6 พฤษภาคม 2565
1.99 K

‘ผัสสะการมองเห็น’ น่าจะเป็นผัสสะสำคัญที่ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้ใช้รับข้อมูล และเป็นประตูส่วนตัวเพื่อทำความเข้าใจโลกแวดล้อม เรามองเห็นโลกอย่างไร ความคิดความเชื่อของเราที่มีต่อโลกย่อมเป็นแบบนั้น และความคิดความเชื่อของเราต่อโลกเป็นเช่นไร การกระทำของเราที่มีต่อตัวเองและชีวิตอื่นก็ย่อมเป็นไปแบบนั้น

คอลัมน์ Rewilding 101 ตอนนี้ เลยอยากชวนเพื่อน ๆ ล้อมวง เพื่อสำรวจการมองเห็นในแง่มุมของเราเอง ดูว่าเราจะเห็นมากกว่าสิ่งที่เรามองอย่างไร หรือจะถูกมองเห็น ในโลกที่มีสิ่งต่าง ๆ เรียกร้องการถูกยอมรับและมองเห็นได้อย่างไร ผัสสะการมองเห็นของเราทุกคนที่จะค่อย ๆ ประกอบกัน จะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นคืนความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในฐานะสมาชิกสำคัญหนึ่งของระบบนิเวศ

Seeing is Believing

ก่อนจะอ่านต่อไป อยากให้เพื่อน ๆ ทำแบบทดสอบสั้น ๆ เพื่อทดสอบการมองเห็นของเราเองจากวิดีโอ ‘Gorilla Basketball Experiment’ แล้วดูสิว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ในชั่วขณะหนึ่งของเฟรมภาพที่เรามองเห็น น่าจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์และข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หรือข้อมูลที่ปฏิสัมพันธ์กับเราโดยตรง ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับเรา หากเราไม่มีกลไกของสมองที่เลือกรับข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเรา และเลือกโยนข้อมูลที่สมองคิดว่าไม่จำเป็นทิ้งไป พวกเราทุกคนอาจจะเป็นบ้าจากสภาวะข้อมูลที่ท่วมท้นก็เป็นได้

ยิ่งในโลกที่ทุกวินาทีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะถูกปลุกเร้าด้วยข้อมูลมหาศาล เพื่อให้เราเห็นและเชื่อ จนเราตัดสินใจรับข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของเรา หรือไม่ก็ตัดสินใจรับสินค้าและบริการนั้น ๆ การเห็นของเราจึงมีส่วนสำคัญที่พาโลกและความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ มาถึงจุดนี้

น่าสนใจว่าในก้อนข้อมูลที่กลไกทางสมองของเราเลือกโยนทิ้งไป บางครั้งอาจมีข้อมูลที่สำคัญกับเรามากในระยะยาว แต่เรากลับไม่เห็นมัน เพราะกลไกอัตโนมัติของสมองที่เราค่อย ๆ สั่งสมมานี้ ช่วยทำให้เราปลอดภัยและรู้สึกสบายใจในระยะสั้น ซึ่งธรรมชาติของสมองเลือกให้ความสนใจในสิ่งที่เคลื่อนไหวมากกว่าสิ่งที่หยุดนิ่ง

หากลองนึกย้อนกลับไป มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ถูกเลี้ยงและกระตุ้นพัฒนาการด้านการมองเห็นมาแบบนั้น ตั้งแต่สมัยยังเป็นทารกตัวน้อย ผ่านของเล่นที่เคลื่อนไหว เสียงเพลงที่คอยกระตุ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สิ่งที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้ช้าในโลกที่ไม่เคยนิ่งเงียบ เช่น สถานที่ ต้นไม้ ผืนดิน หรือสัตว์เล็ก ๆ รอบตัว จึงไม่ได้อยู่ในโฟกัสหลักของเรา

ดังนั้นโลกที่เราเห็นและเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น อาจเป็นโลกคนละใบกับโลกที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ดำรงอยู่ และการเห็นโลกในสายตาแบบที่เราเป็นอยู่ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยล้าอย่างไม่มีเหตุผล ว้าวุ่นใจกับอะไรที่เราก็บอกได้ไม่ชัด หลายครั้งเราเห็นอะไรมากมาย แต่จดจำรายละเอียดและความรู้สึกที่สำคัญไม่ได้ พบเจอผู้คนมากมายในแต่ละวัน แต่อาจจะไม่เคยสัมผัสแววตาของกันและกัน เพราะมันมีสิ่งที่ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่าสิ่งที่อยู่นิ่ง ๆ ตรงนี้ รอเราอยู่ในวินาทีถัดไปเสมอ

