01

เมื่อไม่มีใครทำ คุณต้องลุกขึ้นมาทำเอง

มอนเตสซอรี่ (Montessori) คือปรัชญาการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ที่เน้นการสร้างอุปกรณ์การเรียนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็ก

ในเมืองกลาส ประเทศออสเตรีย มีโรงเรียนทางเลือกแนวมอนเตสซอรี่ที่สร้างขึ้นเพราะผู้ปกครองต้องการโรงเรียนแบบนี้แต่ไม่มีใครทำ คุณพ่อคนหนึ่งเลยลุกขึ้นมาทำเอง เราได้คุยกับผู้อำนวยการผู้ก่อตั้งโรงเรียนนี้ เขาบอกว่า ลูกๆ ของเขาเรียนและเติบโตที่นี่กันหมด 

สิ่งแรกที่ลูกๆ ของเขาบอกกับพ่อคือ ถ้าพ่อจะทำโรงเรียนให้พวกเขา ขอให้โรงเรียนนั้นไม่มีการบ้าน เพราะเด็กๆ จะได้มีเวลาที่ทำสิ่งอื่นๆ ที่เขาสนใจ

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

โรงเรียน SIP Knallerbse นี้มีตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมปลาย เราไปโรงเรียนนี้กับรถโรงเรียนที่มารับเด็กๆ ในเมือง

สิ่งน่าทึ่งสิ่งแรกของที่นี่คือ เมื่อเรียนไปได้สัก 2 ชั่วโมงจะมีเสียงกระดิ่งดังขึ้น ทุกคนวิ่งออกจากห้องเรียนกันหมดแล้วไปที่สนามหลังโรงเรียน กระโดดบันจี้จัมพ์ เล่นบาส เตะบอล วิ่งเล่นบนเนินป่าหลังโรงเรียน เล่นๆๆ นานสักครึ่งชั่วโมงได้ ค่อยกลับเข้าไปในห้องเรียนต่อ โดยไม่มีกระดิ่งเรียกเข้า

ครูบอกว่า สมาธิคนเราไม่ได้ยาวขนาดนั้น เด็กๆ และครูที่จดจ่ออยู่กับการเรียนการสอนตั้ง 2 ชั่วโมงแล้ว ควรได้ออกไปยืดเส้นยืดสาย บริหารร่างกาย ใช้มือไม้ ออกแรง แล้วก็ยังดีกับหัวใจ เด็กๆ ต่างห้อง ต่างวัย ได้เล่น ได้มีปฏิสัมพันธ์ด้วยกันอีก นั่นคือการให้ความสัมพันธ์กับการพัฒนาที่สมดุลของหัวสมอง ร่างกาย และจิตใจ ในแต่ละวันนั่นเอง

ไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ของโรงเรียนมอนเตสซอรี่ มันเพียบพร้อมและเต็มไปด้วยการคิดมาก เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็กแต่ละวัยอยู่แล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนพาเราเดินไปแต่ละห้อง ที่นี่มีการเรียนแยกระดับเป็น อนุบาล ประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย แต่ไม่มีการจัดห้องเรียนแบบหันหน้าเข้าหากระดานดำหรือเรียนเป็นวิชา แต่เรียนเป็นโปรเจกต์ แต่ละคนจะวุ่นอยู่กับโปรเจกต์ต่างๆ มากมาย

ลูกชาย ผอ. อวดโครงการปลูกปั้นทำแอนิเมชันเรื่อง ‘กล้วย’ เขาชอบกินกล้วยมาก จึงสนใจเรื่องราวของกล้วยว่ามีความเป็นมาอย่างไร เติบโตอยู่ที่ไหนบ้าง และเป็นไปได้อย่างไร ที่เขาจะปลูกกล้วยในบ้านเมืองของเขาได้บ้าง

เราถามว่าจะวัดผลการเรียนรู้กันอย่างไรที่นี่ เด็กๆ ตอบว่า แต่ละคนมีแฟ้มผลงาน ความสนใจของตัวเอง และประเมินตัวเองอยู่ตลอด

