ที่โค้งขอบฟ้าสุดสายตา มนุษย์ในอดีตได้แต่โหยหา ครุ่นคิดคำนึงถึงดินแดนไกลลิบตา ข้ามขอบฟ้าขอบทะเล ถามถึงดินแดนที่ผืนดินยังเขียวขจี มีเสียงใสๆ ของน้ำใสเย็นในลำธาร มีเสรีภาพ และความเป็นไปได้ใหม่ๆ

เพียงแต่ในสายตาของเหล่าเทพ มนุษย์ยังอ่อนเยาว์เกินกว่าจะข้ามกำแพงของเทือกคลื่นที่สาดซัดด้วยแรงหมุนม้วนจากลมหายใจของโพไซดอน

อ่อนด้อยเกินกว่าจะข้ามยอดฟองคลื่นชันที่แตกกระจายเป็นฟองขาวอย่างซับซ้อนเกินอ่านเกินคำนวณของแอโฟรไดที และผ่านโขดหินโสโครกที่คมดุจดั่งมีดเข็มสักแสนเล่มของเฮดีส แล้วยังอ่อนแอเกินกว่าจะข้ามกระแสน้ำและพายุเชี่ยวกรากจากความกราดเกรี้ยวของซุสที่ถูกมนุษย์ตัวเล็กๆ ท้าทาย

แต่…มนุษย์จะข้ามไป ไม่ว่าเทพเจ้าจะว่าอย่างไร

เรือแคนู

ผ่านมาหลายร้อยหลายพันหมื่นแสนปี มนุษย์สร้างเครื่องมือพาตนเองข้ามอุปสรรคทางธรรมชาติต่างๆ ที่ขวางเส้นทางของผู้เสาะแสวงหาความจริง ความงามของโลก

หากภูเขานั้นสูงเกินก้าว เขาสร้างบันได (บันไดเป็นเทคโนโลยีแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์)

หากหุบเหวลึกเกินข้าม เขาสร้างสะพาน

ณ ที่สุดขอบโลก ที่นั่นหาใช่สุดขอบของมวลมนุษย์ จากท่อนไม้บันไดที่เคยข้ามภูเขา จากฟั่นเชือกสะพานที่เคยข้ามหุบเหว เขากอปรมันขึ้นใหม่ด้วยความหวังที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดอันยิ่งใหญ่เบื้องหน้าของมนุษย์ แล้วเปิดเส้นทางเสาะแสวงหา ข้ามเลยไปบนโลกสีคราม

แพและเรือรูปแบบต่างๆ ได้รับการสร้างสรรค์อย่างรุ่มรวยและเฟื่องฟูมาตั้งแต่วันนั้น

เริ่มด้วยเรือแพง่ายๆ อย่าง Reed Boat and Raft เรือ/แพที่มัดจากหญ้าแห้ง Dugout Canoe แคนูที่ขุดจากไม้ซุง Knarr เรือใบขนาดเล็กของพ่อค้าชาวไวกิ้ง Barque เรือสำเภาขนาดใหญ่ที่สร้างเส้นทางการค้าจากทะเลจีนใต้ถึงมหาสมุทรอินเดีย เรือ Carrack และ Caravel ของโปรตุเกสที่พัฒนาให้เดินเรือในทะเลเหนือและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ และยังเป็นเรือ 2 ชนิดแรกที่ปลอดภัยพอจะฝ่าคลื่นฝ่าลมในมหาสมุทรแอตแลนติกได้

เรือในตระกูล Carrack และ Caravel ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ได้แก่ La Niña, La Pinta และ La Santa María de la Inmaculada Concepción เรือที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (นักสำรวจชาวอิตาลี) กางใบออกจากแผ่นดินสเปนเพื่อค้นหาโลกใหม่ (แม้ว่าในที่สุดเขาได้พาคนขาวเหยียบแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์และย่ำศักดิ์ศรีของคนบนแผ่นดินนั้น)

เรือมาพร้อมการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม

เรือแคนู

เราสร้างเรือของเราขึ้นมาลำหนึ่งจากไม้ เชือก ผ้า และความอยากรู้อยากเห็นปนความสนุกและท้าทาย

 

