‘มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่’

คุ้นๆ กันไหมว่าผลไม้ชื่อยาวนี้ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง นางสิบสอง เมื่อนางยักษ์แกล้งป่วยหนัก มีเพียงผลไม้วิเศษนี้เท่านั้นที่จะรักษาอาการได้ พระรถเสน พระเอกของเรื่องที่เป็นลูกเลี้ยงจึงออกไปผจญภัยตามหาถึงเมืองของนางเมรี

ถึงนางยักษ์ในนิทานจะป่วยปลอม แต่มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ มีอยู่จริง และมีสรรพคุณเป็นยาจริงๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

ลุงศิริ เจริญช่าง เคยป่วยหนักเป็นโรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ต่อเนื่องถึง 40 ปี กลับอาการดีขึ้นอย่างน่าแปลกใจเพราะกินมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ครอบครัวเจริญช่างจึงตัดสินใจนำผลไม้นี้มาปลูกเป็นสวนบนพื้นที่กว่า 40 ไร่ในตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม

การปลูกสมุนไพรรักษาโรคให้พ่อ กลายเป็นธุรกิจครบวงจรของเกษตรกรยุคใหม่ ที่ทั้งปลูก แปรรูปเป็นสินค้าสารพัดกว่า 30 รายการ ไปจนถึงเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ คาเฟ่ และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของอัมพวาได้อย่างไร ทสม์ เจริญช่าง ลูกชายคนเล็กของครอบครัวพาเราเข้าอาณาจักรผลไม้สีแดงชมพูแล้วเล่าเรื่องราวให้ฟัง

ไม่แฟนตาซีเหมือนในนิทาน เส้นทางการค้นพบและสร้างธุรกิจจากมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ เป็นโมเดลจริง จับต้องได้ แต่สนุกและสร้างสรรค์ไม่แพ้กัน

เชิญชมการเปลี่ยนสวนแปลกเป็นสวนสนุก ณ บัดนี้

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

แปลกแต่ดี

15 ปีก่อน เมื่อไปไหว้พระทำบุญ แล้วพระแนะนำว่าผลมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ หรือ ‘หนามแดง’ แก้เจ็บคอได้ ลุงศิริทดลองชิมแล้วอาการไอน้อยลง เสมหะลดลง ลุงและ ป้าสมปอง เจริญช่าง ก็หาพันธุ์ผลไม้นี้มาปลูกบนที่ดินที่มีในจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากต้นไม้โตช้า จึงต้องปลูกจำนวนเยอะเพื่อผลผลิตต่อเนื่องให้ลุงกินทุกวัน

1 ปีผ่านไป แทนที่จะต้องผ่าตัด อาการของคุณลุงวัย 60 กลับดีขึ้นมากจนหมอแปลกใจ เมื่อแนะนำให้เพื่อนฝูงลองทาน ปรากฏว่าช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน โรคความดัน และสารพันโรคของเพื่อนๆ ด้วย ทั้งคู่จึงหันมาทำสวนมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ อย่างจริงจังทั้งในสมุทรสงครามและกาญจนบุรี โดยขายผลไม้และแบ่งต้นให้เพาะพันธุ์ด้วย กลุ่มลูกค้าคือผู้ใหญ่ที่ต้องการรักษาสุขภาพ เห็นว่าพืชชนิดนี้เป็นยา

“ตอนนี้งานวิจัยเกี่ยวกับมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ มีเยอะมากในเมืองไทย ในต่างประเทศเช่นที่อินเดียมีงานวิจัยนานแล้วว่าเป็นอายุรเวช มันเป็นพืชที่ปรากฏชื่ออยู่ในพุทธประวัติ เป็นเหมือนยาของพระพุทธเจ้า เขาปลูกและกินเป็นผลไม้ดองเกลือ เหมือนที่เรากินผักดองในชีวิตประจำวัน”

ทสม์อธิบายคร่าวๆ ว่า ทุกส่วนประกอบของมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ตั้งแต่รากจรดใบมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย คนไทยมองว่าเป็นสมุนไพรมีประโยชน์ แต่รสชาติเปรี้ยวฝาดแบบนี้ไม่ใช่ของอร่อย ไม่จำเป็นก็ไม่อยากกิน ตอนแรกสวนมะนาวโห่ลุงศิริจึงมีคนมาเยี่ยมไม่มาก มาซื้อผล ซื้อน้ำ หรือซื้อต้นไม้ไปปลูกครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาอีก

จะทำยังไงให้ผลไม้ในวรรณคดีนี้น่าสนใจขึ้น และทำให้คนอยากกลับมาที่สวนบ่อยๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

หัวการค้า

เคล็ดลับแปลงโฉมสวนมะนาวโห่ลุงศิริแตกต่างจากสวนอื่นๆ คือการคิดแบบพ่อค้า

แต่เดิมครอบครัวของทสม์ไม่ได้อยู่ในวงการเกษตรกรรม พ่อแม่และพี่น้อง 7 คนล้วนทำธุรกิจ เขาซึมซับการทำธุรกิจตั้งแต่เด็กๆ และเรียนปริญญาโทด้านการบริหาร จึงมองเห็นมูลค่าว่าสวนนี้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนได้

