เมื่อคิดถึงการเดินทาง ก็ต้องออกเดินทาง มันง่ายอย่างนั้นเลย, ปีนี้เราให้ของขวัญปีใหม่กับตัวเองด้วยการปักหมุดหมายแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง กะว่าจะตีตั๋วเดินทัวร์ Singapore Art Week 2022 ให้หนำใจ คนชอบศิลปะเหมือนเราคงเคยได้ยินงานนี้มาบ้าง หรืออาจจะเคยมาเยี่ยมเยียน แต่ถ้าเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรก เราขออาสาเป็นไกด์ ชวนทำความรู้จักงานนี้ด้วยกัน

ก่อนสาวเท้าเดินสำรวจรอบเกาะ มารู้จักเจ้าสัปดาห์ศิลปะกัน Singapore Art Week 2022 เกิดจากความร่วมมือของ National Arts Council และ Singapore Tourism Board ที่จับมือกันสนับสนุนชุมชนศิลปะ เพื่อให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีจุดหมายปลายทางเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แบ่งปันและเติมเต็มความสนใจ แถมเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ศิลปินในประเทศสิงคโปร์ ศิลปินจากต่างประเทศ จนถึงนักเรียนจากสถาบันศิลปะ เป็นการร่วมแรง-ร่วมใจกันที่น่ารักดี ดูเป็นงานที่เต็มเปี่ยมด้วยความภูมิใจ

งานครั้งนี้เขาจัดกัน 10 วันรวด เรามาตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม มีให้เพลิดเพลินจนถึง 23 มกราคมนู่นเลย ส่วนธีมงานรอบนี้ฟังดูน่าสนุก ‘Art Takes Over’ บอกเป็นนัยว่า ศิลปะได้ยึดเกาะนี้ไปแล้ว! นำเสนอรูปแบบศิลปะที่หลากหลาย มีการเชื่อมต่อกันระหว่างศิลปินสมัยใหม่กับศิลปินร่วมสมัย และ Singapore Art Week 2022 กำลังชี้ให้เราเห็นว่า ความเป็นไปได้ทางศิลปะมันไม่มีที่สิ้นสุดนะ 

เช่น การใช้เทคโนโลยีมาจับคู่กับงานศิลปะ แล้วสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ออกมา ที่น่าสนใจคือศิลปะไม่ได้ครองแค่เกาะสิงคโปร์ แต่ยังโลดแล่นข้ามทวีป รวมศิลปินจากหลายประเทศทั่วโลกกว่า 3 ไทม์โซน มาจัดกิจกรรมในหลายหัวข้อ เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 24 ชั่วโมง และได้รับความร่วมมือจากศิลปิน ครีเอทีฟ ภัณฑารักษ์ และพันธมิตร รวมแล้วกว่า 600 รายจากหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ กรุงเทพฯ จีน ออสเตรเลีย ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยการนำเสนอโครงการใหม่ที่น่าสนใจในสิงคโปร์อีก 35 โครงการ

ขนาดยังไม่เดินทัวร์ก็สัมผัสได้ถึงประสบการณ์ใหม่ที่จะได้รับ เพราะมีโปรแกรมเอาใจคอศิลปะมากกว่า 100 โปรแกรม ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ (ประสบการณ์เสมือน) อยู่ ๆ ก็มีความคิดแวบเข้ามาให้หัวว่า ‘ศิลปะไร้พรมแดน’ ถึงตัวไม่มาก็เอนจอยกับศิลปะได้ทุกที่จากทั่วทุกมุมโลก จากวลีที่เคยมีคนพูดว่า ‘ศิลปะเป็นเรื่องไกลตัว’ แต่ Singapore Art Week 2022 ทำให้เราคิดเห็นตรงข้าม

เดินเที่ยว Singapore Art Week 2022 งานที่สนับสนุนชุมชนศิลปะและทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว

จากที่รับบทนักเดินทางไปเดินเที่ยวรอบเกาะจนเหงื่อซก แต่ปาดเหงื่อด้วยความดีใจ ที่เห็นความคึกคักของผู้คนและงานศิลปะสุดบรรเจิด จนต้องขอหยิบยกอันที่ชอบมาแบ่งปันให้ฟัง อันแรกเราให้เป็นไฮท์ไลต์เลย นั่นก็คือ Light to Night 2022 ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 6 ด้วยคอนเซ็ปต์ New Ways of Seeing, Thinking and Being ตัวงานอยู่ในย่าน Civic District มาเดินตอนกลางคืนเหมาะมาก เพราะจุดเด่นของงานคือการฉาย Projector Mapping บนอาคาร National Gallery Singapore ที่ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของศาลฎีกา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญและมีบทบาทมากในประวัติศาสตร์สิงคโปร์ ส่วนปัจจุบันปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์สุดเก๋ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม 

