อักษรสเตนเลสที่ทอดยาวอยู่เหนือหัวของผมอ่านว่า ‘สิงห์ชัย’

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่สร้างรอยยิ้มให้แก่ชุมชนบ้านป่าเห็ว ตำบลอุโมงค์ มายาวนานกว่า 60 ปีตั้งแต่ถนนยังเป็นลูกรัง หญ้ารกสูงถึงหัว จนตอนนี้เป็นย่านชุมชนร้านค้าและที่อยู่อาศัยน่ารักๆ ที่ทุกคนพึ่งพาอาศัยกัน รวมถึงร้านแห่งนี้ด้วยที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกความน่ารักในย่านนี้

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่เอาใจใส่ แนะนำอย่างจริงใจ และไม่ขายสินค้าซ้ำชุมชน

เป็นสถานที่ที่ผมเคยกระโดดโลดเต้นเล่นบนลังนมสูง 30 ชั้นในโกดังเก็บของ เดินเขี่ยลำไยที่ตกเกลื่อนกลาดอยู่หลังบ้าน ที่ที่มีไอศกรีมกินทุกวัน มีขนมเกือบทุกยี่ห้อที่อยากกิน ที่ที่ผมยืนขายของหลังจากกลับจากโรงเรียนกับปะป๊า หม่าม้า อากง อาม่า และอาเฮีย ผลัดกันกินข้าว ผลัดกันเฝ้าร้าน เป็นที่รองรับร่างอวบอ้วนนี้ให้มีที่ซุกกายซุกใจ

แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ ที่ร้านจะดำรงอยู่มานานขนาดนี้ การทำธุรกิจด้วยความหวังดีและเอาใจใส่ ทำไมถึงไม่ยอมขายของซ้ำๆ กับใคร ความลับที่ว่าขายของยังไง ทำไมคนถึงพูดกันว่า หาอะไรไม่เจอให้มาร้านสิงห์ชัย

วันนี้ลูกชายคนเล็กของตระกูลอย่างผมได้มีโอกาสประกอบจิ๊กซอว์เรื่องราวความเป็นมาของร้าน

ผมกำลังนั่งคุยกับ เจ๊เกด-เกษรา สุโภไควณิช หญิงแกร่งผู้อ่อนโยนประจำตำบลอุโมงค์ หรือสมัยนี้อาจจะเรียกได้ว่าเน็ตไอดอลของตำบล ผู้ครอบครองสถานะ เจ๊ ป้า น้อง พี่ หม่วย (แปลว่าน้องสาวในภาษาจีนแต้จิ๋ว) ย่า ยาย อาม่า และสถานะที่ผมเรียกเขา ‘หม่าม้า’

หม่าม้ากำลังจะพาผมย้อนกลับไป 60 กว่าปีที่แล้วก่อนจะมาเป็นสิงห์ชัย

ภาพค่อยเฟดเป็นสีซีเปีย 

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่เอาใจใส่ แนะนำอย่างจริงใจ และไม่ขายสินค้าซ้ำชุมชน

หมายเหตุ : บทสนทนาส่วนใหญ่เป็นภาษาเหนือ จึงขออนุญาตแปลเป็นภาษากลาง

พ.ศ. 2499 อากงครองตลาด

ฝุ่นตลบอบอวลหลังการแล่นผ่านของยานพาหนะ พ่อของอากง (ผมเรียกว่า เหล่ากง) ตื่นแต่เช้ามืดเตรียมตัวไปขายของที่ตลาดโต้รุ่งบ้านป่าเห็ว ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เหล่ากงเป็นชาวจีนที่ตัดสินใจอพยพเข้ามาตั้งรกรากมีลูกมีหลานอยู่แถวนี้ ลูกชายของเขาคนหนึ่งชื่อว่า ไช้ มีความทะเยอทะยานในการขายของมากกว่าการไปโรงเรียน เพราะอยู่กับเหล่ากงเหล่าม่าเป็นประจำ 