“แต่ก่อนเวลาคนนึกถึงสมุทรสงคราม ต้องคิดถึงมะพร้าวอ่อน ลิ้นจี่ ส้มโอขาวใหญ่ ทุกวันนี้ก็เริ่มคิดถึงมะนาวโห่กันบ้างแล้ว” เจ้าของสวนเอ่ยอย่างภูมิใจ

“อาจารย์ที่ปรึกษา ป.โท เราชอบเรื่องท่องเที่ยวชุมชน เราเลยเล่าเรื่องสวนมะนาวโห่ให้ฟังว่ามันพัฒนาเป็นที่เที่ยวได้มั้ย อาจารย์ก็ช่วยแนะนำ ให้เราวางแผนการสร้างที่เที่ยวว่าต้องมีอะไรบ้าง พอไปนำเสนอ เป็นจังหวะที่ยุคทีวีเริ่มเปลี่ยนเป็นดิจิทัล สื่อเพิ่มมากขึ้นทุกช่องทาง และกระแสรักสุขภาพก็มาพอดี เราเลยต่อยอดทำจริงในขณะที่สถานที่พร้อมแล้ว”

ทสม์เท้าความถึงจุดเริ่มต้นการทำแบรนดิ้งเมื่อราว 7 ปีที่แล้ว เขาค่อยๆ สร้างร้านศิริสมปอง ร้านสินค้าหน้าสวนที่ดึงดูดลูกค้าให้ชิมผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ แล้วซื้อของฝากหรือของขวัญกลับบ้าน

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“ถ้าเป็นที่เที่ยวอย่างเดียว เราไม่ได้เก็บค่าเข้าชม ก็ไม่ได้อะไรจากตรงนั้นเลย ดังนั้น จากที่ขายน้ำคั้นกันบ้านๆ ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวจริงจังให้เกิดรายได้ เลยพยายามใส่ลูกเล่นอะไรหลายๆ อย่าง วันนั้นที่พ่อแม่ทำ เขาตีโจทย์ว่ามะนาวโห่คือยา เพราะฉะนั้น ตำแหน่งการตลาดคือผู้ใหญ่วัย 60 – 70 ขึ้นไป แล้วครอบครัวที่มากับเขา รุ่นลูกรุ่นหลานล่ะ

“วัยสัก 30 เป็นวัยที่ชอบช้อปปิ้ง เราก็เลยใส่ไอเดียว่าทำสินค้าคู่ครัวสิ ไปเดินตามท้องตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เห็นทุกชั้นมีน้ำพริก มีแยม เลยทำน้ำพริก ทำแยมออกมา เพราะคิดว่าคนที่ชอบซื้อของก็จะซื้อฝากเพื่อน ฝากพนักงานที่ออฟฟิศ ตอบโจทย์กลุ่มวัยทำงานถึงวัยกลางคน ส่วนวัยรุ่นไม่อินสินค้าแปรรูป ชอบนั่งร้านกาแฟตอนกลางวันรอไปอัมพวาตอนเย็นๆ ก็มีคาเฟ่ให้นั่งถ่ายรูป

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“พ่อ แม่ พี่ น้อง ขายได้หมดแล้ว แล้ววัยเด็กล่ะขายอะไร ก็แปรรูปเป็นเยลลี่ เป็นไอศครีม ก็ขายได้ เราเรียนรู้จากปัญหา ถ้ามันกินยาก มันไม่อร่อย ทำให้มันอร่อยสิ ให้เขาอยากกิน ใส่ให้ครบ เติมจุดที่บกพร่อง พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านคือได้ตังค์จากเขาทุกคน มันไม่ง่ายเลยที่จะทำให้คนเข้ามาและซื้อของเรา ในเมื่อลูกค้ามาหน้าบ้านแล้ว เราต้องตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย”

ทสม์เปลี่ยนภาพลักษณ์สมุนไพรโบราณเป็นเบอร์รี่ชนิดหนึ่งที่พลิกแพลงทำอาหารได้สารพัด จากน้ำผลไม้หรือผลไม้แช่อิ่มง่ายๆ ทุกวันนี้เขามีนักวิทยาศาสตร์อาหารมาช่วยออกแบบของอร่อยซับซ้อน ทั้งแยม น้ำพริก น้ำไซเดอร์ ชา ผลไม้กวน ผลไม้ลอยแก้ว ผลไม้สามรส เยลลี่ และไอศครีมเชอร์เบต ผลไม้ในนิทานจึงดึงดูดผู้คนหลากหลายขึ้นทุกที ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่เข้ามาซื้อสุขภาพ จนถึงลูกค้าตัวน้อยจากชลบุรีที่ให้คุณตาพามาซื้อเยลลี่สีแดง 20 กว่าถ้วยทุกเดือน

