“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

กลับมา, พื้นที่เล็กๆ, ผูกพัน, ชั่วโมงต้องมนต์, เผลอ, เปลี่ยนไปทุกอย่าง,​ ความลับ, เหนื่อย ฯลฯ เหล่านี้คือชื่อเพลงฮิตบางเพลงที่มาจากฝีมือการแต่งของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน โดยบางเพลงถูกปล่อยในนามวง Friday บางเพลงเป็นผลงานของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยว และบางเพลงถูกขับร้องโดยศิลปินคนอื่นๆ

เล่าสั้นๆ แค่ย่อหน้าข้างต้น ก็พอจะบอกได้ว่าบอยอยู่ในแวดวงดนตรีไทยมานาน…ให้เจาะจงขึ้นหน่อยก็คือมากกว่า 20 ปีแล้ว (อัลบั้มชุดแรกของวงฟรายเดย์ออกเมื่อ พ.ศ. 2540-ปีที่มีวิกฤตต้มยำกุ้ง) เขาผ่านบทบาทหลากหลายในวงการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ผ่านการมีเพลงฮิตที่ร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไปจนถึงการปล่อยเพลงแบบสบายๆ ที่หวังเพียงตอบสนองความฝันส่วนตัวบางอย่าง

หากลองไล่เรียงเรื่องราวในบทเพลงของบอย เราจะพบว่ามีความหลากหลายและเติบโตมากขึ้นตามวันเวลา มีทั้งเรื่องความรักในวัยหนุ่มสาว ความรักแบบผู้ใหญ่ ความฝัน การเปลี่ยนแปลงในชีวิต การยึดติดกับอดีต และวัยเยาว์อันงดงาม มิตรภาพที่เติบโตคลี่คลาย และมีกระทั่งเพลงที่พยายามสรุปสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากชีวิต (คุณเคยลองฟังเพลง ไม่มีสิ่งไหน ในอัลบั้มของ The BOYKOR ที่เขาทำร่วมกับ ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ หรือยัง) ผลงานเพลงหลายร้อยชิ้นของบอยพิสูจน์ว่า เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีแนวทางของตัวเอง มีลายเซ็นชัดเจน แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะผลงานเพลงของเขาก็เป็นเหมือนบทบันทึกมุมมองที่เติบโตไปตามชีวิตเช่นกัน

หลังจากอัลบั้ม Colorfication ของวงฟรายเดย์ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2554 และอัลบั้มเดี่ยวของเขาชุด ขุนเขาแห่งหมี ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ผ่านมาถึงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 บอยก็มีงานใหม่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ในนามวง ไม่ใช่ในนามศิลปินเดี่ยว แต่เป็นในฐานะนักแต่งเพลงที่ชื่อว่า Zentrady ซึ่งเป็นนามปากกาที่เขาใช้แต่งเพลงให้กับศิลปินต่างๆ มาเนิ่นนาน (เป็นนามปากกาที่เขาได้แรงบันดาลใจจากแอนิเมชันญี่ปุ่นยุค 80 เรื่อง Macross) โดยคราวนี้เขาไม่ได้ทำอัลบั้มเพื่อวางขายทั่วไป แต่จะใช้วิธีบอกรับสมาชิก!

ไม่ใช่แค่จะมีงานเพลงใหม่ในฐานะคนดนตรีเท่านั้น แต่มาถึงวันนี้ บอยยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นคนหนึ่งผ่านเรื่องราวอะไรๆ มาไม่น้อย ทั้งสุขและเศร้า เท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งได้ผ่านพบเมื่อมาถึงวัยปลาย 40 ไปแล้ว

คงไม่ใช่แค่เรื่องความผูกพัน และไม่ควรจะเป็นความลับอะไร ถ้าเราจะกลับมาหาพื้นที่เล็กๆ ให้บทสนทนาของผู้ชายคนนี้อีกสักครั้ง

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

ชีวิตช่วงนี้ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ชีวิตรวมๆ ตอนนี้ก็ปกติสุข คือก็แฮปปี้ดี แต่อาจจะแฮปปี้ไม่สุดนะ แต่เวลาทุกข์ก็จะรู้ว่าทุกข์นานไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องหาทางออก เหมือนคนทั่วไปมั้ง เผชิญปัญหากันอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สภาวะที่เป็นปกตินัก ถ้ารวมๆ ก็คือผมมีชีวิตที่มีความสุขดี อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว มีปัญหาบ้างอะไรบ้าง เราก็เผชิญปัญหาไปด้วยกัน หาทางออกไปด้วยกัน มันก็คือเป็นปุถุชนน่ะ

ตอนนี้คุณทำงานอะไร แบบไหนอยู่บ้าง

พูดสั้นๆ ก็คือ รับทุกอย่างที่จ้าง (หัวเราะ) ทุกอย่างที่ทำเป็น แต่ก็ยังทำเพลงเป็นหลัก ก็คือยังเป็นนักดนตรีอยู่และมีงานด้านอื่นด้วย คือเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งเป็นมาปีที่เจ็ดแล้ว ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนเรื่องการแต่งเพลง เป็นดีเจรายการวิทยุที่ Cat Radio เขียนบทละครทีวีด้วย อันนี้ที่เป็นงานหลักๆ นะ นอกนั้นคืองานจ้างอะไรก็รับหมดครับ ไปเล่นละครก็มี (หัวเราะ)

มีงานที่ติดต่อมาแล้วเรายังไม่รับบ้างไหม

ไม่มี จริงๆ ก็คือรับหมด แต่ว่าเวลาทำไปแล้วก็มีคิดอยู่เหมือนกันว่า ‘เราทำไรอยู่วะ’ (หัวเราะ)