02

อำนาจไม่นิยมในห้องเรียน

ความสัมพันธ์ของครูกับเด็กเป็นเหมือนเพื่อนและอยู่ในระดับเดียวกันมากกว่าผู้มีอำนาจสั่งการหรือสั่งสอน เด็กคนหนึ่งบอกกับเราว่า

“ถ้าพวกเขารู้สึกกลัวครูของพวกเขา แสดงว่าครูของพวกเขามีอำนาจเหนือเด็กเกินไปแล้ว และเด็กๆ ต้องพูดคุยกับครูของพวกเขาเรื่องนี้ให้ได้” เราถามถึงตัวอย่างของบทสนทนาเรื่องอำนาจเหนือนี้ของครูกับเด็ก

เด็กๆ เล่าให้ฟังว่า พวกเขามีห้องพิเศษที่เป็นห้องแสดงสีของความรูัสึก

เด็กๆ และครูจะเข้าไปอยู่ในห้องนั้นด้วยกันเงียบๆ และแต่ละคนก็จะระบายสีของความรู้สึกของตัวเองออกมา

แล้วก็นำมาพูดคุยกัน โดยเรื่องที่พูดคุยนั้นจะเป็นความลับ ไม่เอาออกมานอกห้อง

ด้วยกระบวนการนี้ เด็กๆ รู้สึกว่าพวกเขาได้พูดคุยถึงความรู้สึกของพวกเขากับครู กับเพื่อนๆ อย่างแท้จริงและปลอดภัย

กระบวนการรับฟังกันในห้องเงียบนั้นลดการใช้อำนาจเหนือของผู้ใหญ่กับเด็ก ครูกับนักเรียน ได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะทุกคนต่างได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาโดยไม่มีการตัดสินซึ่งกันและกัน

ลูก ผอ. บอกว่า ที่นี่ไม่เรียกพ่อว่าพ่อ และไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ในการเป็นลูก ผอ. ของโรงเรียน

ขณะเดียวกัน ความเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง คนอายุมากกว่าจะมาบอกว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน เป็นข้ออ้างในการห้ามปราม หรืออนุญาตให้ทำหรือไม่ทำไม่ได้ เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เคยเหมือนกัน แต่ละคนต้องได้มีประสบการณ์ที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ถ้าไม่ปล่อยให้แต่ละคนได้ล้มลุกคลุกคลานกันเองบ้าง เขาอาจจะลุกไม่เป็นเลย

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

03

ยิ่งรู้จักตัวเองเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

เมื่อเราถามถึงปลายทางว่าเด็กๆ ที่นี่จบแล้วไปต่ออย่างไรกัน ผอ. เล่าให้ฟังว่า ที่ออสเตรียมีระบบการเรียนแบบหนึ่งที่เมื่อจบมัธยมต้นแล้วเลือกได้ว่าอยากจะประกอบอาชีพอะไร แล้วก็ไปมีประสบการณ์กับสิ่งนั้น โดยไม่ต้องมาโรงเรียนสักเท่าไหร่ก็ได้ เช่นเด็กที่รู้ว่าอยากเป็นช่างซ่อมประปา ช่างภาพ ช่างเสริมสวย ก็ไปฝึกงานอยู่กับช่างตัวจริงในสถานประกอบการนั้นๆ เลย

 ทางโรงเรียนและผู้ประกอบการต่างๆ ในเมืองส่วนใหญ่จะลงทะเบียนกับรัฐเพื่อให้รับเด็กเข้ามาฝึกงานได้ การเรียนแบบนี้ทำให้เด็กๆ ได้ทดลองค้นหาสิ่งที่ตัวเองคิดฝันอยากเป็นตั้งแต่ระดับมัธยม ไม่ต้องรอจนเรียนจบมหาวิทยาลัย เหมือนกับเป็นทางลัดให้กับชีวิต

