เวลาเดินผ่านร้านทองเก่าแก่ ประตูหรือกำแพงกระจกของร้านมักมีข้อความหรือรูปภาพสีทองติดอยู่ รู้ไหมว่าสีทองบนกระจกเหล่านั้นอาจไม่ใช่สีหรือสติกเกอร์ แต่เป็นทองคำจริงๆ ที่บรรจงปิดลงบนกระจกใส 

คนไทยคุ้นเคยกับศิลปะปิดทอง หรือ Gilding มานมนาน ตั้งแต่การปิดทองคำเปลวบนพระพุทธรูป การลงรักปิดทองตามข้าวของเครื่องใช้สูงค่า อย่างตู้ลายรดน้ำ บานประตูอุโบสถ ฝาผนังวัด ซึ่งใช้ยางกระถินและยางรักเป็นอุปกรณ์สำคัญ แต่การปิดทองไม่ใช่งานช่างสิบหมู่ของไทยเพียงอย่างเดียว ศิลปะเก่าแก่นี้พบในทั่วโลกมาหลายพันปี เริ่มต้นตั้งแต่อียิปต์ยุคโบราณ ไล่มาจนถึงยุคกรีก โรมัน แพร่หลายในยุโรปและเอเชีย ทองถูกนำมาปิดบนวัสดุสารพัด เช่น เครื่องประดับ ถ้วยโถโอชาม เฟอร์นิเจอร์ ผนัง เพดาน และของใช้สารพัดแทบทุกพื้นผิว

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่ถนัดงานคอมพิวเตอร์มาตลอด งานช่างฝีมือเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งเขาได้เจอ Glass Gilding ศาสตร์การปิดทองบนกระจกในอีกทวีป ความหลงใหลในวิชาที่น้อยคนรู้จัก ทำให้นักออกแบบป้ายผันตัวมาศึกษาวิชาปิดทอง และเผยแพร่วิชาปิดทองแบบฝรั่งให้ผู้สนใจมาเรียนรู้ได้ในเมืองไทย

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก
บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก

The Dying Art 

“ช่างปิดทองเป็นอาชีพที่คนทำมากเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ก่อนมีสติกเกอร์ไวนิล คนค่อยๆ เลิกทำไปเพราะสติกเกอร์ใหม่กว่า เร็วกว่า ใช้งบน้อยกว่ามาก แต่หลังจากช่วงบูมของไวนิล หลายคนก็กลับมาสนใจศาสตร์นี้ เพราะผลลัพธ์ที่ได้ต่างกัน พื้นผิวต่างกัน ภาพที่ออกมาไม่เหมือนกัน เวลาแสงกระทบทองจะมีมิติสวยอย่างที่สติกเกอร์ทำไม่ได้”

นักออกแบบป้ายและโลโก้อธิบายเสน่ห์ของการปิดทองบนกระจก ซึ่งเป็นพาณิชย์ศิลป์ที่เฟื่องฟูมากในปลายยุควิกตอเรียนเป็นต้นมา ร้านรวงต่างๆ ในยุโรปและอเมริกานิยมแปะทองคำเปลววิบวับบนกระจก เป็นโลโก้ร้าน ข้อความเชิญชวน หรือกรอบตู้แสดงสินค้า สิ่งที่ทำให้งาน Glass Gilding ต่างจากการวาดป้ายทั่วไป คือต้องวาดจากด้านหลัง ให้คนเห็นลวดลายกระจกจากด้านหน้า ดังนั้นต้องย้อนกลวิธีทำทั้งหมด แทนที่จะลงสีพื้นที่แล้วเก็บขอบทีหลัง ต้องลงขอบโครงให้เสร็จแล้วค่อยเติมสีทีละชั้น โดยใช้ทั้งทองคำเปลวและสีน้ำมันควบคู่กัน 

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก
บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก

“งานปิดทองพวกนี้ไม่ได้อยู่ในโบสถ์วิหาร เป็น Commercial Art ตามห้างร้าน ที่ใช้วัสดุราคาแพงให้มีคุณค่า”