สร้างสวนสนุก

เป้าหมายของสวนมะนาวโห่ลุงศิริคือการทำให้ลูกค้ากลับมาเยี่ยมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น ที่นี่จึงต้องเปลี่ยนแปลงขยับขยายตลอด ทุก 2 – 3 เดือนจะมีสินค้ามะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ใหม่ๆ มาวางขายเสมอ ทั้งในร้านศิริสมปองและคาเฟ่ริมน้ำแม่กลองที่หมุนเวียนเมนูตามฤดูกาล เช่น เอาผลสุกไปปั่นเป็นซอสผัดเปรี้ยวหวาน เอาผลดิบต้มกับปลาทูเป็นปลาทูต้มมะนาวโห่ ขายความเป็นสมุทรสงคราม

ทสม์ใส่ใจตกแต่งสวนและจัดมุมถ่ายรูปใหม่ตลอด จะเข้ามาช่วงต้นปีเพื่อชมสวนดอกไม้สีขาว หรือชมผลเล็กๆ ที่ดกเต็มต้นตลอดกลางปีถึงปลายปี ก็มีกิจกรรมให้ทำเสมอ ตั้งแต่เรียนรู้การเกษตร ย้อมผ้ามัดย้อมสีชมพูด้วยน้ำมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ แถมทุกวันอาทิตย์ก็จัดเรือนำเที่ยวฟรีเพื่อพานักท่องเที่ยวไปกินอาหารหรือช้อปปิ้งที่ตลาดบางนกแขวก ตลาดเก่าอายุกว่า 100 ปีที่อยู่ใกล้ๆ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

นอกจากผู้เยี่ยมชมขาจร กลุ่มเป้าหมายในวันธรรมดาของสวนนี้คือเด็กนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนกลุ่มผู้สนใจธุรกิจและแนวคิดการทำเกษตรที่ต้องการเวิร์กช็อป หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้

“มะนาวโห่เป็นพืชที่ปลูกง่ายแต่อยู่กับมันยาก ถ้าคิดจะปลูกเพื่อขายผลผลิตมันขายไม่ได้ ตามบ้านเขาก็ปลูกกัน แต่กินสดๆ ไป 5 เม็ดก็ไม่เอาแล้วเพราะไม่อร่อย ถูกต้องมั้ย คุณต้องสร้างเรื่องราวให้มัน การปลูกเป็นต้นน้ำ กลางน้ำ เราก็แปรรูปให้กินง่าย แต่กลืนแล้วเป็นยา ปลายน้ำเราก็จัดจำหน่าย ทั้งทำสถานที่ท่องเที่ยว และทำช่องทางอินเทอร์เน็ตให้พร้อม คนที่อยู่ไกลๆ เคยกินอร่อยก็สั่งซื้อได้ตลอด ช่วงวันศุกร์เราเตรียมโฆษณาบนเฟซบุ๊ก วันเสาร์เราก็โปรโมตเจาะสมุทรสงคราม ให้คนที่มาเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาแวะมา”

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่แย้มโครงการในอนาคตว่าอยากร่วมมือกับพี่สาว ต่อยอดผลไม้นี้เป็นไวน์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ไปจนถึงสปามาส์กหน้า ทำให้ทุกองค์ประกอบของต้นมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ได้นำมาใช้อย่างคุ้มค่าและไม่มีส่วนไหนต้องทิ้งเลย

ธุรกิจครอบครัว

กว่าจะสร้างธุรกิจสำหรับคนมากมาย ด่านแรกที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต้องเจอคือพ่อแม่ตัวเอง

ก่อนจะจูงใจคนนอก ลูกชายคนเล็กใช้เวลานานในการเกลี้ยกล่อมคนในบ้าน

“ตอนแรกพ่อแม่ไม่สนใจเรื่องการท่องเที่ยว เพราะทุกอย่างต้องลงทุน ต้องปรับเปลี่ยน เราพยายามปรับแต่งสวนใหม่ให้คนมาเห็น เขาก็ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจว่าทำทำไม ไม่ได้ประโยชน์ แค่มาดูก็จบ ไม่เห็นต้องมาแต่งมุมต้นไม้ใบไม้ ไม่เห็นต้องถ่ายรูป พ่อแม่เคยขายแบบนี้ ทำแบบนี้ก็ได้ตังค์อยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม

“เหมือนทุกๆ บ้านแหละ ช่วงรอยต่อมีความขัดแย้ง ถ้าเราแข็งในวันที่เขาขวางก็จะทำไม่ได้ บางอย่างถ้าเขาเบรก ปากเราอาจจะบอกว่าเบรก แล้วเราแอบทำทีหลังได้ ถูกมั้ย” ทสม์กล่าวพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

