ตอนที่แล้วเราได้เล่าถึงวีรกรรมในการเอาตัวรอดจากการโดนรถไฟมาเลเซียทิ้งไว้กลางทางจนมาถึงสิงคโปร์ได้สำเร็จ ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับสถานีรถไฟในสิงคโปร์กันดีกว่า

ประเทศสิงคโปร์มีทางรถไฟพื้นฐานสั้นที่สุดในอาเซียน และอาจจะสั้นที่สุดในโลก

คำว่า ‘รถไฟพื้นฐาน’ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่ามันคือรถไฟทางไกล รถไฟระหว่างเมืองที่วิ่งไกลๆ มีรถนั่ง รถนอน รถเสบียง ไม่ใช่รถไฟที่วิ่งในเมือง

ปกติเวลาเราไปเที่ยวสิงคโปร์จะคุ้นเคยกับรถไฟฟ้าที่วิ่งขวักไขว่ซ้อนไปซ้อนมา แต่ก็ไม่เคยเห็นรถไฟพื้นฐานหรือที่เรียกให้เข้าใจกันโดยทันที่ว่า ‘รถไฟปู๊นๆ’ อาจเป็นเพราะว่าประเทศสิงคโปร์นั้นเล็กจิ๋วจนรู้สึกได้ว่าแค่รถไฟฟ้าก็วิ่งทั่วทั้งเกาะแล้ว

ทางรถไฟสายนี้ทอดยาวมาจากเชียงใหม่ เวียงจันทน์ ผ่านกรุงเทพฯ พุ่งมาหาดใหญ่ ข้ามแดนมากัวลาลัมเปอร์ และมาถึงสถานี JB Sentral ปราการด่านสุดท้ายของมาเลเซียก่อนจะข้ามไปที่สถานีวู้ดแลนด์ส (Woodlands) สถานีรถไฟเดียวของสิงคโปร์ที่ยังเหลืออยู่

ว่ากันด้วยสถานีรถไฟที่อยู่ชายแดน เราผ่านสถานีรถไฟชายแดนมาแล้ว 3 ที่ นั่นคือท่านาแล้ง หนองคาย และ

ปาดังเบซาร์ ซึ่งสถานีรถไฟที่ชายแดนเองก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

รูปแบบแรกเรียกว่า International Station สถานีแบบนี้มีด่านตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร และกระบวนการ CIQ แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จที่สถานีแห่งเดียว โดยจะตั้งอยู่ในพื้นที่ของประเทศใดก็ได้ พนักงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจาก 2 ประเทศจะต้องมาทำงานในที่เดียวกัน ว่ากันง่ายๆ คือลงจากรถไฟมาก็จะเจอด่านตรวจคนเข้าเมืองของ 2 ประเทศในที่เดียวกัน ผ่านการแสตมป์พาสปอร์ตเรียบร้อยก็เดินยิ้มขึ้นรถไฟเดินทางต่อได้เลย ที่เห็นชัดๆ ใกล้ตัวก็คือสถานีปาดังเบซาร์ ชายแดนไทย-มาเลเซีย

สิงคโปร์

สถานีร่วมปาดังเบซาร์ตั้งอยู่ในรัฐเปอร์ลิส มาเลเซีย มีที่ทำการศุลกากรและสถานีรถไฟทั้งไทยและมาเลเซียในสถานีเดียวกัน

รูปแบบที่ 2 คือ Border Station เหมือนกับการผ่านแดนทางถนนเลย สถานีจะตั้งอยู่ก่อนถึงพรมแดนของทั้งสองประเทศ ทำหน้าที่แยกจากกันไม่ว่าจะเป็น CIQ หรือภารกิจด้านขนส่งทางรถไฟ ผู้โดยสารต้องลงรถเพื่อแสตมป์พาสปอร์ตแล้วกลับมาขึ้นรถไฟขบวนเดิมเพื่อวิ่งข้ามเขตแดนไปอีกประเทศ เมื่อข้ามปุ๊บก็จะถึงอีกสถานีปั๊บ ลงจากรถอีกรอบมาปั๊มพาสปอร์ตจึงถือว่าจบพิธี อันนี้จะดูยุ่งยากและขั้นตอนเยอะกว่า ที่เห็นได้ใกล้ตัวเราก็คือสถานีหนองคาย (ฝั่งไทย) และสถานีท่านาแล้ง (ฝั่งลาว)