ตัวอย่างที่ชัดเจนในเมืองไทยคือร้านทองเก่าๆ ในเยาวราชซึ่งใช้ทองคำเปลวแต่งกระจก บึกชอบไปเดินสำรวจและพบว่าน่าจะใช้วิธีทำงานคล้ายๆ กัน แต่ส่วนใหญ่เป็นเทคนิคสีทองด้าน ขณะที่สูตรการปิดทองที่เขาเรียนมีลูกเล่นหลากหลาย ทั้งสีทองเงา ไล่เฉดสี รวมถึงสร้างพื้นผิวหลายรูปแบบ งานประเภทนี้ต้นทุนสูงมาก ขณะเดียวกันข้อดีคืออยู่ได้นาน หากไม่จับสัมผัสป้ายบ่อยๆ ก็เก็บไว้ได้นานหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปี 

ปัจจุบันตัวอักษรหรือรูปติดทองตามร้านทองเริ่มลบเลือนกันแล้ว ภาษานักเลงป้ายเรียกว่า Ghost Sign วิธีซ่อมต้องลอกแบบ ขูดของเก่าออก แล้ววาดลงไปใหม่ให้เหมือนเดิม เพื่อให้ได้เฉดสีสวยสม่ำเสมอทั่วถึงกัน

“ตัวอย่างงานปิดทองดังๆ คือป้ายของ Rawson and Evans บริษัททำป้ายชื่อดังของอเมริกา บริษัทนี้คิดค้นเทคนิค Glue Chip ใช้กาวดึงกระจกให้เป็นลวดลาย ตึก Monadnock Building ที่ชิคาโกเก็บงานปิดทองพวกนี้ไว้เต็มเลย มีงานเก่าๆ จากยุค 40 – 50 ซึ่งสูตรพวกนี้หายไปหมดแล้ว จน Rick Glawson เอาเทคนิคนี้กับเทคนิคกรดกัดกระจกมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมและสอนวิชาให้คนอื่นๆ ศาสตร์ปิดทองยุคใหม่เลยกลับมาเฟื่องฟูในหมู่นักออกแบบป้าย”

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก

ตื่นทอง

รักปิดทองของบึกเกิดในร้านกาแฟที่ออสเตรเลีย ตัวเขาและแฟนสาวนักออกแบบเคยไปทำงานกราฟิกและใช้ชีวิตในประเทศนี้ แม้กลับมาเมืองไทยก็ยังเทียวไปเทียวมาสม่ำเสมอ ครั้งหนึ่งบึกไปกินกาแฟแล้วสังเกตเห็นป้ายกระจกในร้านที่ใช้เทคนิคประหลาด ส่องดูจนแน่ใจว่าลวดลายไม่ใช่สติกเกอร์ เพราะพื้นผิวแตกต่างกันในงานชิ้นเดียว ชายหนุ่มเก็บความสงสัยไปสืบเสาะ จนได้ความว่าทางร้านจ้าง Will Lynes มาเพ้นต์ให้ ศิลปินซิดนีย์คนนี้เป็นนักออกแบบดังในออสเตรเลีย เขาทำป้ายให้ทั่วคอมมูนิตี้มอลล์อย่าง The Grounds of Alexandria มาแล้ว 

สุชาลตามหาช่องทางติดต่อผ่านเพื่อนช่างสักชาวไทย จนในที่สุดก็รวบรวมความกล้าอีเมลผลงานตัวเองไปให้วิล พร้อมแจ้งความจำนงว่าอยากขอฝึกวิชาด้วย วิลตอบตกลงว่ายินดีสอน แม้มีเวลาเวิร์กช็อปแค่วันเดียว และค่าเรียนก็สนนราคาหลายหมื่นบาท ดีไซเนอร์จากเมืองไทยตัดสินใจเรียนและไม่ผิดหวังกับเนื้อหาเข้มข้นดุเดือดตลอดวัน