อย่างเช่นงานแสดงใช่ไหม

ใช่ๆ (หัวเราะ) งานแสดงนี่แบบ ‘เฮ้ย มันจริงเหรอวะ’ (หัวเราะ) มันก็มีมุมที่ท้าทายตัวเองที่รู้สึกว่า เออ เขาอุตส่าห์ให้โอกาส เราก็ลองดูหน่อย อะไรอย่างนี้ ผมชอบคิดแบบนี้ ชอบคิดว่ามีโอกาสก็ลองทำดู เป็นประสบการณ์ ถ้าทำออกมาไม่ดีอย่างมากก็โดนเพื่อนแซว แต่ทุกอย่างที่ทำก็ไม่รู้สึกว่า ไม่น่าไปทำเลย อย่างนั้นไม่มี

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เคยสัมภาษณ์คุณเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คุณมีลูกคนแรก คุณบอกว่า ‘การมีลูกทำให้เป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้น’ อยากรู้ว่าตอนนี้มีลูก 2 คนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

ไอ้ครั้งแรกที่ตอบไป ประโยคนั้นก็จำเขามา (หัวเราะ) คนที่บอกผมคือ พี่บอย โกสิยพงษ์ ตอนนี้ถ้าถามผมที่มีลูกสองแล้วเนี่ย (หัวเราะ) ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้นหรือเปล่า แต่เชื่อว่าเป็นคนที่ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำอะไรให้มันอยู่กับร่องกับรอยนะ เป็นพ่อแม่ลูกกันนี่ สามเหลี่ยมพันผูก พ่อคาดหวังแม่ แม่ก็คาดหวังพ่อ ลูกก็คาดหวังพ่อแม่ ในบทบาทที่เราควรจะเป็น เราก็ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง เรารู้สึกมากขึ้นทีละนิดว่าเราอยากจะพยายามให้มากกว่านี้ ผิดชอบชั่วดีที่ไม่อยากทำให้คนที่เรารักผิดหวัง มันเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเองมั้ง เวลาที่เป็นครอบครัว แล้วมันต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประคับประคองกันไป

คุณมีวิธีการสอนลูกอย่างไร

(หยุดคิด) ผมไม่ได้สอนแบบสอนๆๆ นะ แต่จะพยายามเรียนรู้ไปด้วยกันนี่แหละ เอาสิ่งที่พบเจอเรียนรู้ไปด้วยกัน ผมเรียนรู้ว่าการสอนสั่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ อย่างการบ่นเนี่ย แรกๆ ผมก็เป็น ชื่นใจ เคยโดนผมบ่นนู่นบ่นนี่ตอนเขายังเด็กๆ คือเราไม่เข้าใจเขาว่าทำไมเขาไม่ทำอย่างที่เรานึกภาพไว้ เราโตกว่า เราเห็นภาพแล้วทำอย่างนี้มันจะง่ายกว่านะ หรือมันจะตรงประเด็นกว่า ทำไมลูกไม่ทำอย่างนี้ บอกบทไปก่อนทุกที ผมไปเห็นภาพของตัวเอง แล้วอยากให้ลูกทำแบบนั้น 

บ่นมากๆ เสียงเราจะกลายเป็นอากาศที่เขาฟังผ่านไป พูดให้คอแห้งก็เท่านั้น แต่พอเรียนรู้การอยู่ด้วยกันกับเด็กๆ ไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการบ่น การดุ หรือบังคับให้ทำมันไม่เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ต่างหากที่เกิดประโยชน์ คือทั้งผิดทั้งถูกน่ะทำไปเถอะ แล้วเขาจะค่อยๆ ตักเอาส่วนที่มันใช้ได้มาเป็นประสบการณ์ของตัวเองได้เอง 

ก็เลยพบว่า อ๋อ เด็กๆ เขาไม่ได้ต้องการคนมาบอกให้ทำอะไร แต่ว่าการมีคนไปอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนเขา ทำไปด้วยกันกับเขา หรือเราจะไม่ทำก็ได้ แค่เฝ้ามองเขาอยู่ก็ได้ ให้เขารู้สึกอุ่นใจ แล้วให้เขาทำของเขาเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีความเห็นของตัวเอง อย่างเรื่องการเรียนออนไลน์นี่ ตั้งแต่ชื่นใจอยู่ ป.2 ผมแทบไม่ต้องช่วยดูอะไรเลย คือเข้าเรียนกี่โมง เขาดูตารางสอนปุ๊บ ดูนาฬิกา ไปหยิบไอแพด หยิบสายชาร์จมานั่งรอ พร้อมเองเสร็จสรรพ เขานั่งอยู่กับที่ นั่งเรียนไปจนจบ เรียนเสร็จแล้วก็ไปเล่น คือหลายๆ เรื่อง เราแทบไม่ต้องไปคอยบอกว่าทำอย่างนี้สิ นั่งอยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งไปโดดโซฟาอะไรแบบนั้น เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

คุณเรียนรู้เรื่องอะไรจากการเป็นพ่อคนอีกบ้าง

(นิ่งคิด) เรียนรู้ว่าเราผิดได้ เราเป็นพ่อ ไม่ใช่แปลว่าต้องถูกต้องเสมอ หรือคำพูดเราจะเป็นประกาศิตเด็ดขาด ไม่ใช่อย่างนั้น เหมือนกับว่าพ่อเป็นหลายๆ บทบาทนะ พ่อเป็นพ่อ บางทีพ่อก็เป็นเพื่อน บางทีพ่อก็เป็นคนที่เล่นอะไรกับเขาแล้วแพ้เขาก็ได้ หรือพ่อเล่นไม่เป็น จะให้เขาสอนก็ได้ หรือว่าพ่อบางทีเข้าใจผิด พ่อก็ขอโทษได้ มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหญ่โตสูงส่งไปกว่ากัน ก็แค่เป็นพ่อลูกกัน แล้วก็ใช้ชีวิตแบบอะลุ่มอล่วยนิดหนึ่ง 

