เมื่อคิดถึงการเดินทาง ก็ต้องออกเดินทาง มันง่ายอย่างนั้นเลย, ปีนี้เราให้ของขวัญปีใหม่กับตัวเองด้วยการปักหมุดหมายแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง กะว่าจะตีตั๋วเดินทัวร์ Singapore Art Week 2022 ให้หนำใจ คนชอบศิลปะเหมือนเราคงเคยได้ยินงานนี้มาบ้าง หรืออาจจะเคยมาเยี่ยมเยียน แต่ถ้าเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรก เราขออาสาเป็นไกด์ ชวนทำความรู้จักงานนี้ด้วยกัน

ก่อนสาวเท้าเดินสำรวจรอบเกาะ มารู้จักเจ้าสัปดาห์ศิลปะกัน Singapore Art Week 2022 เกิดจากความร่วมมือของ National Arts Council และ Singapore Tourism Board ที่จับมือกันสนับสนุนชุมชนศิลปะ เพื่อให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีจุดหมายปลายทางเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แบ่งปันและเติมเต็มความสนใจ แถมเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ศิลปินในประเทศสิงคโปร์ ศิลปินจากต่างประเทศ จนถึงนักเรียนจากสถาบันศิลปะ เป็นการร่วมแรง-ร่วมใจกันที่น่ารักดี ดูเป็นงานที่เต็มเปี่ยมด้วยความภูมิใจ

งานครั้งนี้เขาจัดกัน 10 วันรวด เรามาตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม มีให้เพลิดเพลินจนถึง 23 มกราคมนู่นเลย ส่วนธีมงานรอบนี้ฟังดูน่าสนุก ‘Art Takes Over’ บอกเป็นนัยว่า ศิลปะได้ยึดเกาะนี้ไปแล้ว! นำเสนอรูปแบบศิลปะที่หลากหลาย มีการเชื่อมต่อกันระหว่างศิลปินสมัยใหม่กับศิลปินร่วมสมัย และ Singapore Art Week 2022 กำลังชี้ให้เราเห็นว่า ความเป็นไปได้ทางศิลปะมันไม่มีที่สิ้นสุดนะ 

เช่น การใช้เทคโนโลยีมาจับคู่กับงานศิลปะ แล้วสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ออกมา ที่น่าสนใจคือศิลปะไม่ได้ครองแค่เกาะสิงคโปร์ แต่ยังโลดแล่นข้ามทวีป รวมศิลปินจากหลายประเทศทั่วโลกกว่า 3 ไทม์โซน มาจัดกิจกรรมในหลายหัวข้อ เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 24 ชั่วโมง และได้รับความร่วมมือจากศิลปิน ครีเอทีฟ ภัณฑารักษ์ และพันธมิตร รวมแล้วกว่า 600 รายจากหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ กรุงเทพฯ จีน ออสเตรเลีย ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยการนำเสนอโครงการใหม่ที่น่าสนใจในสิงคโปร์อีก 35 โครงการ

ขนาดยังไม่เดินทัวร์ก็สัมผัสได้ถึงประสบการณ์ใหม่ที่จะได้รับ เพราะมีโปรแกรมเอาใจคอศิลปะมากกว่า 100 โปรแกรม ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ (ประสบการณ์เสมือน) อยู่ ๆ ก็มีความคิดแวบเข้ามาให้หัวว่า ‘ศิลปะไร้พรมแดน’ ถึงตัวไม่มาก็เอนจอยกับศิลปะได้ทุกที่จากทั่วทุกมุมโลก จากวลีที่เคยมีคนพูดว่า ‘ศิลปะเป็นเรื่องไกลตัว’ แต่ Singapore Art Week 2022 ทำให้เราคิดเห็นตรงข้าม

เดินเที่ยว Singapore Art Week 2022 งานที่สนับสนุนชุมชนศิลปะและทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว

จากที่รับบทนักเดินทางไปเดินเที่ยวรอบเกาะจนเหงื่อซก แต่ปาดเหงื่อด้วยความดีใจ ที่เห็นความคึกคักของผู้คนและงานศิลปะสุดบรรเจิด จนต้องขอหยิบยกอันที่ชอบมาแบ่งปันให้ฟัง อันแรกเราให้เป็นไฮท์ไลต์เลย นั่นก็คือ Light to Night 2022 ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 6 ด้วยคอนเซ็ปต์ New Ways of Seeing, Thinking and Being ตัวงานอยู่ในย่าน Civic District มาเดินตอนกลางคืนเหมาะมาก เพราะจุดเด่นของงานคือการฉาย Projector Mapping บนอาคาร National Gallery Singapore ที่ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของศาลฎีกา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญและมีบทบาทมากในประวัติศาสตร์สิงคโปร์ ส่วนปัจจุบันปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์สุดเก๋ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม 

แอบกระซิบว่าด้านบนของ National Gallery Singapore มีบาร์และร้านอาหาร ชื่อ Smoke & Mirrors และ Aura Sky Lounge วิวสวยและอาหารอร่อยจนต้องยกนิ้ว น้อยคนจะรู้ว่ามีสิ่งนี้ซ่อนอยู่ด้านบนพิพิธภัณฑ์ด้วย (ถือว่ากระซิบบอกแล้วนะ)

เดินเที่ยว Singapore Art Week 2022 งานที่สนับสนุนชุมชนศิลปะและทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว

ส่วนอีกอันที่คนไทยอย่างเรา ๆ พอจะคุ้นชื่ออยู่บ้าง คือ Hawker วัฒนธรรมการกินอันเป็นที่เลื่องชื่อของสิงคโปร์ จนถึงขนาดถูกเลือกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) จาก UNESCO เมื่อปี 2020 ส่วนภายในงานก็มีนิทรรศการศิลปะ Hawker!Hawker! ชวนให้เราแวะชมและตั้งคำถามไปพร้อมกับเหล่าศิลปิน ความน่าสนใจคือ งานจัดในย่าน Lau Pa Sat ตลาดสดแห่งแรกของสิงคโปร์ที่แปลงโฉมเป็นศูนย์อาหาร Hawker ซึ่งนิทรรศการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Yen Phang ศิลปินชาวสิงคโปร์ และ Oh Yam Chew ศิลปินชาวนิวยอร์ก เขาทั้งคู่รับบทเป็นภัณฑารักษ์ ชวนทั้งศิลปิน นักเขียน รวมทั้งสิ้น 13 คน มาล้อมวงสนทนาและตีความถึงอนาคตของวัฒนธรรมการกินแบบ Hawker ผ่านวัฒนธรรมการกินจุแบบเกาหลี (Mukbang) บทสนทนาระหว่างดื่ม Kopi ฯลฯ มีการนำเสนอผลงานผ่านรูปแบบศิลปะติดตั้ง ประติมากรรม ภาพถ่าย การแสดง งานเขียน และ Digital Art 

เดินเที่ยว Singapore Art Week 2022 งานที่สนับสนุนชุมชนศิลปะและทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว

จากศิลปินทั้งหมดใน Hawker!Hawker! เราถูกใจงานประติมากรรม PEGS ของ Cynthia Delaney Suwito ศิลปินชาวอินโดนีเซียที่สงสัยใคร่รู้กับเรื่องราวรอบตัวในชีวิตประจำวัน เธอเป็นที่รู้จักจากการแสดงนั่งถักนิตติ้งจากเส้นบะหมี่เมื่อปี 2014 และการสร้างประติมากรรมชิ้นนี้ เธอเลือกหยิบตัวหนีบผ้าพลาสติกสีสันสดใสที่ถูกใช้สารพัดประโยชน์ตามร้านรวงในศูนย์อาหาร Hawker มาเป็นสารตั้งต้น และสำรวจสิ่งรอบตัวภายในบ้านมาสร้างตัวหนีบผ้าที่ว่า ทั้งไส้ปืนกาวสีใสที่ถูกเชื่อมจนกลายเป็นตัวหนีบผ้าสีขาว กระดาษแข็ง กาว และยางรัดแกง เธอก็แปลงมันให้กลายเป็นตัวหนีบผ้า จนถึงเย็บผ้าสักหลาดยัดไส้นุ่ม ๆ ให้เป็นตัวหนีบผ้าอันป้อม