เขาพยายามเสาะแสวงหาของมาขายทุกรูปแบบเท่าที่จะหามาได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ของที่อยู่ในหมวดเดียวกันก็ตาม เช่น ปุ๋ย สีทาบ้าน ไอศกรีม กล่องดินสอ ยา สายไฟ อาหารสัตว์ เหล็กรูปพรรณ เป็นต้น ถ้าสมัยนั้นมีการ์ตูน โดราเอมอน ร้านก็คงถูกเรียกว่าร้านโดราเอมอนเป็นแน่แท้ เหล่ากงเห็นถึงจิตวิญญาณพ่อค้าของอากง จึงเลื่อนขั้นให้เป็นผู้สืบทอดกิจการ

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่เอาใจใส่ แนะนำอย่างจริงใจ และไม่ขายสินค้าซ้ำชุมชน

ใน พ.ศ. 2499 อากงแต่งงานกับ อาม่าสุพร พาร์ตเนอร์คนสำคัญ มีลูกด้วยกัน 4 คน นั้นคือ อาอี๊น้อย หม่าม้า อากู๋ตี้ และอากู๋น้อง

อากงซื้อที่ดินบริเวณใกล้ตลาดสร้างเป็นร้านขายของและบ้านของตัวเอง เป็นบ้านแถวไม้หน้ากว้างประมาณ 10 เมตร กิจการดำเนินไปในรูปแบบโชห่วย ให้ลองนึกภาพตามว่าหน้าร้านมีตู้กระจกยาวๆ กั้นอยู่ มีสินค้ามากมายละลานตาเป็นแบกกราวนด์ ลูกค้าจะเดินเข้ามาเอาแขนเท้าบนตู้กระจกแล้วพูดว่า 

“เฮีย ขอสายยางสักสองเมตร” แล้วอากง อาม่า หรือใครก็ตามที่เฝ้าหน้าร้านอยู่ในขณะนั้น จะเดินเข้าไปในร้านหยิบสายยางม้วนใหญ่ๆ มาตัด 2 เมตร ลูกค้าจ่ายเงิน จบ 

“เจ๊ เอาแฟ้บถุงหนึ่ง” อาม่าก็เดินเข้าไปหยิบออกมาให้ ลูกค้าจ่ายเงิน จบ ประมาณนั้น นี่คือโชห่วย

‘สิงห์ชัย’ ซูเปอร์สโตร์ในลำพูนที่เอาใจใส่ แนะนำอย่างจริงใจ และไม่ขายสินค้าซ้ำชุมชน

ใช่แล้ว ฉันทำอาชีพค้าขาย

ณ เวลานั้น ไม่แน่ใจว่าคนแถวนั้นเรียกชื่อร้านว่าอะไร เพราะตอนนั้นยังไม่มีชื่อ ไม่นานอากงรู้สึกว่าเราควรทำป้ายร้านได้แล้ว จึงใช้ชื่อไทยและจีนของตัวเองเป็นชื่อร้าน ด้านบนคือ ‘สิงห์ชัย’ มีภาษาจีนอยู่ด้านล่าง อ่านว่า ‘ลิ้ม ย่ง ไช้’ สลักเป็นตัวหนังสือสีทองบนป้ายอะคริลิกสีแดง เข้ากับอุปนิสัยหนักแน่น ใจนักเลงของอากงเป็นอย่างยิ่ง 

พอพูดถึงความใจนักเลงของอากง ผมก็พอจินตนาการถึงความดุดันของอากงในสมัยก่อนได้ สมัยนั้นอาชีพค้าขายค่อนข้างไม่เข้าตาใครในสังคม บางทีก็ถูกโจมตีด้วยหางตาให้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวบ้าง การกรอกอาชีพพ่อแม่ในข้อมูลส่วนตัวของโรงเรียนว่า ค้าขาย เพื่อนก็ดูแคลนจนบางทีหม่าม้าก็แอบน้อยใจโชคชะตาบ้าง 

นั่นอาจเป็นที่มาของความแข็งแกร่งที่อากงต้องมีและแสดงออกมา เหนือแววตาดูแคลนทั้งหลาย แต่หม่าม้าก็พูดสวนขึ้นมาว่า “ถึงอย่างงั้น อากงแกใจดี ใจกว้างนะ” 

หม่าม้าเล่าให้ฟังต่อว่า อากงเป็นคนแรกของตำบลที่ซื้อโทรทัศน์ แต่ไม่ได้เอามาดูเองอย่างเดียว พอหลังปิดร้านแกจะเข็นโทรทัศน์เครื่องนี้มาที่หน้าบ้าน แบ่งให้ลูกค้าดูก่อนกลับบ้าน ถ้าผมอยู่ตรงนั้น คงมีภาพผมกับเด็กๆ แถวบ้านเชียร์ไอ้มดแดงสู้กับวายร้ายช็อกเกอร์ สู้ต่อไปทาเคชิ! 