“ยิ่งรู้จักตัวเองเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เด็กๆ จะได้ไม่เสียเวลากับการทดลองค้นหาการใช้ชีวิต”

ต่างกับการศึกษาในระบบบ้านเรา ที่ยังให้เด็กนักเรียนที่จบมัธยมต้นต้องเลือกสายการเรียนวิทย์หรือศิลป์ เด็กๆ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เห็นโลกมากมาย จึงยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบ รัก หรือโตขึ้นจะเป็นอะไร เพราะระบบการศึกษาในบ้านเรา ตั้งแต่สมัยอนุบาล ประถม ถึงมัธยม ยังขังเด็กอยู่ในห้องเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น

ระบบการศึกษาแบบนั้นในบ้านเรายังไม่เอื้อให้เด็กออกไปทดลองใช้ชีวิตทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าอยากเป็น ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขจริงๆ บ้านเราอาจไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรไปมากมายเพื่อจำกัดให้เด็กๆ ท่องตำราสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ในห้องเรียน ในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้รู้ว่านำไปใช้งานอย่างไรในชีวิตข้างหน้าสักเท่าไหร่

มหาวิทยาลัยต้องไม่เป็นปลายทางคอขวดที่บีบตันคับแคบสำหรับเด็กมัธยมเป็นจำนวนมาก เพราะเด็กๆ ได้เห็นและผ่านประสบการณ์ใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริงนอกห้องเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

04

ห้องเรียนดนตรีที่ส่งเสียงของการฟัง

คนเมืองนี้บอกเราว่า คนที่นี่ไม่ทักกันว่า เล่นดนตรีเป็นหรือเปล่า แต่จะถามว่าเล่นเครื่องดนตรีชิ้นไหน 

ประเทศนี้เป็นเมืองเกิดของนักแต่งเพลงคลาสสิกดังๆ ชื่อใหญ่หลายคน อาทิ โมสาร์ท บีโธเฟน เดินไปที่ไหนในเมืองก็จะเห็นคนมีเครื่องดนตรีติดตัวเป็นอาวุธได้ทั่วไป

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

เราเลยอยากรู้ว่าที่นี่เขาเรียนและสอนดนตรีกันอย่างไร แล้วก็มีโอกาสได้ตามลูกเพื่อนอายุ 6 ขวบไปเรียนร้องเพลง

“ตั้บ ปาดับตั๊บตับ” เสียงเด็กๆ ร้องกระโดดดังสนั่นออกมาจากห้องสอนร้องเพลง พอโผล่เข้าไปดู นักเรียนและครูกำลังร้องและเต้นกันอย่างสนุกสนาน

เมื่อมีโอกาสได้คุยกับครูสอนร้องเพลงที่แท่นเปียโน ระหว่างคุยกันครูก็เล่นเปียโนคลอให้ฟังตลอด ถามถึงความจำเป็นในการเรียนร้องเพลงเรียนดนตรี ว่ามันเป็นเรื่องของงานอดิเรกที่ควรส่งให้ลูกหลานเรียนรึเปล่า

ครูตอบว่า มันจำเป็นและสำคัญกว่านั้น ถ้าอยากให้เด็กรู้จักการฟังเสียงของตัวเองและเสียงของคนอื่น เราควรส่งลูกให้ได้เรียนดนตรีและร้องเพลงตั้งแต่ยังเด็ก ยิ่งเล็กได้เท่าไหร่ยิ่งดี

การที่เด็กได้เรียนร้องเพลง เขาต้องหัดฟัง ทั้งทำนอง จังหวะ ถ้อยทำ ที่เรียงร้อยกันเป็นเพลง และดนตรี ที่ส่งตรงไปยังคลื่นและจังหวะเต้นของหัวใจมนุษย์ได้เร็วและทำให้รู้สึกได้มากที่สุด

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

เพลงและดนตรี ถือเป็นสื่อศิลปะที่ทำงานกับหัวใจ ทำให้เรารู้สึกกับสิ่งใดๆ ก็ตามได้รวดเร็วที่สุดแล้ว

