การพัฒนาแพลตฟอร์ม เขาก็ยังใส่ใจเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทุกปุ่ม ทุกฟังก์ชันของแอปพลิเคชัน Kaspy พัฒนาผ่านการสอบถามเกษตรกรตัวจริงถึงความยากง่ายในการใช้งาน 

ปุ่มเป็นยังไง สีแบบนี้มองชัดไหม

“Kaspy เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานกับ 2 ฝ่าย หากเกษตรกรใช้ไม่ได้คือพังตั้งแต่ต้นน้ำ”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

04

Kaspy อยู่รอดได้อย่างไรในสมรภูมินี้ที่มีคู่แข่งมากมาย

‘ความหลากหลายของสินค้าและผู้ค้ากว่า 700 ราย รวมถึง 14 หมวดสินค้าตั้งแต่อาหารไปจนถึงพันธุ์ไม้และสัตว์เกษตรกรรม’ คือหมัดน็อกแรก

แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ แต่การเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายบนมือถือเจ้าแรก ๆ ทำให้ได้เปรียบกว่าเจ้าเก่าที่ทำบนเว็บไซต์ และตอบสนองผู้บริโภคใหม่ ๆ นอกเหนือกลุ่มคนรักสุขภาพที่อาจเข้าถึงแหล่งสินค้าอาหารออร์แกนิกอยู่แล้ว ยังมีผู้คนที่คุ้นเคยกับ Mobile Application อีกมากมายที่พร้อมเปิดใจให้สินค้าออร์แกนิก 

หมัดน็อกที่สองคือ ระบบสมาชิก (Subscription) สำหรับลูกค้าที่สั่งอาหารออร์แกนิกเป็นประจำ โดยกำหนดได้ว่า ใน 1 สัปดาห์ต้องการหมู ปลา ผัก หรือธัญพืชจำนวนเท่าไหร่ อีกทั้งยังกำหนดรอบความถี่ในการส่งได้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าประจำและผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

“คนที่ซื้อวัตถุดิบจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง เจอมลพิษ เขาควรได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เขารัก เราจึงอาสามาช่วยดูแลกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวในจุดนี้

“อีกกลุ่มเป้าหมายคือร้านอาหารระดับ A และ B ซึ่งเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุดกับระบบนี้ ร้านอาหารระดับนี้กลุ่มลูกค้ามักมีกำลังจ่ายในระดับหนึ่ง การได้ใช้วัตถุดิบจากระบบ Subscribtion แลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วน ไม่ได้มีผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ซึ่งมีกำลังซื้อและใส่ใจสุขภาพเป็นทุนเดิม ดังนั้น การใช้สินค้าออร์แกนิกที่ดีทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพิ่มมูลค่าให้ร้านค้า เกิดเป็น Customer Loyalty ต่อร้านอาหารในระยะยาว”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

ชุด Kit ตรวจสารเคมีจะส่งไปพร้อมกับสินค้าระบบ Subscribtion เพื่อให้ลูกค้าทดสอบสารเคมีในอาหาร ดังนั้น ก่อนส่งมอบอาหารต้องมั่นใจว่าปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นออร์แกนิกไร้สารเคมีจริง ๆ ตามที่ Kaspy กำหนดมาตรฐานไว้ 

หมัดน็อกที่สามคือ การขยายตลาดแบบออฟไลน์

อั๋นกระซิบบอกพวกเราว่า ขณะนี้กำลังซุ่มศึกษาโมเดลการขายสินค้าออฟไลน์ โดยกระจายไปตามกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นการเสริมสร้างคอมมูนิตี้สินค้าออร์แกนิกให้แพร่หลาย ผู้บริโภคจะเข้าถึงและตรวจสอบสินค้าจริง ๆ ได้ด้วยตัวเอง และยังเป็นการส่งเสริมช่องทางการตลาดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่สันทัดการสั่งสินค้าออนไลน์ โมเดลนี้จึงเป็นหนึ่งในช่องทางขยายกลุ่มลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าในละแวกที่ตั้งร้านค้าออฟไลน์ได้เป็นอย่างดี 

อั๋นยอมรับว่าตนเป็นเพียงคนตัวเล็กในวงการนี้ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด รายได้จากค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงพอต่อการดูแลธุรกิจในระยะยาว การตลาดแบบ Subscribtion และออฟไลน์จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้บริษัทและทีมงานดำเนินต่อไปได้ 

