“คุณศิริบัญชา คุณเป็นใครกันแน่?”

“เป็นแอลกอฮอล์ไง! แอลกอฮอล์ศิริบัญชา ใช้เช็ดล้างทำความสะอาดบาดแผล ฆ่าเชื้อโรค ในขวดน้ำยาสีฟ้า ฉลากเหลืองแดง วันนี้มีแบบสเปรย์ ใช้ง่าย พกสะดวก”

เสียงกระชากไม่อ่อนโยนของคุณแอลกอฮอล์ศิริบัญชาไม่ได้ทำให้เราอยากเปลี่ยนช่องวิทยุหรือโทรทัศน์ แต่กลับทำให้เราอยากฟังต่อจนจบ ฟังแล้วฟังอีกจนจำขึ้นใจว่า ศิริบัญชาคือแอลกอฮอล์ฉลากเหลืองแดง 

เพราะโฆษณาแอลกอฮอล์สุดดังชิ้นนี้ ทำให้เมื่อคนทั่วไปนึกถึงคำว่า ‘ศิริบัญชา’ จะคิดว่าเป็นแบรนด์แอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าศิริบัญชาเป็นทุกอย่างในชีวิตคนไทยไปแล้ว

แอลกอฮอร์, คิริบัญชา, บุญฤทธิ์ กิจเจริญโรจน์

เราต่อโทรศัพท์ตรงไปยังผู้บริหารของศิริบัญชา บุญฤทธิ์ กิจเจริญโรจน์ เภสัชกรผู้มีใบปริญญาในด้านการตลาดและบริหารประกอบ พูดคุยถึง 67 ปีของบริษัท การเป็นผู้ผลิตแอลกอฮอล์รายแรกๆ ของไทย เหตุผลที่คนมักคิดว่าศิริบัญชาผลิตแค่แอลกอฮอล์ เคล็ดลับที่ทำให้อยู่ยั้งยืนยง ไปจนถึงโครงการล่าสุดที่ศิริบัญชาตั้งใจให้คนไข้ที่จำเป็นต้องใช้แอลกอฮอล์ลงทะเบียนรับสิทธิ์ซื้อ

เมื่อพูดคุยกับบุญฤทธิ์ตั้งแต่ต้นจนจบ เราจึงเข้าใจว่าทำไมศิริบัญชาอยู่ได้ยาวนานถึง 67 ปี ทั้งยังได้เห็นประสบการณ์การทำงานที่เข้มข้นผ่านคำพูดอันคมคายของเขา และได้รู้ว่าภายใต้น้ำสีฟ้าใสตัดกับฉลากสีเหลืองแดง ‘ศิริบัญชาไม่ได้เป็นแค่แอลกอฮอล์’

อย่ารอช้า มาล่องธารน้ำสีฟ้ากันเถอะ

ศิริบัญชา แบรนด์ แอลกอฮอล์ ของเภสัชกรผู้ฝันอยากทำแบรนด์ยาสามัญประจำบ้าน

 จากเภสัชกรร้านขายส่งยา สู่การเป็นผู้บริหารศิริบัญชา

เราเริ่มบทสนทนาอย่างง่ายๆ ด้วยการถามถึงชีวิตก่อนการบริหารศิริบัญชา บุญฤทธิ์จึงเริ่มย้อนอดีตให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมที บริษัท ศิริบัญชา จำกัด ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2496 โดย นายแพทย์กมล ลิขนจุล เพื่อผลิตเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลและร้านขายยาทั่วประเทศ ผลิตภัณฑ์ยาช่วงนั้นมีเพียง 2 – 3 ตัว โดยตัวยาที่โด่งดังคือ ยากระเพาะหมอกมล

เมื่อบุญฤทธิ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาก็เข้ามารับช่วงต่อกิจการร้านขายส่งยาของครอบครัวที่ทำมายาวนาน และหลังจากทำได้ประมาณ 10 ปี นายแพทย์กมล เจ้าของและผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็ยื่นข้อเสนอให้บุญฤทธิ์ซื้อกิจการต่อ เภสัชกรผู้มองการณ์ไกลจึงเริ่มสวมสูทนักธุรกิจเข้ามาบริหารตั้งแต่ พ.ศ. 2526 ซึ่งถือเป็นปีที่ 30 ของกิจการนับตั้งแต่ก่อตั้ง