ไม้

ไม้ไผ่ลำยาวกว่า 5 เมตร อายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี ผ่านการแช่น้ำไหลไว้ 1 สัปดาห์ ตากแดดรำไรอีก 1 สัปดาห์ ผ่าออกเป็นเส้น 8 เส้นด้วยมีดพร้า โดยการบากไปที่ข้อแต่ละข้อให้ได้แนวตรงกัน แล้วค่อยๆ ฉีกตามแนวเสี้ยนไม้ รอยที่บากนำไว้ตามข้อช่วยทำให้ไผ่ที่ผ่าไม่เลี้ยวโย้เย้ไปตามเสี้ยนมากนัก ได้แนวตรงแม้จะไม่เป็นเส้นตรงแบบไม้บรรทัด

หลังจากถากเอาข้อที่แบ่งปล้องไผ่ออกเป็นปล้องๆ ก็เอาไปปรับความหนาและความกว้างตามความเฉพาะเจาะจงของหน้าที่ที่จะใช้งานในการทำโครงเรือ เช่น กระดูกงู กราบนอก กราบใน กงเรือ โครงยาวและโครงสาน ขูดลบมุมคม เหลาเกลาเสี้ยนให้เรียบเนียนด้วยคมพร้าด้ามเก่า ก่อนจะทาน้ำมันรักษาเนื้อไม้ป้องกันมอดและเชื้อรา

การเตรียมไม้ในขั้นตอนนี้กินเวลาช่วงเริ่มต้นไปเกือบ 5 วัน รวมทั้งพลังงานของเราที่หมดไปในแต่ละวันอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเมื่อยล้าและบาดแผลจากคมไผ่

เรือแคนู เรือแคนู

 

เชือก

เราใช้เชือกเคลือบเทียนผูกไม้ไผ่ทั้งหมดให้ประสานกันเป็นโครงเรือกว่า 500 จุด มีวิธีการมัด รัดคอไก่ และผูกปมแตกต่างกันไปตามทิศทางของไม้อย่างน้อย 2 ชิ้น ที่จะมัดติดกัน จำเป็นต้องมีไม้รั้งดึงเชือกเพื่อความตึงยิ่งยวดแทนการใช้มือดึงเปล่าๆ เพราะความตึงความเหนียวและการเคลื่อนที่ของเชือกเส้นเล็กที่รูดไปกับนิ้วเถือเนื้อหนังและนิ้วมือได้อย่างง่ายดายเหมือนมีดอุ่นๆ ที่กดลงบนเนย

เงื่อนปมต่างๆ มีบุคลิกพิเศษเฉพาะตัวตามหน้าที่การใช้งาน รัดรึง ดึงรั้ง ทั้งประสานสอดรับสร้างแรงเค้น บีบ ดีด ยันให้ไม้ไผ่ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของเรือ และด้วยปริมาณจุดที่ต้องมัดเชือกจำนวนมหาศาล จึงเป็นการทำงานทั้งกับเชือก ไม้ไผ่ มือ นิ้ว ความเงียบและสติ หากเผลอหลุดไปนิดเดียวเส้นเชือกที่มัดนั้นก็จะดูยุ่งเหยิงไร้ระเบียบได้ง่ายๆ

เรือแคนู เรือแคนู เรือแคนู

 

ผ้า

เราใช้ผ้าใยสังเคราะห์ที่ไม่อมน้ำและไม่ยึดตัวมากไป แต่มีความเหนียวที่ทนแรงดึงรั้งให้ตึงแบบขึงแผ่นหนังหน้ากลอง เมื่อทำปฏิกริยากับยูรีเทนแล้วจะได้วัสดุคอมโพสิตคล้ายใยแก้วเสริมแรง กันน้ำและรอยขีดข่วน รวมถึงกันฉีกขาดในระดับที่พอเพียงต่อการปกป้องเรือจากแรงดันน้ำ สร้างแรงลอยตัว สมดุลและการขูดขีดจากหิน ทรายและกิ่งไม้

