30 Aug 2017
4 PAGES
2 K

สิ้นเสียงโน้ตตัวสุดท้าย เสียงปรบมือดังขึ้น เสียงโห่ร้องจากคนดูดังลั่นไปทั่วร้านอาหารแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย คุณไมเคิล ผู้บริหารโรงแรมที่ฉันร้องเพลงอยู่เดินยิ้มแก้มปริ พร้อมหอบดอกไม้ช่อโตกับของขวัญมาให้ฉันและนักดนตรีที่โค้งรับเสียงปรบมือจากคนดูกันอยู่ ระหว่างมอบดอกไม้ คุณไมเคิลตะโกนข้างหูฉัน “โซอี้ เธอจะไม่ต่อสัญญากับเราจริงๆเหรอ! เธอจะทิ้งฉัน ทิ้งสมุย ไปได้ยังไง!”

ฉันกอดคุณไมเคิลแน่น น้ำตาไหลเพราะมิตรภาพและไมตรีของทางโรงแรมที่มีให้ฉันกับเพื่อนๆ ในวงตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ฉันขอบคุณเพื่อนรักนักดนตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน เรากอดคอกันแน่นเสมือนรับรู้ได้ว่าพวกเราคงไม่ได้เล่นด้วยกันอีก

ฉันกลับมาจากสมุยได้ 2 อาทิตย์แล้ว ตอนนี้สภาพกาย สภาพเส้นเสียง และสภาพจิตใจ เกือบจะปรับสภาพเป็นปกติ ตั้งแต่กลับมานี่ ฉันไม่ดื่มเหล้าเลย เนื่องด้วยตอนอยู่สมุยฉันดื่มหนักไปหน่อย เพราะความเหงา ไกลบ้าน และความเศร้าเสียใจเมื่อได้รู้ความจริงว่าแฟนที่คบกันขณะนั้นคบกับคนอื่นไปด้วยมานานแล้ว เราจบความสัมพันธ์กันตั้งแต่ 1 เดือนก่อนที่ฉันจะหมดสัญญาร้องเพลงที่สมุย มาถึงวันนี้ สภาพจิตใจฉันถึงจะบอบช้ำ แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ฉันจะไปเดตกับผู้ชายคนใหม่คืนนี้!

กับนายคนนี้ เราเจอกันตั้งแต่วันแรกที่ฉันไปถึงสมุยเมื่อ 8 เดือนก่อน และฉันแอบหวังในใจว่าเราจะต่อกันติด เพราะโปรไฟล์หนุ่มตาน้ำข้าวคนนี้ดีมากทีเดียว

ฉันแต่งตัวสวย มุ่งหน้าไปทองหล่อ โดยที่ไม่รู้เลยว่าชีวิตการเป็นนักร้องและชีวิตของฉันกำลังจะเปลี่ยนไป…

45 นาทีผ่านไปแล้ว ผู้ชายยังไม่โผล่มา นี่ฉันกำลังจะโดนเทตั้งแต่วันแรกเลยเหรือเนี่ย! ระหว่างที่หงุดหงิดอยู่นั้น วงดนตรีบลูส์ที่กำลังเล่นอยู่เชิญแขกคนหนึ่งขึ้นมาแจมบนเวที

หืม หล่อแฮะ — ฉันคิดในใจ

พอเขาเริ่มเล่นกีตาร์เท่านั้นล่ะ โอ้โห! ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แค่หน้าตาดี แต่เล่นกีตาร์เก่งมากๆ ด้วย ฉันเหมือนถูกสะกดจิตด้วยความสามารถของเขาไปชั่วขณะ ถึงกับลืมไปเลยว่ากำลังรอคู่เดตอยู่ (ซึ่งนายคนนั้นได้ส่งเมสเสจมาบอกว่า เขาไม่สบายและคงไปหาไม่ได้แล้ว) ฉันไม่ได้ใส่ใจเมสเสจนั้นเลยแม้แต่นิด มัวแต่คิดว่าจะทำยังไงให้ได้รู้จักมือกีตาร์คนนี้ ฉันเดินเบียดผู้คนในบาร์ที่แน่นขนัดในวันศุกร์แห่งชาติ ตามหามือกีตาร์คนนั้นเพื่อไปกล่าวชื่นชมกับเขาด้วยตัวเอง

