ในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ มีเทศกาลศิลปะนานาชาติจัดกันหลายเมือง ด้วยว่าเป็นช่วงที่นักเรียน นักศึกษาปิดเทอม เพราะอุณหภูมิสูงเกินตั้งใจเรียน ส่วนผู้ใหญ่คนทำงานประจำนั้นก็ลาพักร้อนกันได้ยาว ๆ การไปเที่ยวต่างเมืองต่างถิ่นหรือต่างประเทศของแต่ละคน แต่ละคู่ แต่ละครอบครัวนั้น จึงไม่เป็นเพียงการไปสถานที่ใหม่ ๆ แต่เป็นการไปชมงานศิลปะเปิดรับความคิดมุมมองและทัศนะใหม่ ๆ ด้วย

เทศกาลศิลปะนานาชาติสิงคโปร์ (Singapore International Festival of Arts หรือย่อว่า SIFA) เป็นเทศกาลประจำปีที่จัดต่อเนื่องโดยทุนสนับสนุนเกือบทั้งหมดจากสภาศิลปะแห่งชาติ (National Arts Council) หน่วยงานหลักด้านศิลปวัฒนธรรมของสิงคโปร์ ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน (Ministry of Culture, Community and Youth หรือสั้น ๆ ว่า MCCY) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2520 เดิมใช้ชื่อว่า Singapore Arts Festival (หรือย่ออีกว่า SAF) 

จนถึง พ.ศ. 2557 ก็มาเปลี่ยนชื่อเป็น SIFA พร้อม ๆ กับปรับโครงสร้างใหม่ ให้ Arts House Limited (AHL) ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่ศิลปะอย่าง Victoria Theatre, Victoria Concert Hall, Drama Centre, Goodman Arts Centre ฯลฯ และจัดเทศกาล Singapore Writers Festival อยู่แล้วเข้ามาบริหารเทศกาลโดยที่ทุนสนับสนุนยังคงมาจากแหล่งเดิม พร้อมกำหนดแนวทางเปลี่ยนหัวเรือหรือ Festival Director ทุก ๆ 3 ปีเพื่อวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ และป้องกันการสืบทอดอำนาจหรือระบบพวกพ้อง

ถึงแม้ว่าจะใช้คำว่า Arts แต่งานส่วนใหญ่ที่เทศกาลนำเสนอในช่วงแรก ๆ ก็เป็นงานศิลปะการ

แสดงทั้งละครเวที นาฏศิลป์ และดนตรี เป็นโอกาสสำคัญของผู้ชมศิลปะชาวสิงคโปร์จะได้ชมงานนานาชาติที่เขาไม่ได้มีโอกาสเดินทางไปชมในสมัยนั้น

ในสมัยต่อมา งานในเทศกาลก็มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอ 

มีงานแนวทดลอง งานที่เป็นประสบการณ์เดี่ยวของผู้ชมแต่ละคน ใส่หูฟังเดินไปตามจุดต่าง ๆ งานที่คนทั่วไปเปิดแฟลตหรือคอนโดฯ ให้ผู้ชมเข้าไปฟังเรื่องราวที่แตกต่างหลากหลายของเขา หรืองานที่ข้ามสาขาศิลปะต่าง ๆ มากขึ้น พร้อม ๆ กับที่เทศกาลเลิกแยกประเภทงาน แต่เน้นให้เห็นว่าเนื้อหาและประเด็นของแต่ละงานเชื่อมโยงกับเทศกาลแต่ละปีอย่างไร  

นอกจากนั้นเทศกาลยังมีบทบาทสำคัญในการให้ทุนสนับสนุน (Commission) ศิลปินท้องถิ่นให้ได้สร้างงานเองและร่วมสร้างสรรค์กับศิลปินนานาชาติมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อ พ.ศ. 2553 SAF ยังให้ทุนสนับสนุนศิลปินจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง อาจารย์พิเชษฐ กลั่นชื่น และคณะสร้างงานชื่อ Nijinsky Siam และจัดแสดงรอบปฐมทัศน์ (World Premiere) ในเทศกาลด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่องานได้ไปจัดแสดงที่เมืองใดประเทศไหนต่อไป SAF ก็ได้เครดิตไปด้วยทุกครั้ง 

นั่นคือเขารู้ว่า Soft Power คืออะไร ต่างจาก Software อย่างไร และควรใช้ภาษีประชาชนพาศิลปินแห่งชาติไปรำโนราในเรือกอนโดล่าหรือไม่ 

Singapore International Arts Festival 2022 ชมการแสดงในเทศกาลที่ทลายกรอบงานศิลปะแบบเดิม ๆ