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

Seeing is Connecting

อ่านมาถึงตรงนี้ อยากจะชวนเพื่อน ๆ แบ่งปันเรื่องราว ว่าแต่ละคนเคยมีประสบการณ์รู้สึกเชื่อมโยงกับสถานที่และผู้คน หรือสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ ผ่านการมองเห็นอย่างไรบ้าง ไว้เขียนมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การมองเห็นและถูกมองเห็น ที่ประทับอยู่ในใจและยังจดจำบรรยากาศและความรู้สึกได้ดี ตอนสมัยยังช่วยงาน อาจารย์จุลพร นันทพานิช ผมได้เดินเท้าเข้าไปสำรวจบ้านเรือนของพี่น้องชาวปกาเกอะญอแถวลุ่มแม่น้ำเงา เราเดินเท้ากัน 3 วันเต็ม เพื่อจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านติดชายแดนพม่า หมู่บ้านของผู้คนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติมาตั้งแต่บรรพกาล เราผ่านหุบห้วยที่มีเสียงชะนีร้อง และหมู่บ้านที่มีชื่อราวกับนิทานอย่าง ทีทอท เมโงโก และ เมโลเด บ้านเรือนที่เราเห็น เป็นบ้านที่มีหลังคาคล้ายกับตัวนิ่ม บ้านที่ทำด้วยมือและเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินอย่างไม่แปลกแยก

บ่ายวันที่สอง ช่วงที่เราเดินผ่านทุ่งนาร้อน ๆ มาทั้งวัน พอตกบ่ายที่เราถึงชายหมู่บ้านฝนเริ่มตกหนัก จนเราต้องหาที่หลบใต้ชายคาบ้านหลังหนึ่ง ฝนตกอยู่นานจนเราต้องขอขึ้นไปหลบที่ชานระเบียงบ้าน แล้วเราก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ด้วยความเหนื่อย ตื่นมาอีกที มีแววตาของเด็กผู้หญิงในชุดเชวาสีมอม ๆ ตัวหลวม ๆ นั่งกอดเข่าจ้องมองพวกเราอยู่ตรงระเบียงบ้าน น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าถูกมองเห็นในลักษณะนี้จากสายตามนุษย์ เป็นสายตาที่ทั้งสงบและมีความรู้สึกตัวอยู่ในนั้น เป็นสายตาที่ให้พื้นที่กับสายตาของเรา ที่จะมองกลับไปแบบไม่หลบตาโดยปราศจากคำพูด มันให้เรารู้สึกลึก ๆ ถึงความเชื่อมโยงกับห้วงขณะตรงนั้น บรรยากาศ กลิ่นของสถานที่ และผู้คนที่แม้ไม่รู้จักชื่อ ได้มานอนอยู่ในเรือน ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไว้ให้คนนอกอย่างเรามาศึกษาแล้วจากไป

Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ
Sit Spot การนั่งเฉย ๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ Productive แต่ได้เข้าถึงโลกใหม่ในธรรมชาติ

ความรู้สึกของการเห็นและการถูกมองเห็นแบบนี้ ยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้งทั้งกับมนุษย์ที่เรามีโอกาสพบเจอหรือสัตว์ อย่างเนื้อทราย ที่จะพบได้บ่อย ๆ บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติห้วยอุโมงค์ตีนดอยสุเทพ เวลาไปเดินในป่าตามลำพัง ห้วงขณะของสายตาที่สัตว์ป่ามองเราอย่างสงบและตื่นตัว หลายครั้งช่วยทำให้เราได้กลับมาเห็นตัวเองอีกครั้ง ตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกทางนิเวศที่ใหญ่กว่าความคิดของเรา

อัลโด ลีโอโปลด์ (Aldo Leopold) นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกัน ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างหมดจด ผ่านประสบการณ์ช่วงที่เขาเห็นประกายสีเขียวของแววตาหมาป่าที่ถูกเขายิงค่อย ๆ มอดดับลง การเห็นครั้งนั้นได้เปลี่ยนสำนึกของเขาที่มีต่อโลกแวดล้อม จากโลกที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่สำนึกใหม่ที่เห็นโลกเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึกและการรับรู้ โดยมีเราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในนั้น

ความรู้สึกของการมองเห็นและถูกมองเห็นแบบนี้ละมั้ง การเห็นที่ไปพ้นกลไกอัตโนมัติของสมองของเรา ที่โยนบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญทิ้งไป เราจึงเห็นโลกในมุมแบบที่เราพอใจจะเห็น ตัดสินใจจากการเห็นเพราะคิดว่าโลกมันก็เป็นแบบนั้น มีข้อมูลมากมายผ่านการเห็น แต่อาจจะไม่ได้สลักสำคัญกับความรู้สึกภายในของเรา ในขณะที่ลึก ๆ แล้วเราต่างก็โหยหาการเห็นจากกันและกันด้วยสายตาแบบนี้ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของ ‘ความสัมพันธ์’ อันเป็นต้นธารหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Presencing

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ ถึงจะกลับไปเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น มองเห็นเพื่อให้เราอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และรับรู้ถึงความเป็นทั้งหมดของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก และการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เราอาจจะชอบและไม่ชอบ โดยมีผัสสะอื่น ๆ และดวงตาของเราเป็นเครื่องมือในการทำความรู้จักและสังเกตความเป็นไปของโลก