“ต้องค่อยๆ กลืน ให้เขายอมรับไปเรื่อยๆ พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าแนวคิดเด็กวัยรุ่นมันเป็นไปได้ ช่วงเวลาเปลี่ยนนั่นแหละที่ต้องอดทน ไม่ยอมทิ้ง เพราะไม่ใช่ว่ามันราบรื่นไปหมด เราไม่ต้องร้องไห้นะ มันก็มีบ้าง แต่พอธุรกิจค่อยๆ โตขึ้น เขาก็เริ่มเห็นการตอบรับและถอยให้เรา จนตอนนี้อยากทำอะไรก็ให้ทำ โชคดีที่เรามีพี่สาวเป็นโค้ชด้วย อะไรที่ไม่ดี เดินผิด เราก็ตัดทิ้งไปเลย”

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

“เราเป็นลูกคนเล็ก กว่าเราจะกลับมาอยู่บ้านพ่อแม่ก็จะ 70 แล้ว เรามีเวลาอยู่กับเขาน้อยกว่าทุกคน ก็เลยเอาเวลาที่น้อยนี้มาทำให้เขาสบายใจ เขาเห็นว่าเราทำได้แล้วก็หมดห่วง ยิ่งเป็นธุรกิจที่อยู่หน้าบ้าน เขาลงมาได้คุยกับลูกค้าก็มีความสุข เพราะผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่บ้านแล้วเขาเหงา”

ข้อดีอีกอย่างของการสร้างธุรกิจจากสวนสมุนไพรของพ่อแม่ คือมีกลุ่มผู้ใหญ่ที่รักอาหารสุขภาพสนับสนุนเต็มที่ แม้ราคาสินค้าบางอย่างสูงกว่าของเมืองนอก แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็อยากสนับสนุนสินค้าคนไทยรุ่นใหม่ แถมบางคนยังพาลูกหลานมาพูดคุย ให้ทสม์ช่วยสอนเรื่องงานให้ ดูแลกันหลายรูปแบบเหมือนครอบครัว อาณาจักรหนามแดงนี้จึงขยายตัวอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยกำลังใจ

ใส่ใจ จึงเติบโต

แม้จะมีสวนหลายสวนที่ปลูกผลไม้ชนิดเดียวกัน แต่สวนมะนาวโห่ลุงศิริโดดเด่นด้วยโมเดลที่ไม่เหมือนใคร เพราะเจ้าของไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่

“พี่ที่รู้จักคนหนึ่งเคยบอกเราว่าอยู่ที่นี่เราเป็นเจ้าของ แต่อยากให้คิดว่าเราเป็นลูกค้า แล้วเราจะมองในจุดที่เจ้าของมองไม่เห็น ต้องตรวจสอบผลตอบรับและหาทางแก้โจทย์ด้วยประสบการณ์ทุกวัน ตั้งแต่กระจกมีคราบฝุ่นไหม ตู้เย็นมีคราบดำมั้ย หรือรีวิวในอินเทอร์เน็ตบอกว่าริมน้ำสวยนะคะ แต่ขอเพิ่มห่วงยางหน่อยได้มั้ย เผื่อเด็กตกน้ำ เราก็เพิ่มเข้ามา ลูกค้าอยากได้ทางลาดและห้องน้ำผู้สูงอายุ เราก็เพิ่มเข้ามา พอคนกลุ่มนี้รู้ว่าเรารองรับเขา เขาก็มีความสุขและอยากมาอีก”

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

ทสม์ตบท้ายพร้อมนำเยลลี่ผลไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยเก๋มาให้ชิม รสชาติเปรี้ยวฝาดของผลสดกลายเป็นอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่ใช่แค่น้ำตาลหรอกที่ทำให้มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ กลมกล่อม วัตถุดิบที่ปรุงแต่งสวนผลไม้รักษาอาการป่วยของลุงศิริคนเดียว กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้คนมากมาย คือความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ไฟสร้างสรรค์ที่ลุกโชน และความประณีตใส่ใจของคนลงมือ

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ, อัมพวา

The Rules

  • การเก็บสถิติช่วยในการผลิตสินค้า ต้องรู้ว่าเราต้องการของเท่าไหร่ และสังเกตธรรมชาติ เช่น ปีนี้ผลออกน้อย เมื่อรู้ว่าต้นไม้ไม่ชอบอากาศเย็นและหยุดออกลูกช่วงปลายปี ก็ตัดแต่งต้นตอนปลายปี ให้ออกดอกเยอะขึ้น ผลผลิตจะได้เยอะขึ้น
  • วางแผน Things to do ว่าต้องทำอะไร พอทำไปแล้วได้มานั่งฆ่าทิ้งจะรู้สึกมีกำลังใจว่างานสำเร็จ
  • หมั่นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยการสังเกตสินค้าในตลาด และเรียนรู้การใช้เครื่องจักรการเกษตรเพื่ออำนวยความสะดวก

 

สวนมะนาวโห่ลุงศิริ

ที่ตั้ง : 29/8 ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 08.30 – 17.30 น. (คาเฟ่เปิดเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์)
โทร : 080-566-5124
www.สวนมะนาวโห่ลุงศิริ.com
Facebook: มะม่วงหาวมะนาวโห่ สวนมะนาวโห่ลุงศิริ 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ความงามที่ซ่อนอยู่ภายในจะสำคัญอะไรถ้ามันสวยแต่ไม่สบาย