เดินเที่ยว Singapore Art Week 2022 งานที่สนับสนุนชุมชนศิลปะและทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว
ภาพ : Cynthia Delaney Suwito

นอกจากกิจกรรมและนิทรรศการสนุก ๆ ที่เราเอามาเล่าสู่กันฟังเพื่อกระตุ้นต่อมนักเดินทางสายศิลปะ ยังมีงานแสดงและกิจกรรมอีกเพียบ ใน 3 ย่านหลักของ Singapore Art Week 2022 ได้แก่ Bras Basah.Bugis & Civic District และ Little India

นิทรรศการ A N T I N O D E S จัดที่ Tanjong Pagar Distripark

ถ้าพร้อมแล้วเราขอเริ่มที่ย่าน Bras Basah.Bugis & Civic District ย่านที่เยือนแล้วตลบอบอวลด้วยกลิ่นอายของชาติยุโรป สอดส่ายตาก็เห็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลทั่วย่าน ยิ่งซุ้มโค้งแบบโรมันนี่ใช่เลย! ที่สำคัญอุดมไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ทั้ง National Museum (พิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดของสิงคโปร์ อายุ 173 ปี) Singapore Art Museum และ National Gallery Singapore 

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก
ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

นิทรรศการ REFUSE จัดที่ Singapore Art Museum

เราเข้า-ออกพิพิภัณฑ์ พร้อมชมงานศิลปะจนเอมใจ ก็แวบไปต่อที่ Basheer Graphic Books ตั้งอยู่ใน Bras Basah Complex เป็นแหล่งรวมนิตยสารและหนังสือเกี่ยวกับงานออกแบบทุกแขนง เรายกให้เป็นขุมทรัพย์ของคนรักงานดีไซน์บนเกาะสิงคโปร์เลย ปัจจุบันเจ้าของร้านรับช่วงต่อกิจการมาจากคุณพ่ออีกที นับนิ้วรวมความเจ๋งก็เปิดมา 27 ปีแล้ว ถ้าใครมาตามรอยร้านหนังสือช่วงนี้ ในร้านเขามีนิทรรศการศิลปะด้วยนะ เป็นส่วนหนึ่งของ SAW 2022 นี่แหละ ชื่อนิทรรศการ DIASPORA เป็นการสำรวจเส้นแบ่งระหว่างความเป็นสาธารณะกับความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ปัญหาส่วนตัว ฯลฯ ของศิลปิน ผ่านลายเส้นแบบ Comic งานเท่ดี

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

ขยับแข้งขยับขา มาท่องเที่ยวสิงคโปร์ในมุมมองใหม่ ๆ ฉบับ SingapoReimagine กันต่อที่ย่าน Little India ย่านวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เดิมทีย่านนี้เคยเป็นสนามแข่งม้า ชาวยุโรปนิยมมาก เลยเกิดการจ้างงานชาวอินเดียจำนวนมากที่อพยพเข้ามาอยู่ในสิงคโปร์ จนกาลเวลาล่วงผ่านเริ่มมีวัดฮินดู มีมัสยิด จนกลายเป็นย่านเล็ก ๆ ของชาวอินเดียจวบจนทุกวันนี้ 