ซึ่งสถานี JB Sentral ในฝั่งมาเลเซียและสถานีวู้ดแลนด์สของสิงคโปร์เป็นสถานี Border Station

สิงคโปร์

สถานีวู้ดแลนด์สเป็นสถานีชายแดนและสถานีหลักแห่งเดียวของสิงคโปร์ในปัจจุบัน

การเดินรถไฟระหว่างมาเลเซีย-สิงคโปร์ ณ ปัจจุบันเป็นรถไฟ Shuttle ระยะสั้น มีแต่รถนั่งอย่างเดียว ใช้เวลาเดินทาง 5 นาที ราคาค่าตั๋ว 5 ริงกิต ในทางกลับกันหากขึ้นจากสิงคโปร์กลับมายะโฮร์ค่าโดยสารจะสนนอยู่ที่ 5 ดอลลาร์สิงคโปร์

อะไรคือความเท่าเทียมนี้

สิงคโปร์

รถไฟข้ามจากปลายแหลมมลายูไปที่เกาะสิงคโปร์เป็นของมาเลเซียทั้งขบวน มันประกอบไปด้วยตู้โดยสารความยาว 5 คันถ้วน มีหัวรถจักรดีเซลประกบหัวประกบท้าย ใช้เวลาเดินทางข้ามเกาะประมาณ 5 นาที

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน มีรถไฟด่วนของมาเลเซียที่ชื่อว่า ‘ด่วนลังกาวี’ วิ่งยาวจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ในประเทศไทย ผ่านบัตเตอร์เวอร์ธ กัวลาลัมเปอร์ เกอมัส ยะโฮร์ และมาสิ้นสุดที่สถานีวูดแลนด์ส นับว่าเป็นรถไฟขบวนเดียวในอาเซียนที่วิ่งผ่าน 3 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ด้วยเวลาการเดินทางที่ยาวแบบเข็มนาฬิกาเกือบเวียนกลับมาครบรอบ 24 ชั่วโมง จึงทำให้รถไฟขบวนนี้อยู่ในตารางเวลาเดินรถเพียงไม่กี่เดือนและอันตรธานหายไปในที่สุด จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเหมือนกันเพราะถ้ารถไฟขบวนนี้ยังวิ่งอยู่ การเดินทางจากกรุงเทพฯ-สิงคโปร์จะต่อรถไฟเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้นที่หาดใหญ่ ไม่ใช่ต่อรถไฟแบบมาราธอนห้ารอบอย่างเราในครั้งนี้

สิงคโปร์

ชานชาลาสถานีวู้ดแลนด์ส

ปัจจุบัน สิงคโปร์นับได้ว่าเป็นประเทศที่มีทางรถไฟพื้นฐานสั้นที่สุดในอาเซียน (และอาจจะที่สุดในโลกด้วยซ้ำ) วัดระยะทางจากกึ่งกลางของช่องแคบยะโฮร์จนถึงวู้ดแลนด์ส ระยะทางอยู่ราวๆ 1 กิโลเมตร ซึ่งทำให้ทางรถไฟความยาว 3.5 กม. ของ สปป.ลาว กลายเป็นยาวขึ้นมาทันที เมื่อถึงปลายทางผู้โดยสารทุกคนต้องลงรถไฟเพื่อเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ก่อนจะกระจัดกระจายแยกย้ายเข้าเมืองด้วยวิธีต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมายทั้งรถเมล์ แท็กซี่ MRT

สถานีวู้ดแลนด์สตอนนี้คือสถานีรถไฟแห่งเดียวในสิงคโปร์ แต่ในอดีตทางรถไฟเคยไปไกลกว่านี้จนถึงย่านถนน Kepple

แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไมทางรถไฟถึงกุดอยู่แค่วู้ดแลนด์สล่ะ?