เมื่อเด็กได้ร้องเพลงกันเป็นวงคอรัส เด็กต้องหัดฟังเสียงคนอื่น ฟังเสียงคนรอบข้าง ฟังเสียงคนในวง และรอจังหวะที่จะเปล่งเสียงร้องของตัวเอง ให้ประสานกัน

“เรื่องเหล่านี้สำคัญกว่าการร้องเพลงเป็น ร้องเพลงเพราะ ใช่หรือเปล่าล่ะ” ครูหยุดเสียงเปียโนแล้วหันมาถามเรา

เราแค่ตอบไปว่า กลับไปจะซื้อเครื่องดนตรีให้หลานชิ้นหนึ่งทันทีค่ะ แต่จริงๆ คือ วาดภาพเห็นภาพตัวเองกลับไปเป็นนักเรียนเรียนเขียนดนตรีแล้วล่ะ

05

ห้องเรียนวงใหญ่ที่แสนไพเราะ

ไปห้องเรียนสอนร้องเพลงเล่นดนตรีเด็กเล็กแล้ว เราก็ได้มีโอกาสเห็นคลาสเรียนพิเศษของนักศึกษาดนตรีที่มาสอนเด็กตามบ้าน

ลูกชายคนที่สองของเพื่อนเล่นไวโอลินตั้งแต่เล็ก แต่เพิ่งมีโอกาสได้เข้าวงออร์เคสตราของชุมชนในเมืองกลาส

และกำลังจะมีการแสดงในอีกไม่กี่วัน ครูพิเศษเลยมาสอนที่บ้าน ครูนักศึกษาคนนั้นบอกว่า ที่บ้านเธอทุกคนเป็นนักดนตรีคลาสสิกหมด

คุณปู่ของเธอก็ยังเล่นเชลโลตัวใหญ่ และจะขึ้นแสดงดนตรีด้วยกันด้วย เธอบอกว่าดนตรีคลาสสิกเปรียบเสมือนเรื่องชีวิตประจำวันของเธอ

เราบอกเธอว่า สำหรับคนทั่วไป ดนตรีคลาสสิกเหมือนอยู่บนหิ้ง เป็นดนตรีของคนชั้นสูง เธอบอกว่ามีประวัติศาสตร์ที่ทำให้เป็นแบบนั้น

แต่สำหรับเธอ ดนตรีชนิดไหนก็ทำหน้าที่ของมัน คือช่วยปลอบประโลมจิตใจมนุษย์ได้เหมือนกัน

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

อีกไม่กี่วันต่อมา เราได้รับบัตรไปดูคอนเสิร์ตออร์เคสตราด้วย สถานที่แสดงดนตรีอยู่ออกไปนอกเมือง ต้องนั่งรถบัสไปจนเกือบสุดสาย ขี่จักรยานไปไม่ได้ สถานที่แสดงเป็นเสมือนโรงนาเก่าที่ปรับปรุงมาเป็นโรงแสดงมหรสพ และร้านอาหารในฟาร์มเล็กๆ บรรยากาศดีมากๆ

คนที่ไปจะนำอาหารจากบ้านตัวเองไปวางไว้บนโต๊ะ บ้านเพื่อนเราอบขนมปังและคุกกี้ไปวางสมทบ เขาเรียกกันว่า Potluck ใครมีอะไรก็เอาไป ไม่ได้นัดเมนูกัน ทางตะวันตกเวลามีปาร์ตี้มักทำกันแบบนี้ และน่าแปลกใจว่าทุกครั้งจะมีอาหารและเครื่องดื่มทุกประเภทครบ และเพียงพอให้ทุกคนที่มางานได้อิ่มหนำสำราญ

เป็นการได้เข้าไปดูวงดนตรีออร์เคสตราแสดงสดอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกของเรา เพลงแล้วเพลงเล่าที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเกือบร้อยชิ้น เกือบร้อยคน ประสานเป็นเสียงเพลงและท่วงทำนองที่เข้าถึงก้นลึกของจิตใจเราได้อย่างมหัศจรรย์ ไม่รู้จะหาคำวิเศษณ์ที่ไหนมาบรรยายความรู้สึกที่เราได้อยู่ตรงนั้นออกมาได้จริงๆ