แอบกระซิบว่าด้านบนของ National Gallery Singapore มีบาร์และร้านอาหาร ชื่อ Smoke & Mirrors และ Aura Sky Lounge วิวสวยและอาหารอร่อยจนต้องยกนิ้ว น้อยคนจะรู้ว่ามีสิ่งนี้ซ่อนอยู่ด้านบนพิพิธภัณฑ์ด้วย (ถือว่ากระซิบบอกแล้วนะ)

เดินเที่ยว Singapore Art Week 2022 งานที่สนับสนุนชุมชนศิลปะและทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว

ส่วนอีกอันที่คนไทยอย่างเรา ๆ พอจะคุ้นชื่ออยู่บ้าง คือ Hawker วัฒนธรรมการกินอันเป็นที่เลื่องชื่อของสิงคโปร์ จนถึงขนาดถูกเลือกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) จาก UNESCO เมื่อปี 2020 ส่วนภายในงานก็มีนิทรรศการศิลปะ Hawker!Hawker! ชวนให้เราแวะชมและตั้งคำถามไปพร้อมกับเหล่าศิลปิน ความน่าสนใจคือ งานจัดในย่าน Lau Pa Sat ตลาดสดแห่งแรกของสิงคโปร์ที่แปลงโฉมเป็นศูนย์อาหาร Hawker ซึ่งนิทรรศการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Yen Phang ศิลปินชาวสิงคโปร์ และ Oh Yam Chew ศิลปินชาวนิวยอร์ก เขาทั้งคู่รับบทเป็นภัณฑารักษ์ ชวนทั้งศิลปิน นักเขียน รวมทั้งสิ้น 13 คน มาล้อมวงสนทนาและตีความถึงอนาคตของวัฒนธรรมการกินแบบ Hawker ผ่านวัฒนธรรมการกินจุแบบเกาหลี (Mukbang) บทสนทนาระหว่างดื่ม Kopi ฯลฯ มีการนำเสนอผลงานผ่านรูปแบบศิลปะติดตั้ง ประติมากรรม ภาพถ่าย การแสดง งานเขียน และ Digital Art 

เดินเที่ยว Singapore Art Week 2022 งานที่สนับสนุนชุมชนศิลปะและทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว

จากศิลปินทั้งหมดใน Hawker!Hawker! เราถูกใจงานประติมากรรม PEGS ของ Cynthia Delaney Suwito ศิลปินชาวอินโดนีเซียที่สงสัยใคร่รู้กับเรื่องราวรอบตัวในชีวิตประจำวัน เธอเป็นที่รู้จักจากการแสดงนั่งถักนิตติ้งจากเส้นบะหมี่เมื่อปี 2014 และการสร้างประติมากรรมชิ้นนี้ เธอเลือกหยิบตัวหนีบผ้าพลาสติกสีสันสดใสที่ถูกใช้สารพัดประโยชน์ตามร้านรวงในศูนย์อาหาร Hawker มาเป็นสารตั้งต้น และสำรวจสิ่งรอบตัวภายในบ้านมาสร้างตัวหนีบผ้าที่ว่า ทั้งไส้ปืนกาวสีใสที่ถูกเชื่อมจนกลายเป็นตัวหนีบผ้าสีขาว กระดาษแข็ง กาว และยางรัดแกง เธอก็แปลงมันให้กลายเป็นตัวหนีบผ้า จนถึงเย็บผ้าสักหลาดยัดไส้นุ่ม ๆ ให้เป็นตัวหนีบผ้าอันป้อม

เดินเที่ยว Singapore Art Week 2022 งานที่สนับสนุนชุมชนศิลปะและทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว
ภาพ : Cynthia Delaney Suwito

นอกจากกิจกรรมและนิทรรศการสนุก ๆ ที่เราเอามาเล่าสู่กันฟังเพื่อกระตุ้นต่อมนักเดินทางสายศิลปะ ยังมีงานแสดงและกิจกรรมอีกเพียบ ใน 3 ย่านหลักของ Singapore Art Week 2022 ได้แก่ Bras Basah.Bugis & Civic District และ Little India

นิทรรศการ A N T I N O D E S จัดที่ Tanjong Pagar Distripark

ถ้าพร้อมแล้วเราขอเริ่มที่ย่าน Bras Basah.Bugis & Civic District ย่านที่เยือนแล้วตลบอบอวลด้วยกลิ่นอายของชาติยุโรป สอดส่ายตาก็เห็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลทั่วย่าน ยิ่งซุ้มโค้งแบบโรมันนี่ใช่เลย! ที่สำคัญอุดมไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ทั้ง National Museum (พิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดของสิงคโปร์ อายุ 173 ปี) Singapore Art Museum และ National Gallery Singapore 

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก
ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