ฉะนั้น พอเราลดความใหญ่ของคำว่า ‘พ่อ’ ลงไป การที่เราจะพยายามทำความเข้าใจกัน มันก็เหมือนจะง่ายขึ้น มันอาจจะมีผิดบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ผิดก็ขอโทษ อ่าว มันต้องยังไงนะ ไหนอธิบายพ่อหน่อยสิ ก็แค่นั้นเอง

แต่อย่าผิดบ่อย ผิดบ่อยๆ ก็ไม่ดี (หัวเราะ)

ที่สำคัญคือ พ่อกับแม่อย่างน้อยควรจะไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อที่ลูกจะไม่งง ลูกก็จะเห็นว่าทิศทางที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ลูกก็คงจะเครียดที่ต้องคอยเลือกว่าไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งใช่ไหม เราคิดว่าพ่อกับแม่ต้องตกลงกันก่อนว่า นโยบายทิศทางต่างๆ ของบ้านจะเป็นอย่างไร

การเป็นพ่อคนส่งผลยังไงกับการทำงานเพลงของคุณบ้างไหม

ส่งผลมากในแง่อิสระของเวลาหรือสมาธิที่น้อยลง แต่ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง พอเวลาในการทำเพลงมีจำกัด เวลาที่เราได้ใช้ก็จะใช้อย่างมีความสุขมาก ตอนได้ทำเพลงมันเป็นโลกของเรา เป็นเวลาของเรานะ เราเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น ผมชอบมองแบบนี้นะ ผมจะไม่ชอบคิดแบบว่า ‘มีเวลาเหลือแค่นี้ จะไปคิดออกได้ไง’ (หัวเราะ) 

การมีเงื่อนไขให้ไม่สะดวกหรือง่ายเกินไป ก็มองให้มันท้าทายตัวเองไปซะ แต่การเป็นพ่อคนก็ส่งผลในแง่ของการมองโลกด้วย คือก่อนมีลูกผมพยายามมองโลกด้วยความเข้าใจ พยายามจะมีเพลงรักที่เข้าใจ๊เข้าใจจังเลย แต่มาตอนนี้พอหลังจากที่มีลูก ลูกโตพอจะฟังเพลงเราได้แล้ว ผมก็เจอกับคำวิจารณ์เพลงจากลูกด้วยนะ เออ มันก็เริ่มรู้สึกว่า ทำอย่างไรถึงจะมีเพลงที่สื่อสารกับเขาได้นะ

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เขาวิจารณ์ว่าอย่างไร

‘เพลงพ่อเศร้าอะ’ ‘เพลงพ่อหดหู่จังเลย ไม่หนุกเลย’ อะไรอย่างนี้ เยอะแยะไปหมด หรือไม่บางทีก็บอกสั้นๆ ว่า ‘ไม่ชอบ!’ (หัวเราะ) 

ชื่นใจเขาเป็นคนร่าเริง เขาก็จะชอบอะไรที่มีความเบิกบาน หรือเพลงที่มันวัยรุ่นๆ น่ะ ผมก็อยากจะทำเพลงให้สื่อสารกับเขานะ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงที่เบิกบานก็ได้ แต่มันควรเป็นเพลงที่เขาเอ็นจอยไปด้วยได้ หรือเป็นสะพานระหว่างเราได้ ผมก็พยายามแต่งหลายเพลงนะ แต่งเพลงสอนใจในวันที่เขาเป็นวัยรุ่นหรืออะไรอย่างนี้ ก็มีแต่งเก็บไว้ เรียกว่าการมีลูกก็เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงได้เหมือนกัน

อัลบั้มเดี่ยวชุดก่อนหน้านี้ของคุณคือ ‘ขุนเขาแห่งหมี’ (2017) มีลักษณะปกอัลบั้มคล้ายหนังสือนิทาน เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นพ่อคนด้วยไหม

ถ้าเรื่องราวในอัลบั้มอาจจะไม่ค่อยเกี่ยว เพลงในอัลบั้มนั้นเขียนไปตามสภาวะจิตใจของผมในช่วงเวลานั้น เป็นวัยที่ผมรู้สึกว่าการทำอัลบั้มมันยากจัง คำถามในใจเยอะ โลกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อน มันเหมือนขึ้นภูเขาน่ะ รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาวัดกันที่ยอดวิว ทำไมเราต้องมีเพลงตัดซิงเกิ้ล ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนผมชอบทำเพลงเป็นอัลบั้ม แล้วเพลงเพราะๆ ที่เราชอบมักจะเป็นเพลงประกอบในอัลบั้มไง ไม่ใช่เพลงโปรโมตเสมอไป ซึ่งในสมัยนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น สมัยนี้มันคือการตัดซิงเกิ้ล ทำเพลงทีละเพลง แล้วต้องโดนทุกเพลง ต้องเรียกร้องความสนใจให้ได้เร็วที่สุด มีเวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งจะว่าไปการคิดแบบนั้นก็เป็นการที่ผมตีโพยตีพายไปเองในวันนั้นแหละ (หัวเราะ) 