เรือแคนู เรือแคนู

วัสดุทั้งสามชนิดเมื่อประกอบกันด้วยมือ ความตั้งใจ และความช่วยเหลือจากเครื่องมือไม่กี่ชนิด บวกกับเวลาหลายร้อยชั่วโมงใน 24 วันจากแรงงานของคน 4 คนและแรงใจอีกหลายสิบ ในยามที่ไม้เชือกและผ้าได้รับการโอบอุ้มจากอ้อมกอดของแม่คงคา สิ่งที่ได้ในท้ายที่สุดกลับไม่ใช่เรือ แต่เป็น ‘มุมมอง’ ที่ต่างออกไปอย่างเป็นรูปธรรม จากผืนน้ำที่เราเคยได้แต่มองด้วยสายตาในระยะไกลเกือบอนันต์

เรือพาเราไปในที่ที่ความคิดคำนึงของเราหยั่งไปถึง แต่เกินความสามารถของขาและแขนของเรา ด้วยการเคลื่อนไหวของเธอที่สงบนิ่ง เงียบงัน แต่ไหลลื่นและเต็มไปด้วยพลังงาน ทำให้เรามีโอกาสและเวลามากมายที่จะรู้สึกและสัมผัสถึงสิ่งที่เราไม่เคยรู้สึกและสัมผัสมาก่อน

รูปธรรมของมุมมองที่เปลี่ยนไปจากองศาของเรากับโลก ระยะของเรากับขอบฟ้า พื้นที่ที่ไม่เคยก้าวข้ามไปและภาพที่กระทบตา อารมณ์และความรู้สึกแปลกที่แตกต่างจากที่คุ้นเคย ทัศนคติและมุมมองใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจให้ยากเย็น

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้นึกถึงตอนเริ่มคิดที่จะต่อเรือขึ้นมาสักลำ เหมือนที่โคลัมบัสคงไม่ได้นึกไปไกลถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อแผ่นดินและชาวอินเดียนในโลกใหม่

แต่เรือพาเราข้ามไปอีกฝั่งของดินแดน

ดินแดนที่เราไม่เคยเห็น ทั้งข้างนอกและข้างใน

เรือแคนู เรือแคนู เรือแคนู เรือแคนู

ในบริบทของการเรียนรู้ เราอาจมีวิธีการมากมายที่จะทำให้คนเติบโต และเรียกได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ แต่ด้วยความตระหนักแจ้งด้วยตนเองจากภายใน (ตน) ที่สัมพันธ์กับภายนอก (โลก) เท่านั้นที่เรียกว่าความรู้ที่แท้ โอกาสที่ได้รับไม่ว่าจากการกระทำหรือไม่ทำสิ่งใด ย่อมเปิดประตูอย่างน้อยหนึ่งบานรอไว้ สำหรับผู้ที่สอดส่ายสายตาและเสาะหาอย่างกระหาย

ประตูนั้นไม่ยากที่จะพบเจอและเปิดมุมมองใหม่แก่ผู้ก้าวข้ามฝั่งไป ข้ามขอบที่ขังตนเองสู่ความเป็นไปได้อื่น ข้ามความแปลกแยกสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ฉันคือเธอ เธอคือฉัน และพระเจ้าคือเรา

เพื่อนจากดินแดนอีกฝั่งที่ผมข้ามไปกระซิบบอก

เรือแคนู

Writer & Photographer

Avatar

คทา มหากายี

เรียนออกแบบแต่ไม่ได้ทำแบบที่เรียน มาออกแบบมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์แทน เริ่มทำงานกับเด็กๆ และธรรมชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 หลงป่าอยู่หลายสิบปีจนปัจจุบันมาโผล่กลางทุ่งนาที่เชียงดาว ทำบ้านเรียนกับลูกๆ สองคน และกำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เดือนตุลาคมของทุกปีที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี จะมีงานมหกรรมหนังสือ ‘แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์’ (Frankfurter Buchmesse หรือ Frankfurt Book Fair) ว่ากันว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและจัดมากว่า 70 ปีแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด มีสำนักพิมพ์กว่า 4,000 ราย จากเกือบร้อยประเทศเดินทางมาร่วมงาน มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ถือเป็นงานที่นักอ่านจากทุกประเทศพลาดไม่ได้

ต่อจากนี้คือประสบการณ์ 5 วัน ในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ 2022 ของ ‘หย่งศรี’ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งล่าม แจกนามบัตร เฝ้าบูท ชงชา ชวนชาวต่างชาติสนทนา และฟังความเป็นไปของโลกหนังสือสากลว่าก้าวหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins
เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