สิงคโปร์

แผนที่ทางรถไฟของสิงคโปร์ในสมัยที่ยังไม่รื้อถอนทาง

 

13 เมษายน 2561

เราขึ้นรถไฟ MRT จากย่านไชน่าทาวน์ (Chinatown) มาลงที่สถานี Tanjong Pagar แล้วเดินมาตามถนนสายเล็กๆ ที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่มาโผล่ที่ถนน Kepple

อาคารสีเทามอๆ ทรงสี่เหลี่ยมมีประตูโค้งแบบ Arch ประดับด้วยรูปปูนปั้นปรากฏอยู่ที่หัวถนนนั้น มันถูกล้อมรอบไว้ด้วยสังกะสี ด้านหน้าเป็นลานจอดรถเล็กๆ ที่ไม่มีรถจอดเลยซักคันทำให้รู้ว่าที่นี่ไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว

ที่นี่คือสถานีรถไฟสิงคโปร์ (Singapore Railway Station)

หลายคนเรียกที่นี่ว่า Tanjong Pagar, Kepple Road และ Singapura

ไม่แตกต่างกับที่เราเรียกสถานีรถไฟกรุงเทพว่าสถานีรถไฟหัวลำโพง

สิงคโปร์

สถานีสิงคโปร์คืออดีตสถานีปลายทางภายใต้ของระบบรถไฟทางไกลที่ดำเนินการโดย KTMB ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟหลักในมาเลเซีย โดยเส้นทางรถไฟและตัวสถานีถือเป็นกรรมสิทธิ์ของ KTMB บางส่วน สถานีแห่งนี้เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 และใช้งานมาจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 จึงหยุดการดำเนินการและย้ายสถานีหลักไปอยู่ที่วู้ดแลนด์สจนถึงปัจจุบัน ส่วนทางรถไฟเดิมจากสถานีวู้ดแลนด์ส ผ่านสถานี Bukit Timah มาถึงสถานีสิงคโปร์ถูกรื้อถอนออกจนหมด เหลือเพียงแต่สะพานรถไฟบางส่วนที่ Bukit Timah ที่ยังคงเหลือไว้ให้เห็น

สิงคโปร์

ในอดีต แต่แรกเริ่มนั้นยังไม่มีรถไฟข้ามจากมาเลเซียมาที่เกาะสิงคโปร์ ทางรถไฟจึงมีเพียงเฉพาะในเกาะเท่านั้น และเมื่อทางเชื่อมข้ามช่องแคบยะโฮร์สร้างเสร็จก็ได้เปิดเดินรถไฟสินค้าข้ามจากมาเลเซียมาสิงคโปร์เที่ยวแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2466 ก่อนจะตามมาด้วยรถไฟโดยสารในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2466 มาสุดปลายทางที่สถานีสิงคโปร์ และก็ได้มีรถไฟหลากหลายขบวนจากตุมปัต กัวลาลัมเปอร์ เกอมัส ยะโฮร์ รวมถึงรถโรงแรมสุดหรูอย่าง Eastern and Oriental Express ที่วิ่งตรงมาจากสถานีกรุงเทพอีกด้วย

สิงคโปร์

ชานชาลาสถานีสิงคโปร์ในอดีตสมัยยังใช้งาน

น่าเสียดายที่เราไม่สามารถเข้าไปด้านในสถานีได้ แต่ก็พอโชคดีที่มีข้อมูลในมือบางส่วนที่พอจะเอามาเล่าให้ฟังได้ ก่อนอื่นเลยคงต้องขอพูดถึงสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก่อน นั่นคือสถาปัตยกรรมของสถานีที่เด่นชัดมากของสถานีรถไฟสิงคโปร์ เป็นรูปแกะสลักหินอ่อน ออกแบบโดย รูดูลโฟ นอลลี สื่อถึงเกษตรกรรม การค้าขาย การขนส่ง และอุตสาหกรรม

สิงคโปร์

รูปสลักทั้ง 4 ไล่จากซ้ายไปขวา เกษตรกรรม การค้าขาย การขนส่ง และอุตสาหกรรม

รูปแบบของสถานีรถไฟนั้นมีความคล้ายคลึงกับสถานีกรุงเทพ คือเป็นปลายทางตันมีสถานีขวางทางรถไฟเอาไว้ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้มากในประเทศทางยุโรป ส่วนความแตกต่างคือ ทางรถไฟในชานชาลาหลักจะมี Pocket Track สำหรับใช้สับเปลี่ยนรถจักรได้เลย โดยไม่ต้องดึงรถออกจากชานชาลาไปสับเปลี่ยนในย่านเหมือนกับสถานีบัตเตอร์เวอร์ธเก่า