อัลบั้มนั้นเป็นบทบันทึกของชายในวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่ง แต่ว่าการทำให้เป็นรูปเล่มนิทาน ก็อาจเป็นเพราะว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวเองในช่วงเวลานั้นมั้ง เป็นวัยที่อ่านนิทานให้ลูกฟัง

ทำไมงานใหม่ของคุณถึงทำในนาม Zentrady

พยายามจะหาแง่มุมที่ตัวเองยังไม่ได้ทำ แล้วก็ท้าทายตัวเองว่า ลองทำแบบนี้จะไหวไหม ลองอะไรในมุมอื่นๆ บ้าง Zentrady เป็นมุมหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ตลอดการทำงานเพลงผมค่อนข้างจะเป็นคนขี้อาย เป็นคนที่ไม่ค่อยไปนู่นไปนี่อะไรกับใคร งานชุดนี้เลยเป็นชุดที่ผมอยากตั้งโจทย์กับตัวเองเลยว่า อยากจะไปยุ่งกับคนอื่นเยอะๆ เราจะทำส่วนที่ใช้ความคิดจริงๆ คือเรื่องแต่งเพลงกับการโปรดิวซ์ ส่วนงานนอกนั้น ถ้าเราชวนใครได้ก็จะไปชวน

งานนี้ชื่อชุดว่า Zentrady Galaxy เป็นกาแล็กซี่ของมนุษย์ Zentrady ครับ ตั้งใจจะแบ่งเป็นสามชุด ชุดละห้าเพลง ศิลปินที่ชวนๆ ก็มี พี่ก้อง (สหรัถ สังคปรีชา) มี แสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) มี พี่เล็ก Greasy Cafe บอกประมาณนี้ก่อนนะ พยายามชวนคนที่เราชื่นชอบชื่นชมหลายๆ คนน่ะ แต่ว่าเขายอมมาหรือไม่มานั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ทำเป็นอัลบั้มแบบปกตินี่แหละ มีให้ฟังทุกช่องทาง แต่จะเพิ่มส่วนที่เป็นสมาชิกขึ้นมา จริงๆ แล้วมันไม่ได้อะไรซับซ้อน ผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานมาถึงจุดที่อยากใกล้ชิดกับแฟนๆ บ้าง เมื่อก่อนนี้ก็ทำตัวไม่เป็น ถ้าเป็นไปได้ ถ้ารู้ว่าใครเป็นแฟน ก็อยากเอาใจเขาเยอะๆ อยากทำอะไรพิเศษให้เขา หาของขวัญให้เขา เรื่องการปล่อยเพลงก็คงจะปล่อยไปเรื่อยๆ ทีละเพลงนะ แต่จะรวมเป็นอัลบั้มหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับสมาชิก เราจะให้สมัครเป็นเซ็ต เซ็ตแรกมีห้าเพลง ทั้งโปรเจกต์น่าจะมีสิบห้า 15 เพลง ก็รวมเป็นสามเซ็ต แต่สมาชิกจะได้ซีดีเพลงและได้ของขวัญที่เราคิดว่าเหมาะกับเพลงนั้นๆ เป็นเซอร์ไพรซ์บ็อกซ์ส่งให้ด้วย รวมทั้งโอกาสที่จะได้เจอกัน ได้มาร่วมกิจกรรมกัน 

นอกเหนือจากทั้งหมดทั้งมวล คือผมก็อาจจะแค่หาเหตุผลที่จะให้ตัวเองยังได้ทำเพลงน่ะ (หัวเราะ)

คุณจะรับสมาชิกรับกี่คน

แหม กี่คนก็รับครับ (หัวเราะ) แต่มีสองร้อยถึงสามร้อยคน ผมก็แฮปปี้แล้วนะ คือเรื่องจุดคุ้มทุนนี่ผมไม่รู้หรอก (หัวเราะ) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลผมได้แรงบันดาลใจมาจาก ตุ๊กตา (พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล-ภรรยา) เขาทำหนังสือที่ให้คนบอกรับเป็นสมาชิกชื่อ Smileplease:-) ซึ่งก็ทำให้เขาได้ใช้ไอเดียเต็มที่ สนุกกับการทำหนังสือของเขาได้ แล้วผมก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกดีนะ มันทำให้กลับมามีแพสชันในการทำงาน จริงใจกับงาน ได้เห็นหน้าเห็นตาแฟนๆ ที่สนับสนุนเราจริงๆ เราก็ทำเต็มที่ไปเลย วันหนึ่งก็เลยถามตุ๊กตาไปว่า นี่เราทำแบบนี้กับเพลงบ้างได้ไหม จากนั้นก็เลยมาช่วยกันทำเป็นโปรเจกต์นี้นี่แหละ

เวลาทำงานในนาม Zentrady ซึ่งเป็นการชวนเพื่อนๆ มาร้องเพลงที่คุณแต่ง คุณเริ่มแต่งเพลงจากอะไร จากตัวเพลงก่อน หรือจากตัวคนของคนที่ชวนมาร้อง

นี่แหละปัญหา (หัวเราะ) จริงๆ ทุกเพลงที่แต่งไปก็แต่งจากตัวเอง จากแง่มุมอะไร บางอย่างในตัวเองนะ พอเสร็จแล้ว ผมก็จะนึกภาพว่าใครจะมาช่วยเราถ่ายทอดเพลงนั้นๆ ได้ แต่ก็มีบางเพลงที่แต่งๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เออ อยากชวนคนนี้นะ แล้วผมก็แต่งสำหรับเขาเลย โดยที่ยังไม่ได้ไปชวน นี่ก็กังวลว่าเดี๋ยวไปชวนแล้วเขาไม่มาจะทำไง (หัวเราะ)