จนถึงปัจจุบัน บริษัทศิริบัญชาอยู่ภายใต้การบริหารของบุญฤทธิ์มา 37 ปี แล้ว 

แอลกอฮอร์, คิริบัญชา, บุญฤทธิ์ กิจเจริญโรจน์

“ตอนนั้นยังไม่เห็นแนวทางการทำบริษัทมากนะ คิดแค่ว่าเราทำร้านขายยาอยู่ ถ้ามีโรงงานผลิตเองให้ครบวงจรก็น่าจะดี” ปลายสายบอกกับเราด้วยเสียงเรียบง่ายแต่ดูเเข็งขัน พร้อมเล่าถึงที่มาของชื่อศิริบัญชาให้ฟังว่า ชื่อนี้เป็นชื่อที่นายแพทย์กมลเป็นผู้ตั้งมาแต่เดิม ด้วยเคยทำงานที่โรงพยาบาลศิริราช และเพราะคำว่า ‘ศิริ’ พ้องเสียงกับคำว่า ‘สิริ’ ที่แปลว่า มงคล บริษัทผลิตเวชภัณฑ์แห่งนี้จึงได้ชื่อ ‘ศิริบัญชา’ มาประดับ

“พอเราเข้ามาเป็นเจ้าของก็ไม่คิดจะเปลี่ยนชื่อบริษัทนะ เพราะฟังแล้วก็ดูขลังดี” เป็นเช่นบุญฤทธิ์ว่า แต่ความขลังอย่างเดียวหรือเปล่าที่ทำให้ที่นี่อยู่ยั้งยืนยงจนถึงปัจจุบัน 

หลังจากนี้เราจะชวนทุกคนมาตอบคำถามว่า “คุณศิริบัญชา คุณเป็นใครกันแน่?” ตามคำโฆษณากัน

เป็นทุกอย่างให้คนไทยแล้ว 

“คุณศิริบัญชา คุณเป็นใครกันแน่?” เสียงโฆษณายังก้องอยู่ในหัวเราไม่หยุด เราตอบกลับคำถามนั้นในหัวทันทีว่า “เป็นทุกอย่างให้เธอ (คนไทย) แล้ว”

เพราะจากบริษัทศิริบัญชาที่มียาอยู่เพียง 2 – 3 ตัว เมื่อมาอยู่ในมือของบุญฤทธิ์ เขาแตกแขนงการผลิตให้แบ่งออกเป็น 4 แผนก คือ แผนกยาแผนโบราณ ยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริม และแผนกเครื่องสำอาง 

ทำไมจึงต้องแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เยอะขนาดนั้น การสร้างบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ไม่กี่ชิ้นน่าจะง่ายกว่าไหม

แอลกอฮอร์, คิริบัญชา, บุญฤทธิ์ กิจเจริญโรจน์

“โดยรวมของเราคือการสร้างยาสามัญประจำบ้านภายใต้ชื่อบริษัทศิริบัญชา เช่น ถ้านึกถึงการฆ่าเชื้อ ก็จะนึกถึงยาแดงทิงเจอร์ ไฮโดรเจน และแอลกอฮอล์ ถ้าเรามีสินค้าครบ เวลาเขานึกถึงยา เขาจะได้นึกถึงเรา” นี่คือโจทย์การบริหารหลักของเขาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน 

แล้วทำไมคนจึงมักคิดว่าศิริบัญชาเป็นเพียงแบรนด์แอลกอฮอล์ฉลากสีเหลืองแดง เราสงสัย

“เพราะแอลกอฮอล์เป็นสินค้าธงของเรา เหมือนกับจรวดที่มีส่วนหัว ลำ และหาง ส่วนหัวคือแอลกอฮอล์ที่ต้องนำไป เราสร้างสิ่งนี้ให้เป็น Single Mind สำหรับผู้บริโภค เวลาที่นึกถึงแอลกอฮอล์ศิริบัญชา ก็จะได้นึกถึงสินค้าตัวอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อเช่นเดียวกัน ได้ผลพลอยได้ไปเป็นทอดๆ” 