สิงคโปร์ สิงคโปร์

อีกเสน่ห์หนึ่งของสถานีแห่งนี้คือผนังด้านในของห้องโถงใหญ่ที่มีภาพวาดสีแสดงถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในแหลมมลายู เช่น การปลูกข้าว การทำอุตสาหกรรมยาง การปลูกมะพร้าวรวมถึงเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งในโถงสถานีก่อนที่จะปิดตัวนั้นมีร้านค้า ร้านหนังสืออยู่ภายใน รวมถึงด่าน ตม. ขาออก ซึ่งแตกต่างจากขาเข้าที่เราต้องผ่านการตรวจที่วู้ดแลนด์ส แต่หากจะนั่งรถไฟออกจากสิงคโปร์นั้นต้องตรวจตั้งแต่ที่สถานีนี้เลย

เพราะการตรวจคนเข้าเมืองที่แปลกประหลาดนั้นทำให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมากระหว่างมาเลเซียกับสิงคโปร์ จนเกิดเหตุหญิงชาวสิงคโปร์ถูกจับเพราะไม่มีตราประทับในพาสปอร์ตจากฝั่งมาเลเซีย เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ระหว่าง 2 ประเทศ จนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ที่ประชุมนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจิบ ราซัก (Najib Razak) และ นายลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) จากสิงคโปร์ได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองผ่านทางรถไฟ พวกเขาประกาศอย่างเป็นทางการว่า KTMB จะขอย้ายสถานีหลักจากสถานีสิงคโปร์ไปที่สถานีวู้ดแลนด์สแทน รวมถึงกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองทั้งหมดด้วย

สิงคโปร์

คลิปรถไฟขบวนสุดท้ายออกจากสถานีสิงคโปร์ โดยมีสุลต่านอิบราฮิม อิสมาอิล แห่งรัฐยะโฮร์ เป็นผู้ขับรถไฟขบวนนั้น

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 รถไฟขบวนสุดท้ายเคลื่อนออกจากสถานีสิงคโปร์ รถไฟขบวนนั้นถูกลากจูงด้วยรถจักร GE Bluetiger หมายเลข 26108 ‘Tanjang Kupang’ และสุลต่านอิบราฮิม อิสมาอิล แห่งรัฐยะโฮร์ ซึ่งได้พารถไฟขบวนสุดท้ายกลับสู่มาตุภูมิด้วยตัวเอง

สิงคโปร์

รถจักร GE Bluetiger หมายเลข 26108 ‘Tanjang Kupang’ คือรถจักรที่พารถไฟขบวนสุดท้ายออกจากสถานีสิงคโปร์

หลังจากการยกเลิกใช้สถานีไม่นาน พื้นที่นี้ได้ถูกใช้สำหรับการจัดแสดงงานศิลปะ แฟชั่นโชว์ รวมถึงงานสำคัญหลายๆ งานเหมือนเป็น Exhibition Hall ก่อนที่จะปิดเพื่อเตรียมปรับปรุงอาคาร พื้นที่โดยรอบยังพอมองเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่ชวนให้นึกถึงในวันที่สถานียังมีชีวิตและเต็มไปด้วยผู้คนที่มาขึ้นรถไฟ

สิงคโปร์ สิงคโปร์

ทางรถไฟเดิมถูกรื้อถอนออกทั้งหมด เหลือไว้แต่เพียงคันทางเดิมเป็นแนวพาดผ่านป่าใจกลางเกาะสิงคโปร์ ส่วนพื้นที่สถานี Bukit Timah ก็ยังคงเก็บรักษาสถานีและสะพานเหล็กข้ามถนนไว้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่แนวทางรถไฟเดิมมีแผนพัฒนาให้กลายเป็นทางเดิน ทางจักรยานภายใต้ธรรมชาติที่มีชื่อว่า The Greenway เนื่องจากสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่ที่ทางรถไฟผ่านเป็นพื้นที่สีเขียวและป่าธรรมชาติที่ยังคงอยู่

สิงคโปร์

สถานี Bukit Timah สมัยที่ยังใช้งานอยู่

สิงคโปร์

สะพาน Bukit Timah

สิงคโปร์ สิงคโปร์

สถานี Bukit Timah และทางรถไฟเดิมที่เป็น Greenway ในปัจจุบัน
ภาพ : Greenway Singapore