แต่จริงๆ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น มันแปลกดี พอผมเริ่มทำโปรเจกต์นี้แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันสนุกจัง มันกลับมาสนุกจากที่เมื่อก่อนนี้ จะเริ่มอะไรมันจะมีเงื่อนไขในใจไปหมด กระบวนการมันต้องอย่างนี้ ระบบมันต้องอย่างนี้ แต่ว่าพอทำเป็นโปรเจกต์ของตัวเอง ก็คิดว่าทำอย่างที่ตัวเองอยากทำนี่แหละ จะบาดเจ็บก็ด้วยตัวเอง ไม่เดือดร้อนลำบากใคร มันก็จะลดความกลัวทั้งหลายไปได้เยอะ จะทำได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ แต่รู้สึกว่า นี่แหละ สนุกแล้ว

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40
พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ตั้งแต่อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคุณ ‘My Diary Original Soundtrack’ (2004) เพลงของคุณเหมือนจะมีความเป็นบทบันทึกชีวิตอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งชุด ‘ขุนเขาแห่งหมี’ ก็ยังให้ความรู้สึกแบบนั้น อยากรู้ว่าพอมาเป็นโปรเจกต์ที่เน้นความเป็นนักแต่งเพลงแบบ Zentrady Galaxy มันเป็นบทบันทึกของคุณตอนนี้ไหม หรือเป็นเรื่องที่คุณอยากสื่อสารตอนนี้ด้วยใช่ไหม  

ตอนที่เริ่มชุดนี้ไม่คิดไว้ว่าจะเป็นแบบนั้นเลยนะ คิดว่าเป็นเหมือนกับเน้นด้านที่เป็นนักแต่งเพลงของเรา ชวนคนอื่นมาร้องเพลงกัน แต่ช่วงเวลาที่แต่งเพลงชุดนี้ เริ่มแต่งช่วง ค.ศ. 2019 ก็คือช่วงโควิด-19 นี่เอง ปรากฏว่าพอย้อนๆ ไปฟังก็มีการบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลาอยู่เหมือนกัน เป็นในแง่มุมของความอ่อนไหวที่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ 

มันมีเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ที่เราหวั่นไหวไปกับการไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่ให้กำลังใจ หรือเรื่องของคนที่อยู่ข้างๆ คนที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งทุกเรื่องราวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวของผมในช่วงที่ผ่านมา แล้วผมอยากจะพูดถึงมัน คือสุดท้ายพอมันมารวมๆ กัน ดูเหมือนจะกลายเป็นอัลบั้มสีเทาๆ อีกชุดหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ว่ามันเป็นสีเทาอีกเฉดนะ เป็นสีเทาที่เรายังมีความหวังมั้ง เรายังมองหาความหวังอยู่ตลอดในความมืดหม่นนี้

คุณเปิดโปรเจกต์ด้วยเพลง ‘โอเครึเปล่า’ ซึ่งได้คนที่มีชื่อเสียงมากๆ มาร่วมงานหมดเลย ทั้ง ก้อง สหรัถ​, โบว์ (เมลดา สุศรี), อาเล็ก (ธีรเดช เมธาวรายุทธ) รวมทั้งได้โดนัท (มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์กุล) มากำกับมิวสิกวิดีโอด้วย คุณทำได้อย่างไร

ฟลุ๊กทั้งนั้นเลยครับ (หัวเราะ) เหมือนงานชุดนี้เป็นการทำงานที่แปลกประหลาด ดวงดาวโคจรมาเรียงกันพอดี คือผมไม่ได้มีทีมวางแผนอะ เราทำกันเองสองคนกับตุ๊กตา ไม่ได้มีแผนมาร์เก็ตติ้งอะไรที่สลับซับซ้อน พี่ก้องนี่ก็คือเราก็ทำงานละคร Cat Radio Tv เลยรู้จักกัน วันหนึ่งได้คุมร้องพี่เขามาร้องเพลงละคร พอร้องเสร็จก็ถามเขาเลยว่า ‘พี่ก้องครับ ถ้าผมทำเพลง อยากชวนพี่มาร้องด้วยได้มั้ยครับ’ พี่เขาก็ตอบว่า ‘เอาเลย’ แค่นี้เลย ง่ายๆ แล้วคือตอนนั้นเราอาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้ใจด้วยนะทีแรกน่ะ แต่เขาก็ยอม (หัวเราะ)

ส่วนน้องโดนัทนี่จริงๆ เราเคยร่วมงานกันมาก่อน เขาเคยทำเอ็มวีให้วง Friday อยู่สองเพลงแล้วก็หายกันไปหลายปี อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงขึ้นมาว่าแบบเพลงนี้มันน่าจะเหมาะกับโดนัทนะ เขามีความละเอียดอ่อนบางอย่าง และก็มีความเท่แบบที่เราคิดว่า ต้องเป็นการเล่าเรื่องที่ใช่ ก็ส่งไปให้โดนัทฟัง พอเขาได้ฟังเพลงก็หายไปวันสองวัน แล้วก็กลับมาพร้อมกับพล็อตที่แบบ โอ้โห เรานึกไม่ถึงว่าจะมาในมุมนี้ เพลงมันอาจจะตีความไปได้หลายอย่าง แต่เขาตีความมาแบบนี้ ผมอึ้งเลย มันเจ๋งมาก ไม่ได้เล่าไปตามเนื้อเพลง แต่เป็นการตีความอีกแบบ 