ดังที่เขาว่า เราจึงมักได้ยินได้ฟังโฆษณาสินค้าของศิริบัญชาอยู่ไม่กี่ตัว ทั้งๆ ที่ศิริบัญชามีผลิตภัณฑ์ยาเยอะมาก ถ้าเป็นยาแผนโบราณเรามักจะเห็นโฆษณาผงแป้งหรือยาน้ำแก้ไอตราโยคี (ใช่แล้ว โยคีก็เป็นของศิริบัญชานะ) ส่วนของการฆ่าเชื้อก็ต้องตอกย้ำคนไทยไปจนฝังใจว่า ‘ศิริบัญชาทำแอลกอฮอล์’

เป็นแบรนด์แอลกอฮอล์แบรนด์แรกๆ ของไทย

เมื่อเข้ามาบริหารศิริบัญชาได้สักพัก ยาประเภทต่างๆ ก็มีแล้ว แต่ศิริบัญชายังไม่มีแอลกอฮอล์ที่ทั้งโรงพยาบาลและลูกค้าทั่วไปต้องการ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่แทบไม่มีบริษัทผลิตแอลกอฮอล์ในไทยเลย ด้วยความหัวไวของบุญฤทธิ์ เขาจึงปิ๊งไอเดียผลิตแอลกอฮอล์ภายใต้แบรนด์ศิริบัญชาขึ้น

“ตอนนั้นแอลกอฮอล์ที่มีขายตามท้องตลาดผลิตในไทยทั้งหมด แต่คู่แข่งมีน้อยมากเพราะวัตถุดิบในประเทศค่อนข้างหายาก แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่จะใช้เอทิล แต่เพราะปัญหาด้านวัตถุดิบ เราจึงเลือกใช้ไอโซโพรพิลแทน ศิริบัญชาจึงเป็นบริษัทผลิตแอลกอฮอล์รายแรกๆ และเป็นบริษัทแรกที่ผลิตด้วยไอโซโพรพิล แต่สมัยนี้ก็เปลี่ยนมาใช้เอทิลแล้วนะ เพราะวัตถุดิบหาง่ายขึ้น” 

นอกจากเขาจะหัวไว มองเห็นช่องทางธุรกิจ ทำให้ศิริบัญชาเป็นบริษัทผลิตแอลกอฮอล์รายแรกๆ ของไทย เขายังเข้ามาเปลี่ยนวงการผู้ผลิตแอลกอฮอล์ให้เริ่มเห็นความสำคัญกับการทำแบรนด์อีกด้วย

“โดยทั่วไป ถ้าคนสมัยก่อนจะไปซื้อแอลกอฮอล์ที่ร้านยา ก็แค่บอกว่าเอาแอลกอฮอล์ขวดหนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่ร้านว่าเขาจะหยิบของบริษัทไหนให้ เราจึงคิดว่าถ้าแบบนี้แอลกอฮอล์ก็เป็นแค่สินค้าทั่วไปสิ ทำไมไม่สร้างเเบรนด์ให้สินค้าล่ะ เวลาเขาซื้อแอลกอฮอล์จะได้บอกว่า ซื้อแอลกอฮอล์ศิริบัญชา ไม่ใช่แอลกอฮอล์หนึ่งขวด” 

บุญฤทธิ์บอกกับเราถึงที่มาของแอลกอฮอล์ฉลากเหลืองแดงที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนาน ให้เราฟังอย่างสนุกสนาน คล้ายเขาได้ย้อนเวลากลับไปช่วงนั้นของชีวิต แถมยังเล่าต่อถึงที่มาฉลากสีเหลืองแดง และโฆษณาที่น้ำเสียงดุดันแต่ทำให้คนฟังจำขึ้นใจ