จอน ยัง (Jon Young) นักธรรมชาติวิทยา ผู้เป็นมัคคุเทศก์ทางธรรมชาติคนสำคัญแห่งยุคสมัย ได้รวบรวมวิธีการเชื่อมโยงเรากับโลกผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ เขาแนะนำกิจกรรมที่เรียกว่า ‘Sit Spot’ ให้เรา ลองให้ฝึกฝนและทำอย่างต่อเนื่อง อาจจะเริ่มต้นด้วยการหาสถานที่ที่เรานั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ถูกรบกวน อาจจะเป็นชายป่าใกล้บ้าน ในมุมใดมุมหนึ่งของสวนสาธารณะ สวนภายในบ้าน หรือตรงระเบียงที่มองออกไปภายนอกได้ ควรจะเป็นที่ที่เราไปนั่งได้บ่อย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งตรงนั้นเฉย ๆ อย่างน้อยสัก 15 นาทีขึ้นไป แล้วลองสังเกตสิ่งรอบตัว เพื่อบ่มเพาะสติและสัมปชัญญะในสถานที่แห่งนั้น

หากเราทำได้บ่อย ๆ ในสถานที่ที่เราค่อย ๆ คุ้นเคย เราอาจเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เช่น การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ในแต่ละช่วงวันหรือฤดูกาล ความรู้สึกของสถานที่ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบของชีวิตอื่น ๆ นับพัน วิธีการแบบนี้อาจดูแปลกสำหรับเราที่ไม่คุ้นเคยกับการไม่ทำอะไรเลยในสังคมที่ให้ค่ากับความ Productive ตลอดเวลา แต่วิธีนี้ค่อนข้างธรรมชาติ น่าจะคล้ายกับชาวบ้านที่คุ้นเคยกับป่า รู้จักป่า และเห็นรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแบบที่เราในฐานะคนที่ไม่คุ้นเคยกับป่านั้นไม่มีทางมองเห็น

ทอม บราวน์ ธรี (Tom Brown III) นักแกะรอยในป่า อธิบายว่า เวลาเราเดินในป่าหรือไปตามสถานที่ต่าง ๆ จะมีคลื่นพลังงานที่เราแผ่ออกมาจากตัวเป็นวงรัศมี (Concentric Ring) และเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเรา สัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รับรู้ถึงพลังเหล่านี้ได้ เขาจึงหลบอยู่เงียบ ๆ เฝ้ามองเวลาเราเดินไปในพื้นที่ของเขา เราจึงเป็นเพียงคนผ่านทางในโลกของสัตว์และสิ่งมีชีวิต ในขณะที่พวกเขามองเราอยู่ แต่เรากลับไม่เห็นเขา

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

หากเรานั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้นสัก 30 นาที ร่างกายและลมหายใจของเราที่เริ่มสงบ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ คลื่นพลังงานของเราจะถูกปรับจูนให้เป็นคลื่นเดียวกันกับสถานที่ตรงนั้น ตรงที่สิ่งต่าง ๆ ร่วมกันอยู่ จนกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นหรือพลังงานอื่นเข้ามารบกวนและจากไป คลื่นพลังงานของสถานที่และชีวิตตรงนั้นจะกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมอีกครั้ง

นี่เป็นวิธีที่พรานในอดีตใช้ล่าสัตว์ ชนเผ่าหลายวัฒนธรรมในโลกเข้าป่าเพื่อเห็นปัญญาในธรรมชาติ รวมทั้งนักธรรมชาติวิทยาหรือนักนิยมไพรในปัจจุบันใช้ผสานตนเองเข้ากับโลกทางธรรมชาติ

วิธีการและเรื่องราวที่เล่ามานี้ อาจฟังดูเป็นเรื่องราวของผู้คนและวิถีปฏิบัติที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรา หากเราลองจินตนาการเล่น ๆ ว่า ตัวเราและผู้คนที่เราพบเจอก็ไม่ต่างจากสัตว์นานาชนิดในป่า ที่มีทั้งดูน่ากลัว น่าเอ็นดู หวาดกลัว หรือสวยงามน่าดึงดูด และสถานที่อย่างที่ทำงาน ห้องประชุม โรงเรียน หรือเมืองที่เราอยู่ร่วมอาศัย เป็นสภาพนิเวศหนึ่งที่ไม่ต่างจากป่า เราก็น่าจะรู้สึกถึงประสบการณ์แบบที่ ทอม บราวน์ ธรี อธิบายได้ไม่ยาก

เราต่างเคยรับรู้ถึงบรรยากาศของพลังงานที่เปลี่ยนไป เวลามีใครเดินเข้ามาในห้องประชุม มวลอากาศในรถไฟฟ้า หรือบรรยากาศของสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองของเรา สถานที่เหล่านี้ต่างเป็นสถานที่ที่เรามองเห็นและถูกมองเห็น และอาจมองไม่เห็นและไม่ถูกมองเห็น หลายครั้งเราอาจจะเป็นสัตว์ป่าที่ตื่นกลัว ซ่อนอยู่และเฝ้ามองสัตว์อื่น ๆ ให้ผ่านไป ในขณะที่สัตว์ผู้ล่าก็ไม่คิดว่าโลกของมันมีเราซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่ง เพราะอัตลักษณ์และการมีอยู่ของเราไม่ถูกรับรู้และปรากฏเห็น

หากมองจากมุมพระเจ้า เมืองของเราน่าจะเต็มไปด้วยคลื่น Concentric Ring ที่ว้าวุ่น แต่ในทางกลับกัน หากสถานที่นั้นเป็นที่ที่เราคุ้นเคยและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็นง่ายขึ้น เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และผู้คนอื่น ๆ ง่ายขึ้น การเห็นในแบบนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้องค์ประกอบที่มีชีวิตในสถานที่แห่งนั้นกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมได้ดีขึ้น เราอาจจะเริ่มเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ ตามสามัญลักษณะของมัน พอเรารู้จักและเห็นความงามของสิ่งใด เราอาจจะรักษาและดูแลมันมากขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ตามใจของเราน้อยลง