อาคารสถานีรถไฟสิงคโปร์ได้ถูกเปลี่ยนสถานะให้เป็นโครงสร้างของสถานี MRT Cantonment ในเส้นทางสาย Circle Line ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อขยายเส้นทาง MRT เชื่อมสถานี Habour Front และ Marina Bay ให้กลายเป็นวงกลมโดยสมบูรณ์ ตามโครงการนั้นออกแบบให้ยึดโครงสร้างอาคารเดิมไว้และสร้างพื้นสถานีใหม่อยู่ระดับต่ำกว่าของเดิม ชานชาลา MRT แห่งนี้จึงเป็นรูปแบบเพดานสูง โดยจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2568 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

การเดินทางจากเวียงจันทน์ยันสิงคโปร์ของเราจบสมบูรณ์แล้วที่นี่

สิงคโปร์

อีกนิดอีกหน่อย

  1. หากใครอยากจะไปเลียบๆ มองๆ สถานีสิงคโปร์ หรือที่คุ้นเคยกันในนาม Tanjong Pagar และ Singapura ให้นั่ง MRT สาย East-West (สีเขียว) ลงที่สถานี Tanjong Pagar หรือ Outram Park และเดินตามถนนมุ่งหน้ามาที่ถนน Kepple
  2. และถ้าใครอยากไปเยี่ยมสถานี Bukit Timah ให้นั่ง MRT สาย Downtown (สีน้ำเงิน) ไปลงที่สถานี King Albert Park แล้วเดินต่อไปอีกนิดหน่อย และเมื่อเห็นสะพานรถไฟเก่าให้เลี้ยวซ้ายเลียบแนวทางรถไฟเดิมไปจะเจอสถานี Bukit Timah ซุกตัวอยู่ในนั้น
  3. ใครที่อยากลองนั่งรถไฟมาสิงคโปร์ บอกก่อนเลยว่าด่านวู้ดแลนด์สโหด!!!

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

สถานการณ์โรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวหยุดชะงักไปก็ไม่น้อย ความคิดถึงการเดินทางด้วยรถไฟมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจ อยากคว้ารองเท้าผ้าใบออกมาสวม เอาเป้มาสะพาย เอากล้องออกไปส่องโลกบนสองรางเหล็กให้หายคิดถึง

จนเมื่อความคลี่คลายค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ล้อเหล็กที่เคยหยุดนิ่งกลับมาหมุนวนบนรางเหล็กอีกครั้ง รถไฟขบวนยาวเริ่มเดินทางต่อแม้สมาชิกจะไม่ครบทุกขบวนก็ตาม

และนี่คือภาพถ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บนเส้นทางรถไฟประเทศไทย

#01

ขบวนสุดท้าย…ก่อนบายเธอ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-ท่านาแล้ง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ก่อนการระบาดใหญ่จนต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ รถไฟขบวนน้อยน่ารักที่เชื่อมการเดินทางระหว่างไทย-ลาว วิ่งข้ามประเทศเป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าการงดรถไฟระหว่างประเทศจะกินเวลายาวเป็นปี

ทางรถไฟจากไทยข้ามไปลาวใช้สะพานเดียวกับถนน รางเหล็กถูกฝังอยู่บนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ข้ามแม่น้ำโขงที่เป็นพรมแดนธรรมชาติ เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ถนนจะถูกกั้นทั้งสองฝั่ง จนกว่ารถไฟขบวนน้อยจะวิ่งข้ามไปจนถึงอีกฝั่งการจราจรบนถนนจึงกลับมาเป็นปกติ

นี่เป็นขบวนสุดท้าย ก่อนบายเธอไป…เกือบ 2 ปี

#02

คนดูรถ

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน รถไฟทุกตู้จะต้องถูกเช็ดถูภายนอกและภายในรถ ภายนอกรถอาจจะเป็นส่วนที่สกปรกง่ายที่สุด เพราะต้องวิ่งฝ่าแดดลมฝนฝุ่นในแต่ละวัน มดงานเหล่านี้มีหน้าที่ชำระล้างก่อนรถไฟจะออกจากสถานี

ไม่ใช่เพียงแค่ข้างนอก แต่ข้างในเองก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงที่โรคระบาดแพร่ใหม่ ๆ งานทำความสะอาดต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเพื่อเช็ดเบาะที่นั่งทุก ๆ ที่ ให้เราได้นั่งรถไฟกันอย่างสบายใจ

#03

คนดูราง

สถานีบ้านด่าน จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน ที่รถไฟวิ่งบนรางเหล็กย่อมมีความชำรุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน คนดูแลรางของฝ่ายโยธาจำเป็นต้องตรวจสภาพทางทุก ๆ วันด้วยรถยนต์รางหรือที่เรียกกันว่ารถต๊อก