“ผมอินมากจริงๆ เพราะชอบทำฟอนต์ ชอบดีไซน์โลโก้ แต่ไม่ชอบใช้ฟอนต์สำเร็จ ถ้าต้องใช้ก็ดัดตลอด พอเจอเทคนิคนี้ มันเหมือนงานฟอนต์ เป็นรูปแบบงานศิลปะที่เราอยากทำ เพราะเราไม่ใช่คนวาดรูปเก่ง วาดคนไม่เป็น ต้นไม้ใบไม้ก็วาดไม่ค่อยได้ แต่ถนัดและเข้าใจเรื่องออกแบบป้าย สไตล์ที่เราจะดูยุ่งๆ หน่อย ซึ่งงานปิดทองช่วยพางานเราไปอีกระดับหนึ่งได้”

เมื่อกลับมาเมืองไทย บึกไม่รู้จะคุยต่อยอดงานนี้กับใคร เพราะหาซื้อวัตถุดิบอุปกรณ์ในเมืองไทยไม่ได้ หาเพื่อนคอเดียวกันชาวไทยก็ไม่พบ กลุ่มคนที่สนใจงานเหล่านี้อยู่ในออสเตรเลีย อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส โปแลนด์ อิตาลี สเปน และญี่ปุ่น จนปีต่อมา วิลติดต่อมาว่าเขากำลังจะจัดเวิร์กช็อปร่วมกับอาจารย์ของเขา เดวิด เอ. สมิธ (David A. Smith) ศิลปินกระจกชาวอังกฤษผู้ได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์จักรวรรดิบริติช (MBE) นักออกแบบป้ายไทยหอบความฝันและความตั้งใจกลับไปเรียนวิชาเข้มข้นอีกหลายวัน 

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก
บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก
บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก

“การเวิร์กช็อปเปิดโลกมาก คนมาเรียนมาจากทั่วโลก ทั้งอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น อเมริกา นิวซีแลนด์ เป็นชุมชนที่สนับสนุนกันดีมาก กลายเป็นเพื่อนกันไปเลย ที่เวิร์กช็อปมีโครงรูปให้แล้ว แต่ผลงานแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย บางคนใช้ทองหลายเทคนิค บางคนทาสี เราทำจนได้ชิ้นงานใหญ่กลับมา ได้พลังมาก หลังจากนั้นก็เริ่มดูคลิป หาเทคนิคใหม่ๆ มาพลิกแพลง สั่งอุปกรณ์จากเมืองนอกมาลองผิดลองถูก ปีถัดไปก็กลับไปฝึกอีก เราได้เพิ่มประสบการณ์และรู้จักเพื่อนใหม่ๆ รู้สึกว่ามาถูกทาง มันรวมศาสตร์ช่างหลายแขนง การดัดกระจกให้โค้งต้องใช้วิชาเซรามิกเข้ามา การไล่สีก็ทำให้ต้องฝึกเพนติ้ง พอชอบแล้วเราก็พยายามก้าวข้ามขีดจำกัด ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องลองทำให้ได้”

ข้อดีของคนมีพื้นฐานกราฟิก คือถนัดการผสานเทคโนโลยีกับงานฝีมือดั้งเดิมเข้าด้วยกัน แทนที่จะเพนต์มือล้วนๆ ก็ใช้เทคนิคบล็อกสกรีนเข้ามาช่วยให้งานเนี้ยบขึ้น แถมการแบ่งเลเยอร์ลงสีแต่ละชั้นก็ไม่ยาก เพราะใช้หลักคิดในหัวคล้ายๆ การใช้โปรแกรมวาดงานศิลป์ ทำให้สุชาลเติมลูกเล่นและสร้างชิ้นงานที่ซับซ้อนได้

“ทองคำเหมือนสีพิเศษเวลาเราพิมพ์งาน การสร้างเทกเจอร์ก็เหมือนการปั๊มนูน ตอนทำกราฟิกเรามีปัญหาว่าพอไฟล์ไปถึงโรงพิมพ์แล้วออกมาไม่ถูกใจ บางทีงานผิด ถ้าจะแก้ก็ต้องรออีกอาทิตย์หนึ่ง แต่งานนี้เราอยู่กับมันเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนงานได้เลยถ้าจุดไหนไม่เวิร์ก จบเองได้หมด ไม่ต้องให้คนอื่นฝืนทำแล้วอาจออกมาไม่ดี”