ผู้เขียนพยายามแล้วที่จะหาคำขึ้นต้นเท่ๆ แต่ใจร้อนค่ะ เรื่องราวด้านล่างสนุกเกินกว่าจะเกริ่นเล่า ชุดชั้นในที่มีจุดเริ่มต้นจากช่างตัดเสื้อที่แพ้ผ้าเส้นใยสังเคราะห์ บวกกับการตัดเย็บแบบโบราณ ทั้งแบบทรงน่ารักจนอยากจะใส่เป็นเสื้อด้านนอก

ออกจะเขินๆ ที่ The Entrepreneur จะพาคุณมารู้จักแบรนด์ชุดชั้นในแบรนด์ไทยน่ารักแบรนด์หนึ่ง ซึ่งต่อให้คุณเป็นผู้ชายที่แอบหลงหรือตั้งใจเข้ามาอ่าน เราก็ ‘ยังอยาก’ แนะนำให้คุณรู้จัก Younglek Under (ยังเล็ก) แบรนด์ชุดชั้นในสุดคราฟต์ของ เล็ก-ภัทรสิริ อภิชิต และคุณแม่ อยู่ดี ทั้งเรื่องราวแนวคิดการทำงานที่รักและความมุ่งมั่นสร้างสิ่งใหม่ๆ แบบที่ Younglek ตั้งใจ

และจะน่ารักมากหากคุณผู้ชายที่อ่านอยู่ ใช่ค่ะ คุณนั่นแหละจะหันไปทางไหน อ่านแล้วกดส่งลิงก์บทความนี้ให้แม่ น้องสาว หรือแฟนสาว ของคุณด้วย ซื้อไปเซอร์ไพรส์ก็ได้นะคะ เราไม่บอกใครหรอก

ยังเล็ก

ยังเล็ก

เริ่ม-ยังเล็ก

ด้วยพื้นฐานที่เป็นนักเรียนออกแบบและทำงานกองบรรณาธิการนิตยสารมากว่า 10 ปี ทำให้เล็กมีนิสัยชอบทำอะไรแปลกใหม่ไม่ซ้ำกับที่เคยมีในตลาด

จึงมาลงเอยที่ชุดชั้นใน เพราะเสื้อผ้าเป็นหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่เธอสนใจตั้งแต่เด็กเพราะคุณแม่เป็นช่างตัดเสื้อ ซึ่งนอกจากเสื้อผ้าทั่วไปแล้วท่านยังเคยรับตัดเย็บชุดชั้นใน เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีชุดชั้นในสำเร็จรูปขายแบบในปัจจุบัน ประกอบกับเมื่ออายุมากขึ้นแม่พบว่ามีอาการแพ้ผ้าเส้นใยอีลาสติก (Elastic Fiber) เส้นใยไนลอน (Nylon) จึงเป็นที่มาของการตัดชุดชั้นในใส่เอง

“เริ่มจากเรารู้สึกว่าชุดชั้นในผ้าสังเคราะห์ที่ใช้อยู่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ยิ่งเราต้องทำงานอยู่บ้านเป็นหลัก ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์เย็นสบาย จึงปรึกษาแม่และให้ท่านทำขึ้นมาให้เราลองใส่ก่อน

“แต่ไหนแต่ไรมาเราพบว่าเราไม่ค่อยเจอเสื้อชั้นในแบบที่ถูกใจในท้องตลาด เพราะมักจะมุ่งเน้นสัดส่วนหรือความสวยงามคนละแบบกับที่มองหา ส่วนตัวเราชอบสไตล์โบราณและเก็บสะสมภาพชุดชั้นในโบราณอยู่แล้ว พอมีโอกาสเราก็รู้สึกอยากทำสิ่งนี้ อาจจะมีคนที่ชอบสไตล์วินเทจโบราณ มีคนที่แพ้ผ้าเส้นใยพลาสติกเหมือนกัน หรือมองหาความสบายแบบที่เรามองหา”

เราถามเล็กถึงภาพชุดชั้นในโบราณแบบที่เธอชอบว่าใช่แบบลูกไม้ระบายอย่างที่เรานึกภาพอยู่ตอนนี้หรือเปล่า โชคดีที่เธอบรรยายแบบทรงฝรั่งเศสให้เราฟัง ก่อนจะแอบคิดตามแล้วยืดหลังตรงไหล่ตั้ง

“จะเป็นทรงแบบฝรั่งเศส ผ้าลินินสีขาวมีลูกไม้ประดับริมบ้าง ใช้เชือกรัดแทนยางยืด เป็นยุคที่ผู้หญิงยังใส่กระโปรงสุ่มและกางเกงชั้นในยังเป็นแบบยาว แต่ก็คิดแล้วว่าทำจริงคงจะยาก ในช่วงเริ่มต้นจึงคิดแบบทรงที่คนจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า เหมาะกับการใช้งานและรสนิยมที่พอจะเป็นปัจจุบัน”