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง
จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Seeing is Rewilding

Sit Spot อาจจะไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของนักธรรมชาติวิทยา ที่จะใช้มองเห็นความงามตามธรรมชาติของพื้นที่ธรรมชาติอย่างป่าเขาลำเนาไพร แต่น่าเป็นแบบฝึกหัดสำคัญของคนในยุคสมัยของเรา ที่จะค่อย ๆ ฟื้นคืนความสามารถในการมองเห็นของเราเอง การเห็นเพื่ออยู่ตรงนั้น และเป็นสักขีพยานของทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวังและสิ้นหวัง ของชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศที่เราอยู่อาศัย ความสัมพันธ์หรือการเชื่อมโยงที่ว่านี้ อาจจะไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องดี ๆ ชวนฝัน หากแต่เป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกโยงตัวเราเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะไม่รู้สึกเพิกเฉย การมองเห็นที่ว่าจึงเป็นการโอบอุ้มความเป็นทั้งหมด

ดีพัค โชปา (Deepak Chopra) แพทย์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เคยอธิบายความหมายของคำว่า ‘ความเป็นทั้งหมด’ หรือ Wholeness ว่าคำคำนี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า Holy ที่แปลว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ และความรู้สึกที่เรา ‘โอบอุ้ม’ สิ่งต่าง ๆ เพราะเราเชื่อว่าโลกนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ทุกชีวิตมีความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณ หากเราสามารถฟื้นคืนศักยภาพในการมองเห็นของเรา เพื่อทำให้การเห็นของเรามีคุณลักษณะของการโอบอุ้ม Seeing is Holding ความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน่าจะเปลี่ยนไปไม่น้อย

หากสถานที่ที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน ในย่าน หรือเมือง โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้แต่สถานที่ทำงาน มีที่ที่จะเป็น Sit Spot ให้เราได้นั่งเงียบ ๆ ได้ มีมุมดี ๆ ที่เราจะได้มองออกไปเพื่อเชื่อมโยงความเป็นไปของโลกภายนอกและชีวิตอื่น ๆ หรือมีที่ว่างที่เราจะได้นั่งล้อมวงและมองเห็นแววตากันและกันให้มากขึ้น สถานที่รอบตัวของเราในอนาคตน่าจะเปลี่ยนไปจากแบบที่เรารู้จักมาก ๆ เราจะมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยถูกมองเห็นและใส่ใจมันมากขึ้น ในฐานะสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีความรู้สึกและจิตวิญญาณ

จาก Gorilla Basketball Experiment ถึง Sit Spot การนั่งนิ่ง ๆ แล้วใช้การมองเห็น เชื่อมเราเข้ากับทุกสรรพสิ่ง

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

“ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา มีแมลงหายไปจากระบบนิเวศกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนที่เคยมี ด้วยสารเคมีที่เราใช้ ระบบเกษตรสมัยใหม่ และการพัฒนาถิ่นฐานของมนุษย์ที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดหย่อน สิ่งเหล่านี้ทำให้มันสูญเสียถิ่นที่อยู่ และสูญพันธุ์ไปแบบที่เราไม่ทันได้รู้สึกตัว”

บทบรรยายท่อนนี้ในสารคดีธรรมชาติที่บังเอิญเปิดเจอในทีวี ทำให้เรานึกถึงภาพความทรงจำเกี่ยวกับแมลงต่าง ๆ สมัยยังเป็นเด็ก ช่วงหัวค่ำแมลงจะบินมาเล่นไฟเต็มบ้าน สำหรับผู้ใหญ่มันน่ารำคาญจนต้องเปิดไฟนอกบ้านเพื่อล่อแมลงออกไป แต่สำหรับเด็ก ๆ มันสนุกที่จะได้ออกไปดูว่ามีตัวอะไรบ้าง แมลงและแมงในความทรงจำที่ยังพอจำภาพได้ คือ แมงกะชอนที่มีปากคม ชีปะขาวตัวบางใสที่บินกันมาเป็นฝูงนับพัน แมงแคงที่เหม็นติดมือ ล้างเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออก หรือผีเสื้อกลางคืนหลากหลายชนิด ที่ถ้าไปจับโดนปีกของมัน ผงขนสีฝุ่นจะติดอยู่ตรงปลายนิ้วมือ และถ้าเป็นช่วงปลายฝนอย่างนี้ ถ้าโชคดีจะได้ด้วงกว่างมาเล่นสักตัว 

เรายังจำได้ดีที่ตอนกลางคืนเวลาซ้อนมอเตอร์ไซค์ ผู้ใหญ่ต้องบอกให้หุบปากและหรี่ตาเพราะแมงจะเข้าตาและปาก หรือถ้าขับรถยนต์ตอนกลางคืนไปไหนกับพ่อ เช้ามาจะพบซากแมลงตายเต็มหน้ากระจกและไฟหน้ารถ ซึ่งตอนนี้เราแทบไม่เห็นแมลงที่หลากหลายแบบนี้แล้ว ในเมืองของเราแทบไม่มีแมลงเหมือนเมื่อก่อน ไม่มีสิ่งที่น่ารำคาญใจให้ต้องจัดการ แต่การหายไปครั้งใหญ่ของเหล่าแมลงนี้ กลับเป็นโจทย์สำคัญของการอยู่ได้ของโลกในอนาคต ซึ่งความหลากหลายและสายใยที่เกี่ยวร้อยของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ คือลมหายใจของโลกและเรา