สำหรับกราฟิกดีไซเนอร์ Glass Gilding ไม่ใช่แค่การออกแบบตัวอักษร แต่คือการสร้าง Communication Art ที่สวยงาม สื่อสารกับคนได้ง่าย และแอบแฝงสัญญะน่าสนใจในเฉดสีทองคำ

ร่วมวงปิดทอง

ปัจจุบันการปิดทองบนกระจกในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แม้อุปกรณ์ต้องนำเข้าทั้งหมด เพราะบึกสั่งซื้อเข้ามาทีละมากๆ และกำลังจะเปิดร้านแบ่งขายวัสดุอุปกรณ์ให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าช่างปิดทองบนกระจกหรือนักแต่งลายรถมอเตอร์ไซค์หรือรถเก๋งก็มาซื้อของ รวมถึงพูดคุยปรึกษาได้ 

“แค่มีพื้นฐานวาดรูปเป็น มีทักษะจับพู่กันได้ก็เรียนได้ แต่ยิ่งมีพื้นฐานวาดรูปดีจะยิ่งไปได้ไกล”

ศิลปินผู้ผันตัวเป็นผู้สอนวิชาปิดทองบนกระจกกล่าว เร็วๆ นี้เขาเพิ่งเปิดสตูดิโอที่บ้านและจัดเวิร์กช็อปร่วมกับช่างปิดทองชาวชิคาโกที่แวะมาเยือนเมืองไทย ซึ่งมีทั้งคนไทย สิงคโปร์ และเวียดนาม มาร่วมเรียนรู้อย่างอบอุ่น ผลลัพธ์ที่ทุกคนหอบกลับบ้านคือกระจกรูปแสตมป์ไทยลายครุฑ สื่อถึงทั้งศิลปะไทยและการเดินทางไกลมาพบกัน

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก
บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก

บึกหยิบอุปกรณ์พิเศษมาให้พิจารณาทีละชิ้น เริ่มจากทองคำเปลวที่ต้องนำเข้าเพราะสั่งเฉดสีได้ ตั้งแต่ Pure Gold บริสุทธิ์ที่กินเป็นอาหารได้ ทองซีดเหลือบเงินอย่าง Moon Gold อมชมพูแบบ Champagne Gold หรือผสมทองแดงเป็น Red Gold ไปจนถึงอมเหลืองและทองอร่ามเข้มข้น ซึ่งนำมาบรรจงแปะไล่สี ผสมกัน หรือปั่นให้เหมือนลายหินอ่อนได้ ขณะที่ทองคำเปลวที่ผลิตจากโรงตีทองในไทยไม่มีโค้ดสีชัดเจนให้เลือกสรร 

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก
บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก

ทองคำเปลวเหล่านี้ไวต่อความชื้น จึงใช้มือสัมผัสตรงๆ ไม่ได้ ต้องใช้พู่กัน Gilder’s tip สำหรับแตะแผ่นทองมาเกลี่ยติดบนกระจกแล้วค่อยๆ ปัดออก อุปกรณ์ติดกาวบนกระจกก็มีหลากหลาย ถ้าอยากได้พื้นผิวใสใช้น้ำผสมเจลาติน ถ้าอยากได้พื้นผิวด้านใช้กาว ส่วนลวดลายขรุขระบนกระจก ต้องใช้กรดเข้มข้นชนิดกัดกระดูกได้ ผสมกับแร่ไมก้าและส่วนผสมอื่นๆ 

เนื่องจากผิวกระจกเรียบสนิท สีทั่วไปอาจหลุดได้ง่าย การปิดทองจึงต้องใช้สีน้ำมันเข้มข้นเนื้อแน่นที่เกาะกระจกได้นานกับยางมะตอย ทั้งยังเติมลูกเล่นวิบวับได้อีกมาก เช่น ลงปรอทให้เป็นกระจกเงา แปะทองคำขาว ฝังแผ่นมุก ติดดอกไม้แห้งหรือปีกผีเสื้อ 