นิทรรศการ REFUSE จัดที่ Singapore Art Museum

เราเข้า-ออกพิพิภัณฑ์ พร้อมชมงานศิลปะจนเอมใจ ก็แวบไปต่อที่ Basheer Graphic Books ตั้งอยู่ใน Bras Basah Complex เป็นแหล่งรวมนิตยสารและหนังสือเกี่ยวกับงานออกแบบทุกแขนง เรายกให้เป็นขุมทรัพย์ของคนรักงานดีไซน์บนเกาะสิงคโปร์เลย ปัจจุบันเจ้าของร้านรับช่วงต่อกิจการมาจากคุณพ่ออีกที นับนิ้วรวมความเจ๋งก็เปิดมา 27 ปีแล้ว ถ้าใครมาตามรอยร้านหนังสือช่วงนี้ ในร้านเขามีนิทรรศการศิลปะด้วยนะ เป็นส่วนหนึ่งของ SAW 2022 นี่แหละ ชื่อนิทรรศการ DIASPORA เป็นการสำรวจเส้นแบ่งระหว่างความเป็นสาธารณะกับความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ปัญหาส่วนตัว ฯลฯ ของศิลปิน ผ่านลายเส้นแบบ Comic งานเท่ดี

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

ขยับแข้งขยับขา มาท่องเที่ยวสิงคโปร์ในมุมมองใหม่ ๆ ฉบับ SingapoReimagine กันต่อที่ย่าน Little India ย่านวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เดิมทีย่านนี้เคยเป็นสนามแข่งม้า ชาวยุโรปนิยมมาก เลยเกิดการจ้างงานชาวอินเดียจำนวนมากที่อพยพเข้ามาอยู่ในสิงคโปร์ จนกาลเวลาล่วงผ่านเริ่มมีวัดฮินดู มีมัสยิด จนกลายเป็นย่านเล็ก ๆ ของชาวอินเดียจวบจนทุกวันนี้ 

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

มา Little India ทั้งที นอกจากจะเสพวัฒนธรรมแล้ว ก็ขอชวนเสพงานศิลป์ให้สมกับที่ศิลปะเข้ามายึดเกาะตลอดสัปดาห์ มาเดินเพลิน ๆ กินบรรยากาศ กับ ARTWALK 2022 ปีนี้มาในธีม Looking Back, Going Forward ที่ฉลองการมีอยู่ของศิลปะ ชวนนักเดินเท้าและคนรักศิลปะเรียนรู้เรื่องราวของย่านผ่านศิลปะบนกำแพง คลอเสียงเพลง ชมการแสดง บรรยากาศอย่างกับดินแดนภารตะ ความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่บนเกาะสิงคโปร์เลยสักนิด ตอนนี้ขาดแค่ชุดสาหรี่สีสันสดใสเท่านั้น (ใครจะมา พกมาด้วยนะ เพิ่มความอิน) 

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

ถ้านั่งอ่าน นอนอ่าน เนื้อความชวนเที่ยวแล้วรู้สึกว่าตัวอยู่ไกล แต่ใจอยากมา เรามีอีกทางเลือกในการเที่ยว Singapore Art Week 2022 ที่ทำให้รู้สึกว่าศิลปะอยู่ใกล้ตัวจัง ด้วยโปรแกรมกิจกรรม Virtual เหมาะกับสถานการณ์โลกและโรคในช่วงนี้มาก แถมยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่ทันยุค ทันสมัย และเป็นการเชื่อมโยงชุมชนศิลปะจากเกาะสิงคโปร์กับนานาประเทศทั่วโลกด้วย

การท่องเที่ยวเสมือนจริงมีให้เราสัมผัสผ่านการดู การอ่าน การสร้างสรรค์ และเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา มีให้เลือกสนุกทั้ง Virtual Exhibitions, Live Events และ Dialogues ที่น่าจับตามองคือ SAW Dialogues 2022 กิจกรรมทอล์กที่ชวนคนจากหลากหลายวงการมาจับเข่าคุยกัน ส่วน HORIZONS ก็เป็นกิจกรรมออนไลน์ที่จัดยิงยาวตลอด 24 ชั่วโมงให้เราเดินทางทั่วโลก โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านศิลปะ ธุรกิจ เทคโนโลยี สุขภาพ ฯลฯ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเยี่ยมชมสตูดิโออย่างใกล้ชิด เดินชมเมืองกับศิลปิน จนถึงการทำสมาธิ ไม่น่าเชื่อว่าเทคโนโลยีกับศิลปะจะเชื่อมโลกให้ใกล้ขึ้น นี่แหละงานศิลปะแห่งอนาคต!

ตีตั๋วเที่ยวรอบเกาะสิงคโปร์ที่ถูกยึดครองด้วยงานศิลปะตลอดสัปดาห์ มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กชอป เดินทัวร์ ยันเสวนาข้ามโลก

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

สพล วงศ์อิศเรศ

อินทีเรียชาวไทย เสื่อผืนหมอนใบมาทำงานที่สิงค์โปร์ จนตอนนี้เหลือแต่เสื่อ หมอนหายไปแล้ว, ฟูลไทม์ดีไซเนอร์ พาร์ตไทม์ตากล้อง นักดนตรี เชฟ บาริสต้า คนเก็บแผ่นเสียง และไทยปาร์ตี้สิงคโปร์ ออแกไนเซอร์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
385

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้ไม่มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ แต่เป็นค่าแรงในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load