งานหนังสือที่ไม่เหมือนสัปดาห์หนังสือไทย

ท่ามกลางอากาศหนาวกลางเดือนตุลาคม ฉันนั่งรถไฟ S-Bahn ขบวนสีแดงแปร๊ดมาลงที่สถานี Messe ที่คุ้นชิน บันไดเลื่อนพาฉันและผู้โดยสารร่วมทางอีกหลายสิบชีวิตขึ้นมาสู่ทางเข้า เมื่อสแกนบัตรผ่าน ฉันพบกับป้ายประกาศใหญ่โตเขียนไว้ชัดว่า ‘Welcome to Frankfurt Book Fair 2022’ 

รู้สึกเหมือนมีลมเย็นปะทะใบหน้า ดีใจที่ได้กลับมาทำงานแสนรักอีกคำรบหนึ่งแล้ว

หากพูดถึง ‘งานหนังสือ’ เราน่าจะนึกถึงภาพของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอย่างบ้านเรา ที่เป็นงานขายปลีก สำนักพิมพ์ออกบูทเองขายเอง เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ พานักเขียนมาพบปะแฟนคลับ ให้เหล่านักอ่านเลือกซื้อหนังสือราคาพิเศษพร้อมสารพัดโปรโมชัน

นั่นคล้ายกับงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ ‘การซื้อขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศ’ โดย 3 วันแรกเป็นวันเจรจาธุรกิจ สำนักพิมพ์ทั้งหลายจากทั่วโลกพากันมาออกบูทเพื่อนำเสนอผลงานของตัวเอง

แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ของโลกมักมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พวกเขามาพร้อมบูทใหญ่โต มีเอเยนต์ดูแลงานแต่ละหมวดหลายสิบชีวิต ตั้งโต๊ะคุยกับตัวแทนจากทั่วโลกอย่างขะมักเขม้น

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

Literacy Agents คือเอเยนต์ตัวแทนนักเขียนชื่อดังทั้งหลายที่ไม่ได้สังกัดสำนักพิมพ์ (แต่สังกัดเอเยนต์) มาตั้งโต๊ะเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนัดมาล่วงหน้า การขอคุยหน้างานแทบจะเป็นไปไม่ได้

สำหรับสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หากเดินผ่านบูทเขาแล้วเห็นหนังสือที่ถูกใจ สนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลก็สอบถามและนัดหมายเพื่อคุยระหว่างงานได้

ส่วนงาน 2 วันสุดท้ายจะจัดให้ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์เสมอ เพื่อเปิดให้สาธารณชนผู้สนใจเข้าชม ซึ่งโดยมากเป็นคนเยอรมัน ทีนี้ก็จะคล้ายกับงานบ้านเราที่มีการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ มีนักเขียนชื่อดังมาแจกลายเซ็น บอกเลยว่าคนล้นหลามมาก แต่ที่เยอรมนี หนังสือออกใหม่ไม่มีการลดราคา (จนกว่าจะตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 18 เดือน) เป็นกฎหมายบังคับไว้

นอกจากนั้น ใน 2 วันสุดท้าย เราจะได้เห็นกลุ่มนักแต่งตัวคอสเพลย์มารวมตัวกันด้วย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี (จากที่สังเกต) จนในปัจจุบัน จัดเป็นงาน Frankfurt Cosplay อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประเทศไทยอยู่ที่ไหนในงานนี้

โดยปกติประเทศไทยมีบูทไปออกกับเขาเหมือนกัน แถมยังจัดอย่างใหญ่โต เป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กว่า 2 ทศวรรษ

หลังจากไม่ได้เข้าร่วม 2 ปีด้วยเหตุโควิด-19 อาละวาด ปี 2022 เราก็กลับมาอีกครั้ง! แถมยังได้ทำเลทองที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก อยู่กลางฮอลล์ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยสำนักพิมพ์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีเพื่อนบ้านเป็นไต้หวันและนิวซีแลนด์ และมีบ้านต้นซอยเป็น HarperCollins!

