‘มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่’

คุ้นๆ กันไหมว่าผลไม้ชื่อยาวนี้ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง นางสิบสอง เมื่อนางยักษ์แกล้งป่วยหนัก มีเพียงผลไม้วิเศษนี้เท่านั้นที่จะรักษาอาการได้ พระรถเสน พระเอกของเรื่องที่เป็นลูกเลี้ยงจึงออกไปผจญภัยตามหาถึงเมืองของนางเมรี

ถึงนางยักษ์ในนิทานจะป่วยปลอม แต่มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ มีอยู่จริง และมีสรรพคุณเป็นยาจริงๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

ลุงศิริ เจริญช่าง เคยป่วยหนักเป็นโรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ต่อเนื่องถึง 40 ปี กลับอาการดีขึ้นอย่างน่าแปลกใจเพราะกินมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ครอบครัวเจริญช่างจึงตัดสินใจนำผลไม้นี้มาปลูกเป็นสวนบนพื้นที่กว่า 40 ไร่ในตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม

การปลูกสมุนไพรรักษาโรคให้พ่อ กลายเป็นธุรกิจครบวงจรของเกษตรกรยุคใหม่ ที่ทั้งปลูก แปรรูปเป็นสินค้าสารพัดกว่า 30 รายการ ไปจนถึงเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ คาเฟ่ และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของอัมพวาได้อย่างไร ทสม์ เจริญช่าง ลูกชายคนเล็กของครอบครัวพาเราเข้าอาณาจักรผลไม้สีแดงชมพูแล้วเล่าเรื่องราวให้ฟัง

ไม่แฟนตาซีเหมือนในนิทาน เส้นทางการค้นพบและสร้างธุรกิจจากมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ เป็นโมเดลจริง จับต้องได้ แต่สนุกและสร้างสรรค์ไม่แพ้กัน

เชิญชมการเปลี่ยนสวนแปลกเป็นสวนสนุก ณ บัดนี้

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

แปลกแต่ดี

15 ปีก่อน เมื่อไปไหว้พระทำบุญ แล้วพระแนะนำว่าผลมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ หรือ ‘หนามแดง’ แก้เจ็บคอได้ ลุงศิริทดลองชิมแล้วอาการไอน้อยลง เสมหะลดลง ลุงและ ป้าสมปอง เจริญช่าง ก็หาพันธุ์ผลไม้นี้มาปลูกบนที่ดินที่มีในจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากต้นไม้โตช้า จึงต้องปลูกจำนวนเยอะเพื่อผลผลิตต่อเนื่องให้ลุงกินทุกวัน

1 ปีผ่านไป แทนที่จะต้องผ่าตัด อาการของคุณลุงวัย 60 กลับดีขึ้นมากจนหมอแปลกใจ เมื่อแนะนำให้เพื่อนฝูงลองทาน ปรากฏว่าช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน โรคความดัน และสารพันโรคของเพื่อนๆ ด้วย ทั้งคู่จึงหันมาทำสวนมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ อย่างจริงจังทั้งในสมุทรสงครามและกาญจนบุรี โดยขายผลไม้และแบ่งต้นให้เพาะพันธุ์ด้วย กลุ่มลูกค้าคือผู้ใหญ่ที่ต้องการรักษาสุขภาพ เห็นว่าพืชชนิดนี้เป็นยา

“ตอนนี้งานวิจัยเกี่ยวกับมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ มีเยอะมากในเมืองไทย ในต่างประเทศเช่นที่อินเดียมีงานวิจัยนานแล้วว่าเป็นอายุรเวช มันเป็นพืชที่ปรากฏชื่ออยู่ในพุทธประวัติ เป็นเหมือนยาของพระพุทธเจ้า เขาปลูกและกินเป็นผลไม้ดองเกลือ เหมือนที่เรากินผักดองในชีวิตประจำวัน”

ทสม์อธิบายคร่าวๆ ว่า ทุกส่วนประกอบของมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ตั้งแต่รากจรดใบมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย คนไทยมองว่าเป็นสมุนไพรมีประโยชน์ แต่รสชาติเปรี้ยวฝาดแบบนี้ไม่ใช่ของอร่อย ไม่จำเป็นก็ไม่อยากกิน ตอนแรกสวนมะนาวโห่ลุงศิริจึงมีคนมาเยี่ยมไม่มาก มาซื้อผล ซื้อน้ำ หรือซื้อต้นไม้ไปปลูกครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาอีก

จะทำยังไงให้ผลไม้ในวรรณคดีนี้น่าสนใจขึ้น และทำให้คนอยากกลับมาที่สวนบ่อยๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