สิ่งที่ตราตรึงในความรู้สึกเรามากที่สุดคือวาทยากร ดูในทีวี เราก็ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรของเขา โบกไม้โบกมือไปมา

แต่พอได้อยู่ตรงนั้น เรารับรู้ได้ถึงพลังการเคลื่อนไหวทุกปลายนิ้วมือและใบหูของวาทยกร ว่าต้องมีความพลิ้วไหว พร้อมกับแข็งแกร่งที่จะพาวงไปด้วยกัน ดนตรีตัั้งเกือบร้อยชนิด นักดนตรีเกือบร้อยคน ที่มีความแตกต่างกันออกไป ถ้าไม่มีวาทยากรคอยสะบัดโบกพากันไป วงอาจจะเป๋ไปทางนั้นทางนี้

เรากลับรู้สึกว่า วาทยากรก็คงเหมือนกับ ‘ผู้นำของประเทศ’ ที่ต้องรู้จักฟังเสียงของประชาชนที่แตกต่าง หลากหลาย

แล้วประสานความแตกต่างนั้นให้เป็นบทเพลงที่ไพเราะและมีพลังไปด้วยกัน

SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย
SIP Knallerbse รร.ที่ไม่ขังเด็กในห้อง แต่ปล่อยวิ่งเล่นในป่าและหาตัวเองด้วยการฝึกงาน, เมืองกลาส ประเทศออสเตรีย

สนใจเพิ่มเติมเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนทางเลือกนานาชาติ ติดตามรายการบินสิ! Fly again ได้ทาง Thai PBS

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

เติบโตอย่างมีหนาม

Thistle คือ หนามที่แหลมคมของดอกไม้ 

Purple Thistle Center เป็นพื้นที่ศิลปะและกิจกรรมที่ดำเนินการโดยเยาวชนขบถ หรือ Dropout ที่เขาเชื่อว่า ทุกคนต่างมี ‘หนาม’ เป็นของตัวเอง แต่บางคนซ่อนมันไว้ บางคนก็กางหนามออกมาเพื่อป้องกันตัวและปกปิดตัวเองอยู่ตลอดเวลา ที่นี่อยากให้ทุกคนมาแบ่งปันหนามของตัวเองให้กันและกัน ในความสัมพันธ์แนวราบและเป็นมิตร

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

“ทุกวันนี้ไม่ง่ายเลยที่จะเป็นเด็ก โดยเฉพาะการเติบโตเป็นวัยรุ่น เกือบเป็นเรื่องเจ็บปวดและราคาแพงมากกว่า กดดันมากกว่ารุ่นพ่อแม่ของพวกเขา แต่ความเจ็บปวดและราคาที่ต้องจ่ายมากกว่านั้น กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกเขาไม่ยอมแพ้ และเป็นความหมายที่ควรค่ากับการต่อสู้เพื่อเติบโต” 

ข้อความจากหนังสือ Stay Solid!: A Radical Handbook for Youth (‘เข้มแข็งเข้าไว้’ หนังสือคู่มือการใช้ชีวิตสำหรับเยาวชนขบถ) เขียนรวบรวมและเรียบเรียงโดย แมตต์ เฮิร์น (Matt Hern) นักการศึกษาทางเลือกและขบถ ผู้ก่อตั้งศูนย์เยาวชน Purple Thistle Center ใจกลางเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา 

ในหนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการกับเพื่อนๆ ของคุณในโรงเรียนและชุมชน ทั้งปัญหาความสัมพันธ์ไปจนถึงยาเสพติด เรื่องเพศ เรื่องการจัดการกับตำรวจ ชนชั้น อาชีพ รายได้ สุขภาพจิต และการบำบัด เพื่อให้วัยรุ่นเหล่านั้นกลับมายึดมั่นและเห็นคุณค่าในการใช้ชีวิตกันอีกครั้ง แค่พอเห็นเนื้อหาในหนังสือที่แมตต์เรียบเรียงเล่มนี้ ก็พอจะบอกได้ว่า ประสบการณ์การทำงานของพวกเขากับวัยรุ่นในศูนย์โน้มเอียงไปทางไหน และทำไมเขาถึงเชื่อว่า ทุกวันนี้เด็กๆ และวัยรุ่นของเราจึงต้องผลิหนาม และกางเขี้ยวเล็บออกมาป้องกันตัวกันมากกว่ายุคสมัยใดๆ 

นอกจากนั้น แมตต์ยังเป็นผู้เขียนหนังสืออีกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น Deschooling Our Lives; Getting Society Out of School, Field Day, Why Safer Isn’t Always Better

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

ไม่อนุญาตให้ทำลายความรักการเรียนรู้ 

ครั้งแรกที่เราได้พบ แมตต์ ฮาร์น เขามีชื่อเป็นอาจารย์บรรยายเรื่องเกี่ยวกับเยาวชนที่ต้องผลิหนามและกางเขี้ยวเล็บที่เรียกว่า Dropout ผู้ชายร่างใหญ่ โกนหัว เจาะหูใส่ห่วงติ่งใหญ่ ใส่เสื้อแขนกุดโชว์กล้าม ขึ้นไปบรรยายบนเวทีการประชุมการศึกษาทางเลือกได้อย่างมีชีวิตมีลีลา ราวกับว่ากำลังแสดงคอนเสิร์ตแร็ป บนเวทีการประชุมการศึกษาทางเลือกในนิวยอร์ก 

ใครจะรู้ว่าครั้งที่สองที่เราได้พบกับเขา ก็เป็นที่บ้านของเขาในแวนคูเวอร์ แคนาดา ปีถัดมา เสียงผู้ชายกำลังเล่านิทานให้ลูกสาวสองคนในห้องใต้บันไดตรงมุมหน้าต่างที่เรามองย้อนแสงไป ราวกับโรงละครหุ่นเงายามบ่าย เป็นภาพจำที่เราไม่เคยลืม ผู้ชายตัวใหญ่คนนั้นดูอบอุ่นขึ้นมาทันที

หนังสือชื่อ Field Day (วันภาคสนาม) ที่เขาเขียนมีคำถามพื้นฐาน 2 ข้อ คือการสร้างสถาบันอันใดอันหนึ่งให้เด็กไปอยู่เป็นเวลา 6 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12 ปี เป็นสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งเราทำให้เด็กๆ ของเราหรือไม่ และเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ที่คิดว่าเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ในหนังสือเล่มนี้แมตต์โต้แย้งว่าเราเปลี่ยนแปลงโรงเรียนได้ โดยต้องมองให้โรงเรียนเป็นสถาบันที่มีประชาธิปไตย หมายความว่าเราต้องได้ยินเสียงของผู้ที่เป็นหุ้นส่วนในโรงเรียนนั้นอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เราไม่จำเป็นต้องสร้างวงล้อขึ้นมาใหม่ ถ้าเราจัดให้โรงเรียนเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่ไม่ทำลายความรักในการอยากเรียนรู้ของเด็กได้ 

การศึกษาภาคบังคับที่มีหลักสูตรที่แข็งตัว มาจากพื้นฐานการผลิตซ้ำทางสังคม การเรียนรู้ที่ผู้เรียนและชุมชนสร้างหลักสูตรขึ้นมาเองได้เฉพาะตน เป็นการสะท้อนความกล้าหาญที่จะแหวกแนวล้อมจากการศึกษาภาคบังคับ เพื่อให้เกิดพื้นที่สาธารณะในการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็กๆ ผู้เรียน ด้วยความคิดที่เป็นอิสระและนับถือตัวเอง 