ปีนี้เรามีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 10 ราย แต่ละรายนำผลงานที่คาดว่าจะขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้มาจัดแสดง มีตั้งแต่หมวดเด็ก การ์ตูน และศิลปวัฒนธรรม

แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากหาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีมีคุณภาพและน่าจะทำยอดขายได้สูง เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่ามางานนี้มาทั้งซื้อและขาย

และเมื่อมีบูทประเทศไทย ก็ต้องมีล่ามประจำบูท

นั่นก็คืองานของหย่งศรีเอง!

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ชีวิตประสาล่ามประจำบูท

ฉันมีหน้าที่ตั้งแต่เปิด-ปิดบูท ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด คอยระแวดระวังมิให้หนังสือหาย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน ทั้งในแง่ข้อมูลและภาคปฏิบัติ เสิร์ฟน้ำและกาแฟให้กับผู้ที่มาเจรจาติดต่อ

นอกจากนั้น ต้องคอยเก็บคอนแทกของผู้ที่เข้ามาติดต่อ และตอบคำถามสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นักเขียนที่มองหาสำนักพิมพ์ที่อาจสนใจงานของตน ซึ่งพวกเขามาจากทุกมุมโลกตั้งแต่ชมพูทวีป เรื่อยไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา 

ที่เห็นชัดมากในปีนี้ คือนักเขียนชาวอิสราเอลทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น Self-help Spiritual นิทานเด็ก หรือนิยาย ขยันเดินมาเสนอผลงานและเตรียมตัวมาดีมาก มี Press Kit (เอกสาร) น้อย ๆ แนะนำตัวเองและบทคัดย่อของผลงานเสร็จสรรพ แค่นั้นยังไม่พอ ยังขยันตามงาน ขอพบกับตัวแทนสำนักพิมพ์ไทยให้จงได้ ตรงนี้ไม่รู้ว่ากระแสความโด่งดังของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (นักเขียนชาวอิสราเอล) ผู้เขียน Sapiens จะมีส่วนด้วยหรือเปล่า

ต่อมา ชายใส่สูทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมายื่นนามบัตรให้พร้อมพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย เขากำลังมองหาลู่ทางในการมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือของไทยอยู่ บอกเลยว่าวงการหนังสือไทยก็เป็นปลายทางที่ทั่วโลกสนใจเหมือนกัน

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

นอกจากนั้น ยังมีสำนักพิมพ์ต่างชาติที่สนใจใช้บริการโรงพิมพ์ไทย หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศที่อยากเชิญชวนสำนักพิมพ์ของเราไปออกงานที่ประเทศของตน ร้านหนังสือออนไลน์ใหญ่ยักษ์มองหาผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในประเทศไทย ฯลฯ

แต่สิ่งที่ฉันได้คุยมากขึ้นในปีนี้ คือการสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากสารพัดหน่วยงานของต่างประเทศ 

การทำงานวันที่ 3 คนที่เดินเข้ามาบูทยังไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จากผู้จัดงาน Bologna Children Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกแจ้งว่ามีทุนให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเด็กไทยที่ไม่เคยไปออกงานที่นั่นนำผลงานไปออกได้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่บอกฉันว่า มีเงินทุนให้กับสำนักพิมพ์ที่สนใจจะแปลงานจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทย ไหนจะศิลปินนักวาดชาวสเปนที่บอกว่า หน่วยงานของรัฐบาลสเปนมีเงินทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเด็กหากจ้างนักวาดจากประเทศสเปน

สำหรับประเทศเยอรมนีที่ฉันอาศัยมานับสิบปีก็มีห้องสมุดจากรัฐบาเยิร์น แจ้งว่าทำแคตตาล็อกนิทานและวรรณกรรมเยาวชนนานาชาติทุกปี แต่ยังไม่มีหนังสือไทยอยู่ในนั้นเลย รวมทั้งมีทุนวิจัยด้านหนังสือเด็กให้นักวิชาการที่สนใจด้วย

เมื่อหน้าปากซอยเป็น HarperCollins

เท่าที่ฉันเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นล่ามในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์หลายปีก่อนหน้า บูทไทยมักถูกจัดให้อยู่ในฮอลล์เดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน พลวัตของผู้คนไม่หนาแน่นมาก เพราะส่วนมากมุ่งหน้าไปยังฮอลล์ที่มีบูทสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ

ครั้งนี้ ฉันคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีก ยิ่งมาจัดในปีที่เพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ด้วย ซึ่งจีนยังปิดประเทศอยู่ ทำให้แทบไม่มีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์จากจีนมาร่วม รวมถึงอีกหลายแห่งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ คะเนด้วยสายตา จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานหายไปในราว 30 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากผู้จัดแจ้งว่า ปี 2022 มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ราย แบ่งเป็นนักธุรกิจ 93,000 คน และประชาชน 87,000 คน)

แต่มันไม่เป็นดังคาด

ด้วยความที่ฮอลล์จัดงานบางส่วนปิดปรับปรุง และจำนวนสำนักพิมพ์มาร่วมงานน้อยลง (เข้าใจว่าหลายบริษัทเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำให้การจัดผังของงานเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด บูทไทยได้มาอยู่ในฮอลล์ 6 อันเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์ที่มีพลวัตสูงมาก แถมอยู่ในซอยเดียวกันกับ HarperCollins หนึ่งใน Big Five สำนักพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษของโลก อีก 4 แห่งที่เหลือได้แก่ Penguin Random House, Simon & Schuster, Hachette และ Macmillan

ผู้คนที่ผ่านมาทางนั้น จึงเดินผ่านบูทของเราด้วย

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประกอบกับบูทไทยปีนี้จัดในธีม Drawing Story นำผลงานของนักวาดการ์ตูน Illustrator และนักวาดนิยายกราฟิกไทย 20 ท่านที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ โดยเชื่อว่าภาพวาดเหล่านั้นไม่ต้องแปลก็เข้าใจได้

รวมทั้งมีส่วนของ Thai Book Archive นำงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ หรือนำไปทำในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ มาจัดแสดง ซึ่งนิยายวายจำนวนไม่น้อยก็ได้รับเลือกให้มาออกในงานนี้ด้วย

เมื่อตั้งอยู่ในฮอลล์ที่คนมามหาศาล พร้อมกับเนื้อหาที่ใช่ เข้าถึงง่าย ฉันที่ยืนเฝ้าบูทอยู่จึงได้เห็นคนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาชื่นชมผลงานของนักวาดไทย เรื่อยไปถึงผลงานอื่น บ้างพลิกเปิดดูด้านใน บ้างก็ยืนอมยิ้ม หัวเราะไปกับภาพที่ได้เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่ออก แต่ความเป็นสากลของภาพก็ทะลุกำแพงภาษาไปเลย

ดีใจแทนนักวาด หากเจ้าของผลงานได้มาเห็นว่ามีคนต่างชาติสนใจผลงานของตัวเองมากขนาดไหน ต้องปลื้มใจมากแน่

จากที่คิดเอาเองก่อนเริ่มงานว่าน่าจะเงียบ กลายเป็นว่าบูทของเรามีสำนักพิมพ์และนักเขียนจากสารพัดประเทศ ‘เข้าคิว’ กันขอข้อมูล ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่ล่ามที่อยู่ประจำบูท ตอบคำถามจนแทบไม่มีเวลาได้พักทานข้าวกลางวันเลยทีเดียว

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

นอกจากการเจรจาซื้อขาย ปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์จากประเทศยูเครนมาออกแสดงโดยเฉพาะ และในงานยังเวทีเสวนาอีกนับสิบเวทีนำเสนอแนวโน้มและประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแปลและนักแปล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการเผยแพร่งานออกสู่วงนานาชาติ รวมไปถึงความร่วมมือกับสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งมาออกบูทโปรโมตแฮชแท็ก #Booktok แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เป็นการพากลุ่มคนออนไลน์และหนังสือมาเจอกัน

อ้อ! อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ Guest of Honor กล่าวคือ ทุกปีจะมีหนึ่งประเทศได้เป็น ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ ประเทศนั้นจะได้จัดแสดงหนังสือของตนอย่างใหญ่โตในอาคาร Forum รอบงานมีการจัดอภิปราย อ่านหนังสือ แสดงวัฒนธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเพื่อให้เข้าถึงสาธารณชน ผู้จัดบอกว่า ที่จัดโปรแกรมแขกรับเชิญพิเศษนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะช่วยให้ประเทศแขกรับเชิญพิเศษขายงานลิขสิทธิ์ผลงานของประเทศตนได้มากขึ้น