ผมเป็นติ่ง SAF มาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 และยอมรับอย่างหน้าชื่นตาตี่เลยว่า ช่วงนั้นสนใจและตื่นเต้นกับงานนานาชาติของคณะที่มีชื่อเสียงอย่าง The Royal Ballet หรือ Akram Khan Dance Company ซึ่งไม่มีโอกาสได้ชมในบ้านเรามากกว่า ในขณะเดียวกันเวลาชมงานของศิลปินท้องถิ่นหลาย ๆ ครั้ง ก็จะรู้สึกว่ามีบริบทหลายอย่างที่จำเพาะเจาะจงมากจนเกินเข้าใจ หรือไม่ก็มีความพยายามผสมผสานข้ามสาขาเสียจนหัวมังกุท้ายมังกรกึกกือ แต่ก็ยังอดดีใจแทนศิลปินท้องถิ่นไม่ได้ว่า รัฐบาลเขาสนับสนุนการสร้างงานและนำเสนองานในเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง แบบที่ไม่ต้องจัดลำดับชั้นต่ำสูงว่า ชิ้นไหนเป็นงานประเพณีมรดกวัฒนธรรมสมควรอนุรักษ์ หรืองานร่วมสมัยสะท้อนสังคมและการเมืองสมควรเฝ้าระวัง 

ความทรงจำดี ๆ จาก SAF และ SIFA มีนับไม่ถ้วน ในช่วงที่โควิดวิกฤตหนักในที่พักคนงานต่างชาติที่สิงคโปร์ ผมก็ยังนึกถึงการแสดง Cargo Kuala Lumpur – Singapore ของ Rimini Protokoll กลุ่มศิลปินชาวเยอรมันที่พาผู้ชมขึ้นรถบรรทุกที่ปรับสภาพให้นั่งได้และปิดหน้าต่างให้ทึบ สร้างประสบการณ์เสมือนการเดินทางของคนขับรถขนส่งสินค้าข้ามประเทศ จุดหนึ่งที่แวะในเย็นวันนั้นเมื่อ พ.ศ. 2554 ก็คือหอพักคนงานต่างชาติ ภาพแห่งความจริงที่ผู้มาเยือนสิงคโปร์ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นนั่นเอง

SIFA 2022 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม ถึง 5 มิถุนายนนี้ เป็นเทศกาลปีแรกของ Festival Director คนใหม่ นาตาลี เฮนเนดีจ์ (Natalie Hennedige) ซึ่งแก่นความคิดหลักของเทศกาลทั้ง 3 ปีของเธอคือ The Anatomy of Performance และแก่นย่อยของปีนี้คือ Ritual ผู้อำนวยการคณะละคร Cake Theatricals คนนี้ทำการแสดงที่ข้ามศาสตร์ข้ามสาขาไม่ติดกรอบติดกรงอยู่แล้ว เทศกาลที่เธอนำเสนอจึงเป็นเช่นเดียวกัน   

Ubin : ทุเรียน หมูป่า และเวทีสาธารณะ

5 ชั่วโมงหลังจากผมใช้หนังสือเดินทางครั้งแรกในรอบ 2 ปี และพบว่า SG Arrival Card คือการประสานงานระบบการตรวจคนเข้าเมืองกับระบบสาธารณสุขที่อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและประหยัดงบประมาณ ผมก็กลับมาแถวสนามบินอีกครั้ง แต่คราวนี้มาลงเรือข้ามฟากไปที่เกาะปูเลาอูบิน (Pulau Ubin) เพื่อชมงานชื่อ Ubin ของคณะละคร Drama Box 

Singapore International Arts Festival 2022 ชมการแสดงในเทศกาลที่ทลายกรอบงานศิลปะแบบเดิม ๆ

ผู้ชม 40 คนแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้รับกำไลยางเป็นสีประจำกลุ่ม มีไกด์ประจำแต่ละกลุ่มคอยดูแล  2 ชั่วโมงแรกบนเกาะคือการเดินไปตามจุดสำคัญ ๆ อย่างจัตุรัสเล็ก ๆ บริเวณที่เคยเป็นเหมืองหินแกรนิตและโรงเรียนประจำเกาะ เป็นอาทิ 