แม้ไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล พร้อม Burn Cash ด้วยสารพัดโปรโมชัน แต่ Kaspy เป็นแอปพลิเคชันสัญชาติไทยที่สนับสนุนสินค้าออร์แกนิกแบบ E-Commerce จริง ๆ ซึ่งทำให้ ‘การซื้อขายสินค้าเป็นเรื่องง่าย’ ผู้ซื้อตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่กินคืออะไร ผลิตยังไง มาจากจังหวัดไหน มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและคุณภาพสินค้าให้โปร่งใสเสมอ จึงมั่นใจได้ว่า ‘ผู้ซื้อได้สินค้าที่ดี ผู้ขายได้รับเงินชัวร์’ และเงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะนำไปพัฒนาทักษะดิจิทัล ทักษะการแปรรูปสินค้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย 

การเป็นแพลตฟอร์มขนาดเล็ก ทำให้ Kaspy เข้าถึงผู้ซื้อและเกษตรกรได้ในระดับที่ใกล้ชิดกว่าแพลตฟอร์มใหญ่ เข้าใจทั้งคุณภาพ แหล่งที่มาสินของค้า และช่วยพัฒนาแบรนดิ้งของเกษตรกรเพื่ออุดรอยรั่วได้ตรงจุด อีกทั้ง Kaspy ยังเป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายให้มาเจอกัน จากบรรยากาศที่เป็นกันเองระหว่าง 2 ฝั่ง เกิดเป็นคอมมูนิตี้แฟนคลับของเกษตรกร

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

05

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในวงการนี้ – เราถาม 

“ยากทุกอย่างครับ” ทั้งเขาและเราหัวเราะกับคำตอบนี้ 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้

ยุคตั้งไข่ของสตาร์ทอัพมักไม่มีนายทุนหรือภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุนด้านการเงิน ทีมงานสตาร์ทอัพจึงต้องใช้เงินของตัวเองและครอบครัวในการพัฒนาแอปฯ จ่ายเงินค่าเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

อย่างที่สอง คือการวางแผนที่เกินตัว เขาเล่าถึงประสบการณ์ที่นิยามว่า เป็นประสบการณ์แห่งความโง่เขลาของตัวเอง

“เราคิดว่าองค์กรเราใหญ่ เลยวางตำแหน่งพนักงานหลายตำแหน่ง ที่จริงต้องเริ่มจากคนให้น้อยที่สุด ถ้ายังไม่จำเป็นอย่าไปหน้าใหญ่” 

อย่างที่สาม ความไม่รู้และการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไป เนื่องจากผู้เล่นใหม่มักคิดว่าตนรู้ทุกอย่าง เมื่อเจอสถานการณ์จริง มักเจอปัญหามากกว่าที่ได้ประเมินไว้

ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่อั๋นและทีมงานพบเจอ ตั้งแต่การทำงานวันแรกจนถึงวันเปิดตัวแอปพลิเคชัน ซึ่งในการเปิดตัว ระบบการทำงานยังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ ข้อตำหนิที่มาจากความหวังดีของคนรอบตัวที่อยากให้ Kaspy ดีขึ้น เป็นมีดทิ่มแทงอั๋นจนแทบหมดกำลังใจ 

“เราได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรว่าเราคือความหวังของเขา หากวันหนึ่งเราเลิกทำธุรกิจนี้ไป มันไม่ใช่เพียงเป็นการทำลายความฝันของเรา แต่เป็นการทำลายความหวังและความฝันของเกษตรกรจำนวนมาก ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเราตั้งแต่ยังไม่เริ่ม นี่จึงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะล้มเลิกความฝัน เราพร้อมสู้ต่อ” 

06

การได้ช่วยเหลือเกษตรกรและช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกที่มีคุณภาพ คือความสุขในปัจจุบันของชายคนนี้ 

ไม่ใช่การขายฝัน แต่ Kaspy แน่วแน่ในอุดมการณ์สินค้าที่ยั่งยืนในระยะยาว เแล้วหากวันหนึ่งมีข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้เข้ามา ธุรกิจนี้จะทำอย่างไร เขาให้คำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

“หากปลายทางเหมือนกับเราก็ไม่ผิด แต่หากเป็นกลุ่มทุนที่เข้ามาซื้อ แล้วบอกว่าเป้าหมายคือต้องทำสินค้าชนกับเกษตรกร เหมือนที่ทุนใหญ่หลายเจ้าทำ Kaspy จะไม่ทำ” 

ก่อนจากกัน เขาได้ทิ้งข้อคิดเอาไว้

“ต้นทุนที่แพงที่สุดสำหรับการทำสตาร์ทอัพไม่ใช่เงิน แต่คือ Cost of Delay หากมีความฝันจะทำอะไรให้ตั้งใจเริ่มทำทันที เพราะเมื่อมีคำว่า ‘ถ้า’ นั่นแปลว่าคนอื่นที่มีความฝันเหมือนกันเขาเริ่มไปหมดแล้ว จงพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ปรับตัว ลองผิดลองถูกอยู่เสมอ”

Writer

Avatar

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load