Younglek เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเล็กกับแม่ โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่พบเห็นและสิ่งที่ชอบแล้วทดลองออกมาเป็นทรงแบบต่างๆ อย่างการใช้เทคนิคเย็บแบบสามมิติที่ใส่แล้วเข้ากับรูปร่างของคนมากกว่า

“ตอนแรกเราก็แอบคิดเหมือนกันว่าจะลงมือเย็บเองเลย แต่ความจริงมันยากมาก มันมีส่วนที่ต้องการความละเอียดในการตัดเย็บชุดชั้นใน จึงให้ช่างที่ทำงานเย็บเสื้อกับแม่อย่างยาวนานช่วยเรื่องเย็บให้ โดยกระบวนการเริ่มจากแม่เป็นคนทำแพตเทิร์นและตัด ก่อนจะส่งต่อให้ช่างเย็บซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้จักรเย็บปกติ ไม่ได้โบราณถึงขนาดใช้มือ”

อย่างที่เราคิดไว้ การเย็บเสื้อชั้นในเป็นงานละเอียด ใช้เวลานานกว่าเย็บเสื้อธรรมดาอีก

ยังเล็ก มาหลงรัก Younglek Under ชุดชั้นในคราฟต์และการตัดเย็บแบบวินเทจ

เล็ก-พิเศษ-ไม่ยำ-ไม่งอก

ความแตกต่างระหว่าง Younglek กับชุดชั้นในสำเร็จรูป คือการใช้เทคโนโลยีในการผลิตผ้า ซึ่งทำให้ผ้ายืดหยุ่นไปกับรูปร่างที่แตกต่างกัน

เมื่อ Younglek ตั้งโจทย์ว่าจะใช้ผ้าเส้นใยธรรมชาติแทนผ้าเส้นใยสังเคราะห์ เล็กและแม่จึงต้องย้อนกลับมาดูแพตเทิร์นและกระบวนการตัดเย็บว่าทำอย่างไรให้ผ้าที่ไม่ยืดใส่แล้วสบาย ซึ่งไม่ง่ายอย่างที่คิด ทั้งยังมีเรื่องขนาดของชุดชั้นในที่มีทั้ง S M L ต่างจากแต่ก่อนที่จะวัดตัวตัดให้พอดีกับแต่ละคน

“เราฝันอยากทำชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงทุกคน เราเชื่อในการเคารพรูปร่างและส่วนโค้งเว้าของตัวเอง แต่พอมาทำจริงๆ แล้วถึงรู้ว่าชุดชั้นในมีรายละเอียดกว่าที่เราคิดเยอะมากๆ (เสียงไม้ยมกอีกประมาณ 6 ตัว) เพราะฉะนั้นเราคงต้องเริ่มไปทีละก้าวจริงๆ เราคงยังไม่สามารถไปถึงการเป็นชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงทุกคนได้ในเร็ววัน

“แบบแรกๆ ที่เราทำออกมาอาจจะยังไม่ตอบโจทย์คนทุกรูปร่าง บางครั้งไม่ใช่เรื่องของรูปร่างด้วย เป็นเรื่องของทัศนคติ พอได้ทำเอง ไปขายเอง ไปเจอลูกค้า ทำให้เราเจอคนที่อาจจะไม่เหมือนเราเลยแต่ก็ชอบสิ่งที่เราทำ บางคนก็เข้ามาถามว่านี่ชุดว่ายน้ำหรือเปล่า เพราะคนจะไม่ชินกับชุดชั้นในที่มีลวดลายหรือรูปทรงแบบนี้”

นอกจากความสบาย เราถามเล็กถึงความรู้สึกของการลองใส่ชุดชั้นใน Younglek ในวันที่เธอค้นพบแบบทรงที่ใช่

“พอเราชอบอะไรที่วินเทจ เราก็จะรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นตัวเองในกระจกด้วยชุดแบบที่เราอยากใส่และยิ่งใส่สบาย ปกติกางเกงชั้นในสำเร็จรูปผ้ายืดมันก็จะแนบพอดี แต่ทรงของเราไม่ใช่แบบนั้น มันจะมีความพองๆ ซึ่งเราใส่แล้วเราชอบตัวเองในกระจกมากๆ มันน่ารัก”

สารภาพว่า จังหวะที่ได้ยินเล็กพูดถึงภาพในหัวตอนนี้ ทำเอาเรากรี๊ดตามในใจ ยากเหลือเกินค่ะที่จะถ่ายทอดออกมาให้คุณผู้อ่านเข้าใจได้ เพราะสำหรับสาวหัวใจวินเทจแล้ว เวลาเราเจอความวินเทจที่ตามหามานาน คำว่าน่ารักของเราที่ออกจากปากมันอธิบายยากเหลือเกิน แต่แน่ล่ะ มันไม่ใช่ความน่ารักที่แค่น่ารัก แต่เป็นน่ารักที่มีไม้ยมกในท่อนสร้อย (น่ารักมากๆ ว่างั้น) ใช่แล้ว น่ารักมากๆ