เขายืนดื่มอยู่คนเดียวพอดี ฉันแนะนำตัวและบอกเขาว่าฉันก็เป็นนักร้องเหมือนกัน ถ้าได้ร่วมงานกับมือกีตาร์เก่งๆ คงจะดีมากทีเดียว เขารับคำชม และแนะนำตัวกลับ เขาชื่อริค เป็นชาวอเมริกัน แต่เราไม่ได้พูดอะไรกันมาก เพราะฉันรับรู้ถึงกระแสความเยือกเย็นของเขาได้ แต่เขาก็สุภาพพอที่จะพิมพ์อีเมลของเขาลงในโทรศัพท์เมื่อฉันขอคอนแทคติดต่อเผื่อได้ร่วมงานกัน ฉันเชกแฮนด์ลา ผิดหวังเล็กน้อย แต่หัวใจเต้นแรงมาก

ฉันสนุกกับการว่างงานในช่วงนี้ที่สุด แต่ก็ยังรับงานร้องแทนคนอื่นๆ บาร์ฮิปๆ ย่านทองหล่อ-เอกมัย หรือที่ไหนที่ชาวต่างชาตินิยมไป ฉันร้องมาหมดแล้ว ส่วนตอนนี้ฉันไม่ได้ตั้งใจหาที่ร้องประจำเลย เพราะฉันร้องเพลงแจ๊ส เพลงฝรั่งเก่าๆ ตามโรงแรมมาเกือบ 3 ปีแล้ว นี่คงเป็นช่วงที่ฉันได้พักเสียงนานที่สุดในรอบปี ตั้งแต่กลับมาจากสมุย โรงแรม รีสอร์ต บาร์ ร้านอาหาร ทั้งในกรุงเทพฯ และสมุย อยากให้ฉันไปร้องประจำแทบทั้งสิ้น ช่วงนี้จึงถือเป็นจุดพีกของอาชีพนักร้องโรงแรมของฉันเลยก็ว่าได้ ฉันจึงเล่นตัวสักหน่อย แต่ในใจจริงๆ ฉันอยากไปร้องเพลงประจำที่ต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง

เกือบลืมไปเลย! ฉันเด้งตัวจากเตียงเมื่อเห็นอีเมลริคในโทรศัพท์มือถือ ขณะที่กำลังสังคายนาล้างความทรงจำเก่าๆ กับแฟนเก่า ฉันรีบเปิด Facebook แอดเฟรนด์ริคทันที ผ่านมากว่า 2 อาทิตย์แล้วตั้งแต่เจอเขา เขาอาจจะจำไม่ได้และไม่รับแอดก็เป็นได้ แต่โชคชะตาก็ดันเข้าข้างซะอีก พอแอดปุ๊บ ริคส่งเมสเสจตอบกลับมาทันที เราจึงตัดสินใจนัดพบกัน

ริคดูต่างไปมากจากคืนที่เราเจอกันครั้งแรก ครั้งนี้เขากลับไม่เยือกเย็นเลย และเขาได้สารภาพว่า คืนนั้นเขาไปที่นั้นกับคู่เดตของเขาเช่นกัน ในระหว่างที่เราทักทายทำความรู้จักกันนั้น คู่เดทของเขาไปห้องน้ำพอดี และจะกลับมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ถ้านางเห็นเขาคุยอยู่กับฉัน มันจะดูไม่คูล ฉันเลยถึงบางอ้อ “OK, I got it.”

เรื่องราวและประวัติชีวิตนักดนตรีของริคน่าสนใจมากๆ เขาเดินทางมาแล้วเกือบทั่วโลก ทำงานเป็นมือกีตาร์ให้กับนักร้องชาวอเมริกันบนเรือสำราญมากว่า 10 ปีแล้ว ริคชอบเมืองไทยมาก มาครั้งแรกเมื่อปี 1999 (หา! ตอนนั้นฉันอายุ 13 ขวบ! ถูกต้องแล้วค่ะ เราห่างกัน 15 ปี ตอนนี้ริคอายุ 40 แล้วแต่หน้าเด็กมาก…คุณหลอกดาว!) ชอบถึงขนาดซื้อคอนโดไว้ ช่วงพักระหว่างสัญญาจ้างก็จะกลับมาเมืองไทยเสมอ นี่เขาก็เพิ่งจะหมดสัญญาบนเรือครูซลำล่าสุดเพียง 1 อาทิตย์ ก่อนคืนที่เราเจอกันครั้งแรกที่ทองหล่อ เขาได้บอกอีกว่าจะไม่กลับไปเล่นดนตรีบนเรือครูซอีกแล้ว พอกันที เขาขยาดแล้ว