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

มา Little India ทั้งที นอกจากจะเสพวัฒนธรรมแล้ว ก็ขอชวนเสพงานศิลป์ให้สมกับที่ศิลปะเข้ามายึดเกาะตลอดสัปดาห์ มาเดินเพลิน ๆ กินบรรยากาศ กับ ARTWALK 2022 ปีนี้มาในธีม Looking Back, Going Forward ที่ฉลองการมีอยู่ของศิลปะ ชวนนักเดินเท้าและคนรักศิลปะเรียนรู้เรื่องราวของย่านผ่านศิลปะบนกำแพง คลอเสียงเพลง ชมการแสดง บรรยากาศอย่างกับดินแดนภารตะ ความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่บนเกาะสิงคโปร์เลยสักนิด ตอนนี้ขาดแค่ชุดสาหรี่สีสันสดใสเท่านั้น (ใครจะมา พกมาด้วยนะ เพิ่มความอิน) 

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

ถ้านั่งอ่าน นอนอ่าน เนื้อความชวนเที่ยวแล้วรู้สึกว่าตัวอยู่ไกล แต่ใจอยากมา เรามีอีกทางเลือกในการเที่ยว Singapore Art Week 2022 ที่ทำให้รู้สึกว่าศิลปะอยู่ใกล้ตัวจัง ด้วยโปรแกรมกิจกรรม Virtual เหมาะกับสถานการณ์โลกและโรคในช่วงนี้มาก แถมยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่ทันยุค ทันสมัย และเป็นการเชื่อมโยงชุมชนศิลปะจากเกาะสิงคโปร์กับนานาประเทศทั่วโลกด้วย

การท่องเที่ยวเสมือนจริงมีให้เราสัมผัสผ่านการดู การอ่าน การสร้างสรรค์ และเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา มีให้เลือกสนุกทั้ง Virtual Exhibitions, Live Events และ Dialogues ที่น่าจับตามองคือ SAW Dialogues 2022 กิจกรรมทอล์กที่ชวนคนจากหลากหลายวงการมาจับเข่าคุยกัน ส่วน HORIZONS ก็เป็นกิจกรรมออนไลน์ที่จัดยิงยาวตลอด 24 ชั่วโมงให้เราเดินทางทั่วโลก โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านศิลปะ ธุรกิจ เทคโนโลยี สุขภาพ ฯลฯ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเยี่ยมชมสตูดิโออย่างใกล้ชิด เดินชมเมืองกับศิลปิน จนถึงการทำสมาธิ ไม่น่าเชื่อว่าเทคโนโลยีกับศิลปะจะเชื่อมโลกให้ใกล้ขึ้น นี่แหละงานศิลปะแห่งอนาคต!

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

สพล วงศ์อิศเรศ

อินทีเรียชาวไทย เสื่อผืนหมอนใบมาทำงานที่สิงค์โปร์ จนตอนนี้เหลือแต่เสื่อ หมอนหายไปแล้ว, ฟูลไทม์ดีไซเนอร์ พาร์ตไทม์ตากล้อง นักดนตรี เชฟ บาริสต้า คนเก็บแผ่นเสียง และไทยปาร์ตี้สิงคโปร์ ออแกไนเซอร์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

‘บันจี้จัมพ์’ (Bungee Jump) กีฬาเอ็กซ์ตรีมชื่อก้องโลกที่เชื่อกันว่าเริ่มเล่นครั้งแรกในประเทศนิวซีแลนด์นั้น ความจริงแล้วกีฬาชนิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพิธีนาโกล (Nagol) บนเกาะเพนเทอคอสต์ (Pentecost) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ต่างหาก

นาโกลของจริงเด็ดสะระตี่กว่าบันจี้จัมพ์มากมายหลายเท่า และผู้เล่นไม่ได้อาศัยเพียงความกล้า แต่ต้องมีศรัทธาอย่างเต็มหัวใจ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เช้าตรู่วันเสาร์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เครื่องบินเล็กขนาด 10 ที่นั่ง ติดเครื่องกระหึ่มก่อนทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมพาผู้โดยสารทั้งสิบชีวิตออกเดินทางจากพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของวานูอาตู สู่เกาะเพนเทอคอสต์ โดยมีผมเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียว

วานูอาตู ประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ 87 เกาะที่เรียงรายดูคล้ายตัวอักษร Y บนมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ การเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษเพราะเครื่องบินต้องบินต่ำใต้เมฆ ทำให้เราได้ทักทายเกาะต่างๆ ไปเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่บิน น้ำทะเลเป็นสีครามสวยสดใสหลากหลายเฉดในวันอากาศดี และถ้าเราโชคดีพอ เราอาจมองลงไปเห็นฝูงวาฬพันธุ์หายากว่ายโชว์อยู่เบื้องล่าง

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เพียง 1 ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินลำจิ๋วก็เริ่มลดระดับเพดานบินลงสู่เกาะเพนเทอคอสต์ที่เขียวชอุ่มและแน่นทึบไปด้วยป่ารกชัฏเบื้องล่าง มีเพียงลานหญ้าที่ไถโล่งไว้เป็นรันเวย์สำหรับให้เครื่องบินลงจอด

ที่สนามบินลานอรอร์ (Lanoror) ชาวเกาะมารอดูเครื่องบินขึ้นลงกันมากมาย ผู้คนดูตื่นเต้นที่วันนี้มีแขกจากทั่วทุกมุมโลกแห่แหนกันมาเยือนเกาะสวยของพวกเขา ถึงกับมีวงดนตรีเล็กๆ เล่นกีตาร์ เคาะจังหวะ และร้องเพลงพื้นเมืองรอต้อนรับพวกเราอยู่ด้วย

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

ก่อนจะชมพิธีนาโกล ผมว่าเรามารู้จักที่มาของนาโกลกันก่อนนะครับ ตำนานของนาโกลนั้นมีอยู่ 2 เรื่องที่เล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

ตำนานแรกกล่าวถึงสาวน้อยนางหนึ่งเป็นสตรีโชคร้ายเพราะได้แต่งงานกับสามีที่มักมากในกามกิจ ไม่ว่านางจะสนองเขาอย่างไรก็ไม่สามารถถมความต้องการของเขาได้เสียที นางเลยคิดว่าอย่าทนเลยผัวแบบนี้ ชิ่งหนีดีกว่า

วันร้ายคืนร้ายนางจึงวิ่งหนีสามีออกจากบ้านเข้าป่าใหญ่ โดยมีสามีไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด นางเห็นต้นไทรใหญ่อยู่เบื้องหน้าจึงรีบปีนป่ายขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่สามีจอมหื่นก็ไม่คิดที่จะลดละและยังปีนไล่ตามต่อไปเรื่อยๆ จนนางปีนขึ้นมาถึงยอดไทร ละลนละลานหนีไปจนสุดปลายกิ่ง และแล้วเขาก็ตามมาจนเกือบจะทัน

‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า… หนีไม่รอดแน่นังหนู’ เขาคิด

นางเหลือบไปเห็นเถาวัลย์ที่ห้อยอยู่บนนั้นจึงรีบคว้ามาผูกที่ข้อเท้า และในเสี้ยววินาทีที่เขาเกือบจะคว้าตัวนางไว้ได้ นางก็รีบชิงกระโดดหนี พร้อมกับที่สามีกระโดดตาม

‘ตุ้บ’ เสียงร่างของสามีร่วงหล่นแหลกเหลวเละอยู่บนพื้นดิน ขณะที่นางรอดตายได้ด้วยเถาวัลย์เส้นนั้นที่เกี่ยวกระตุกร่างให้กระดอนขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย

ผู้ชายชาวเกาะเพนเทอคอสต์จึงดำริว่าเหตุการณ์นี้มันแสบสันยิ่งนัก พวกเราจงมาโดดด้วยการเอาเถาวัลย์ผูกข้อเท้าไว้เพื่อเตือนลูกหลานเพศชายทั้งหลายไว้ว่าอย่าปล่อยให้เพศหญิงหลอกลวงพวกเราจนถึงแก่ชีวิตอีกต่อไป