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

ผ่านไปราว 20 ปี ลูกทั้ง 4 ของอากงก็เติบโตขึ้นจนเบียดเสียดอยู่ในบ้านไม้ชั้นเดียวนี้ไม่ได้อีก ใน พ.ศ. 2522 อากงซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ และพร้อมจะโยกย้ายกิจการเข้าไปในนั้น ด้วยความที่ที่ดินค่อนข้างกว้าง อากงจึงแบ่งพื้นที่ให้ญาติพี่น้องเข้ามาอยู่ด้วย ส่วนหนึ่งทำสวนลำไยควบคู่กับร้านขายของ หลังบ้านพอมีที่ว่างเหลือก็สร้างเป็นโกดังเก็บปุ๋ย เก็บถั่ว เก็บทุกอย่างที่จะขาย และดำเนินกิจการต่อไปอย่างเมามัน 

ลูกๆ ทั้ง 4 ก็ถึงเวลาแยกย้ายกันไปทำงานที่ตนนั้นเรียนมา รวมถึงหม่าม้าที่กลายไปเป็นสาวบัญชีสุดฮอตประจำธนาคารสีฟ้า พร้อมกับความฝันที่อยากจะเป็นผู้จัดการสุดคูล ส่วนที่ร้านมีอากู๋คนเล็กคอยช่วยอากงดูแลร้านต่อ

กลายเป็น ‘เจ๊’

หม่าม้าในวัย 27 ปี ได้แต่งงานกับปะป๊าผู้เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและผู้จัดการสายโหด มีลูกด้วยกัน 2 คน นั่นคือ อาเฮีย (พี่ชาย) และผมเอง หม่าม้าบอก

“ม้าก็ลาออกเลย” 

ผมถามกลับไปถึงเหตุผล หม่าม้าเอื้อมมือมาจับไหล่ผมแล้วบอกว่า 

“สงสารลูกๆ ไม่มีคนอยู่ด้วย” ดึงดราม่าเฉย 

อีก 2 ปีต่อมาปะป๊าก็ลาออกมาอยู่กับหม่าม้าที่ลำพูนด้วยเหตุผลเดียวกัน ตลอดเวลา 2 ปีที่หม่าม้ากลับมาอยู่ลำพูน แล้วปะป๊ายังทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ปะป๊าจะนั่งรถทัวร์มาหาทุกเย็นวันศุกร์ แล้วนั่งกลับไปทำงานในเช้าวันจันทร์ เป็นอีกหนึ่งความเท่ของปะป๊าที่น่าเอาเยี่ยงอย่างเหลือเกิน

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน
ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

ไม่นานหลังปะป๊าลาออกจากงาน ด้วยความเป็นพนักงานธนาคารของปะป๊าและหม่าม้า ผู้มองเห็นตัวเลขและพัฒนาการของร้าน จึงตัดสินใจผนึกกำลังกันสร้างฝันชิ้นใหม่ด้วยกัน นั่นก็คือ ซูเปอร์สโตร์! 

“แน่ใจหรอ จะทำได้หรอ” อากงถามกลับเพื่อความแน่ใจ 

“ถ้าไม่ให้ทำ จะกลับไปทำงานแบงก์ละนะ” หม่าม้ายื่นคำขาดแกมงอนใส่ จนอากงต้องยอมตอบตกลง พร้อมทิ้งท้ายเหมือนในหนังจีนว่า “ฝากร้านข้าด้วย” 

ไม่ใช่ๆ 

อากงบอกหม่าม้าว่า “จะขายอะไรก็ขายให้มันครบๆ ซื่อสัตย์ จริงใจ ยังไงก็ต้องมาก่อน”