คิดในใจเลยว่า โห โดนัทไม่เจอกันสักพัก นี่เธอไปอีกขั้นแล้วนะ คือเมื่อก่อนเขาก็จะงานสไตล์นี้แหละ มีความหมาย มีนัยยะ มีองค์ประกอบเท่ๆ แต่วันนี้ความเหงาเท่ของเขากลมกล่อม ทำได้จริง และที่สำคัญ มันอยู่ในงบประมาณด้วย (หัวเราะ) ผมโชคดีมากจริงๆ ที่ได้เจอโดนัท

โดนัทมีดารามาให้เลือกหลายคน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใครเหมือนกัน มีบิ๊กเนมมาด้วยนะ ผมก็ ‘โห จะมาแย่งชีนพี่ก้องไหม’ สุดท้ายผมก็เอาให้ตุ๊กตาดู ต้องพึ่งพาสายตาของบรรณาธิการเก่า นิตยสาร Knock Knock ซะหน่อย ตุ๊กตาก็จิ้มเลยว่าเอานักแสดงสองคนนี้ ผมก็รู้สึกว่าทั้งสองคนเคมีดูเขาเข้ากันดี น่ารัก ดูแล้วมันเข้ากับมู้ดโทนที่โดนัทเขาวางไว้

จากเอ็มวีเพลงนี้ แสดงว่าเพลงต่อๆ ไปเราก็จะไม่ได้เห็นหน้าคุณในเอ็มวีของโปรเจกต์นี้ใช่ไหม

ใช่ ผมก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันนะ แต่นี่มันเป็นโปรเจกต์ของ Zentrady เป็นคนเบื้องหลังเนอะ ผมก็เสียดายนะ ตอนที่ผมส่งเพลงไปที่บริษัทที่เขาดูแลเรื่องการสตรีมมิ่ง เขาก็บอกว่าต้องเปิดแอคเคาต์ใหม่ขึ้นมานะ เพราะว่าเป็นศิลปินใหม่ ไม่มีประวัติมาก่อน ไม่มีการลิงก์ไปเพลงบอยตรัย ฟรายเดย์ หรือเพลงใดๆ เป็นนิวอาร์ติสต์ ก็เสียดายเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง มันเรียกว่าเริ่มใหม่หรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้สึกว่าพอเราไม่สวมบทบาท เออ ทั้งๆ ที่มันเป็นการสวมบทบาทนะ (หัวเราะ) มันเหมือนกับเราได้วางตัวเองลงไป ทิ้งตัวตนไป ทิ้งความเป็นหัวโขนของเรา ทิ้งชื่อเสียง หรือความเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เรามีมาก่อน มันก็ทำให้รู้สึกอิสระดี มันเบา ตรงที่ว่าคราวนี้อยากจะทำอะไรก็ทำเลย

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

อยากคุยเรื่องที่คุณสอนแต่งเพลงบ้าง อยากรู้ว่าอาจารย์บอยสอนสอนแต่งเพลงอย่างไร

ผมสอนแบบเป็นโค้ชมากกว่า ให้เอาเพลงมาแชร์กัน ผมก็บอกนักศึกษาอย่างนี้ทุกปี ‘เอาเพลงมาแชร์กันนะ’ ผมก็พอจะมีสูตรของตัวเองอยู่บ้าง ผมก็จะบอกสูตรของผมว่า วิธีของผมมันคือแบบนี้ ขั้นตอนแบบนี้ แต่ถ้าใครส่งเพลงมาแบบเสร็จหมดแล้ว จะไม่ได้เห็นกระบวนการนะ ผมอยากดูกระบวนการ ก็ให้เขาค่อยๆ ปั้น แล้วก็มาแชร์กัน ตกผลึกความคิดตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเพลงให้นานๆ ว่าเราจะแต่งอะไร 

ส่วนใหญ่ก็เหมือนเป็นพี่เลี้ยงมากกว่า แล้วก็แนะนำว่าอันนี้ผิดประเด็น บางทีคุณมีสองเรื่องอยู่ในเพลงนะ คุณทำให้มันชัดเจนจะดีกว่า แต่ผมก็ไม่ได้สอนทฤษฎีอะไร ผมไม่ได้มีทฤษฎี ไม่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ได้มีอะไรที่มันมีศาสตร์ซะทีเดียว มีแต่ประสบการณ์ ก็จะบอกนักเรียนไปทุกครั้งว่า สิ่งที่ผมมีคือประสบการณ์ ถ้าคุณยิ่งอยากรู้ ผมก็น่าจะมีอะไรมาแชร์กับคุณได้เยอะนะ แต่ว่าผมไม่มีอะไรมาสอนนะ (หัวเราะ)

คุณสอนมาตั้ง 7 ปี แสดงว่าชอบการสอนเหมือนกันนะ

ปีแรกก็กลัวมาก ว่าคนอย่างเรานี่นะจะไปสอนใคร เหมือนตอนเป็นพ่อเลย กลัวไปก่อน แต่เอาเข้าจริง ทุกอย่างนั้นเรียนรู้ได้ ก็เรียนรู้ไปด้วยกันกับนักเรียนนี่แหละ แล้วก็ดูว่าถ้าเป็นเราอายุเท่าเขา ตอนนั้นเราอยากได้คำแนะนำอะไร เราอาจจะยังงงกับอะไรอยู่ไหม พยายามเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้นเอง แล้วก็แชร์สิ่งที่พอจะมีไปให้หมด ใครเอาอะไรไปได้ก็เอาไปเลย