ศิริบัญชา แบรนด์แอลกอฮอล์ของเภสัชกรผู้ฝันอยากทำแบรนด์ยาสามัญประจำบ้าน

“เราเป็นคนแรกๆ ที่ติดฉลากผลิตภัณฑ์ เพราะอยากให้คนฟังนึกภาพออกเมื่อได้ยินโฆษณา พอเห็นฉลากสีเหลืองแดงปุ๊บ ไม่ว่าจะมองไกลๆ นั่งรถผ่าน วิ่งผ่าน หรือโยนขวดผ่าน ลูกค้าก็จะเชื่อมมาถึงชื่อ ศิริบัญชา อีกอย่างคือสองสีนี้ตัดกับน้ำยาสีฟ้าด้วย ช่วยให้ฉลากเด่น” คำพูดหนักแน่นแต่เจือเสียงหัวเราะของเขาทำให้เรารู้สึกสนุกที่ได้ฟังเรื่องเล่าของศิริบัญชา

เป็นบริษัทที่บริหารโดยเภสัชกรในคราบนักธุรกิจ ผู้สร้างโครงการให้สิทธิ์ซื้อแอลกอฮอล์สำหรับคนไข้

อย่างที่เห็นกันว่าหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ขาดตลาดในช่วงการระบาดหนักของ COVID-19 ทำให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้อย่างโรงพยาบาล คนไข้ติดเตียง ผู้ป่วยโรคไต เบาหวาน ฯลฯ ลำบากเป็นอย่างมาก 

เช่นเดียวกันกับทุกคน เราเห็นแบรนด์แอลกอฮอล์ฉลากเหลืองแดงรุ่นคุณปู่สุดจ๊าบแบรนด์นี้ออกมาประกาศตัวทางเฟซบุ๊ก และโด่งดังชั่วข้ามคืนว่าเปิดให้สิทธิ์ซื้อแอลกอฮอล์สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ บุญฤทธิ์คิดเห็นอย่างไร จากเหตุการณ์นี้ เขามองสถานการณ์ด้วยแว่นของคนทำธุรกิจหรือเภสัชกร

ศิริบัญชา แบรนด์แอลกอฮอล์ของเภสัชกรผู้ฝันอยากทำแบรนด์ยาสามัญประจำบ้าน

“สืบเนื่องมาจาก COVID-19 ความต้องการแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้นเกือบสิบเท่า แต่กำลังการผลิตเรามีเท่าเดิม เราส่งไปตามร้านขายยากี่รอบก็หมดอย่างรวดเร็ว เรากังวลมากเพราะบางคนคิดว่าบริษัทกักตุนสินค้า ทั้งๆ ที่ส่งไปตามปกติ 

“ปัญหาคือคนป่วยติดเตียง คนป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคไต หรือใครก็ตามที่มีความจำเป็นในการใช้ หาซื้อแอลกอฮอล์ไม่ได้ เราจึงคิดทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะขอสิทธิ์ในการซื้อ 

“พูดด้วยความจริงใจ เราไม่เคยนึกถึงชื่อเสียงหรือหวังสร้างภาพ เราเพียงแต่เป็นห่วงและเจ็บปวดมากที่คนไข้ไม่มียารักษา แล้วยิ่งเขาต้องการใช้แบรนด์ของเรามันยิ่งเจ็บปวด นั่นคือจุดที่ทำให้เราสร้างโครงการนี้ขึ้นมา เรื่องการได้รับคำชมเป็นสิ่งที่มาทีหลัง ซึ่งเราก็ดีใจมากๆ” 

บุญฤทธิ์พูดกับเราถึงความจริงใจและจริยธรรมเภสัชตลอดเวลา จนเราเชื่อว่าถึงแม้ทุกวันนี้เขาใช้ความเป็นนักธุรกิจบริหารศิริบัญชาเป็นหลัก แต่สิ่งที่เขาจะขาดไม่ได้และยึดไว้ในใจเสมอคือความเป็นเภสัชกร