เนื่องจากเป็นศาสตร์ตะวันตกที่ศิลปินยุคใหม่พลิกแพลงตามรูปแบบของตัวเอง ผลลัพธ์ของศิลปิน Contemporary แต่ละคนจึงแตกต่างกัน เช่น ศิลปินญี่ปุ่นนิยมใช้ทองปริมาณมาก งานเรียบเท่ เนี้ยบกริบ ขณะที่ถ้าช่างสักมาปิดทอง ลายเส้นและผลลัพธ์จะสนุกไปอีกแบบ ตัวบึกเองก็พยายามเล่นกับความเป็นไทย ใส่ลายกนกไปบ้าง หรือไปขอเฮียร้านข้าวมันไก่ทำป้ายตกแต่งร้านในงาน Bangkok Design Week 2018 ให้มีกลิ่นอายจีน

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก

“ปรากฏว่าทำแล้วเนียนเหมือนของเก่ามากไปหน่อย คนไปกินข้าวมันไก่คิดว่าเป็นป้ายที่มีอยู่แล้ว” (หัวเราะ)

ทุกวันนี้บึกทำงานกราฟิกและออกแบบแบรนดิ้งเป็นหลัก แต่ทำงานปิดทองนี้เพราะใจรัก แม้ต้นทุนสูงมากเพราะใช้วัสดุนำเข้าแทบทั้งหมด แถมคนทั่วไปยังไม่ค่อยรู้จัก ป้ายล่าสุดที่เขาลงมือทำมาแล้วหลายสิบชั่วโมงใส่เทคนิคละเอียดยิบ จัดเต็มเพราะอยากให้คนเห็นความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุดของศาสตร์ปิดทองบนกระจก

“คนสนใจเยอะ แต่หลายคนเข้ามาแล้วก็หายไป เขาไม่ได้เข้าใจว่ามันต่างจากสติกเกอร์ยังไง หรือมีต้นทุนสูงและใช้เวลาขนาดไหน แต่ก็มีหลายคนที่รู้จักแบบปากต่อปาก ก็เข้ามาคุยแล้วตกลงกัน ส่วนใหญ่ถ้าเราสนุกก็จัดเต็มให้ตลอด อยากให้งานออกมาดี”

สุชาลปิดท้ายขณะบรรจงวางป้ายกระจกลงอย่างทะนุถนอม ในสตูดิโอเก๋ไก๋ของศิลปินร่วมสมัย อุ่นใจได้ว่าท่ามกลางเทคโนโลยีก้าวล้ำหวือหวาที่ครอบครองโลกการออกแบบ ยังคงมีพื้นที่พิเศษให้ศาสตร์แห่งทองคำที่สืบทอดมาหลายพันปีและเสน่ห์งานทำมือ 

บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก
บึก-สุชาล ฉวีวรรณ ดีไซเนอร์ที่นำวิชาปิดทองแบบฝรั่ง มาใช้ออกแบบป้ายไทย, Glass Gilding, ปิดทองบนกระจก

www.sketchedbuk.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

 

ตอนที่ได้พบกับ พินิตย์ พันธประวัติ ธนบัตรในมือของฉันสั่นไปหมด

อาการสั่นเกิดขึ้นเมื่อพินิตย์บอกกับฉันว่า ภาพอันวิจิตรละเอียดงดงามบนธนบัตรไม่ได้เกิดจากการวาดเส้น แต่เป็นการแกะสลักด้วยมือลงบนแม่พิมพ์โลหะ!

น่าเสียดายที่ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์บนเงินตราไม่อาจอธิบายรายละเอียดใดได้มากกว่านี้ เนื่องจากกระบวนการทำธนบัตรเป็นความลับทางราชการ หวังว่าคุณจะเข้าใจ เพราะงานศิลปะเหล่านี้มิได้มีค่าเพียงแค่ทางจิตใจ แต่มีค่าเป็นเงินเป็นทอง (ในความหมายนัยตรง)

แต่จะเสียดายไปทำไม ในเมื่อยังมีงานศิลปะชิ้นอื่นๆ ซึ่งพินิตย์สร้างสรรค์ไว้ให้ดูชมอีกมากมาย ในตอนนี้หลายงานจัดแสดงอยู่ร่วมกับผลงานของศิลปินอื่นในหลากสถานที่ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงซีคอน บางแค ทุกภาพล้วนเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9