หัวการค้า

เคล็ดลับแปลงโฉมสวนมะนาวโห่ลุงศิริแตกต่างจากสวนอื่นๆ คือการคิดแบบพ่อค้า

แต่เดิมครอบครัวของทสม์ไม่ได้อยู่ในวงการเกษตรกรรม พ่อแม่และพี่น้อง 7 คนล้วนทำธุรกิจ เขาซึมซับการทำธุรกิจตั้งแต่เด็กๆ และเรียนปริญญาโทด้านการบริหาร จึงมองเห็นมูลค่าว่าสวนนี้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนได้

“แต่ก่อนเวลาคนนึกถึงสมุทรสงคราม ต้องคิดถึงมะพร้าวอ่อน ลิ้นจี่ ส้มโอขาวใหญ่ ทุกวันนี้ก็เริ่มคิดถึงมะนาวโห่กันบ้างแล้ว” เจ้าของสวนเอ่ยอย่างภูมิใจ

“อาจารย์ที่ปรึกษา ป.โท เราชอบเรื่องท่องเที่ยวชุมชน เราเลยเล่าเรื่องสวนมะนาวโห่ให้ฟังว่ามันพัฒนาเป็นที่เที่ยวได้มั้ย อาจารย์ก็ช่วยแนะนำ ให้เราวางแผนการสร้างที่เที่ยวว่าต้องมีอะไรบ้าง พอไปนำเสนอ เป็นจังหวะที่ยุคทีวีเริ่มเปลี่ยนเป็นดิจิทัล สื่อเพิ่มมากขึ้นทุกช่องทาง และกระแสรักสุขภาพก็มาพอดี เราเลยต่อยอดทำจริงในขณะที่สถานที่พร้อมแล้ว”

ทสม์เท้าความถึงจุดเริ่มต้นการทำแบรนดิ้งเมื่อราว 7 ปีที่แล้ว เขาค่อยๆ สร้างร้านศิริสมปอง ร้านสินค้าหน้าสวนที่ดึงดูดลูกค้าให้ชิมผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ แล้วซื้อของฝากหรือของขวัญกลับบ้าน

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“ถ้าเป็นที่เที่ยวอย่างเดียว เราไม่ได้เก็บค่าเข้าชม ก็ไม่ได้อะไรจากตรงนั้นเลย ดังนั้น จากที่ขายน้ำคั้นกันบ้านๆ ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวจริงจังให้เกิดรายได้ เลยพยายามใส่ลูกเล่นอะไรหลายๆ อย่าง วันนั้นที่พ่อแม่ทำ เขาตีโจทย์ว่ามะนาวโห่คือยา เพราะฉะนั้น ตำแหน่งการตลาดคือผู้ใหญ่วัย 60 – 70 ขึ้นไป แล้วครอบครัวที่มากับเขา รุ่นลูกรุ่นหลานล่ะ

“วัยสัก 30 เป็นวัยที่ชอบช้อปปิ้ง เราก็เลยใส่ไอเดียว่าทำสินค้าคู่ครัวสิ ไปเดินตามท้องตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เห็นทุกชั้นมีน้ำพริก มีแยม เลยทำน้ำพริก ทำแยมออกมา เพราะคิดว่าคนที่ชอบซื้อของก็จะซื้อฝากเพื่อน ฝากพนักงานที่ออฟฟิศ ตอบโจทย์กลุ่มวัยทำงานถึงวัยกลางคน ส่วนวัยรุ่นไม่อินสินค้าแปรรูป ชอบนั่งร้านกาแฟตอนกลางวันรอไปอัมพวาตอนเย็นๆ ก็มีคาเฟ่ให้นั่งถ่ายรูป

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“พ่อ แม่ พี่ น้อง ขายได้หมดแล้ว แล้ววัยเด็กล่ะขายอะไร ก็แปรรูปเป็นเยลลี่ เป็นไอศครีม ก็ขายได้ เราเรียนรู้จากปัญหา ถ้ามันกินยาก มันไม่อร่อย ทำให้มันอร่อยสิ ให้เขาอยากกิน ใส่ให้ครบ เติมจุดที่บกพร่อง พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านคือได้ตังค์จากเขาทุกคน มันไม่ง่ายเลยที่จะทำให้คนเข้ามาและซื้อของเรา ในเมื่อลูกค้ามาหน้าบ้านแล้ว เราต้องตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย”

ทสม์เปลี่ยนภาพลักษณ์สมุนไพรโบราณเป็นเบอร์รี่ชนิดหนึ่งที่พลิกแพลงทำอาหารได้สารพัด จากน้ำผลไม้หรือผลไม้แช่อิ่มง่ายๆ ทุกวันนี้เขามีนักวิทยาศาสตร์อาหารมาช่วยออกแบบของอร่อยซับซ้อน ทั้งแยม น้ำพริก น้ำไซเดอร์ ชา ผลไม้กวน ผลไม้ลอยแก้ว ผลไม้สามรส เยลลี่ และไอศครีมเชอร์เบต ผลไม้ในนิทานจึงดึงดูดผู้คนหลากหลายขึ้นทุกที ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่เข้ามาซื้อสุขภาพ จนถึงลูกค้าตัวน้อยจากชลบุรีที่ให้คุณตาพามาซื้อเยลลี่สีแดง 20 กว่าถ้วยทุกเดือน