หม่าม้ากับปะป๊าจึงเริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงร้าน เริ่มจากเปลี่ยนรูปแบบโชห่วยขายหน้าเคาน์เตอร์ไปเป็นแบบซูเปอร์มาเก็ตที่ให้คนเข้าไปเลือกซื้อของในร้านเอง ลดการขายส่งมาเน้นขายปลีก มีสินค้าหลากหลายมากขึ้น แยกกิจการขายเหล็กและอุปกรณ์ก่อสร้างให้อากู๋คนเล็ก ชวนอาเจ็ก ญาติฝั่งปะป๊า ให้มารับช่วงต่อกิจการขายยา

ปะป๊าเข้าไปรื้อของในโกดังใหม่ จัดระบบสต็อกใหม่ทั้งหมด จัดชั้นวางใหม่ปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ของใหม่ ออกมาคุยกับเซลล์เอง คุมลูกน้องเอง เป็นแคชเชียร์เอง ทำทุกอย่าง จากอาหมวยกระโปรงแดงตัวเล็กๆ ที่วิ่งไปวิ่งมาในร้าน ตอนนี้ใครๆ ก็เรียกเธอว่า ‘เจ๊’

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

มหาสมุทรต้องเป็นสีฟ้าสิ!

“ตอนแรกม้าตั้งคอนเซปต์ไว้ว่ายังไงกับร้านนี้” ผมถาม

“ก็ไม่มีเสียทีเดียว อย่างอากงว่า ขายให้มันครบๆ จริงใจ ซื่อสัตย์” หม่าม้าพูดอะไรเท่ๆ ไม่เก่ง

แต่ที่ว่าขายครบๆ ไม่ใช่จะขายทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้

“ครบในที่นี้คือชุมชนเรามีของขายครบ ไม่ใช่ว่าเราเห็นอะไรขายดีก็จะขายๆๆ ไปทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นม้าก็ขายก๋วยเตี๋ยว ขายอาหารตามสั่ง ขายน้ำเต้าหู้ ต้นทุนเราดีกว่า เราขายตัดราคาเขาเลยได้ แต่แบบนั้นเราจะอยู่กับคนอื่นได้ยังไง อย่างเรารู้ว่าที่ตลาดเขาขายผัก ขายเนื้อ ถ้าจะเราจะขายจริงๆ ก็ขายได้ มีเซลล์มาเสนอให้ขายเลยด้วยซ้ำ”

ผมนึกไม่ออกว่าถ้าเราตัดสินใจขายผัก ขายเนื้อ เวลาเราไปเดินตลาด คนจะมองเราอย่างไร

“ไม่รู้สิ เราถือว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน เป็นพี่ๆ น้องๆ มีอะไรก็ช่วยๆ กัน ลูกค้ามาถามหาของที่เราไม่ขาย เราก็แนะนำให้ไปร้านนั้นสิ ลองไปหาในตลาดหรือยัง หรือร้านโน้นอาจจะมี คนในตลาดเอง แม่ค้าก็แนะนำ ถ้าหาอะไรไม่เจอก็ไปร้านสิงห์ชัยสิ แบบนี้เราถึงจะอยู่กับชุมชนได้ เราเองอยากได้ของอะไร ก็จะนึกถึงร้านแถวๆ บ้านไว้ก่อน ไม่ใช่จะซื้ออะไรก็เข้าห้างอย่างเดียว”

เมื่อก่อนที่ร้านเคยขายเหล้า เบียร์ บุหรี่ จำได้ว่าตอนที่ผมยังเป็นอาตี๋หัวเกรียน กำลังอินกับวิชา สปช. หัวข้ออบายมุข เลิกเรียนกลับมาจึงพูดกับหม่าม้าแบบหน้าซื่อตาใสไปง่ายๆ ว่า “เหล้าไม่ดี แล้วเราจะขายทำไม”

ป๊ากับหม่าม้าเกาหัวพร้อมกัน ไม่รู้จะตอบไอ้ลูกชายคนนี้ยังไง

ต่อมาไม่นาน ขณะที่ผมยืนขายของให้ลูกค้าคนหนึ่งอยู่ “น้องเอาเบียร์ (สัตว์ใหญ่) ลังหนึ่ง”

ป๊าตะโกนสวนออกมาจากในร้านว่า “ไม่มี ไม่ขายแล้ว!” แล้วร้านเราก็เลิกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ตอนนั้น