ฉันรับรู้ได้ทันทีว่าเรามีเคมีตรงกัน หลังจากวันนั้น ริคกับฉันก็เจอกันบ่อยขึ้น…

ในที่สุดฉันก็ตกลงปลงใจร้องประจำให้กับโรงแรมยักษ์ใหญ่บนถนนราชดำริ งานนี้สบายกว่าตอนร้องที่สมุยมากโข เพราะบาร์ rooftop ของโรงแรมกว้างขวางมาก ลูกค้าส่วนใหญ่มาดูวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนเสียมากกว่า ทุกคืนฉันจึงเหมือนกับร้องเพลงให้สายลมฟัง

ฉันและริคตกลงปลงใจเป็นแฟนกันได้มาสักพักแล้ว ริคได้เกิดไอเดียบรรเจิดโดยการแนะนำให้เราทั้งคู่สร้างวงดูโอ้กัน เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องห่างกัน เพราะเขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์เราเป็น long distance relationship ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะความรักครั้งเก่าของฉันพังก็เพราะเจ้าระยะทางไกลนี่ล่ะ ที่สำคัญวง 2 คนง่ายกว่าวง 3 คน หรือ 5 คนแน่นอน! เอาวะ ดูโอ้ก็ดูโอ้ จุดนั้นเอง ‘Rick & Zoe’ Duo ก็ถือกำเนิดขึ้น

เราเริ่มคัดเลือกเพลงและซ้อมกันทันที เพื่อจะได้ถ่ายทำวิดีโอส่งไปยังตามโรงแรมและเอเจนซี่ต่างๆ ทั้งคอนเนกชันของฉันและของริค ไม่นานนักก็ได้รับข่าวดีจากโรงแรม/คาสิโนยักษ์ใหญมหึมาในมาเก๊า

ฉันดีใจมากจนออกหน้าออกตา เพราะในที่สุดความฝันที่อยากไปร้องเพลงต่างประเทศก็เป็นจริง ฉันได้แต่นึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งความสับสนมืดมนที่ผ่านมา มันเป็นแค่เพียงช่วงเวลาแห่งการรอ รอเพื่อให้สิ่งดีๆ เข้ามา การรออะไรสักอย่างนั้นต้องใช้ความอดทนสูงมาก ระหว่างที่รอก็ต้องฝึกฝนเตรียมความพร้อมเพื่อรับสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามา และสิ่งดีๆ จะเข้ามาได้ก็ต่อเมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่ดีที่กำลังเผชิญอยู่ออกไป

ตั้งแต่หมดสัญญาออกเทปกับทาง RS Promotion ฉันและพี่สาววง The Sis ทั้งสองคนก็กระจัดกระจายกันไปคนละทิศทาง แต่ฉันคนเดียวที่ยังยืนยันจะร้องเพลงอยู่ ฉันถนัดร้องเพลงฝรั่ง และพูดภาษาอังกฤษแต่เด็ก ฉันคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ได้ทำสิ่งที่ฉันรักต่อไป และไปสู่ระดับสากลให้ได้

ฉันไม่เคยคิดเลยว่า ริคคือประตูบานนั้น ที่วันนี้ได้เปิดออกแล้ว

 

โปรดติดตามตอนต่อไป ‘นักร้องไทยในมาเก๊า’

CONTRIBUTOR

รสริน พลับทอง สติกนีย์

ร้องเพลงเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้ออกอัลบั้มพร้อมพี่สาวอีก 2 คนชื่อวง The Sis ปัจจุบันร้องเพลงกับสามีชาวอเมริกัน ในชื่อ 'Rick & Zoe' Duo ทั้งบนบกและมหาสมุทร เดินทางร้องเพลงบนเรือมาแล้วกว่า 30 ประเทศ ขณะนี้ยังคงร้องเพลงบนเรือ ณ น่านน้ำประเทศแคนาดา