6 วิธีเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้กลายเป็นอุทยานจิ๋วของผีเสื้อและแมลง

พลังของสวนขนาดจิ๋ว

เดฟ กูลสัน (Dave Goulson) เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสวนขนาดเล็กหน้าบ้านในหนังสือที่ชื่อว่า The Garden Jungle or Gardening to Save the Planet ให้ภาพเชื่อมโยงสิ่งเล็ก ๆ ในสวนที่เราทำทุกวัน กับสิ่งที่ใหญ่ขึ้นเพื่อปกป้องความหลากหลายของโลก และที่สำคัญคือ พอเราได้เริ่มลงมือ ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ วัน เพื่อเป็นพลังและความหวังท่ามกลางสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่น่าหดหู่และชวนสิ้นหวัง 

เดฟยกเรื่องราวที่บันดาลใจของ เจนนิเฟอร์ โอเวิน (Jennifer Owen) คุณป้านักสัตววิทยา เธอปลูกดอกไม้และพืชพรรณต่าง ๆ ในสวนขนาด 0.07 เอเคอร์ หรือ ประมาณ 280 ตารางเมตร และใช้เวลากว่า 30 ปี ในการบันทึกว่า ในสวนของเธอที่มีพรรณไม้กว่า 400 ชนิด มีสัตว์และแมลงอะไรเข้ามาอยู่และใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่เธอปลูกบ้าง เธอพบแมลงกว่า 2,204 ชนิดในสวนหน้าบ้าน และ 91 ชนิดที่พบเป็นแมลงวันดอกไม้ที่สำคัญจากทั้งหมด 256 ชนิดที่พบในสหราชอาณาจักร มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และพืชรวมกันมากกว่า 2,673 ชนิด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อยู่ร่วมอาศัยในพื้นที่ขนาดย่อม ๆ แห่งนี้ 

งานแห่งชีวิตของคุณป้าเจนนิเฟอร์ โอเวิน ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนและมีส่วนสำคัญในการวางรากฐาน ให้สังคมเห็นความสำคัญของการฟื้นฟูพื้นที่นิเวศในเมืองยุคต่อมา และที่สำคัญคือ คนทั่วไปก็มีส่วนร่วมในงานฟื้นฟูนี้ได้ ด้วยการลงมือที่หน้าบ้านของตัวเอง

6 วิธีเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้กลายเป็นอุทยานจิ๋วของผีเสื้อและแมลง
6 วิธีเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้กลายเป็นอุทยานจิ๋วของผีเสื้อและแมลง

จะเป็นไปได้ไหมนะ ที่เราจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์และวัฒนธรรมการ ‘จัดสวน’ ของเรา ให้มีพื้นที่แบ่งปันสำหรับเพื่อนสิ่งมีชีวิตรอบตัว เปลี่ยนจากสวนที่มนุษย์เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ ให้เป็นพื้นที่เพื่อการฟื้นคืนธรรมชาติ (Rewilding) เพื่อให้เรากลับมาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับชีวิตอื่นอย่างเคารพ ด้วยความงามและความรู้สึกสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา เพราะในโลกธรรมชาติ อาจไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ศัตรูพืช’ หรือ ‘วัชพืช’ ให้กำจัดเสียทั้งหมด ด้วยเพราะมันไม่ได้ให้ประโยชน์ระยะสั้นโดยตรงกับเรา

คอลัมน์ตอนนี้ เราอยากเชิญชวนทุกคนเดินออกไปสำรวจสนามหญ้าหน้าบ้าน ที่ว่างรอบ ๆ บ้าน นอกรั้วบ้าน หรือที่ทำงาน และลองดูซิสิว่ามีพื้นที่ตรงไหนบ้าง ที่พอจะลงมือเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างได้ เพื่อร่วมกันสร้างอุทยานจิ๋วให้กับนก ผีเสื้อ และแมลง

6 องค์ประกอบของสวนเพื่อนแมลง

1. ไม่ใช้สารเคมีในสวน

แมลงและแมงหลายชนิดอ่อนไหวกับสารเคมีมาก ๆ เช่น ผึ้ง ชันโรง ผีเสื้อ ซึ่งเราอาจจะเคยรู้กันอยู่แล้ว แต่มีแมลงและแมงบางพวกที่วางไข่และตัวอ่อนในดินหรือพื้นที่ชื้นแฉะ ซึ่งเราไม่ค่อยได้สังเกตเห็น อย่างจักจั่น ผึ้งที่อยู่ในดิน ที่จะหายวับไปจากสวนในบ้านของเรา เพราะสารเคมีที่เราใช้ไหลซึมลงไปในดิน หรือจากละอองเคมีที่เราฉีดพ่นตกลงบนผิวน้ำ ซึ่งเป็นที่วางไข่และตัวอ่อนของแมลงที่น่ารักอย่างชีปะขาว หิ่งห้อย และแมลงปอ