พอถามว่าคนคิดยังไงกับร้านเรา ม้าตอบว่า

“เจ๊น่าฮักขนาด (แปลว่าเจ๊น่ารักมากในภาษาเหนือ)” 

เดี๋ยวๆ

หม่าม้าหัวเราะก่อนจะยอมรับตามตรงว่า ของบางอย่างร้านเราถูกกว่า ของบางอย่างแพงกว่า แต่ก็มั่นใจว่าลูกค้าจะนึกถึงเราเป็นร้านแรกๆ 

“เคยได้ยินเขาพูดเหมือนกัน ว่าเจ๊ใจดี เจ๊ชอบแจกของแถม ตอนเราทำอย่างนั้น เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก ก็แค่อยากลดให้ อยากแถมของให้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะผลตอบแทนมาดีขนาดนี้ ไม่ใช่เป็นเงินเป็นของอะไรนะ เป็นผลตอบแทนทางใจ ม้าไม่ชอบบรรยากาศ เออ เขาเรียกว่าไงนะ ไอ้มหาสมุทรอะไรสักอย่าง”

“Red Ocean (กลยุทธ์น่านน้ำสีแดง) เหรอ”

“นั่นแหละๆ ถ้าเราไม่ตะบี้ตะบันขายตัดราคากัน ห้ำหั่นกัน ทุกคน ทุกร้านก็อยู่ด้วยกันได้ เราจะอยู่ที่นี่ เราก็ต้องเคารพกัน”

นั่นคงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร้านเรายังอยู่ในชุมชนได้อย่างกลมกลืน

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

ปรับตัวพอเป็นพิธี

โลกการค้าสมัยใหม่เริ่มเข้าถึงชุมชน เขียงหมูกลายเป็นร้านขายเนื้อหมูในตู้เย็น มีห้องแอร์สบายๆ ในตลาดมีแต่ร้านขายสมาร์ทโฟน มีร้านกาแฟชิคๆ คูลๆ มีพี่มอเตอร์ไซค์ชุดเขียว ชุดชมพู วิ่งกันขวักไขว่

ตอนช่วงห้างมาเปิดใหม่ใกล้บ้าน มีร้านสะดวกซื้อเจ้าดังๆ มาเปิดแถวตลาดใกล้บ้าน 2 – 3 เจ้า 

“ทีแรกก็กังวลว่าเราจะขายไม่ได้แล้วรึเปล่า เลยพยายามหาของที่ในห้างไม่มีมาขายเพิ่มมาบ้างนิดหน่อย ช่วงแรกคนก็น้อยไปเหมือนกัน แต่สุดท้ายไปๆ มาๆ คนก็กลับมาซื้อร้านเราเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขนาดพนักงานในห้าง ในร้านสะดวกซื้อ ยังมาซื้อของบ้านเราเลย”

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

เพราะอะไร-ผมถาม

“อาจจะเพราะว่าเขาถามแคชเชียร์ในห้างไม่ได้ว่า ลูกเขาควรจะใช้ผ้าอ้อมเบอร์ไหนล่ะมั้ง

“พูดไม่ถูกเหมือนกันนะ เราสนิทกับลูกค้า คุยเล่นกับเขา จริงใจ ของเราก็ขายไม่แพง บางทีเรารู้จักเขา รู้จักลูกเขา เรารู้ว่าลูกเขาต้องกินนมแบบไหนถึงจะเหมาะ เราก็แนะนำเลย หรือบางทีเขาซื้อของที่ไม่จำเป็น เราจะแนะนำว่าเอาอีกตัวแทนไหม ถูกกว่า เอาไปลองใช้ดูก่อน ทำนองว่าเราอยากเอาใจเขา อยากให้รู้ว่าเราพึ่งพาได้นะ”

วันดีคืนดีมีชาวไทใหญ่พูดไทยไม่เก่งมาขอซื้อฮิลดูบอย หม่าม้าชี้ให้ไปซื้อร้านยา สุดท้ายเขาเดินกลับมาบอกว่า ฮิลดูบอยที่เป็นน้ำหวานสีแดงๆ