ในวันที่พินิตย์เกษียณอายุราชการออกจากตำแหน่งผู้สร้างสรรค์ศิลปะบนธนบัตร ฉันจึงคิดว่าคงเหมาะสมมากกว่าหากจะชักชวนมารู้จักเขาในตำแหน่ง ‘ศิลปิน’ ผู้ทำงานอยู่กับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดชีวิต

ตั้งแต่เด็ก พินิตย์ทำความรู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านทางการวาดรูปมาตลอด เขาตั้งข้อสังเกตว่า “คนทำงานศิลปะส่วนใหญ่ จะต้องเคยเขียนรูปในหลวงอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง” พินิตย์เป็นคนต่างจังหวัดที่เติบโตมากับการเห็นข่าวพระองค์เสด็จฯ ไปเยือนที่ทุรกันดารและทรงงานอยู่ตลอด ได้เห็นว่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงมีพระราชดำริตั้งโครงการต่างๆ เพื่อความผาสุกของประชาชน ทำให้เขาประทับใจ และอยากทำงานเกี่ยวกับพระองค์เสมอมา

หลังจากที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง พินิตย์ก็สอบเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นโอกาสให้ได้ทำงานเกี่ยวกับการเขียนภาพในหลวงอีก จึงกลายเป็นว่า ทั้งก่อนหน้าและตลอดช่วง 35 ปี ในธนาคารแห่งประเทศไทย ชีวิตของชายคนนี้อุทิศให้กับเพียงสิ่งเดียว คือการสร้างงานศิลปะเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ รวมกว่า 40 – 50 ภาพ

เบื่อบ้างไหม ฉันถามเขาตรงๆ พินิตย์ตอบปฏิเสธในทันที

“ไม่เคยเบื่อเลย เป็นความปลื้มและประทับใจมากกว่า ในเวลาที่ทำแต่ละภาพ เราต้องพยายามปรับให้พระบรมรูปของพระองค์งดงามเหนือจริง แต่ก็ต้องดูแล้วเหมือนด้วย เพื่อให้สมพระเกียรติของพระองค์”

หากผลงานของศิลปินผู้นี้บังเอิญผ่านเข้ามาในสายตา อาจชวนสงสัยว่าภาพเหล่านี้แตกต่างจากพระบรมฉายาลักษณ์อื่นของพระองค์อย่างไร แต่หากขยับเข้าไปมองดูใกล้ๆ หรือลองใช้แว่นขยายส่องถ้ามีโอกาส จะพบว่าความพิเศษของงานศิลปะที่พินิตย์สร้างสรรค์อยู่ที่เทคนิคการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะ (Steel Engraving หรือ Intaglio) ล้วนๆ

พินิตย์เล่าที่มาที่ไปของการใช้เทคนิคดังกล่าวว่าเป็นเทคนิคชั้นสูงที่ใช้ทำธนบัตรทั่วโลก และเขาคิดว่าไม่มีที่ไหนเลยนอกจากในหน่วยงานผลิตธนบัตรที่จะมีการเรียนการสอนเทคนิคนี้ แม้แต่ในมหาวิทยาลัยก็ตาม ในอดีตเมื่อกว่า 500 ปีที่แล้ว จะเห็นศิลปะรูปแบบนี้ได้ตามสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น ภาพประกอบหนังสือและแม้แต่โน้ตดนตรี แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้ไม่นิยมลงทุนทำกันแล้ว ศิลปินที่เหลืออยู่จึงเป็นกลุ่มที่ฝังตัวอยู่ตามโรงพิมพ์ธนบัตรทั่วโลกเท่านั้นเอง