2. ไม้ยืนต้นที่หลากหลาย

การปลูกผลไม้ที่หลากหลาย ดึงดูดได้ทั้งกระรอก กระแต นก และผีเสื้อ กิ่งก้านของมันยังเป็นที่ปลอดภัยให้นกสร้างรังในช่วงวางไข่ เป็นบ้านของกิ้งก่า และกิ่งผุเก่าแก่ยังเป็นโพรงอย่างดีให้กับนกตีทอง ยอดทรงพุ่มของเรือนยอดที่ต่อกันแพ ยังทำหน้าที่เป็นระเบียงนิเวศหรือทางด่วนยกระดับอย่างดี ให้สัตว์ได้เดินทางเคลื่อนย้ายและกระจายพันธุ์ เชื่อมต่อกันจากหย่อมป่าเล็ก ๆ จากบ้านหนึ่งไปสู่อีกบ้านหนึ่ง ต้นไม้หลายชนิดที่ดอกบานตอนกลางคืน อย่างแคนา เพกา ละมุด ยังช่วยดึงดูดค้างคาวที่ช่วยกินยุงให้กับเรา

6 วิธีเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้กลายเป็นอุทยานจิ๋วของผีเสื้อและแมลง
6 วิธีเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้กลายเป็นอุทยานจิ๋วของผีเสื้อและแมลง

3. ไม้ดอกที่หลากหลาย รูปทรง สี ขนาด

การมีดอกไม้หลายหลายชนิดในสวน ทั้งสีสัน รูปทรง และขนาด ยังดึงดูดผีเสื้อและผึ้งแตกต่างชนิดกัน เพราะว่าปากดูดน้ำหวานของผีเสื้อกับดอกไม้ต่างวิวัฒนาการมาร่วมกัน ส่วนแมลงต่าง ๆ ก็เห็นสีไม่เหมือนกับที่เราเห็น เช่น ผึ้งไม่เห็นสีแดง แต่เห็นสีฟ้า เหลือง ชมพู ส้ม ได้ดี ดังนั้น ถ้าสวนเรามีดอกไม้หลากหลายสีสัน รูปทรง ก็ย่อมดึงดูดผีเสื้อและแมลงได้หลากหลายชนิด กว่าสวนที่มีดอกสวยเพียงชนิดเดียว

4. หญ้าหลากหลายระดับความสูง

เรามักสบายใจเมื่อเห็นหญ้าเรียบเตียน และรู้สึกขัดตากับความรกเมื่อเห็นหญ้ายาว ๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเราต่างเคยมีสัญชาตญาณที่ต้องเอาตัวรอดในทุ่งหญ้า เพื่อระวังภัยจากสัตว์ป่าในอดีต การได้เห็นทุ่งโล่งจึงเกิดความสบายใจในระดับพันธุกรรม แต่ในเมืองปัจจุบันไม่ต้องกลัวสัตว์ป่าเหมือนในอดีต และการมีพื้นที่ที่ปล่อยให้หญ้ายาวได้บ้างนั้นก็ดีกับระบบนิเวศ เช่น เมล็ดหญ้าบางชนิดเป็นอาหารให้นกปากสั้น ๆ อย่างนกกระจอก นกกะติ๊ด พงหญ้ายังเป็นที่หลบภัยและบ้านให้สัตว์และแมลงอย่างเต่าทอง หรือแม้แต่เป็นวัสดุทำรังของนกกระจาบ 

หากเราลองสังเกตดอกหญ้าในเมือง เราจะพบว่าจะเห็นความหลากหลายของหญ้าเพียงไม่กี่ชนิด เพราะเมล็ดหญ้าที่ฝังอยู่ในดินไม่ได้มีโอกาสได้งอก เพราะโดยตัดเสียก่อน การมีพื้นที่รกชัฏให้หญ้าได้ยาวบ้างในพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น ริมแม่น้ำ ริมคลอง ยังช่วยกรองสารเคมีจากพื้นที่เมืองลงแหล่งน้ำ หรืออุณหภูมิของใต้ดินบริเวณนั้นยังลดลงกว่าพื้นที่หญ้าประดับสั้น ๆ การเว้นพื้นที่มุมใดมุมหนึ่งของบ้านให้หญ้ามีโอกาสยาวได้บ้าง อาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนิเวศของเมืองได้

6 วิธีเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้กลายเป็นอุทยานจิ๋วของผีเสื้อและแมลง

5. แหล่งน้ำ

แหล่งน้ำจำเป็นกับสัตว์และแมลง ซึ่งอาจจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ แอ่งน้ำที่ตื้นมาก ๆ ประมาณ 2 – 15 เซนติเมตร อย่างถาดดินเผาเพื่อให้นกอาบน้ำ กินน้ำ หรือสระน้ำตื้น ๆ ซึ่งอาจเป็นบ่อปูนหรือบ่อดินที่ลึกตั้งแต่ 15 – 50 เซนติเมตร แหล่งน้ำที่ว่านี้อาจเป็นอันเดียวกันได้ โดยต้องมีขนาดความลึกหลากหลาย เพราะความต่างระดับที่หลากหลายของระดับน้ำ ทำหน้าที่ต่างกัน เช่น เป็นที่อาบน้ำ กินน้ำของนก เป็นที่กินน้ำของผึ้ง วางไข่ของแมลงปอ หรือเป็นที่วางไข่ของกบ หรือเลี้ยงปลา 