เวลาเห็นลูกศิษย์แต่งเพลง คุณมีความคิดอย่างไรบ้าง

พวกเขาเก่งกว่าผมมากๆ นะ ผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องห่วง วงการเพลงไทยจะมีแต่งนักแต่งเพลงที่เก่งๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะ พวกเขาเร็วมาก แล้วมันคือการมาต่อยอด ถ้าเขารู้นะว่าต้องการอะไร เขาจะไปเร็วมาก บางคนอยากแต่งเพลงฮิต เขาก็จะโฟกัสได้ชัดเจน ไม่เหมือนคนยุคเรา ที่ถ้าจิตวิญญาณเราไม่ได้เป็นเฮฟวีเมทัล เป็นเรกเก้ เราก็คงไม่กล้าแต่งตัวเป็นชาวร็อกหรือบุปผาชนใช่ไหม แต่เด็กสมัยนี้เขาเห็นแนวทางแล้วกล้าหยิบองค์ประกอบต่างๆ มาใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะเขามีตัวอย่างให้เห็นหมดแล้ว 

ปีหนึ่งๆ จะมีสองสามคนที่ผมเห็นงานแล้วรู้สึกว่า ‘โห ออกไปท่องยุทธจักรได้แล้วเนี่ย’ คือมีเพลงที่น่าสนใจแล้วน่ะ เหมือนเขาหาตัวเองเจอเร็ว แต่ก็จะมีหลายคนเหมือนกันที่ได้รับอิทธิจากเพลงที่เขาชอบแล้วพยายามจะเป็นอย่างนั้น มีคนที่ยังบาลานซ์ไม่ได้ว่าจะตกผลึกให้เป็นตัวเองยังไง ผมจะได้ยินเพลงแบบ Greasy Cafe แบบ Hugo หรือ Boy Imagine อยู่บ่อยๆ พอใครชอบอะไร เขาก็จะซึมซับเป็นอย่างนั้น เขาต้องระวังและใช้เวลาตกผลึกเพื่อเป็นตัวเองอีกสักหน่อย

คิดว่าจะสอนไปเรื่อยๆ ไหม

ยังไม่รู้นะ แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร คงยังสอนต่อไปได้ หลายเดือนก่อนมีช่วงที่ชีวิตผมเจออะไรหนักๆ โดนทัวร์ลง ตอนนั้นคือเสียศูนย์ไปเหมือนกัน ความรู้สึกที่หลงเหลือหลังจากนั้นก็จะกลัวผู้คนนะ มีความคิดแวบๆ เข้ามาเหมือนกันว่าจะเลิก ไปทำอย่างอื่นดีไหม ไปทำอะไรที่ไม่ต้องเจอใครดีกว่า อยู่สงบๆ ดีกว่า แต่ก็มีคนแนะนำว่า ถ้าอยากหาย ควรจะออกมาเจอคนเยอะๆ แล้วจะดีขึ้น ความคิดนี้ทำให้ผมคิดว่าสอนต่อไปก่อนแล้วกัน แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจถูกนะ บางครั้งความกลัวก็เป็นเรื่องที่เราคิดไปเองทั้งนั้น

ถามเรื่องเหตุการณ์หลังจากที่คุณโดนทัวร์ลงได้ไหม

จะพูดได้แค่ไหนนะ (หัวเราะเบาๆ ) ผมโดนทัวร์ลงตอนนั้น มันก็มีเรื่องที่เป็นแผล สำหรับผม คือคนมาด่าอะไรผมรับฟังได้หมดนะ ไม่ได้อะไร คือไม่ได้ไปโกรธเขากลับน่ะ แต่สิ่งที่เป็นแผลจริงๆ ก็คือคำพูดของผมเอง ที่ผมพูดว่า ‘ดนตรีไม่ใช่อาวุธ’ แล้วสุดท้ายผมก็โดนคำพูดนี้ย้อนกลับมา มีหลายคนแย้งว่า ‘ไม่ใช่เว้ย เพลงมันใช้ต่อสู้ได้ เพลงเป็นอาวุธที่ใช้ต่อต้านระบบ หรือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเราได้’

คือในวันนั้น ผมคิดแค่ว่าสำหรับผม ดนตรีไม่ใช่อาวุธ มันไม่เคยเป็นอาวุธ จะบอกว่าผมใช้ดนตรีในแบบนั้นไม่เป็นก็ได้ สำหรับผม ดนตรี บทเพลง ผมมองมันเป็นสิ่งที่เยียวยามาตลอดชีวิต ดนตรีคือเพื่อนน่ะ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้พูดออกไปนะ ว่าผมไม่ได้คิดมองข้ามคนมากมายในโลกนี้ที่ใช้ดนตรีเพื่อขับเคลื่อนสังคม ปลุกพลังการต่อสู้ ผมเข้าใจ แต่ผมก็ไม่ได้ไปตอบอะไรหลังจากนั้น

แต่ตอนที่ตัดสินใจกลับไปสอน ตอนนั้นลึกๆ ผมกลัวมากเลยนะ ในใจคิดว่าเราไม่รู้เลยว่าเด็กๆ คิดอะไร จะมีคนไม่พอใจเราอยู่ไหม ช่วงนั้นแผลยังสด เวลาเจอใคร ในใจก็จะระแวงแบบนี้ตลอด แต่พอสอนๆ ไปได้สักพัก เจอคน พูดคุยกับคนจริงๆ จิตใจเราก็ค่อยๆ เริ่มคลี่คลาย เรามีโจทย์ให้เด็กๆ แต่งเพลง ผ่านไป สองเพลงแล้ว พอเพลงที่สาม คิดว่าเราพอจะรู้จักกับลูกศิษย์บ้างแล้ว เลยลองให้เป็นโจทย์ให้เขาได้แต่งเพลงเรื่องการเมืองดู คือเรียกว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตก็ได้ ฝรั่งเรียกว่า Protest Song คือเพลงประท้วง เพลงขับเคลื่อน เพลงที่ใช้ในการเรียกร้อง เพลงหนุนใจ เพลงตีแผ่เสียดสี หรือมันอาจจะฟังคล้ายๆ เพลงรักก็ได้นะ 