นั่นเป็นที่มาของพิธีนาโกลตามตำนานที่ 1

ส่วนตำนานที่ 2 นั้นกล่าวว่าในช่วงเวลาที่จะมีพิธีนาโกลเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเก็บเกี่ยว ‘แยม’ (Yam) พืชมีหัวคล้ายเผือก แยมจัดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักของชาววานูอาตู และในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวแยมครั้งแรกพร้อมๆ กับการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกแยมครั้งที่ 2 ของปี

เพื่อเป็นการแสดงคารวะต่อผืนดินและขอพรให้การเพาะปลูกครั้งที่ 2 ได้ผลสำเร็จดีกว่าครั้งแรก ชาวเผ่าจึงดำริให้มีพิธีนาโกลขึ้นเพื่อแสดงความคารวะต่อผืนดินดังกล่าว

ไม่ว่าตำนานจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมทึ่งมากที่สุดคือเรื่อง ‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’

เดือนเมษายนที่จัดพิธีนาโกลเป็นช่วงฤดูฝนชุก ดังนั้น หอโดดที่สร้างขึ้นด้วยไม้จึงไม่เปราะร้าว ผู้โดดสามารถปีนขึ้นไปยืนเตรียมกระโดดได้ย่างสบายใจ ส่วนเถาวัลย์ ผู้โดดแต่ละคนต้องเข้าป่าไปเลือกขนาดตามความสูงและน้ำหนักตัวของตน และไปตัดกลับมาใช้ในพิธีนาโกลด้วยตัวเอง เมื่อเป็นช่วงฤดูฝน เถาวัลย์ก็จะอยู่ในสภาพอุ้มน้ำ มีความเหนียวหนืดกำลังดี ไม่เปราะแตกง่ายเช่นกัน

ที่สำคัญคือ พื้นดินบริเวณที่จัดพิธีนั้นก็จะอยู่ในสภาพกึ่งดินกึ่งโคลน มีความหยุ่นและนุ่ม ไม่ใช่ดินแห้งแตกระแหงแบบหน้าร้อน หากจะมีความผิดพลาดจากการโดดบ้าง ผู้โดดก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บมาก

ผมว่าพิธีนี้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ทำให้ไม่เคยมีผู้ใดเสียชีวิตจากพิธีนี้เลย แม้จะโดดกันมานานเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม

ปะรำโดดบนหอนั้นจะมีหลายระดับความสูงตั้งแต่ไม่กี่เมตรเหนือพื้นดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงลิบไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ผู้โดดจะเป็นเพียงผู้ชายที่ผ่านการขลิบอวัยวะเพศมาแล้วเท่านั้น คือต้องมีอายุประมาณ 8 – 10 ปี ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนหัวหน้าเผ่าซึ่งมักเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด ผู้ที่อายุน้อยก็โดดในระดับใกล้พื้น ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดก็โดดจากยอด และการโดดก็จะเริ่มจากผู้น้อยก่อน

 

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อไปถึง ผมพบชาวเกาะจำนวนมากทั้งหญิงและชายในชุดพื้นเมืองยืนกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ผู้ชายจะถือพลองที่ทำจากไม้ ส่วนผู้หญิงจะถือพู่ที่ทำจากใบไม้ ผู้ชายอยู่ทางขวา ผู้หญิงอยู่ทางซ้าย มีหอโดดเป็นเส้นแบ่งชายหญิงออกจากกัน ทั้งชายและหญิงจะพากันร้อง เต้น และเดินไปมาตามจังหวะกันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสียงก้องกระหึ่ม

ผมไม่แน่ใจว่าความหมายของเพลงคืออะไร แต่ผมรู้สึกว่าเป็นการส่งพลังใจให้ผู้โดดที่ดีเยี่ยม พิธีนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าที่ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะผู้โดดเท่านั้น เพราะการเต้นและร้องเพลงพื้นเมืองเช่นนี้มีขึ้นนับเป็นชั่วโมงๆ ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบพิธี

คนแรกที่โดดเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ โดยพ่อเป็นผู้รัดเถาวัลย์ที่ข้อเท้าให้แน่น แล้วดูลูกชายโดดลงมาท่ามกลางความหวาดเสียวมากๆ ของผู้ดู เพราะเถาวัลย์จะกระตุกในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนหัวถึงพื้นจริงๆ