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

Dropout – Drop In 

เมื่ออ่านนิทานให้ลูกสาวทั้งสองคนและพาเข้านอนเรียบร้อย แมตต์ก็มานั่งคุยกับเรา เราขอลายเซ็นหนังสือก่อนอื่นใด เพราะพลาดลายเซ็นของเขาไปที่นิวยอร์ก แมตต์จัดที่นอนให้เราในห้องรับแขก เขาพาไปดูห้องหนังสือในบ้านของเขา แล้วบอกว่าพรุ่งนี้จะพาไปที่ศูนย์ Purple Thistle Center ตอนบ่ายๆ 

แมตต์ตั้งศูนย์การเรียนนี้เพราะเด็กวัยรุ่น 7 คนซึ่งต้องการพื้นที่ทางเลือกสำหรับเยาวชน ผู้รู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาแสดงออกสิ่งที่พวกเขาคิดเห็นและเป็นอยู่ พวกเขาไม่อยากได้โรงเรียน ศูนย์เยาวชน สถาบัน หรือแม้แต่สตูดิโอ เลยพากันคิดว่าพื้นที่ที่พวกเขาต้องการควรเป็นแบบไหน เป็นอะไรดี 

ระหว่างนั้นความคิดต่างๆ ก็ผุดขึ้นมามากมาย พวกเขาเริ่มพูดคุยถึงกิจกรรมที่อยากทำ ไม่ว่าการเขียนบทภาพยนตร์ การวาดภาพ การสร้างเว็บไซต์ การแสดงบทกวี การเขียนการ์ตูน ซึ่งใช้ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าเรามาเริ่มจากสิ่งที่พวกเราอยากทำกันก่อน 

จากนั้นพื้นที่ 2,500 ตารางฟุต มีอุปกรณ์เครื่องมือวัสดุการเรียนรู้ การทำเวิร์กช็อปต่างๆ มากมาย และฟรีทั้งหมด มีห้องสมุด มีมุมซ่อมจักรยาน ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องซิลค์สกรีน ห้องเย็บผ้า ห้องมืด ทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยกลุ่มเยาวชนที่พวกเขาชักชวนกันมา มีกิจกรรมทำกันทั้งวัน 

จากเยาวชนที่เอาแต่เตร็ดเตร่อยู่นอกโรงเรียน บนท้องถนน เพราะไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เขาสนใจให้ทำอย่างเป็นอิสระ พวกเขามีพื้นที่แสดงออกอย่างเป็นอิสระ และดำเนินการเองอย่างมีอิสระ จากที่เคยเป็นเด็ก Dropout กลายเป็นเด็ก Drop In 

พวกเขาอยากเรียกที่นี่ว่าบ้านหรือศูนย์ทรัพยากรที่พวกเขารู้สึกปลอดภัย ถอดเขี้ยวเล็บและสลัดหนามออกได้บ้าง 

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

การเป็นเจ้าของ มีราคาที่ต้องจ่าย 

Purple Thistle Center ดำเนินการโดยกลุ่มเยาวชนอาสาสมัคร 12 – 20 คน (อายุ 15 – 30 ปี) ซึ่งแต่ละคนมีกุญแจสำคัญของแต่ละช็อป เปิดพื้นที่ให้เข้ากะ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สมาชิกกลุ่มจะพบกันทุกคืนวันจันทร์​เวลาหนึ่งทุ่ม เพื่อร่วมกันตัดสินใจเรื่องพื้นที่ สร้างตารางเวลา สร้างโครงการ สร้างเวิร์กช็อป รวมถึงรับฟังสิ่งที่ต่างฝ่ายต้องการพูดและแลกเปลี่ยน เปิดให้ทุกคนที่มามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน และตัดสินใจอย่างเปิดกว้าง

ใครสนใจอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ก็เพียงแต่เข้าร่วมสังเกตการณ์ประชุมวันจันทร์ 2 – 3 ครั้ง และทำความรู้จักกับทุกคน กับสถานที่ วิธีการเข้ามามีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหนและอย่างไร เป็นอิสระที่แต่ละคนมี โดยกลุ่มจะถามในที่ประชุมรวม เพื่อให้เกิดการสื่อสาร รับฟัง ยินยอม ยอมรับ และเปิดรับในทุกเสียงที่แตกต่าง 

กลุ่มจะไม่ใช้วิธีการลงมติเสียงข้างมาก แล้วทิ้งเสียงของคนข้้างน้อยไว้ข้างหลัง เพราะเขาเชื่อว่านั่นเป็นการกดขี่ข่มเหงเสียงข้างน้อย พวกเขาเคารพในเสียงทุกเสียง ไม่มีใครเหนือใคร แต่เท่าเทียม และเชื่อว่าพื้นที่นี้มีช่องว่างและทรัพยากรเพียงพอให้ทุกคนเรียนรู้ในแบบที่ตัวเองเป็น 

แมตต์เล่าว่าที่นี่ยินดีมาก เวลามีคำถามมากมายจากคนหนุ่มสาว แต่เขาจะขอให้คุณคิดก่อนเริ่มพูดคุยกันในที่ประชุม เพื่อกระชับและเคารพเวลาของทุกคน หากใครมีความคิดเกี่ยวกับโครงการ ต้องการพื้นที่ อุปกรณ์และที่ปรึกษา ทุกคนที่นี่พร้อมสนับสนุนให้ราบรื่นที่สุด แต่ละคนจะสร้างโปรแกรมของตัวเองก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทั้งหมด หรือรู้ทั้งหมดว่าต้องเริ่มจากตรงไหน 

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

ทุนดำเนินการ ค่าเล่าเรียน 

ศูนย์ต้องต่อสู้กับเรื่องเงินทุนตลอดเวลาที่ดำเนินการ แน่นอนว่าค่าเล่าเรียนต้องฟรี พวกเขาเชื่อว่ามีทรัพยากรและแรงสนับสนุนมากมาย มีคนพร้อมแบ่งปันเพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ของเยาวชนอย่างแท้จริง หน้าที่ของพวกเขาคือหาให้เจอ และเชื่อมโยงให้ตัวละครที่พร้อมสนับสนุนนั้นพบเวทีที่พวกเขาจะแบ่งปันได้ ตั้งแต่เจ้าของอาคารที่รักพวกเขา แม่ค้าในตลาดสดที่พร้อมแบ่งผักฟรีให้ตลอด เจ้าของห้างร้านกิจการที่อยากให้อุปกรณ์ดำเนินการศึกษา เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหลานของพวกเขาเตร็ดเตร่ในท้องถนน 

กลุ่มเปิดกว้างเสมอให้กับคนที่มีเวลาและใจอยากช่วยระดมทุนเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายอุปกรณ์การเรียนต่างๆ และในบางครั้งพวกเขาเองก็แบ่งเงินจากการทำงานพิเศษเข้ากองกลางเพื่อดำเนินการในศูนย์

 พบปะและใฝ่ฝัน

Purple Thistle Center ไม่เคยตั้งธงเป็นสถาบันหรือโรงเรียนทางเลือกใดๆ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนได้พบปะและใฝ่ฝันที่จะทำอะไรร่วมกันแล้วได้ลงมือทำ กว่า 14 ปีครึ่งที่พื้นที่เปิดตัว สิ่งที่น่าภาคภูมิใจและจดจำ คือเรื่องราวของวัยรุ่นคนแล้วคนเล่าที่ก้าวเข้ามากับหนามที่แหลมคม พร้อมทิ่มแทงใครคนใดคนหนึ่ง สังคม หรือแม้แต่ตัวเอง ค่อยๆ สลัดหนามในต้นไม้ดอกไม้ของพวกเขาออกด้วยความรู้สึกปลอดภัย และปล่อยให้กลีบดอกไม้บางได้เบ่งบานล้อเล่นกับลมอย่างเป็นอิสระ 

ภาพ : www.purplethistle.ca

Writer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load