สร้างสวนสนุก

เป้าหมายของสวนมะนาวโห่ลุงศิริคือการทำให้ลูกค้ากลับมาเยี่ยมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น ที่นี่จึงต้องเปลี่ยนแปลงขยับขยายตลอด ทุก 2 – 3 เดือนจะมีสินค้ามะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ใหม่ๆ มาวางขายเสมอ ทั้งในร้านศิริสมปองและคาเฟ่ริมน้ำแม่กลองที่หมุนเวียนเมนูตามฤดูกาล เช่น เอาผลสุกไปปั่นเป็นซอสผัดเปรี้ยวหวาน เอาผลดิบต้มกับปลาทูเป็นปลาทูต้มมะนาวโห่ ขายความเป็นสมุทรสงคราม

ทสม์ใส่ใจตกแต่งสวนและจัดมุมถ่ายรูปใหม่ตลอด จะเข้ามาช่วงต้นปีเพื่อชมสวนดอกไม้สีขาว หรือชมผลเล็กๆ ที่ดกเต็มต้นตลอดกลางปีถึงปลายปี ก็มีกิจกรรมให้ทำเสมอ ตั้งแต่เรียนรู้การเกษตร ย้อมผ้ามัดย้อมสีชมพูด้วยน้ำมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ แถมทุกวันอาทิตย์ก็จัดเรือนำเที่ยวฟรีเพื่อพานักท่องเที่ยวไปกินอาหารหรือช้อปปิ้งที่ตลาดบางนกแขวก ตลาดเก่าอายุกว่า 100 ปีที่อยู่ใกล้ๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

นอกจากผู้เยี่ยมชมขาจร กลุ่มเป้าหมายในวันธรรมดาของสวนนี้คือเด็กนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนกลุ่มผู้สนใจธุรกิจและแนวคิดการทำเกษตรที่ต้องการเวิร์กช็อป หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้

“มะนาวโห่เป็นพืชที่ปลูกง่ายแต่อยู่กับมันยาก ถ้าคิดจะปลูกเพื่อขายผลผลิตมันขายไม่ได้ ตามบ้านเขาก็ปลูกกัน แต่กินสดๆ ไป 5 เม็ดก็ไม่เอาแล้วเพราะไม่อร่อย ถูกต้องมั้ย คุณต้องสร้างเรื่องราวให้มัน การปลูกเป็นต้นน้ำ กลางน้ำ เราก็แปรรูปให้กินง่าย แต่กลืนแล้วเป็นยา ปลายน้ำเราก็จัดจำหน่าย ทั้งทำสถานที่ท่องเที่ยว และทำช่องทางอินเทอร์เน็ตให้พร้อม คนที่อยู่ไกลๆ เคยกินอร่อยก็สั่งซื้อได้ตลอด ช่วงวันศุกร์เราเตรียมโฆษณาบนเฟซบุ๊ก วันเสาร์เราก็โปรโมตเจาะสมุทรสงคราม ให้คนที่มาเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาแวะมา”

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่แย้มโครงการในอนาคตว่าอยากร่วมมือกับพี่สาว ต่อยอดผลไม้นี้เป็นไวน์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ไปจนถึงสปามาส์กหน้า ทำให้ทุกองค์ประกอบของต้นมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ได้นำมาใช้อย่างคุ้มค่าและไม่มีส่วนไหนต้องทิ้งเลย

ธุรกิจครอบครัว

กว่าจะสร้างธุรกิจสำหรับคนมากมาย ด่านแรกที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต้องเจอคือพ่อแม่ตัวเอง

ก่อนจะจูงใจคนนอก ลูกชายคนเล็กใช้เวลานานในการเกลี้ยกล่อมคนในบ้าน

“ตอนแรกพ่อแม่ไม่สนใจเรื่องการท่องเที่ยว เพราะทุกอย่างต้องลงทุน ต้องปรับเปลี่ยน เราพยายามปรับแต่งสวนใหม่ให้คนมาเห็น เขาก็ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจว่าทำทำไม ไม่ได้ประโยชน์ แค่มาดูก็จบ ไม่เห็นต้องมาแต่งมุมต้นไม้ใบไม้ ไม่เห็นต้องถ่ายรูป พ่อแม่เคยขายแบบนี้ ทำแบบนี้ก็ได้ตังค์อยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม

“เหมือนทุกๆ บ้านแหละ ช่วงรอยต่อมีความขัดแย้ง ถ้าเราแข็งในวันที่เขาขวางก็จะทำไม่ได้ บางอย่างถ้าเขาเบรก ปากเราอาจจะบอกว่าเบรก แล้วเราแอบทำทีหลังได้ ถูกมั้ย” ทสม์กล่าวพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

“ต้องค่อยๆ กลืน ให้เขายอมรับไปเรื่อยๆ พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าแนวคิดเด็กวัยรุ่นมันเป็นไปได้ ช่วงเวลาเปลี่ยนนั่นแหละที่ต้องอดทน ไม่ยอมทิ้ง เพราะไม่ใช่ว่ามันราบรื่นไปหมด เราไม่ต้องร้องไห้นะ มันก็มีบ้าง แต่พอธุรกิจค่อยๆ โตขึ้น เขาก็เริ่มเห็นการตอบรับและถอยให้เรา จนตอนนี้อยากทำอะไรก็ให้ทำ โชคดีที่เรามีพี่สาวเป็นโค้ชด้วย อะไรที่ไม่ดี เดินผิด เราก็ตัดทิ้งไปเลย”

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“เราเป็นลูกคนเล็ก กว่าเราจะกลับมาอยู่บ้านพ่อแม่ก็จะ 70 แล้ว เรามีเวลาอยู่กับเขาน้อยกว่าทุกคน ก็เลยเอาเวลาที่น้อยนี้มาทำให้เขาสบายใจ เขาเห็นว่าเราทำได้แล้วก็หมดห่วง ยิ่งเป็นธุรกิจที่อยู่หน้าบ้าน เขาลงมาได้คุยกับลูกค้าก็มีความสุข เพราะผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่บ้านแล้วเขาเหงา”

ข้อดีอีกอย่างของการสร้างธุรกิจจากสวนสมุนไพรของพ่อแม่ คือมีกลุ่มผู้ใหญ่ที่รักอาหารสุขภาพสนับสนุนเต็มที่ แม้ราคาสินค้าบางอย่างสูงกว่าของเมืองนอก แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็อยากสนับสนุนสินค้าคนไทยรุ่นใหม่ แถมบางคนยังพาลูกหลานมาพูดคุย ให้ทสม์ช่วยสอนเรื่องงานให้ ดูแลกันหลายรูปแบบเหมือนครอบครัว อาณาจักรหนามแดงนี้จึงขยายตัวอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยกำลังใจ

ใส่ใจ จึงเติบโต

แม้จะมีสวนหลายสวนที่ปลูกผลไม้ชนิดเดียวกัน แต่สวนมะนาวโห่ลุงศิริโดดเด่นด้วยโมเดลที่ไม่เหมือนใคร เพราะเจ้าของไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่

“พี่ที่รู้จักคนหนึ่งเคยบอกเราว่าอยู่ที่นี่เราเป็นเจ้าของ แต่อยากให้คิดว่าเราเป็นลูกค้า แล้วเราจะมองในจุดที่เจ้าของมองไม่เห็น ต้องตรวจสอบผลตอบรับและหาทางแก้โจทย์ด้วยประสบการณ์ทุกวัน ตั้งแต่กระจกมีคราบฝุ่นไหม ตู้เย็นมีคราบดำมั้ย หรือรีวิวในอินเทอร์เน็ตบอกว่าริมน้ำสวยนะคะ แต่ขอเพิ่มห่วงยางหน่อยได้มั้ย เผื่อเด็กตกน้ำ เราก็เพิ่มเข้ามา ลูกค้าอยากได้ทางลาดและห้องน้ำผู้สูงอายุ เราก็เพิ่มเข้ามา พอคนกลุ่มนี้รู้ว่าเรารองรับเขา เขาก็มีความสุขและอยากมาอีก”

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

ทสม์ตบท้ายพร้อมนำเยลลี่ผลไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยเก๋มาให้ชิม รสชาติเปรี้ยวฝาดของผลสดกลายเป็นอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่ใช่แค่น้ำตาลหรอกที่ทำให้มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ กลมกล่อม วัตถุดิบที่ปรุงแต่งสวนผลไม้รักษาอาการป่วยของลุงศิริคนเดียว กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้คนมากมาย คือความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ไฟสร้างสรรค์ที่ลุกโชน และความประณีตใส่ใจของคนลงมือ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

The Rules

  • การเก็บสถิติช่วยในการผลิตสินค้า ต้องรู้ว่าเราต้องการของเท่าไหร่ และสังเกตธรรมชาติ เช่น ปีนี้ผลออกน้อย เมื่อรู้ว่าต้นไม้ไม่ชอบอากาศเย็นและหยุดออกลูกช่วงปลายปี ก็ตัดแต่งต้นตอนปลายปี ให้ออกดอกเยอะขึ้น ผลผลิตจะได้เยอะขึ้น
  • วางแผน Things to do ว่าต้องทำอะไร พอทำไปแล้วได้มานั่งฆ่าทิ้งจะรู้สึกมีกำลังใจว่างานสำเร็จ
  • หมั่นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยการสังเกตสินค้าในตลาด และเรียนรู้การใช้เครื่องจักรการเกษตรเพื่ออำนวยความสะดวก