บางทีเป็นคนสติไม่ดีมาขอเงิน หม่าม้าก็ให้ แถมขนมปังให้ด้วย แต่บอกเขาว่าวันหลังต้องเอาเงินมาซื้อเอง แล้ววันต่อมาเขาเอามะม่วงมาแลกขนมปังแทน

“หรือคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่รู้จักของเลย รู้ว่าตัวเองจะมาซื้อนม แต่นมอะไรก็ไม่รู้มีเป็นร้อยเป็นพันอย่าง เราก็จะแนะนำนมสำหรับผู้สูงอายุ ชงกินวันละเท่านี้นะ พอเรารู้ว่าเขาไม่ได้มีกำลังซื้อเยอะ เราก็แนะนำพอสมควร เดี๋ยวค่อยมาซื้อใหม่ ให้ลูกน้องพาไปส่งที่บ้านด้วย”

บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องจิตวิทยาในการขาย แต่หม่าม้าสลัดทุกทฤษฎีในตำราออก แล้วใช้เพียงคำว่า ‘จริงใจ’

บางครั้งก็มีเอาของแปลกๆ มาขาย สบู่สมุนไพรเอย ข้าวเกรียบเอย ขนมต่างๆ

“พวกนั้นลูกค้ามาฝากขายอีกที ลูกค้าบางคนลองทำของขาย ไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน มาพูดให้ม้าฟัง ม้าก็เลยบอกให้เอามาวางหน้าร้านเรา เผื่อขายได้ แล้วก็ขายได้จริงๆ ขายดีด้วยบางตัว”

ร้านเราปรับตัวนิดๆ หน่อยๆ พยายามอัปเดตสินค้าตลอดเวลา ข้อได้เปรียบคือเจ้าของเป็นคนขายเอง เลยรู้ตลอดว่าคนต้องการอะไร ถามหาอะไร อะไรขายดี อะไรไม่ดี บางทีลองหาของอะไรแปลกๆ ที่แถวนี้ไม่เคยมีขายมาก่อน ขายดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ลูกค้าสนุกที่ได้เห็นของใหม่ๆ อยู่ตลอด 

หน้าร้านก็ไม่ได้ปรับปรุงอลังการจนคนไม่กล้าเข้า เพราะยังอยากให้คนรู้สึกคุ้นเคย เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย

สำหรับผมถ้าจะให้เปรียบ คงเหมือนเวลาที่ผมอยากจะกินก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ ร้านใหม่สักร้านหนึ่ง ผมจะเลือกร้านที่ตู้ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวหน้าร้านเป็นไม้เก่าๆ โต๊ะเอย เก้าอี้เอย ตะเกียบเอย เป็นไม้ที่ถูกขัดแล้วขัดอีกจนสึกสีซีดๆ ที่ใส่เครื่องปรุงยังเป็นตลับสเตนเลสสีเหลี่ยมผืนผ้าแบ่งเป็นช่องๆ มีถั่ว มีพริกป่น มีน้ำตาล มีอาแปะยืนลวกเส้นเสียงดังโหวกเหวกกับอาซิ่มใจดีคอยรับออเดอร์ ค่อยๆ เดินมาถามเรา “วันนี้เรากินอะไรดีลูก” ความรู้สึกแค่ผมนั่งรอก็รู้เลยว่าก๋วยเตี๋ยวที่จะมาวางอยู่ตรงหน้าเราต้องอร่อยแน่นอน 

ในที่นี้ การปรับตัวของหม่าม้าอาจแค่หมายถึงมั่นคงในจุดยืนในการขายของเรา

เป็นแม่ค้าแล้วได้อะไร

ตลอด 50 กว่าปีที่ม้าขายของมา คิดว่าได้อะไรกลับมาบ้าง

จริงๆ คำถามนี้ผมก็พอจะได้คำตอบมาหมดแล้วล่ะ จากที่นั่งคุยกันเกือบครึ่งวัน

“ก็ได้ความสุขไง” หม่าม้าตอบสวนขึ้นมาทันที

ถ้าอย่างนั้นขอถามประโยคสุดคลาสสิกเลย แล้วความสุขของม๊าคืออะไร

“การที่ม้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ได้ขายของที่คนอยากซื้อ ได้รับความรัก ได้รับความเคารพ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ นี่แหละความสุข”