สาเหตุที่ธนบัตรหลายที่ยังยึดขนบการผลิตด้วยการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะ เช่นธนบัตรของสหรัฐอเมริกา เพราะความละเอียดอ่อนที่ทำให้มันปลอมแปลงยาก พินิตย์อธิบายเปรียบเทียบว่า หากจะให้เขียน ก ไก่ ซ้ำ 2 ตัว แม้แต่ลายมือของตัวเอง เรายังลอกได้ไม่เหมือนเป๊ะด้วยซ้ำ งานแกะสลักก็คล้ายคลึงกัน

โดยคร่าวๆ กระบวนการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะคือ เริ่มจากการลอกลายรูปต้นแบบ โดยจะลอกมาเพียงเค้าโครง เช่น เส้นขอบเป็นอย่างไร ตา จมูก ปาก อยู่ตรงไหน แบ่งแสงเงาเป็นชั้นๆ แล้วจึงนำแบบที่ลอกลายนั้นไปเขียนลงบนแม่พิมพ์ ก่อนจะใช้อุปกรณ์พิเศษแกะแม่พิมพ์เหล็กพิเศษ (ที่ไม่อาจเปิดเผยได้ว่าพิเศษอย่างไร ลึกลับจริงๆ!) เมื่อได้โครงแล้ว จึงใส่รายละเอียดตามลงไป ขั้นตอนนอกจากนี้ลองไปจินตนาการต่อดูเอง ใบ้ให้ว่า ตรงที่เป็นร่องแกะลงไปในแผ่นเหล็กคือตรงที่สัมผัสหมึก ต่างจากภาพพิมพ์อื่นๆ ที่แกะตรงไหนออก ตรงนั้นจะไม่โดนหมึก

ศาสตร์อันละเอียดอ่อนและลึกลับนี้ พินิตย์สืบทอดมาจากศิลปินไทยรุ่นแรก 2 ท่าน คือ อ.ประชุม เพ็ชรดี และ อ.บุญยืน ทองทับ โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า ในสมัยก่อน ไทยจ้างต่างชาติทำเทคนิคนี้ให้ธนบัตรและแสตมป์ของเรามาตลอด จนกระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีโครงการอยากใช้ฝีมือคนไทยกันเอง จึงส่ง อ.ประชุม และ อ.บุญยืน ไปศึกษาดูงานของต่างประเทศเป็นเวลา 5 ปี ก่อนจะกลับมาทำงาน เมื่อพินิตย์เข้ามารับช่วงต่อ ก็มาเรียนรู้กับอาจารย์ทั้งสองโดยตรง

“ผมเรียนพื้นฐานจากอาจารย์ 2 ท่าน แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มแกะเอง จนพอได้แล้ว ทางธนาคารก็ส่งผมไปต่างประเทศ ทั้งยุโรปและเอเชีย เพื่อหาความรู้เพิ่มเติมในการทำงาน”

ตั้งแต่วันที่เริ่มหัดเขียนเส้นลงบนแผ่นโลหะ ไปจนถึงวันที่แกะสลักออกมาเป็นภาพ รวมแล้วเขาศึกษาอยู่เป็นเวลากว่า 10 ปี จนกระทั่งสร้างสรรค์ลวดลายบนธนบัตรด้วยตนเองได้ในที่สุด

“แม้แต่รูปที่อยู่บนธนบัตรก็เป็นศิลปะ ซึ่งผมว่าเป็นศิลปะที่เชิดหน้าชูตาของประเทศเหมือนกันนะ ชาติไหนๆ เขาก็มีธนบัตร แล้วบนธนบัตรก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างของไทยก็จะมีลายไทย สอดแทรกความเป็นไทยอยู่ตลอด เป็นความภูมิใจว่า ธนบัตรเราก็สวยงามสู้ต่างประเทศได้”

งานของพินิตย์ไม่ใช่แค่การเขียนลายธนบัตรสำหรับใช้งานและธนบัตรที่ระลึกเท่านั้น เพราะส่วนหนึ่งของค่าจ้าง คือการจ้างให้ ‘ฝึกฝน’ เทคนิคอันแสนยากให้ช่ำชอง ดังนั้น ระหว่างช่วงว่างที่ไม่มีการออกธนบัตรอะไร พินิตย์ก็จะทำผลงานส่วนตัวของตนเองเป็นการฝึกปรือฝีมือ ทำให้พินิตย์มีงานศิลปะอื่นๆ นอกเหนือจากงานที่ปรากฏบนธนบัตรสะสมอยู่จำนวนมาก