รวมทั้งพืชน้ำที่หลากหลายก็ชอบระดับที่แตกต่างกัน จุดสำคัญคือ แหล่งน้ำนี้ต้องมีจุดที่นกและแมลงเกาะได้อย่างปลอดภัย หรือจุดสัญจรให้สัตว์ขึ้นลงน้ำได้อย่างปลอดภัย แหล่งน้ำนี้ควรมีส่วนที่โดนแดดบ้าง และอยู่ในร่มบ้าง เพื่อไม่ให้อุณหภูมิของน้ำร้อนเกินไป หรือร่มจนพืชน้ำทั้งชายน้ำและในน้ำขึ้นไม่ได้ เพราะความหลากหลายของพืชในน้ำและพืชชายน้ำ เป็นตัวสร้างสมดุลของธาตุอาหารในแหล่งน้ำ

6 องค์ประกอบง่าย ๆ ในสวน ที่อยากชวนทุกบ้านทำ เพื่อให้เรากับธรรมชาติกลับมาคุ้นเคยกันมากขึ้นกับการเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้าน

6. กองใบไม้ กองท่อนไม้

ตรงบริเวณกองใบไม้หรือกองปุ๋ยหมักของบ้าน มักเป็นพื้นที่ชื้นเย็น สัตว์เลื้อยคลานและแมลงมักไปวางไข่หรือทำรัง จุดนี้ควรจะอยู่ห่างจากตัวบ้าน และแต่ละปีควรรื้อออกไปใช้เป็นปุ๋ยบ้าง เพื่อให้นก (หรือไก่) มาช่วยกำจัดแมลงหรือแมงที่มีพิษ เช่น ตะขาบ แมงป่อง กองท่อนไม้ที่วางไว้ในตำแหน่งเย็น ๆ แบบนี้ มักดึงดูดให้ผึ้งมิ้มมาอยู่ รวมทั้งจิ้งเหลนซึ่งไม่ได้มีพิษมาอยู่ และทั้งสองเป็นแหล่งอาหารสำคัญของนกผู้ล่า

ด้วยการเพิ่มเติม 6 องค์ประกอบเหล่านี้ที่ทำได้ง่าย ๆ ในพื้นที่รอบบ้านของเรา พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งก็จะกลายเป็นที่สวนจิ๋วที่เป็นมิตรกับสัตว์และแมลง

เมื่อสวนและเราให้ธรรมชาติฟื้นคืน

ภาพสวนดอกไม้ขนาดย่อม ๆ รวมทั้งผีเสื้อและแมลงที่เห็นในคอลัมน์นี้ เป็นสวนที่มีอายุประมาณ 6 เดือนหน้าสตูดิโอของเรา ที่ทดลองเปลี่ยนสนามหญ้าบางส่วนให้เป็นทุ่งดอกไม้หลากหลายชนิด เราช่วยกันพรวนดินและหว่านเมล็ดดอกไม้ที่เราเก็บมาจากที่ต่าง ๆ พร้อมปลูกไม้พุ่มแทรกลงไปในแปลงรูปฟรีฟอร์ม มีทางเดินแคบ ๆ ตัดผ่านเข้าไปในแปลง เพื่อให้สังเกตรายละเอียดในระยะใกล้ ๆ นอกเหนือจากการทดลองเรียนรู้และสังเกตว่า สวนแบบนี้จะดึงดูดผึ้ง ผีเสื้อและแมลงชนิดไหนเข้ามาอยู่อาศัยบ้าง เราตั้งใจทดลองดูว่า สวนดอกไม้แบบไหนที่ดูแลไม่เยอะ และไม่ต้องเปลี่ยนปลูกใหม่ทุกฤดู และสอง มันให้มุมมองความงามที่ใกล้เคียงธรรมชาติกับความรู้สึกของเราในแง่ไหนบ้าง

ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่ขนาด 6 x 8 เมตร จะปลูกพืชพรรณได้กว่า 32 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ดอกธรรมดา ๆ ที่พบเห็นได้ตามข้างทาง ขึ้นแทรกตรงรอยแตกของทางเดินคอนกรีต หรืออยู่ตามทุ่งร้าง รั้วบ้านของชาวบ้านในชนบทที่เราผ่านทาง และขอเก็บเมล็ดกลับมา มีหลายชนิดที่ขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจปลูก มีแมลงและแมงที่เราถ่ายรูปได้กว่า 48 ชนิด และอีกหลายชนิดที่เราถ่ายรูปไม่ได้ 

เราสังเกตว่ามีผีเสื้อที่มีขนาดและสีสันแตกต่างกัน 6 ชนิด และมีผึ้ง ชันโรง ต่อ แตน รวมกันน่าจะประมาณ 9 ชนิด เรายังเคยเจอผึ้งบัมเบิ้ลบีตัวใหญ่ ๆ ขนฟู ๆ ในสวนอีกด้วย ไม่แน่ใจว่าผีเสื้อและแมลงทั้งหมดนี้มีอยู่มาก่อนที่เราทำสวน หรือการที่เราทำสวนเป็นการดึงดูดแมลงเหล่านั้นให้เข้ามาอยู่ แต่ที่แน่ ๆ เราสัมผัสและรับรู้ถึงการมีอยู่ของเพื่อนตัวจิ๋วเหล่านี้มากขึ้น