Guest of Honor ปีนี้คือสเปน มาในธีม Spilling Creativity โดย King Felipe VI และ Queen Letizia เดินทางมาร่วมงานพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง รวมทั้งนักเขียนอีกกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมพูดคุยในงานตลอด 5 วัน

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก
เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

ปัจจุบัน ชาวโลกมองหาอะไร

ความที่ปีนี้เรานำผลงานของนักวาดมาจัดแสดง จึงได้เห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจร่วมงานกับนักวาด หลายประเทศขอรายชื่อนักวาดไทยทั้งหมดที่มี เพื่อไปคัดสรรและติดต่อขอร่วมงาน

ในส่วนของหนังสือที่ฮอตฮิต มีคนมาสอบถามอยู่ตลอด คือ การ์ตูน (มังงะ) ที่มีเนื้อเรื่องเป็นออริจินัลของคนไทย นิทานเด็ก (หนังสือภาพ) และนวนิยาย ซึ่งมักได้รับอิทธิพลมาจากละคร

อย่างหลังนี้ ผู้มาสอบถามมักเป็นสำนักพิมพ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือละครไทยเรื่องใดดังในประเทศของเขาก็จะมีคนตามมาหาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายต้นฉบับไปแปล และที่เห็นได้ชัดคือ มีผู้สนใจนิยายวายมากขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังไม่อาจตีพิมพ์เรื่องเหล่านี้ได้

พูดถึงความสนใจของสำนักพิมพ์ไปเยอะแล้ว แต่ใน 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเดินชมงาน มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาที่บูทของเราเช่นเดิม

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

สิ่งที่คนเข้ามาถามไม่ขาดสายเลยคือ คู่มือเรียนภาษาไทยในระดับต่างกัน บ้างก็หาตำราเรียน บ้างก็หาหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างง่าย รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นไทย

หลายคนรักและชอบเมืองไทย อยากไปเที่ยว จึงอยากหัดภาษาไว้

บางคนมีแฟนเป็นลูกครึ่งชาวไทย และอยากหัดภาษาเพื่อพูดกับว่าที่คุณแม่สามี (กรี๊ด)

บางคนอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เพราะหลงรักซีรีส์วายของไทย จึงกวาดนิยายที่ตัวเองเคยดูซีรีส์แล้วกลับบ้าน ประมาณว่าขอให้ได้มีไว้ในครอบครองก็ดีใจแล้ว และใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาต่อไป

บางท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กสารพัดภาษาในเยอรมนี แม้อ่านไม่ออก แต่รู้ว่าจะเลือกซื้อเล่มไหน เพื่อให้ขายหมดไม่เหลือสต็อก

ไม่นับคนไทยในแวดวงนักอ่านในเยอรมนี อย่าง คุณหนึ่ง-อธิวดี วิศวกรกระดาษ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือป๊อปอัปมากมาย คุณติ๊ก บรรณาธิการสำนักพิมพ์ภาษาเยอรมันที่สืบทอดมากว่า 5 อายุคน เจสซี่ อินฟลูเอนเซอร์ นักรีวิวหนังสือ ที่มีผู้ติดตามใน Instagram และ TikTok หลักหมื่น

รวมไปถึงน้องคนไทยอีกนับสิบชีวิตจากทุกอาชีพการงาน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงาน พยาบาล ฯลฯ รวมไปถึงลูกครึ่ง ลูกติด ที่มามองหาหนังสือเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน

ถ้าไม่ได้มาเป็นล่ามประจำบูทประเทศไทยก็คงไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลครองโลก มีแต่เสียงบอกว่า ‘ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว’

แต่เมื่อโชคชะตาชักพาให้มาร่วมงานอีกครั้ง เรากลับได้คำตอบที่ชัดเจน

นักอ่านยังมีเยอะมาก และคนทุกชาติทุกภาษายังคงมองหาหนังสือเนื้อหาดี น่าสนใจ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

Can you see? Books never die!

ภาพ : Frankfurt Book Fair

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load