เสียงสัมภาษณ์ผู้คนที่อยู่อาศัยและทำงานอยู่ที่เกาะนี้ดังต่อเนื่องผ่านมาทางหูฟัง มีทั้งภาษาอังกฤษ จีน มลายู และฮินดี เล่าทั้งอดีตและปัจจุบันและปัญหาของเกาะที่ความเป็นธรรมชาติและระบบนิเวศวิทยาสมบูรณ์ที่สุดของประเทศนี้ เช่น การเพิ่มจำนวนของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาซึ่งเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ เป็นต้น ก๊ก เฮ็ง หลุน (Kok Heng Luen) ผู้ก่อตั้ง Drama Box อดีตสมาชิกรัฐสภาและผู้กำกับองก์แรกของ Ubin แนะนำว่าให้ใส่หูฟังข้างเดียว ซึ่งก็ได้ผลดีกว่าจริง ๆ เพราะได้ฟังเสียงธรรมชาติยามโพล้เพล้จนพลบค่ำรอบ ๆ ตัวไปพร้อมกันด้วย

Singapore International Arts Festival 2022 ชมการแสดงในเทศกาลที่ทลายกรอบงานศิลปะแบบเดิม ๆ
Singapore International Arts Festival 2022 ชมการแสดงในเทศกาลที่ทลายกรอบงานศิลปะแบบเดิม ๆ
Singapore International Arts Festival 2022 ชมการแสดงในเทศกาลที่ทลายกรอบงานศิลปะแบบเดิม ๆ

บางช่วงหยุดพักให้นั่งหรือยืนชมการแสดงที่เป็นนาฏศิลป์ร่วมสมัย (Contemporary Dance) 3 ชิ้น ช่วงหนึ่งที่เดินผ่านกลุ่มวัยรุ่นที่มาตั้งเต็นท์พักแรมกินดื่มกันอย่างร่าเริง ชวนให้สงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของงาน Ubin ด้วยหรือไม่ และเมื่อเดินวนรอบต้นทุเรียนเก่า ๆ ที่มีต้นมะเดื่อมาขึ้นบัง ก็พบนักแสดงที่ไม่ได้รับเชิญเป็นหมูป่า 3 ตัว ซึ่งหลังจากสิ้นเสียงของไกด์ที่บอกให้พวกเราอยู่ในความสงบ พวกเขาก็เดินกลับเข้าป่าไป 

องก์สองของ Ubin ผู้ชมมานั่งรวมกันเป็น 4 กลุ่มที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง ที่ปกติเปิดเฉพาะเวลากลางวันบริเวณจตุรัสกลางเมือง หลังจากได้รับฟังเรื่องราวในอดีตและปัจจุบันของเกาะไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่ผู้ชมจะช่วยกันออกความคิดเห็นและเสนอแนะความเป็นไปได้ในอนาคตของเกาะนี้ ซึ่งกระบวนกร (Facilitator) แต่ละกลุ่มก็สร้างบรรยากาศเวทีสาธารณะให้ผู้ชมทุกคนมีส่วนแสดงความคิดเห็นทั้งทางคำพูด ลายลักษณ์อักษร ตุ๊กตาและภาพแทนประเด็นต่าง ๆ แล้วส่งตัวแทนไปนำเสนอในกลุ่มใหญ่ในตอนสุดท้าย กลุ่มผมมีส่วนผสมที่น่าสนใจ มีสมาชิกอย่างคู่วัยรุ่นคลั่งรัก นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักอนุรักษ์ชาวรัสเซีย และนักกินชาวไทยที่ท้องร้องหาแต่ข้าวมันไก่ การอภิปรายจึงสนุกสนานด้วยความแตกต่าง ไม่รู้สึกเหมือนว่าเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงครึ่ง  

Singapore International Arts Festival 2022 ชมการแสดงในเทศกาลที่ทลายกรอบงานศิลปะแบบเดิม ๆ

เมื่อเรือกลับมาเทียบท่าฝั่งเกาะใหญ่อีกครั้ง ผู้ชมทุกคนก็ต้องนำกระเป๋าทุกชิ้นผ่านเครื่องสแกน ไกด์ประจำกลุ่มอธิบายว่านี่คือมาตรการป้องกันการเก็บผลไม้จากเกาะกินซึ่งผิดกฎหมาย และไม่ว่าความคิดเห็นจากผู้ชมหรือประชาชนที่ร่วมประสบการณ์ Ubin ครั้งนี้จะสรุปมาและเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร แต่คนขับแท็กซี่ที่พาผมกลับโรงแรมในคืนนั้นก็ยืนยันว่า อีกไม่นานรัฐบาลก็จะเข้ามา ‘พัฒนา’ พื้นที่ธรรมชาติแห่งนี้เช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ ที่เคยทำมา และเมื่อประตูลิฟต์โรงแรมเปิดออกที่ชั้นที่ห้องผม กลิ่นทุเรียนก็ลอยทะลุหน้ากากอนามัยมาเข้าจมูกทั้งสองรู ราวกับจะบอกว่า ‘นักท่องเที่ยวกลับมาแล้ว’