ฟังดูง่ายนะ แต่ผมรู้เลยว่ามันยากมากจริงๆ ที่ใครคนหนึ่งจะได้รับสิ่งที่หม่าม้าพูดมาทั้งหมด ทั้งต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน ใช้พลังงาน และใช้จิตวิญญาณสูง

ผมยืนขายของกับหม่าม้ามาจะ 30 ปี แม้ว่าผมจะไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่ผมอยู่ขายของกับหม่าม้า ผมสัมผัสได้จริงๆ ถึงพลังงานความสุขที่ล้นเหลือ ล้นไปถึงคนในครอบครัว พนักงาน คนส่งของ แม่ค้าในตลาด ลุงขายอาหารตามสั่งข้างบ้าน ป้าขายไข่บ้าน 2 หลังถัดไป และล้นถึงลูกค้าทุกคนที่เข้ามา 

“เจ๊ วันนี้ทำแกงอะไรกิน”

“วันนี้แก๋งบะหนุน (แกงขนุน) เจ้า”

“ลูกชายโตขึ้นเยอะเลยนะ เห็นตั้งแต่ตัวเล็กๆ”

“ป้าคะ แม่ให้เอาขนมมาฝาก”

“ฝากนมนี่ไปให้พ่อด้วย เห็นว่าช่วงนี้ป่วยอยู่”

“เอากล้วยไปกินไหม เจ๊ปลูกเองหลังบ้าน”

“ไม่เป็นไร ซื้อผิดเอามาเปลี่ยนได้”

ผมนั่งคุยกับหม่าม้ามาครึ่งวัน ยังไม่ได้ยินคำพูดเชิงว่า ธุรกิจเราจะขยายออกไปกี่สาขา สิ้นปีต้องทำยอดให้ได้เท่านี้นะ เราจะรวยๆๆ อะไรเทือกนั้นเลย

‘ก็ได้ความสุขไง’ ของหม่าม้า ไม่ได้เป็นแค่คำตอบที่ตอบไปง่ายๆ แต่มันคือความสุขที่สุขจริงๆ ผมรู้สึกได้

รู้สึกได้ว่า ภาพบรรยากาศที่อากงเข็นโทรทัศน์ออกมาให้คนแถวบ้านดูยิ้มหัวเราะกัน มันยังไม่หายไปไหน

ไม่น้อยใจเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะสิที่เป็นแม่ค้า-ผมแซว

“โหะ ม่วนจะต๋าย” (โห สนุกจะตาย)

น่าเสียดายที่อากงกับอาม่าไม่มีโอกาสได้อ่านบทความนี้ ไม่งั้นคงยิ้มแก้มปริให้กับแม่ค้าคนนี้เป็นแน่แท้

ซูเปอร์สโตร์ที่รักของคน ต.อุโมงค์ ลำพูน ร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าที่หนึ่ง แนะนำสินค้าอย่างจริงใจ และไม่ขายของซ้ำกับร้านอื่นๆ ในชุมชน

Lessons Learned

  • เกื้อกูลธุรกิจอื่นๆ มากกว่าจะมองเป็นคู่แข่ง ยกให้ลูกค้าเป็นเพื่อนบ้านที่อยากมอบสิ่งดีๆ ให้ ลูกค้าอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ธุรกิจก็อยู่ได้ 
  • รักษามนตร์เสน่ห์และ Sense of Place ของร้านเอาไว้ ร้านอาจไม่จำเป็นต้องหรูหรา แต่ทำให้ลูกค้าสบายใจเวลาเข้ามา มากกว่าสินค้าที่ดี คือประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ
  • หากมีความหวังดี เอาใจใส่ลูกค้า ทำธุรกิจด้วยความจริงใจและใจรัก ใครมองก็ดูออก และอยากกลับมาใช้บริการอีก โดยไม่ต้องพึ่งการตลาดใดๆ เลย
  • มั่นคงในจุดยืนของธุรกิจ ผลกำไรจึงไม่จำเป็นต้องมาเป็นเม็ดเงินเสมอไป อาจมาในรูปแบบมะม่วง ขนมของฝาก คำถามว่า ‘วันนี้ทำอะไรกิน’ และคำทักทาย ‘ลูกชายโตขึ้นเยอะเลยนะ’