รถเหล็กหน้าตาน่ารักสีเหลืองส่งเสียงดัง ต๊อก ๆๆๆๆๆ พร้อมธงสีแดงปักเอาไว้ เป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า หน้าที่ของคนตรวจทางได้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าของทุกวัน เพื่อสอดส่องสายตาหาความชำรุดเล็ก ๆ น้อย ๆ และจัดการซ่อมแซมให้การเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยต่อไป

#04

รอคอย

สถานีพิจิตร จ.พิจิตร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

แม้ในช่วงที่งดวิ่งรถไฟไปหลายขบวน ตามมาตรการของรัฐเพื่อลดการเดินทางระหว่างจังหวัดและเคอร์ฟิวในช่วงเวลากลางคืน จนรถไฟข้ามคืนต้องงดให้บริการทุกขบวน แต่กระนั้นแล้วชีวิตของคนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางยังคงมีอยู่ จนการผ่อนคลายเกิดขึ้นในช่วงระยะหนึ่ง มีการเปิดขบวนรถสายยาวช่วงกลางวันขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้คนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางได้ไปมาหาสู่ทำธุระกันได้ เราเห็นผู้คนมากมายยืนรอคอยรถไฟบนชานชาลา และเมื่อรถไฟขบวนนั้นออกจากสถานีไป ความเงียบก็กลับมาปกคลุมสถานีรถไฟอีกครั้ง

#05

อรุณสวัสดิ์

ตลาดเก๊าจาว จ.ลำปาง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟตัดผ่านที่ไหน ชุมชนย่อมเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อชุมชนเกิดขึ้นก็ต้องมีเส้นทางสัญจรข้ามไปมา และเมื่อพบกับทางรถไฟก็จะต้องตัดผ่านเพื่อข้ามไปอีกฟาก ในบางเมืองนั้นทางรถไฟกับถนนอยู่คนละระดับกัน ไม่ถนนก็ทางรถไฟต้องเป็นฝ่ายที่ต้องยกหนี

ตลาดเก๊าจาวอยู่ใกล้กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวัง เมืองลำปางในช่วงเช้านั้นคึกคักและวุ่นวายมาก ทั้งรถราและรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่มาถึงในช่วงเช้าพอดี ถนนเส้นเล็กนี้ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อเชื่อมชุมชนสองฝั่งให้ถึงกัน ถ้าช่วงไหนรถไฟผ่านมา เราก็จะได้เห็นพี่รถไฟไซส์จัมโบ้ข้ามสะพาน จนรถราบนถนนดูเล็กจ้อยทีเดียว

#06

เพื่อนเดินทาง

สถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

สถานีสุไหงโก-ลก คือสุดท้ายปลายทางของสายใต้ และเป็นสถานีใต้สุดของประเทศไทยที่ห่างจากกรุงเทพฯ ถึงพันกว่ากิโลเมตร ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขบวนรถที่มาถึงปลายทางแห่งนี้มีเพียงรถเร็วขบวนเลขที่ 171 และ 172 เท่านั้น ทำให้การเดินทางมีเพียงแค่เที่ยวเดียวต่อวันจากกรุงเทพฯ ผู้โดยสารมากมายที่ใช้รถไฟเดินทางข้ามคืนมากับขบวนนี้

เวลาบนรถร่วม 20 ชั่วโมงสร้างความสัมพันธ์ของผู้เดินทางได้ไม่ยากจากการพูดคุย เมื่อเริ่มต้นเดินทางเราอาจจะยังไม่รู้จักใคร แต่เมื่อลงจากรถ เราอาจโบกมือลาเพื่อนเดินทางในตู้เดียวกันนั้นโดยไม่รู้ตัว

#07

เผชิญหน้า

สถานีปางต้นผึ้ง จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟส่วนใหญ่ของไทยยังคงเป็นทางเดี่ยว การสวนทางต้องเกิดขึ้น ณ จุดที่เป็นสถานีเท่านั้น การสวนทางกันในสถานีหรือที่เรียกว่า ‘รอหลีก’ มักเป็นช่วงที่คนบนรถไฟลงมายืดเส้นยืดสาย และถือโอกาสเยี่ยมชมสถานีนั้น ๆ ไปด้วย ซึ่งก็มีไม่น้อยที่บรรยากาศดี