ยังเล็ก ยังเล็ก

Under and Easy Wear

พักชมสิ่งที่น่าสนใจสักครู่ ถึงเวลาขายของแล้วคุณผู้ชม

โดยสรุปแล้วสินค้าของ Younglek มีอะไรบ้าง

“เราเริ่มจากเอาตัวเองเป็นหลัก อย่างเราอยู่บ้านมากกว่าออกไปข้างนอก เราก็อยากที่จะอยู่บ้านอย่างสบายที่สุด และในความสบายนั้นเราก็อยากสวยงามน่าใช้ด้วย เลยกำหนดไว้คร่าวๆ ว่าเป็น under and easy wear นั่นคือมีทั้ง underwear เสื้อชั้นใน กางเกงชั้นใน และ easy wear ที่ทำเป็นกางเกงขาสั้นใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง”

สินค้าชุดแรกของ Younglek เป็นกางเกงชั้นในอย่างเดียว ซึ่งทำให้เล็กมีเวลาเตรียมตัวสต็อกสินค้าไว้ก่อนระยะหนึ่ง แต่พอเริ่มทำเสื้อชั้นในซึ่งเธอมีช่างเย็บคนเดียว เพราะฉะนั้นการทำสต็อกเป็นเรื่องไม่ง่าย จึงเป็นการสั่งล่วงหน้า แต่วิธีการนี้มีข้อดี คือลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าอยากได้ผ้าลายไหน แบบทรงไหน พร้อมขนาดของตัวเองซึ่ง Younglek เข้าใจดีถึงความหลากหลายระหว่างสัดส่วนของร่างกายด้านบนและล่าง คนที่ข้างบนไซส์ M ข้างล่างอาจจะเป็นไซส์ S ดังนั้นการผลิตตามลูกค้าสั่งจะช่วยจัดการเรื่องนี้เพียงแต่ต้องใช้เวลารอ

“เราไม่อยากสนับสนุนการผลิตเยอะๆ เพื่อเหลือออกมาเป็นเศษทิ้งขว้างไม่มีค่าและค่าแรงในโรงงานก็ถูกมาก แต่ของ Younglek นอกจากค่าแรงที่สมเหตุสมผลแล้ว เราเรียกช่างเย็บว่าพี่ทุกคน เพราะเห็นเขามาตั้งแต่เรายังเด็ก เราอยากให้ทุกคนรู้สึกดีกับการทำงานด้วยกัน พอเขารู้ว่าเราจะทำแบรนด์ชุดชั้นในเขาก็ตื่นเต้นไปด้วย สิ่งนี้เป็นเหมือนงานทดลองความฝันของการมีแบรนด์ของตัวเองแบบที่เราชอบ งานที่พัฒนาผลิตภัณฑ์เราจะทำได้หรือเปล่า ซึ่งเสียงตอบรับถือว่าโอเคทั้งๆ ที่มันอาจจะแปลกใหม่สำหรับคนทั่วไป”

ยังเล็ก ยังเล็ก

I’m Not A Girl, Not Yet A Women

เราถามเล็กว่า Younglek ของเธอจะเป็นอย่างไรเมื่อโตขึ้น

“เราทำแบรนด์นี้จากความสนใจส่วนตัว โดยที่ไม่ได้มองว่าแบรนด์ยังเล็กจะต้องความสำเร็จในเวลาอันสั้นนี้ เราทำเพราะเราอยู่กับมัน เราทำเพราะเราใช้เอง ไม่อยากจะเร่งว่าเราต้องเป็นที่รู้จักหรือคนต้องมาให้ความสนใจแบรนด์เรากันเยอะๆ เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เรารู้อยู่แล้วว่าคนที่ชอบแบบเรามีอยู่ไม่เยอะ”

สิ่งหนึ่งที่เล็กคิดถึงและให้ความสำคัญอยู่เสมอคือ เธอไม่สนับสนุนการซื้อและการบริโภคเกินความจำเป็น

“เพราะฉะนั้นเราไม่อยากให้ของของเราเป็นของตามแฟชั่นที่เห็นสวยแล้วก็ซื้อ เราจึงไม่ได้มีแผนการตลาด ไม่กดดันตัวเองว่าต้องมีสินค้าออกมาเยอะๆ ให้คนเลือก เราแค่อยากจะทำ ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองไม่เบื่อสิ่งนี้และทำมันต่อไปเรื่อยๆ เพื่อที่เราจะยังอยู่ตรงนี้ อยู่ในที่ที่หากเขาต้องการเขาจะมองเห็นเราเสมอ

“เราอยากจะค่อยๆ ทำ ค่อยๆ พัฒนา เพราะเป็นงานที่มีรายละเอียดเยอะมาก และถ้าหากเรากวาดไปกว้างๆ ก่อน เราก็อาจจะทำอะไรไม่ดีเลยสักอย่างเดียว”