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ

ที่ตั้ง : 29/8 ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 08.30 – 17.30 น. (คาเฟ่เปิดเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์)
โทร : 080-566-5124
www.สวนมะนาวโห่ลุงศิริ.com
Facebook: มะม่วงหาวมะนาวโห่ สวนมะนาวโห่ลุงศิริ 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เรารู้สึกได้ตั้งแต่ลอดซุ้มประตูรั้วเข้ามาว่า โรงเรียนแห่งนี้ไม่เหมือนที่อื่นที่เราเคยไป

ตั้งแต่ด้านหน้าที่มีบ่อน้ำพร้อมรั้วกั้นอย่างปลอดภัย มีเป็ด ไก่ แพะ เดินเล่นรับลมอยู่รอบบ่อ

ห้องเรียนที่แยกเป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ เรียงกัน เปิดประตูโล่งแบบโอเพนแอร์

สวนครัวในความดูแลของเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สีเขียว แต่เก็บวัตถุดิบไปปรุงเป็นของอร่อยได้

และที่วิ่งเล่นที่ไม่ได้จำกัดแค่ในสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แต่ใต้ร่มไม้ใหญ่ทุกต้น สนามเด็กเล่นทั้งสนามใหญ่ สนามเล็ก และ บ้านต้นไม้ในโรงเรียนก็ดูจะเล่นสนุกไปเสียหมด

โรงเรียนแห่งนี้มีนามว่า ‘Kidz Village International Kindergarten’ และเป็นไปตามชื่อ ที่นี่ดูเป็นหมู่บ้านร่มรื่นที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กจิ๋ววัยอนุบาล

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

“ชื่อก็บอกอยู่ว่า Kidz ไม่ใช่สำหรับผู้ใหญ่ อย่างเก้าอี้ โต๊ะ ก็เป็นของเด็กเล็กหมด เรามาอาศัยเขา เราก็ต้องยอมรับ” ประโยคนี้ที่เจ้าของโรงเรียนพูด ทำเอาเราทุกคนที่ล้อมวงนั่งคุดคู้กันบนเก้าอี้เด็กหัวเราะกันหมด

นอกจากดำเนินการสอนตามหลักสูตรอังกฤษที่เหมาะกับเด็กเล็กแล้ว ทุกคนที่นี่ยังยึดมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำต้องให้ประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ๆ เป็นหลัก และเชื่อว่าการอยู่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้เห็นจริง สัมผัสประสบการณ์จริง ได้ซึมซับและเข้าใจกระบวนการเรียนรู้จากธรรมชาติ รวมถึงสร้างรากฐานให้เป็นคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเมื่อโตขึ้น

‘Happy learning in a natural environment supporting children to become lifelong learners.’ คือสโลแกนของโรงเรียน

คอลัมน์ The Entrepreneur วันนี้ เราจะพาไปพูดคุยกับผู้ก่อตั้งโรงเรียน เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล Director ของโรงเรียน เชอร์รี่-นันทพร เลิศประเสริฐคง รวมถึงครูใหญ่อย่าง ครูเชอร์รีล-Cheryl Del Bel เกี่ยวกับหมู่บ้านเด็กแห่งนี้

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

หมู่บ้านร่มรื่นของคนตัวเล็ก

เมื่อก่อนเชาวรัตน์เป็นคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ ส่วนเชอร์รี่ผู้เป็นภรรยาทำงานเป็นครูสอนเด็กเล็ก ก่อนจะเรียนต่อด้านบริหารการศึกษา และทำงานอยู่ในโรงเรียนอนุบาลนานาชาติมาก่อน การเปิดโรงเรียนในครั้งนี้เรียกว่าเป็นการทำตามแพสชันของผู้เป็นภรรยา และดำเนินการด้วยประสบการณ์หลายอย่างจากสามี

เชาวรัตน์เป็นเด็กในเมืองที่เติบโตมาในโรงเรียนใหญ่ แต่ทุกปิดเทอม เขามีโอกาสได้ไปวิ่งเล่นริมคลอง เก็บผลไม้ในสวนฝั่งธนฯ ของคุณยาย เมื่อภรรยาอยากเปิดโรงเรียนสอนเด็กเล็ก เขาจึงอยากให้เด็ก ๆ มีโอกาสได้ใช้ชีวิตห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอย่างที่เขาเคยสัมผัส