6 องค์ประกอบง่าย ๆ ในสวน ที่อยากชวนทุกบ้านทำ เพื่อให้เรากับธรรมชาติกลับมาคุ้นเคยกันมากขึ้นกับการเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้าน

การมีสวนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดแบบนี้ช่วยทำให้เราช้าลง เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รวมกันอย่างหลากหลาย จะเห็นได้ไม่ชัดเจนในแวบแรก เพราะสายตาของเราไม่มีจุดโฟกัสไปที่ดอกใดดอกหนึ่ง หรือต้นใดต้นหนึ่งในสวนแบบที่เราคุ้นเคย เราจึงต้องใช้เวลาค่อย ๆ ดูรายละเอียดที่ผสมผสานกันมากกว่าปกติ บางครั้งเราจะพบแมลงซ่อนตัวอย่างกลมกลืนไปกับใบหรือดอก อย่างแมงมุมสีเหลืองใบไม้ แมงมุมปูขาวที่รอซุ่มดักเหยื่อ หากสังเกตดี ๆ จะยิ่งเห็นรายละเอียดและรูปแบบบางอย่าง ที่ชวนให้เกิดความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับธรรมชาติของสรรพสิ่งเพิ่มขึ้น 

เช่นว่าทำไมตัวมวนสีเขียว ๆ คู่นี้มักอยู่บนก้านดอกด้ายนี้ตลอดเวลา ทำไมตั๊กแตนตำข้าวมักเกาะอยู่ที่ยอดของต้นฉัตรพระอินทร์อยู่ประจำ หรือผีเสื้อสีเทาตัวเล็ก ๆ มักเจอคู่กับดอกตีนตุ๊กแก หรือใบที่มีรอยปรุประช่วงต้นหน้า เป็นฝีปากของหนอนผีเสื้อหรือตั๊กแตนกันนะ และเดือนต่อมา ใบนี้จะถูกม้วนเป็นรังให้ตัวดักแด้ได้หลบอยู่ข้างใน 

ความสงสัยที่มาพร้อมกับความรู้สึกมหัศจรรย์ใจในสิ่งธรรมดาเล็กน้อยเหล่านี้ บางครั้งก็ช่วยเปิดผัสสะหลายด้านของเรา อย่างเช่นการมองเห็น การสังเกต หรือแม้กระทั่งการได้ยินในเสียงที่ละเอียดมาก ๆ ซึ่งปกติเราไม่เคยสังเกต อย่างเสียงจิ้งหรีดตอนหัวค่ำในความมืด หรือของนกแต่ละชนิดที่เราจำแนกแยกออกจากกันได้ การมองเห็นและเป็นส่วนหนึ่งของความงามแบบนี้ แม้จะเป็นชั่วขณะสั้น ๆ แต่หลายครั้งมันก็ช่วยปิดโหมดความคิดที่เราติดแหงกอยู่ หรือปลอบประโลมจิตใจที่อ่อนล้าแส่ส่ายของเราให้สงบลง

มีอยู่หลายครั้งที่เราเจอแมลงที่เรามักจะเจอซ้ำ ๆ บนต้นไม้ต้นเดิม เราเห็นมันตั้งแต่เป็นตัวอ่อนปีกใส จนกลายเป็นตัวเต็มวัย และเห็นตอนที่มันล่าเหยื่ออย่างเจ้าตั๊กแตนตำข้าว การพบเจอกันบ่อยครั้งจึงกลายเป็นความคุ้นเคย เราลองยื่นนิ้วมือให้มันมาเกาะ ซึ่งก็ใช้เวลาหลายวันในการที่มันถอยเข้าถอยออกด้วยความระแวง จนวันที่มันวางใจเดินมาเกาะหรือเดินบนฝ่ามืออย่างคุ้นเคย เรารู้สึกได้ถึงพลังชีวิตหรือกระแสความอบอุ่นของสิ่งมีชีวิตที่บอบบางนี้ 

บางทีความอบอุ่นที่เรารู้สึกตรงกลางฝ่ามือนี้ อาจเป็นชีพจรเราเองที่เราไม่ค่อยรู้สึกถึงมันได้ในช่วงเวลาปกติ แต่ด้วยสิ่งมีชีวิตสามัญที่อยู่ตรงหน้าเราเหล่านี้ มันช่วยให้เราละเอียดอ่อนขึ้น เพื่อจะรู้สึกถึงสายใยบาง ๆ ที่ยึดโยงเราเข้ากับสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ หากการมีความสัมพันธ์ที่ดีคือปัจจัยหนึ่งของความสุข สวนจิ๋วหน้าบ้านของเราก็น่าจะมีพลานุภาพไม่น้อย ในการเยียวยาโลกและเราไปพร้อม ๆ กัน

6 องค์ประกอบง่าย ๆ ในสวน ที่อยากชวนทุกบ้านทำ เพื่อให้เรากับธรรมชาติกลับมาคุ้นเคยกันมากขึ้นกับการเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้าน

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load