สำหรับผู้ใหญ่จะปีนขึ้นไปโดดด้วยตัวเอง โดยบนปะรำจะมีเพื่อนชาวเผ่าอีก 2 – 3 คนคอยช่วยนำเถาวัลย์มารัดที่ข้อเท้าให้เรียบร้อย จากนั้นผู้โดดจึงเดินมาปลายสุดของปะรำ ในมือจะถือช่อดอกไม้และหญ้าแห้งพร้อมโยกตัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัว โปรยดอกไม้ แล้วโดดลงมา

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

การโดดเป็นการโดดแบบทิ้งดิ่งเลยนะครับ ทิ้งตัวปักหัวลงมาเลย เล่นเอาคุณป้าฝรั่งเศสกรีดร้องออกมาแทบจะทุกครั้งที่มีการกระโดด บางครั้งคุณป้าถึงกับเรียกหาพระเจ้า หรือ Mon Dieu กันให้วุ่น

ขอสารภาพว่าผมแอบลุ้นจนกำมือแน่นไปหลายครั้ง ยิ่งการกระโดดเขยิบสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ความตื่นเต้นก็ทวีคูณขึ้นไปเท่านั้น เวลาเถาวัลย์กระตุกในวินาทีสุดท้ายเป็นสิ่งที่ลุ้นมากที่สุด ผมเห็นผู้โดดกางมือออกตะปบพื้นดินในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนเถาวัลย์จะดีดร่างของพวกเขาขึ้นจากพื้นดินและความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร

หลังเวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง มีผู้โดดหอหลายสิบคน คนสุดท้ายคือท่านผู้อาวุโสสูงสุดของเผ่าที่โดดจากยอดหอลงมาอยางสวยงาม พร้อมกันนั้น การเต้นและร้องเพลงท้องถิ่นของกองเชียร์ชายหญิงด้านล่างก็จบลงด้วย

นาโกลคือพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเผ่าอนุญาตให้เราเข้าไปร่วมชมได้ แต่เราต้องประพฤติอย่างผู้ที่มาชื่นชมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา คือดูด้วยความเคารพ สงบ และไม่เพ่นพ่านวุ่นวาย แม้แต่จะเข้าใกล้หอโดด ผมยังได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในวันนั้นผมคิดว่านักท่องเที่ยวปฏิบัติตัวได้ดีมาก เพราะเสียงที่ได้ยินตลอดพิธีคือเสียงเพลงพื้นเมืองที่ชาวเกาะร้องเท่านั้น ไม่มีเสียงโห่ฮาเป่าปากใดๆ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อพิธีโดดในวันเสาร์นี้เสร็จสิ้นลง หอไม้ทั้งหอจะถูกคลุมด้วยใบตองเพื่อรักษาความชุ่มน้ำไว้ในเนื้อไม้ และจะเลิกใบตองที่คลุมอยู่อีกทีเมื่อถึงเวลาโดดในเสาร์ต่อไป เมื่อครบกำหนดการโดด 5 – 6 สัปดาห์ติดกันแล้ว ชาวเกาะก็จะรื้อหอโดดลง และจะสร้างใหม่อีกทีเมื่อถึงพิธีนาโกลปีหน้า

ภาพของชายชาวพื้นเมืองหลากวัยหลากรุ่นที่ค่อย ๆ ปีนขึ้นหอโดดด้วยอาการมุ่งมั่น ก่อนยืดอกตั้งตัวตรง และพุ่งหัวเหินทิ้งดิ่งไปลงมาแบบไม่กลัวเกรงอะไรทั้งสิ้นยังติดอยู่ในความทรงจำของผม ที่เท้าของพวกเขามีเพียงเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัดเอาไว้เท่านั้น

พวกเขาทำได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ศรัทธาที่แรงกล้าต่อพิธีนาโกลอันน่าทึ่งนี้

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load