“เด็กไทยขาดการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้อะไรจากธรรมชาติเยอะแยะไปหมด แทนที่จะเป็นการเรียนรู้แบบท่องจำ จะเป็นการเรียนรู้ทำความเข้าใจและสัมผัสจริง” เขาเล่าให้เราฟัง “แค่มีเป็ดมีไก่ก็น่าสนใจสำหรับเด็กแล้ว เด็กชอบถามว่า ทำไมไก่ถึงไม่ว่ายน้ำ แล้วทำไมเป็ดถึงว่ายน้ำ ทำไมไข่ไก่กับไข่เป็ดไม่เหมือนกัน”

จากที่รกร้าง หลังน้ำท่วมเมื่อ พ.ศ. 2554 เชาวรัตน์และเชอร์รี่ใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาพื้นที่กว่า 7 ไร่แห่งนี้ จนกลายเป็นโรงเรียนหมู่บ้านที่มีพันธุ์ไม้นับกว่า 300 ชนิด ทำให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ ได้เห็นของจริง ต้นไหนมีดอก ต้นไหนมีผลที่รับประทานได้ ต้นไหนมีใบสวยงามแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเป็นบทเรียนได้หมด รวมถึงทำให้บริเวณโรงเรียนมีออกซิเจน อากาศดี มีระบบนิเวศที่คนและธรรมชาติเกื้อกูลกัน

ทั้งยังมีอาคารเรียนและองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งทางเดิน รั้ว เครื่องเล่นเหมาะกับเด็กอนุบาล ซึ่งโชคดีด้วยที่สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก็เอื้อให้โรงเรียนเงียบสงบ เพราะที่ตั้งของโรงเรียนไม่ได้ติดกับถนนใหญ่

ที่นี่สามารถรับนักเรียนได้ถึง 120 คน ตั้งแต่ชั้น Toddler 1, Toddler 2, K1, K2, K3 ซึ่งหมายความว่า เด็กคนหนึ่งมีพื้นที่ถึง 112 ตารางเมตร หรือขนาดประมาณบ้านเล็ก ๆ 1 หลังทีเดียว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่น เพราะหาได้ยากสำหรับโรงเรียนในกรุงเทพฯ

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้
Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้

‘Project Based’ แสนสนุก ลุกนั่งสบาย

ที่นี่ใช้หลักสูตร The Early Years Foundation Stage (EYFS) ตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ ที่ออกแบบมาเพื่อเด็ก ๆ วัยนี้โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ดูแลภาพรวมของการศึกษาทั้งหมด ก็คือคุณครูเชอร์รีล ครูใหญ่ของโรงเรียน ผู้ร่ำเรียนมาทั้ง Early Years Education, Special Needs Education, International Education Leadership and Management และมีประสบการณ์สอนในโรงเรียนหลายประเทศมากว่า 20 ปี

“เราเรียกช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 8 ปีว่า Golden Period เราต้องส่งเสริมให้เด็กทำอะไรท้าทาย เรียนรู้สิ่งใหม่ และออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาเรื่องการรับรู้ ภาษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็ก ๆ” เชอร์รีลกล่าว

หมู่บ้านเด็กแห่งนี้เปิดรับประชากรหน้าใหม่อายุ 1 ขวบครึ่งขึ้นไป เพื่อเรียนในชั้น Toddler 1 (ที่เราเรียกว่าเด็กจิ๋ว คือจิ๋วจริง ๆ !) แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องเริ่มพร้อมกัน จะเข้าตอน K2 ก็ได้ K3 ยังก็ได้ เพียงแต่จะมีความท้าทายในการเรียนการสอนที่ต่างกัน และที่สำคัญคือต้องพูดคุยกับพ่อแม่อย่างจริงจังก่อนเข้าเรียน เพื่อความเข้าใจถึงสถานการณ์ของเด็กแต่ละคน

สิ่งที่น่าสนุกของที่นี่คือการสอนแบบ Project Based โดยครูและนักเรียนจะเลือกหัวข้อที่อยากรู้ร่วมกัน แล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ได้สังเกต ถกเถียงกัน เรียนไปอย่างเจาะลึกในช่วงหนึ่ง ซึ่งห้องเรียนที่เราเดินผ่านห้องหนึ่งก็กำลังเรียนเรื่องแมงมุม ทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยเจ้าแมงแปดขา ไต่อยู่ทั้งผนัง ทั้งเพดาน

“หัวข้อที่เลือกควรจับต้องได้ มีของจริงให้ดู และไม่ Abstract จนเกินไป” ครูใหญ่อธิบาย เธอยกตัวอย่างให้ฟังว่า ครูและเด็ก ๆ จะเลือกเรื่องรถดับเพลิง เพราะเด็ก ๆ สามารถไปดูของจริงได้ หรือเลือกเรื่องการปลูกผัก เพราะมีสวนให้เด็ก ๆ ลงมือจริง แทนการเลือกเรื่องอวกาศที่ดูเป็นนามธรรม