ศิริบัญชา แบรนด์แอลกอฮอล์ของเภสัชกรผู้ฝันอยากทำแบรนด์ยาสามัญประจำบ้าน

“การบริหารโดยใช้สามศาสตร์นั้นคงไม่แตกต่างกันมาก แต่ความเป็นเภสัชกรช่วยเสริมเราและศิริบัญชาในแง่ของจริยธรรมเภสัชที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม เวลาเราบริหาร เราต้องนึกถึงตรงนี้ เเล้วก็นำมาผสมผสานกันเพื่อใช้เป็นแนวทาง โดยไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องผลกำไร ขาดทุน แต่เราต้องคิดถึงคุณธรรมจริยธรรมที่ติดตัวอยู่เสมอและตลอดไปด้วย” บุญฤทธิ์ตอบเราทันทีโดยไม่ลังเล เมื่อถามถึงความเป็นเภสัชกรในตัวของเขา

เป็นบริษัทที่พัฒนาตลอดเวลา 

อายุอานาม 67 ปีของศิริบัญชา หากเป็นมนุษย์เช่นเราๆ คุณศิริบัญชาก็ถือเป็นรุ่นปู่หรือพ่อของใครหลายคน แต่ใช่ว่าคนสูงอายุจะน้อยหน้าคนหนุ่มสาวเสียเมื่อไร เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสินค้าธงของบริษัทก็มีคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งโลกก็เปลี่ยนไปทุกวัน แอลกอฮอล์และบริษัทรุ่นคุณปู่จึงต้องมีหลักสำคัญที่จะทำให้อยู่ยั้งยืนยง

“เราคิดว่าสินค้าทุกชิ้นย่อมมีคู่แแข่ง สิ่งสำคัญคือการพัฒนาและการปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอกที่เปลี่ยนไป เราต้องรู้จักเรียนรู้ความต้องการของตลาดว่าตลาดต้องการอะไร เพื่อที่จะได้พัฒนาสินค้าต่างๆ ให้ทันความต้องการ

ศิริบัญชา แบรนด์แอลกอฮอล์ของเภสัชกรผู้ฝันอยากทำแบรนด์ยาสามัญประจำบ้าน

“แบรนด์ก็เหมือนกับคนที่ต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา มันมีวงจรชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย โลกของเราเปลี่ยนเร็วมาก สินค้าบางตัวจะมีอายุที่สั้นลง ถ้าเราไม่พัฒนา เวลาที่ยอดขายลดลง มันก็จะเริ่มแก่ เจ็บ และกลายเป็นกราฟระฆังคว่ำที่รอวันตาย ดังนั้น สินค้าที่อยู่นานๆ ได้ จะต้องมีการพัฒนาตลอด” 

อย่างโลโก้และแพ็กเกจจิ้งของแอลกอฮอล์ บุญฤทธิ์ก็จัดการเพิ่มรูปลักษณ์ให้โฉบเฉี่ยว ปรับสีโมโนโทนสุดมินิมอลให้ดูทันสมัยขึ้น จากสีเหลืองแดงก็เปลี่ยนเป็นสีขาวที่ดูดีมีสไตล์ ทั้งยังเพิ่มคุณค่าให้แอลกอฮอล์ที่แต่เดิมใช้เช็ดล้างทำความสะอาดบาดแผลตามคำโฆษณา ให้กลายมาเป็นสินค้าที่พกพาไปได้ทุกที่ ทั้งแบบเจล แบบแผ่น หรือแบบสเปรย์ที่โฆษณาเมื่อ พ.ศ. 2561 ออกมาด้วยสโลแกน “ฆ่ามัน” ให้ใช้ฉีดฝาโถสุขภัณฑ์ ราวจับในรถสาธารณะ หรือแม้กระทั่งรถเข็นห้างสรรพสินค้า และล่าสุดมีสเปรย์แบบตลับช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ เข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยความเร็วและสะดวกสบาย