ปางต้นผึ้งที่นี่ก็เช่นกัน นับว่าเป็นสถานีแรกเลยก็ว่าได้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทางรถไฟซึ่งไต่ไปตามขุนเขาของภาคเหนือ และในวันที่ประจวบเหมาะ รถด่วน 51 ปลายทางเชียงใหม่ และรถเร็ว 112 จากเด่นชัย ก็จะมาเจอกันที่นี่ โดยรถด่วน 51 จะจอดรถในทางประธาน และรถเร็ว 112 จะลงเขามาเพื่อเลี้ยวเข้าทางหลีกมารับคนหน้าสถานี ภาพที่เห็นข้างหน้าก็คือรถไฟ 2 ขบวนเผชิญหน้ากัน

#08

พี่เห็นหนูด้วยหรอคะ

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เห็นสิ ทำไมจะไม่เห็น

บนลานกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล มีพื้นที่ชมวิวที่มองออกไปต้องสดชื่นเพราะความเขียวขจีของป่า เห็นหมู่บ้านเป็นเวิ้งเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และถ้ามองลงต่ำลงมาอีกหน่อย จะเห็นเส้นสีขาว ๆ จาง ๆ ของทางรถไฟเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา

เมื่อเสียงหวีดดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังออกจากสถานีขุนตาน ไม่กี่อึดใจเดียว เจ้ารถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้างก็ค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากเงาไม้ ละม้ายคล้ายงูเหล็กที่เลื้อยผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ความสนุกสนานคือคนที่ลานกางเต็นท์จะชี้ชวนกันดูรถไฟ บ้างก็เห็น บ้างก็ไม่เห็น

แล้วพี่ล่ะ เห็นน้องไหมจากบนดอยนั้น

#09

รับน้อง

สะพานทาชมภู จ.ลำพูน

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหัวรถจักร QSY สีแดง/เทา หน้าตาดูแปลกตาเพราะไม่หน้าเหลืองเหมือนรถจักรที่รถไฟไทยใช้อยู่ ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ที่รุ่นพี่จับตามอง เพราะความสดใส (ของสี) และใหม่สด ไม่ว่าจะเป็นแฟนรถไฟคนไหนก็อยากเห็นน้องตัวเป็น ๆ

แต่ก่อนที่น้องจะต้องออกทำงานทำการนั้น ต้องมีการทดสอบสมรรถนะเสียก่อน และโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการทดสอบลากจูงบนเส้นทางภูเขา ซึ่งดอยขุนตาลเป็นเหมือนข้อสอบไฟนอลของน้องที่ถ้าทำข้อสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ

นี่น่าจะเป็นกิจกรรมดักถ่ายรูปรถไฟต่างจังหวัดแรก ๆ ของเราเลยก็ว่าได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะพานทาชมภูเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ตั้งใจจะต้องเก็บภาพให้ได้ และโชคหล่นทับที่มีคาเฟ่ความสูง 3 ชั้นตั้งอยู่ตรงมุมทองของโค้งนี้พอดี จึงทำให้ได้ภาพที่สะสวยรูปนี้มา

พี่มารับน้องใหม่แล้วนะเออ

#10

มุมบังเอิญ

สถานีการเคหะ กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

การถ่ายรูปรถจักรไอน้ำทุกครั้งที่วิ่งเป็นภารกิจสำคัญของคนรักรถไฟที่มักมาพร้อมหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเหมือนวันมาฆบูชา แต่นับวันผ่านไปสถานที่ที่ถ่ายรูปเริ่มซ้ำ เริ่มคนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องสรรหาสถานที่ใหม่ ๆ เพื่อให้รูปดูใหม่สดและมุมแปลกอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นชัยภูมิที่สวยงามจากการลากกระเป๋ามาขึ้นรถไฟฟ้า นั่นคือสถานีการเคหะ

วันจริง มีเพียงไม่กี่คนที่มาอยู่มุมนี้ (ใช่ เราคงคิดเหมือนกัน) มุมมองนี้มันสวยมาก โล่งมาก และเห็นรถจักรไอน้ำแบบเต็มขบวนโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาบังหน้ากล้อง แต่ที่บังเอิญไปยิ่งกว่าราวกับนัดแต่ไม่ได้นัด เมื่อรถจักรไอน้ำสีดำทะมึนกำลังวิ่งมาถึงจุดถ่ายรูปนั้น เจ้ารถไฟสายสีแดงตัวขาวก็เคลื่อนออกจากสถานีแบบพอดิบพอดี จนได้รูปของรุ่นทวดและรุ่นเหลนมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายแบบบังเอิญ ๆ