เหล่าคุณครูพาพวกเราไปเดินดูพื้นที่ต่าง ๆ จนทั่ว ทั้งห้องเรียนในบ้านไม้เล็ก ๆ ที่เปิดประตูมาจอยกันได้ ทั้งสตูดิโอศิลปะที่เน้นสอนเรื่อง Sensory ทั้งเรือนกระจกปลูกผัก ทั้งสนามเด็กเล่น 2 จุด ใหญ่และเล็ก ที่มีเครื่องเล่นจากวัสดุธรรมชาติที่ดูเล่นสนุกจริงจัง อย่างเรือประมงของจริงที่นำมาปรับเป็นเครื่องปีนป่ายอันเบ้อเริ่ม ทำให้เด็กได้มีพัฒนาการด้านร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงบ้านต้นไม้ที่ขึ้นไปเล่นได้จริง ทุกอย่างพาให้เราอิจฉาเด็กตัวน้อยและอยากกลับไปเรียนอนุบาลอีกครั้ง

ซึ่งสำหรับเรื่องการสอนอ่านเขียน ครูเชอร์รีลบอกเราว่า ที่นี่ไม่ได้สอนในเชิง ‘บังคับ’ หากแต่แทรกไว้ในกิจกรรมสนุก ๆ ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ โดยนอกจากวิชาที่ว่าแล้ว ยังมีการเรียนพละ ดนตรี และ Coding กับคุณครูที่เชี่ยวชาญตรงสายด้วย

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

มั่นใจ – มีจินตนาการ – รักษ์สิ่งแวดล้อม

หลังจากที่ลงจากรถในจุดที่กำหนดไว้ (เพื่อความสงบและอากาศที่ดี ปกติทุกคนจะไม่ขับเข้าไปด้านในโรงเรียน) ชาวหมู่บ้านเด็กก็จะไปรวมตัวกันที่สนามเด็กเล่น และใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับพ่อแม่ก่อนเข้าห้องเรียน

เนื่องด้วยเป็นโรงเรียนเด็กเล็กโดยเฉพาะ คุณครูจึงสามารถปล่อยเด็ก ๆ ให้ใช้เวลาเต็มที่ในการช่วยเหลือตัวเอง กินข้าวเอง ใส่รองเท้าเอง ดูแลของที่นำมาด้วยตัวเอง โดยอยู่ในการดูแลความปลอดภัยของคุณครู

“เราฟังสิ่งที่เด็กพูดและเปิดรับไอเดียของเด็กเสมอค่ะ” เชอร์รีลตอบเมื่อเราถามว่า ที่นี่ส่งเสริมจินตนาการเด็กยังไงบ้าง “เราไม่เคยวิจารณ์เด็กถ้าเขาทำอะไรผิดพลาด คุณครูจะถามเสมอว่า ‘หนูคิดว่ายังไง’ หรือ ‘หนูอยากทำอะไร’

“ฉันไม่คิดว่าเด็ก ๆ ต้องมีการบ้าน ถ้าต้องมี ก็จะต้องเป็นอะไรที่ครอบครัวมีส่วนร่วมได้ เช่น หากเด็กกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรงต่าง ๆ ในห้องเรียน ครูก็จะแนะนำให้ผู้ปกครองหากิจกรรมที่ทำด้วยกันได้ อย่างการให้หาสิ่งที่เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสตอนที่ไปช้อปปิ้ง”

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

เพราะการพัฒนาเด็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่และครูต้องช่วยกัน Kidz Village จึงเน้นการปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใจคุยกันระหว่างครู-พ่อแม่ ใน Coffee Morning การจัดเวิร์กชอปเรื่องเด็กให้ผู้ปกครอง หรือการที่ผู้ปกครองเข้ามาช่วยโรงเรียนจัดกิจกรรมตามความถนัดของตัวเอง ซึ่งป้ายผ้าวันคริสต์มาสที่เราเห็นกางแผ่อยู่บนสนาม ก็เป็นฝีมือของผู้ปกครองที่ช่วยกันวาดระหว่างรอลูกเช่นกัน

สิ่งที่คณะครูมุ่งหวังในตัวเด็ก ๆ หลังจบหลักสูตรอนุบาลจากที่นี่ คือทักษะชีวิตพื้นฐาน พึ่งตัวเองได้ รู้จักสำรวจ ตั้งคำถาม และมีความมั่นอกมั่นใจ แม้ที่นี่จะเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ แต่ครูเชื่อว่าความมั่นใจที่พกใส่กระเป๋าไปจะช่วยให้ทุกคนอยู่รอดได้ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ

“เราหวังว่าเด็ก ๆ จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ในทางที่ดีกับตัวเอง สุขสงบ ปลอดภัย แล้วก็รู้จักที่จะปกป้องธรรมชาติ”