Project Salome : ข้ามสมัย ข้ามประเทศ ข้ามเพศ ข้ามสื่อ

อ็อง เค็ง เซ็น (Ong Keng Sen) ผู้กำกับละครเวทีชาวสิงคโปร์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับโลกคนหนึ่งในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้อำนวยการคณะ TheatreWorks ที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น T:>Works เพื่อสร้างงานข้ามสาขามากขึ้น นำบทละครอื้อฉาวอายุเกินศตวรรษของออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) ที่เล่าเรื่องราวจากสมัยโรมันโบราณมาแสดงสดโดยนักแสดงหญิงคนเดียว ตัดสลับไปมากับภาพยนตร์สั้นกึ่งสารคดี Becoming Salome ที่เขาสัมภาษณ์ผู้อพยพชาวซีเรียที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายกว่าที่จะได้มาเป็น Drag Queen ที่กรุงเบอร์ลิน 

Singapore International Arts Festival 2022 ชมการแสดงในเทศกาลที่ทลายกรอบงานศิลปะแบบเดิม ๆ
เจาะลึกเทศกาลศิลปะนานาชาติแห่งสิงคโปร์ ที่ไม่แบ่งประเภทงานว่าเป็นละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี นาฏศิลป์หรืออะไรกันแน่
เจาะลึกเทศกาลศิลปะนานาชาติแห่งสิงคโปร์ ที่ไม่แบ่งประเภทงานว่าเป็นละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี นาฏศิลป์หรืออะไรกันแน่

การใส่ใจกับขนาดของภาพบนเวที และความแตกต่างระหว่างสื่อภาพยนตร์กับละครเวที ประกอบกับการใส่เสียงประกอบและดนตรีของทั้งสองสื่อในโรงละคร ทำให้งานผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนการแสดงจะจัดขึ้นที่ Victoria Theatre ผู้ชมเริ่มติดตามเรื่องราวของตัวละครสมมติ เซียะ โละ เหมย (Seah Loh Mei) ซึ่งฟังดูคล้าย ๆ ซาโลเม่ ใน Instagram @thesalomecomplex นักเทนนิสหญิงคนนี้มีเรื่องราวคุ้น ๆ คล้าย ๆ กับนักเทนนิสจีนที่ถูกนักการเมืองล่วงละเมิดทางเพศ 

ด้วยการใช้สื่อที่หลากหลาย ประเด็นการวิพากษ์ระบอบปิ(ด)ตาธิปไตยใน Project Salome จึงไม่ได้เริ่มขึ้นและจบลงใน SIFA เท่านั้น และงานที่ใช้นักแสดงเพียงคนเดียว ทีมงานไม่มากและฉากไม่ยุ่งยากเช่นนี้ ก็น่าเดินทางไปแสดงที่อื่นต่อได้ไม่ยาก

Remotes X Quantum และ The Neon Hieroglyph: ถูกทางผิดที่หรือถูกที่ผิดทาง

เจาะลึกเทศกาลศิลปะนานาชาติแห่งสิงคโปร์ ที่ไม่แบ่งประเภทงานว่าเป็นละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี นาฏศิลป์หรืออะไรกันแน่
เจาะลึกเทศกาลศิลปะนานาชาติแห่งสิงคโปร์ ที่ไม่แบ่งประเภทงานว่าเป็นละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี นาฏศิลป์หรืออะไรกันแน่

งานแรกเป็นการทดลองเชื่อมต่อ The Remotes ภาพยนตร์แนวทดลองของ จอห์น ตอร์เรส (John Torres) ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์กับบทละคร The Quantum of Space ของ เอเลนอร์ หว่อง (Eleanor Wong) นักเขียนบทละครและกวีชาวสิงคโปร์ สะท้อนภาวะความโดดเดี่ยวและความกลัวสิ่งที่ไม่แน่นอนในสังคมและชีวิตในปัจจุบันและอนาคต อันเป็นผลมาจากการระบาดของโควิด

แต่การที่ผู้ชมต้องดูหนังในห้องหนึ่ง แล้วเดินไปชมการแสดงในอีก 2 ห้องที่มีปัญหาเรื่องเสียงก้องใน Arts House อาคารเก่าแก่ที่ปรับมาเป็นพื้นที่จัดงานศิลปะนั้น ก็ได้ทำให้เหมือนเป็นงานสองชิ้นแยกออกจากกัน 