“จริงๆ เป็นเป้าหมายในชีวิตผมอยู่แล้วว่าเมื่อผมเกษียณ ผมจะเอางานที่ทำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ” ในขณะที่พินิตย์เป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย เขาจึงทำงานส่วนตัวควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการฝึกทักษะและเป็นการทำตามเป้าหมายดังกล่าว แน่นอนว่าในช่วงที่ทำงานอยู่ การจะนำงานออกมาแสดงนั้นไม่เหมาะสม เขาจึงมองว่าการเกษียณน่าจะเป็นจังหวะที่ดี “งานแบบนี้ ชิ้นหนึ่งใช้เวลาประมาณ 5 – 6 เดือน ถ้าเพิ่งมาเริ่มคิดจะทำงานตอนเกษียณ ผมว่า 90 น่ะ กว่าจะได้แสดงงาน”

หลังจากการทำงานสะสมกันมาอย่างยาวนาน พินิตย์ก็ได้แสดงนิทรรศการเดี่ยวไปแล้วครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2558 ภายใต้ชื่อ ‘ภาพพิมพ์ใจหทัยทวยราษฎร์’ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล และเขาก็หวังว่าตนจะรวบรวมงานได้มากพอจัดนิทรรศการภาคต่อภายในปีหน้า

สำหรับผลงานศิลปะ พินิตย์จะทำงานได้เป็นอิสระกว่าตอนทำธนบัตร เขาจึงลองใช้เทคนิคกรดกัดภาพพิมพ์โลหะ (Etching) ที่นิยมกันมากกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า มาผสมผสานกับเทคนิคเดิม เพื่อให้ผลิตงานได้เร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามคงรูปแบบของความเป็นภาพพิมพ์แกะสลักไว้ด้วย

พินิตย์มองว่าเสน่ห์ของการทำงานศิลปะประเภทนี้ คือความวิริยะอุตสาหะที่ทุ่มเทลงไปในแต่ละชิ้นงาน ด้วยความที่เป็นศิลปะซึ่งเกิดจากเส้นกับจุดที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ต้องใช้ทั้งฝีมือที่ละเอียดอ่อน และความสร้างสรรค์ในการจัดวางเส้น ทำให้ผลงานชิ้นหนึ่งใช้ทั้งเวลาและความใส่ใจมากเมื่อเทียบกับเทคนิคศิลปะแบบอื่น

“มันไม่เหมือนงานวาดเส้นที่ถ้าเราเขียนหนักไปเราก็ลบได้ แต่เทคนี้เราต้องค่อยๆ เบาๆ ไปก่อน แล้วค่อยใส่น้ำหนักเข้าไปด้วยการแกะซ้ำลงไปที่เดิม จุดทุกจุดเราก็ต้องแกะทีละจุด ไล่ไปทีละจุด ทีละเส้น ต้องใจเย็น มือเบา และพยายามไม่ให้ผิดพลาดเลย”

แค่ฟังก็รู้สึกชื่นชมในความอุตสาหะแล้ว

ในปัจจุบัน โรงงานผลิตธนบัตรของบางประเทศก็เริ่มหันมาใช้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทนการแกะสลักแบบเก่าแล้ว พินิตย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดายว่า เทคนิคการแกะสลักภาพพิมพ์โลหะนี้อาจเริ่มเลือนหายไปแล้วก็ได้ แต่แม้เช่นนั้น ในฐานะกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อแสดงความรักต่อพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ภาพพิมพ์โลหะเหล่านี้ก็จะยังสะท้อนความรู้สึกเหล่านั้นให้ก้องไกลไปเป็นนิรันดร์

สำหรับช่วงนี้ ไปชมผลงานของพินิตย์ได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ซีคอนบางแค ซีคอนสแควร์ และ 333 Bababa Gallery

หรือจะลองหยิบธนบัตรขึ้นมาเอาแว่นขยายส่องดูก็ได้นะ

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load