อย่างเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน ก็เป็นเพลงเพื่อชีวิตเหมือนกันนะ เขาเรียกร้องสันติภาพ ผมลองให้โจทย์แบบนี้ ไม่รู้สิ อาจจะเพื่อปลดล็อกตัวเองด้วยมั้ง ว่าเราพยายามจะเข้าใจเรื่องนี้นะ เด็กก็แต่งกันมาทุกแบบ คือในสิบคนนี่ก็มีเพลงสิบแบบ ไม่ได้แบบสุดโต่งกันไปหมด คือแบบสุดโต่งแรงๆ เลยก็มี แต่ไปในทางให้กำลังใจก็มี ไปในทางเรียกร้องความยุติธรรมให้คนรุ่นใหม่ก็มี มีหลากหลาย ทำให้เราคิดว่า เออ นี่แหละ มันก็คือหน่วยย่อยของสังคม การจะตีความเพลงเพื่อชีวิต Protest Song ที่มันจะใช้หนุนใจ ขับเคลื่อนความเชื่อความคิดต่างๆ มันก็ทำได้หลายแบบจริงๆ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ทุกวันนี้อายุ 40 ปลายๆ แล้ว คุณตื่นเต้นกับอะไรบ้าง

ก็ตื่นเต้นอะไรดีล่ะ หนังใหม่ออกมาก็รอดู หรือได้ขึ้นเวทีอีกก็ตื่นเต้นแล้ว (หัวเราะ) หรือแค่ขุนเขา (ลูกชาย) นับหนึ่งถึงสิบได้ก็ตื่นเต้นแล้ว เขาพูดยังไม่ชัดเลย แต่ว่านับเลขได้ เห็นแล้วก็ตื่นเต้น ผมมาคิดว่า อยากตื่นเต้นกับอะไรก็ได้ง่ายๆ 

เคยเป็นไหมเวลาดูข่าวแล้วเรารู้สึกว่า ไอ้คนนี้นี่มันพูดจริงหรือเปล่าวะ คือตอนนี้กลายเป็นเวลาดูข่าว เราก็จะดูแบบไม่ได้ฟังข่าว แต่ดันต้องมาคอยเช็กว่านี่มันเชื่อถือได้แค่ไหน กลายเป็นอย่างนั้นไป คือมันไม่ได้เป็นเรื่องฟังข่าวแล้วก็รับรู้ข่าว แต่ว่าเป็นเรื่องหลายชั้นซับซ้อน เหมือนชีวิตสังคมมนุษย์หล่อหลอมให้เราต้องมีชีวิตกันแบบนี้ 

ผมรู้สึกว่าด้วยวัยที่แก่ขึ้นเนี่ย บางทีเราก็อยากจะให้ชีวิตมันง่ายๆ ไม่ซับซ้อน รู้สึกดีใจก็ดีใจ รู้สึกไม่สบายใจก็ไม่สบายใจ ผมพยายามสอนชื่นใจว่า การรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องดีที่สุด ตื่นเต้นกับอะไรง่ายๆ ก็ได้ แต่ก็อย่าตื่นเต้นมากไป เห็นอะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วประทับใจได้ มันก็มีความสุขดีออก

คุณยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ไหม

อ่านนะ ตอนนี้อ่าน ดาบพิฆาตอสูร น่าจะเป็นเรื่องที่ฮิตที่สุดในโลกตอนนี้ บางคนชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบ แต่ผมลองอ่านก่อน เพราะเดี๋ยวชื่นใจก็จะมาอ่านบ้างแล้ว เขาเรียกว่า ชิมให้ก่อนว่ามีพิษหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์เหมือนกับตอนที่เราอ่านการ์ตูนเหมือนเมื่อก่อนเลย นานมากแล้วที่เราอ่านการ์ตูนแล้วมันไม่ค่อยสนุก ทีแรกนึกว่าเป็นเพราะเราแก่ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนเมื่อก่อนเลย

คือเอาจริงๆ ก็คือสนุกมาก (เน้นเสียง) คือตอนนี้มันจบอวสานไปแล้วล่ะ แต่ผมอ่านถึงแค่เล่มยี่สิบสอง ผมเก็บเล่มสุดท้ายไว้ยังไม่ยอมอ่าน กลัวมันจบ (หัวเราะ)

ตอนแรกถามว่าคุณทำงานอะไรอยู่บ้าง คุณบอกว่าใครจ้างอะไรก็ทำ แต่ถ้าถามคำถามนี้ใหม่ว่า คุณมีคำอธิบายตัวเองว่าทำงานอะไร คุณจะใช้คำไหน

ถ้าเป็นไปได้ อยากจะใช้คำว่า ‘นักร้อง-นักแต่งเพลง’ ไปตลอดชีวิตนะ คือรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ภูมิใจ แล้วก็เหมือนเป็นอาชีพที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนทรัพยากรอะไรของโลกมาใช้เลย นอกจากกลั่นกรองความคิดของเราออกมา ปล่อยความคิดในท่วงทำนองในใจออกไป ไปเป็นเพื่อนให้กำลังใจใครๆ ที่บังเอิญได้ฟัง เรารู้สึกว่างานของเราคงไม่ได้ไปลิดรอนเบียดเบียนอะไรใคร ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นอาชีพที่ภูมิใจได้นะ เวลาบอกลูกว่าเราทำอะไร ก็จะบอกว่า ‘อืม พ่อเป็นนักแต่งเพลง’ นี่แหละ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load