เล็กบอกว่า ส่วนหนึ่งที่เธอเลือกจะทำ Younglek ด้วยแนวคิดแบบนี้ เป็นเพราะเธอมีพื้นฐานจากการเรียนออกแบบซึ่งสอนให้เธอตั้งโจทย์แล้วออกแบบสิ่งที่ไปตอบโจทย์นั้น สิ่งที่เล็กทำไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตามที่ผ่านมา ทำหนังสือหรือทำแบรนด์ Younglek ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากการหาโจทย์ที่น่าสนใจจากช่องว่างที่พบ และมันไม่ได้แค่ที่การออกแบบเท่านั้น แต่ยังผสมผสานกับงาน craft หรืองานทำมือแบบที่เธอสนใจ

“เราเองสนใจงานทำมืออยู่แล้วและเราก็เป็นสื่อด้วย เมื่อมองภาพรวมของวงการในทุกวันนี้ เราพบว่าคนทำงาน craft เยอะขึ้น แต่ว่าทำไมสุดท้ายมันกลายเป็นงานคราฟต์ที่ออกมาเหมือนๆ กันไปหมด อาจเป็นเพราะไม่ได้มีโจทย์ที่แตกต่างแต่แรก พอไม่มีโจทย์ที่แตกต่างของมันก็ออกมาเหมือนกัน

“ในขณะที่เรามองว่าคำว่า craft จริงๆ มันไม่ใช่แบบนั้น ถ้าเรานึกถึงคุณลุงหลายๆ บ้านที่สานตระกร้าหรือเครื่องจักสานสักอย่าง นอกจากขนบวิธีและขั้นตอน เสน่ห์ของงานฝีมือคือคนทำที่ใส่จริตของตัวเองลงไป เช่น ลุงคนนี้ขี้เกียจหน่อย ตัวหวายหรือเส้นตอกก็อาจจะเป็นเส้นใหญ่ๆ ไม่เนี้ยบมาก ออกมาเป็นตระกร้าแบบหนึ่ง ขณะที่ลุงอีกคนเป็นคนละเอียดมาก งานก็จะออกมาอีกแบบหนึ่ง มันไม่มีถูกหรือผิด จะว่าไปอาจเป็นเพราะระบบการศึกษาที่สอนให้เราเคยชินกับการทำให้เหมือนๆ กัน มันก็เลยกลายเป็นว่า ทำงาน craft ก็จริง แต่ไม่ต่างจากงานอุตสาหกรรม เพราะทำออกมาก็เหมือนกันไปหมด ไม่ได้ใส่จริตตัวเองลงไป”

ได้ยินได้ฟังแบบนี้แล้วใครจะทนไหว อยากจะซื้อแล้วใส่เสียตรงนั้น พูดไปก็ขนลุกค่ะ หลังจากตัดสินใจเลือกแบบทรงและสีอยู่เป็นเวลานาน (นานกว่าการพูดคุยเรื่องราวด้านบน) เราก็รับเสื้อและกางเกงชั้นในมาอุปการะ ระหว่างรีบเขียนบทความนี้อยู่ก็ใจอยู่ไม่สุขเลย ลังเลว่าจะถอดเทปหรือถอดเสื้อไปลองชุดชั้นในก่อนดี

ถ้าบทความนี้เป็นภาพยนตร์ ย่อหน้าก่อนก่อนสุดท้ายนี้คงเป็นเหมือนฉากเบื้องหลังผ้าหลุด เอ้ย ภาพหลุด ที่ไม่มีสาระใดๆ เมื่อเทียบกับเนื้อหาบทความทั้งหมด แต่ผู้เขียนก็ยืนยันจะปิดท้ายบรรยากาศไว้อย่างนี้ เพราะมีให้เลือกระหว่าง 4 บรรทัด กับการรีวิวพร้อมภาพ แน่นอนคุณผู้อ่านไม่อยากเห็นตัวเลือกหลังแน่ สวัสดีค่ะ
(จบจริงๆ แล้ว)

ยังเล็ก

ภาพ: Younglek

Rule

  1. รักษาสมดุลชีวิต ด้วยการหากิจกรรมที่พาตัวเองออกมาจากคอมพิวเตอร์ เช่น อบขนมบ้าง เย็บเสื้อตัดเสื้อบ้าง บ่อยครั้งที่กิจกรรมเหล่านี้สร้างสมาธิช่วยให้เราคิดงานออก
  2. ออกกำลังกาย ก่อนหน้านี้เราไม่ชอบทำอะไรเป็นกิจวัตร แต่การเล่นโยคะนี้นอกจากช่วยให้ร่างกายตื่นตัวแล้ว ยังสอนเรื่องการลดอัตตา จากที่เคยชินกับการเป็นคนเก่งทำทุกอย่าง ในห้องเรียนโยคะเราเป็นนักเรียนที่เรียนอ่อนที่สุด
  3. เวลาจะทำงานอะไรสักอย่าง เราไม่ค่อยคิดว่าทำแล้วจะได้อะไร แต่มักคิดว่าเราจะได้ทำอะไรมากกว่า

    Facebook | younglekUNDER
    Instagram | @younglek.co

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load