“แม่!” เสียงแหวกอากาศมาแต่ไกลพาให้เราหันไปมองหาต้นตอ และพบกับลูกชายผู้น่ารักของสองเจ้าของโรงเรียนกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนอยู่บนเนินหญ้า

ทำงานในเมือง เผชิญรถติดมานาน การได้มานั่งดูเด็ก ๆ ปล่อยพลังกันในสนามก็กลายเป็นกิจกรรมผ่อนคลายไปซะอย่างนั้น

เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

เชาวรัตน์เล่าว่า ตอนที่รู้ว่าจะมีโรงเรียนอนุบาลมาตั้งตรงนี้ ชุมชนโดยรอบก็เกรงอยู่เล็ก ๆ ว่าชีวิตจะไม่สุขสงบอีกต่อไป แต่เมื่อถึงเวลาเปิดจริง ๆ โรงเรียนกลับเงียบสงบดี จัดการขยะได้ดี มีการรีไซเคิล ยามวิกฤตโควิดก็มีของไปช่วยเหลือผู้คน แถมยังทำหน้าที่เป็นสวนสาธารณะให้กับชุมชนโดยรอบได้ด้วย

ซึ่งนอกจากหลักสูตรนานาชาติปกติ ทางโรงเรียนยังเปิด Summer School (ช่วงปิดเทอมของโรงเรียนไทย) และ Special Class (โปรแกรมวันเสาร์) เปิดรับเด็กจากโรงเรียนต่าง ๆ ให้เข้ามาเรียนรู้ สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ และใช้ Facility ที่มีมาตรฐานด้วย

Kidz Village International School หมู่บ้านอนุบาลที่เชื่อว่าธรรมชาติมอบทักษะชีวิตให้เด็กได้
แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

หลายครั้ง กิจกรรมวันหยุดสนุก ๆ ในโรงเรียนก็เปิดให้ผู้คนแถวนี้ซื้อบัตรและจูงลูกจูงหลานมาร่วมงานได้ โดยกำไรที่ได้จะมอบให้โรงเรียนอื่น ๆ ที่ยังขาดโอกาส อย่างงานคริสต์มาสที่ผ่านมาเป็นการช่วยเหลือโรงเรียนที่จังหวัดปัตตานี 

เรียกได้ว่าหมู่บ้านเด็กแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งชุมชนในย่าน ซึ่งเป็นมิตรและพร้อมเปิดประตูต้อนรับเพื่อนบ้าน (โดยเฉพาะเด็กจิ๋ว) อยู่เสมอ

“เราไม่ได้คิดว่าเป็นธุรกิจ เราคิดว่ามันเป็นงานสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อครอบครัว ต่อสังคมเล็ก ๆ เนื่องจากว่าเราเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ เรารองรับได้เฉพาะชุมชนแถวนี้เป็นหลัก แล้วเราก็ทำโดยไม่ได้คำนึงถึงกำไรสูงสุด” เชาวรัตน์เอ่ย

สังคมการทำงานที่นี่ก็อยู่กันแบบครอบครัว ทั้งผู้บริหาร คุณครู พี่เลี้ยง หรือแม้แต่พี่ ๆ คนสวน ก็ใกล้ชิดกัน ช่วยเหลือกันอย่างดี และทั้งทีมมีเป้าหมายเดียวกันในการทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

ก่อนกลับเรามีโอกาสได้ป้อนอาหารแพะแม่ลูกร่วมกับคุณครูกับสาวน้อยตัวเล็กคนหนึ่ง รับรองได้ว่าถ้าชาว The Cloud ได้เป็นประชากรที่นี่กับเขาล่ะก็ สองแพะจะต้องกินอิ่มนอนหลับทุกวัน และคงจะมีความสุขจริงตามสโลแกนของโรงเรียน ‘Happy learning in a natural environment supporting children to become lifelong learners.’

แพสชันการพัฒนาเด็ก กับผู้บริหารและครูใหญ่ของ Kidz Village International School โรงเรียนนานาชาติที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเด็กในบรรยากาศสวนร่มรื่น

Lessons Learned

  • การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรหรือมีวิกฤตการณ์ ผู้บริหารต้องทำให้เด็กได้ความรู้
  • การพัฒนาโรงเรียนในแต่ละด้าน สุดท้ายแล้วประโยชน์ต้องกลับไปที่ตัวเด็ก
  • ความรู้และทักษะที่ทำให้เด็กมีชีวิตรอด สำคัญกว่าสิ่งที่หลักสูตรบังคับ
  • จงสอนเด็กเสมอว่า ‘ฉันพลาดได้ ล้มได้ และจะลุกขึ้นมาใหม่ได้’
  • คนทำโรงเรียนไม่ควรมองว่ากำลังแข่งขันกัน แต่ให้ร่วมกันมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็ก ๆ

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load