สิ่งที่เราแอบจับได้จากการฟังเรื่องเล่าครั้งนี้ คือบุญฤทธิ์ไม่เพียงผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด แต่สร้างความต้องการใหม่ให้ตลาดด้วย

“เรานำเสนอว่า แอลกอฮอล์ไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนเป็นแผลนะ มันทำความสะอาดมือได้ เราจับโน่นจับนี่ก็มีสิ่งสกปรกอยู่ สิ่งนี้คือเรากำลังสร้างความต้องการใหม่ให้ผู้บริโภคว่านี่คือสิ่งจำเป็น ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนคนก็คงไม่คิดหรอก เราต้องให้ความรู้เขาว่ามันมีเชื้อโรคอยู่นะ คุณต้องมีสเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ติดตัว” 

ศิริบัญชา แบรนด์แอลกอฮอล์ของเภสัชกรผู้ฝันอยากทำแบรนด์ยาสามัญประจำบ้าน

เขายังเสริมอีกว่า ตอนนี้ศิริบัญชาอยากเพิ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานของลูกค้า สิ่งเหล่านี้คงสนุกใช่หยอก การันตีจากคำพูดของเขาเองว่า ไม่มีช่วงไหนของการทำงานที่ไม่สนุกเลย

นอกจากในด้านของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อีกสิ่งหนึ่งที่ศิริบัญชาให้ความสำคัญ และเราก็เห็นได้อย่างเด่นชัดคือโฆษณาของศิริบัญชา ที่ช่วงนี้เริ่มย้ายจากวิทยุมาเป็นโทรทัศน์ รวมถึงโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน 

เรากล่าวสวัสดีปลายสาย และขอกล่าวลาบทสัมภาษ์ครั้งนี้ด้วยข้อสรุปของเราว่า 

ศิริบัญชาเป็นบริษัทเวชภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นสินค้าธง แต่ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกมากที่วนเวียนและแทรกซึมไปในชีวิตผู้บริโภค แท้จริงสิ่งที่ทำให้ศิริบัญชาอยู่ยืนยาวคู่คนไทย ทั้งในแง่ของแอลกอฮอล์ฉลากเหลืองแดงสุดจี๊ดและตัวบริษัท คือความขลังของชื่อแบรนด์ไม่ได้มีผลมากเท่ากับแนวคิดในการบริหาร ที่ผสานความเป็นทั้งนักการตลาด นักบริหาร และเภสัชกร ผู้รู้จักเปลี่ยน ปรับ ขยับ ศิริบัญชา ให้กลายเป็นคุณปู่สุดจ๊าบทันหลานๆ ตลอดเวลา 

ศิริบัญชา แบรนด์แอลกอฮอล์ของเภสัชกรผู้ฝันอยากทำแบรนด์ยาสามัญประจำบ้าน

Lesson Learnt

ทุกครั้งที่เราถามถึงปัญหาและบทเรียนที่ได้รับ บุญฤทธิ์สามารถตอบเราในทันทีทันใด อาจเพราะประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าหลายสิบปี เขาจึงคิดว่าบทเรียนสำคัญจากการบริหารมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่สิ่งสำคัญคือการพัฒนาตนเองอยู่เสมอและการมองปัญหาแบบย้อนเกล็ด

“ถ้าเราไม่ทันโลก ถ้าเราไม่พัฒนา เราก็จะถอยหลังไปเรื่อยๆ เราจึงต้องเรียนรู้ว่าโลกปัจจุบันเป็นแบบไหน

“ปัญหามีเข้ามาตลอด การทำงานทุกงานเป็นสิ่งที่ยากลำบากทั้งหมด เพียงแต่เราจะมองในมุมไหนแค่นั้นเอง ยิ่งลำบากยิ่งท้าทายเรา หรือยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้ว ถ้าเรามองย้อนเกล็ด เราอาจจะมองว่านี่คือสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราตื่นตัวเสมอและทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เราจึงเชื่อว่า ปัญหามีอยู่ทุกเวลา อยู่ที่เราจะแก้มันยังไง และเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก”

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load