#11

กลับบ้าน

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

วันนั้นฝนตกหนักมาก เป็นวันสิ้นสุดภารกิจของขบวนรถจักรไอน้ำนำเที่ยว ปกติแล้วคุณทวดจะโชว์ตัวอยู่ที่สถานีกรุงเทพระยะหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับ แต่เผอิญว่าพระพิรุณไม่รู้ไปโกรธใครมา ไม่พูดไม่จาก็ถล่มลงมาจนไปไหนไม่ได้

แต่รถจักรไอน้ำกลับได้

ความร้อนของไอน้ำและตัวถังรถ มาเจอกับความเย็นของฝนเม็ดใหญ่ที่ถล่มลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเป็นฝ้าไปหมด ทำให้ไอน้ำสีขาวของคุณทวดไอน้ำยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายฝนนั้น

ความดำทะมึนของตัวรถ ความขาวของไอน้ำ และแสงไฟสีแดงสองดวงเหมือนลูกตาเหมือนกับอสุรกายดุดันที่กำลังจ้องเราอยู่จากสายฝนที่โหมกระหน่ำ

แต่คุณทวดไม่ใช่อสุรกาย เขาคือคนแก่ใจดีที่ส่งเสียงฉึกฉักแข่งกับเสียงฝนเสียงฟ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลับหายไปในม่านฝนเพื่อพักผ่อนรอออกมาเจอพวกเราใหม่ในรอบถัดไป

#12

แดงไหน

สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหนูลมกรดหน้าแป้นทะยานตัวด้วยความเร็วจากสถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อไปทางรังสิตและตลิ่งชัน นี่คือรถไฟสายสีแดงทีเป็นน้องใหม่ไฟแรง (รถก็แรง) ของชาวกรุงเทพฯ และปทุมธานี

ในช่วงแรกที่สายสีแดงเปิดใช้งาน มีเหล่า Railfan มากมายไปนั่งเล่น (เพราะมันฟรี) จากคนน้อยในช่วงแรก ๆ เพราะคน Work from Home ก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณคนเยอะขึ้นหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จนตอนนี้น้องแดงมีเพื่อนใหม่เป็นมนุษย์มากมายหลังจากเหงาหงอยมานาน

ทุกครั้งที่ขึ้นมาบนชานชาลา ก็จะต้องเซย์ไฮทักทายน้องก่อนจากมุมบันไดนี้ทุกครั้ง และถ้ามีน้องเข้ามา2 ขบวน ก็จะเห็นเจ้าหนูหน้าแป้นยืนต้อนรับเราอยู่ตรงชานชาลานั้นเอง

#13

ขึ้นทางด่วน

สถานีจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

พ.ศ. 2566 เมื่อโลกเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเดินทางกลับมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทาง และรถไฟไทยกำลังจะใช้สถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่เราเคยรู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งรถไฟปู๊น ๆ ส่วนใหญ่จะย้ายจากหัวลำโพงมาสถานีกลางด้วย จึงทำให้รถไฟที่ออกจากสถานีกลางต้องวิ่งบนทางยกระดับร่วมกับรถไฟสายสีแดง ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้มีการซ้อมเดินรถร่วมกับสายสีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อทดสอบการเดินรถ รวมถึงฝึกอบรมคนขับให้เรียนรู้กับสภาพทางและเส้นทางใหม่

มันเลยดูเหมือนรถไฟปู๊น ๆ ไปวิ่งอยู่บนทางด่วน ไม่ใช่แค่รถที่ออกจากสถานีกลาง รถที่ออกหัวลำโพงก็จะต้องขึ้นมาวิ่งบนนี้เหมือนกัน คงน่าตื่นเต้นเหมือนกันที่จากเดิมเคยนั่งรถไฟวิ่งบนพื้นขนานกับถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ส่วนของใหม่มาวิ่งด้านบนขนานระดับเดียวกับดอนเมืองโทลเวย์ด้วยความเร็วแบบเต็มพิกัด

วิวจากหน้าต่างจะเป็นยังไงกันเนี่ย

แค่คิดก็สนุกแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load