เจาะลึกเทศกาลศิลปะนานาชาติแห่งสิงคโปร์ ที่ไม่แบ่งประเภทงานว่าเป็นละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี นาฏศิลป์หรืออะไรกันแน่
เจาะลึกเทศกาลศิลปะนานาชาติแห่งสิงคโปร์ ที่ไม่แบ่งประเภทงานว่าเป็นละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี นาฏศิลป์หรืออะไรกันแน่

The Neon Hieroglyph ของ ไท ชานิ (Tai Shani) ศิลปินชาวอังกฤษที่ทำงานหลายสาขา เป็นงานภาพยนตร์ที่ใช้เทคนิค CGI เล่าความเป็นมาของเชื้อราอสรพิษ Ergot ที่ภายหลังสะกัดมาทำยารักษาไมเกรนได้ ประกอบการบรรยายสดโดยนักแสดงชาวมาเลเซียที่นั่งอยู่ข้างซ้ายของจอ แล้วถ่ายทอดภาพใบหน้ามาออกในจอเล็กด้านขวา และโฆษณาว่านี่คือ ‘Filmic Performance

งานที่นำเสนอครั้งแรกผ่านการสตรีมมิ่งในเทศกาล Manchester International Festival เมื่อปีที่แล้วนี้ ได้สะกดผู้ชมสุภาพสตรี 2 คนที่นั่งอยู่ซ้ายขวาของผมให้เข้าสู่ภวังค์แห่งนิทรา และผู้ชมอีกหลายคนก็ตัดสินใจเดินออกตั้งแต่ยังไม่จบ สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากสถานที่จัดแสดงคือโรงไฟฟ้าปาซีร์ ปันจง (Pasir Panjong Power Station) ที่ทั้งไกลจากขนส่งสาธารณะ และไม่เอื้อต่องานซึ่งต้องอาศัยความเงียบและสมาธิในการชมนั่นเอง 

SIFA On Demand : อยู่ที่ไหนก็ดูได้

การระบาดของโควิดส่งผลกระทบต่อศิลปะการแสดงทั่วโลก แต่ก็ได้ทำให้ผู้จัดเทศกาลอย่าง SIFA มีทางเลือกใหม่ในการนำเสนองาน โดยให้ทุนสนับสนุนทั้งงานที่สร้างขึ้นมาเพื่อชมออนไลน์และการบันทึกการแสดงสดเพื่อมาสตรีมมิ่งในเวลาต่อมา ซึ่งแบบหลังนี้ลงทุนใช้ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อให้ได้คุณภาพและบรรยากาศใกล้เคียงกับที่มาชม On-Site มากที่สุด เป็นทางเลือกใหม่ให้ทั้งผู้ชมงานและศิลปิน เหมือนรถยนต์ที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ร้านอาหารที่นั่งทานที่ร้าน สั่งกลับบ้านและสั่งให้มาส่งที่บ้านได้ และด้วยความที่เทศกาล Commission งานใหม่จำนวนมากอยู่แล้ว เรื่องลิขสิทธิ์จึงไม่เป็นปัญหา 

เข้าไปรับชมได้ที่ www.sifa.sg/vod ขณะนี้ (ต้นเดือนมิถุนายน) มี Performance Film ของศิลปินออสเตรเลีย เรื่อง Delicate Spells of Mind ฉายอยู่แล้ว และวันที่ 20 มิถุนายนนี้จะมีงานที่จัดแสดง On-Site เพิ่มอีก 3 งาน ทั้งหมดมีให้ชมถึงวันที่ 10 กรกฎาคมปีนี้เท่านั้น

อ่านรายละเอียด SIFA ชมงานศิลปะสาขาอื่น ๆ อย่างทัศนศิลป์และดนตรี ดูคลิปตัวอย่างงานการแสดง สัมภาษณ์ศิลปิน ฯลฯ เพิ่มเติมได้ที่ www.sifa.sg

ขอขอบคุณทีมงาน Arts House Limited และ Tate Anzur ที่สนับสนุนการเดินทางไป SIFA 2022 ครั้งนี้

 ภาพ : Debbie Y./ Arts House Limited

Writer

ปวิตร มหาสารินันทน์

กรรมการบริหารสมาคมนักวิจารณ์ละครเวทีนานาชาติ (International Association of Theatre Critics) ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนแรก อาจารย์พิเศษหลักสูตรบูรณาการข้ามศาสตราจารย์ทางศิลปะการแสดงและการบริหารจัดการวัฒนธรรม จุฬาฯ ผู้รักการเดินทาง อาหารและประสบการณ์ศิลปะใหม่ ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load