Writer

วรุฐ สุโภไควณิช

สถาปนิกแดนล้านนา ผู้มีชีวิตอยู่รอดได้หากโลกนี้มีอาหารแค่เพียงก๋วยเตี๋ยวและข้าวกะเพรา ชื่นชอบการดูและสะสมไอ้มดแดง มีเพจเรื่องสั้นชื่อ ‘หนังสือสะท้อนแสง’ ถ้านานๆ อัปทีแสดงว่าขี้เกียจ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

29 พฤศจิกายน 2564
5K

Johnson & Johnson, P&G, Unilever, Colgate, Kao, Boots หรือแม้กระทั่งแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงอย่าง SNAILWHITE, อ้วยอันโอสถ, โอสถสภา, ห้าตะขาบ, ดอกบัวคู่ ชื่อที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมดนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง ทั้งหมดเป็นลูกค้าของบริษัท ‘Specialty Natural Products’

Specialty Natural Products (SNP) คือผู้ผลิตสารสกัดและสารตั้งต้นจากสมุนไพรไทยสำหรับใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเวชสำอาง อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เป็นที่ยอมรับและเลือกใช้ของแบรนด์ระดับแนวหน้าของประเทศและโลกมากมาย

เมื่อเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา หลายครั้งสมุนไพรก็มักถูกลืมเลือน เพราะมีสารเคมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่บริษัทนี้ยอมให้เกิดขึ้น 

ด้วยการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับสมุนไพรไทย Specialty Natural Products จึงสร้างนวัตกรรมและเพิ่มคุณค่าให้กับสมุนไพรไทย จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

วันนี้ The Cloud จึงอยากเชิญชวนทุกท่านรู้จักกับ แพน-ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Specialty Natural Products ผู้อยู่เบื้องหลังการปลูกธุรกิจนี้ให้เติบโตจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

เบื้องหลังการปลูกธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจะต้องตั้งใจรดน้ำดูแลแค่ไหน เชิญชมกันได้เลย

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

หว่านเมล็ด

ธุรกิจนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ คุณแม่ของแพน ได้ทำธุรกิจไร่ชาพร้อมครอบครัว และเห็นโอกาสว่าเมื่อทรัพยากรจากธรรมชาติโดนแดด ฝน ลม อากาศ จะทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ เปลี่ยนสภาพไป และหลายครั้งก็ทำให้คุณประโยชน์ที่ดีหายไปเช่นเดียวกัน 

ประกอบกับความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพ ที่จะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ซึ่งประเทศไทยเองมีจุดแข็งเรื่องการเกษตร มีความอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้หลากหลายชนิด เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน จึงเกิดบริษัท Specialty Natural Products ขึ้นมา

“อะไรก็ตามที่ปลูกในประเทศไทย เราเชื่อว่าดีที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าจะดิน น้ำ อากาศ สมบูรณ์มาก แล้วก็ยังต่อยอดหรือเพิ่มมูลค่าได้ อย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของประเทศเราคือภูมิปัญญาพื้นบ้าน มันคือเสน่ห์ คือวัฒนธรรม พอเอามาบวกกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว Specialty Natural Products เลยเน้นในเรื่องการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัยต่าง ๆ มาบวกกับทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหาหรือลดความเจ็บป่วยของของมนุษย์ โดยที่ควบคุมคุณภาพได้จากต้นทางจนถึงปลายน้ำ”

แม้ว่าในวันนี้แพนจะเชื่อมั่นในสมุนไพรไทยเต็มที่ แต่เชื่อไหมว่าในวันแรกเริ่ม แพนก็เหมือนคนอื่น ๆ ที่ยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยขนาดนั้น 

“เราคิดว่ามันดีแหละ แต่ไม่น่าดีถึงขั้นเห็นผลขนาดนั้น ยังไงยานอกน่าจะเร็วกว่า น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า เราก็เลยไปพิสูจน์ พอวันนั้นลองใช้เอง เห็นว่ามันดีจริง ๆ แล้วก็สงสัยต่อว่าทำไมถึงดี อยากเข้าใจว่าทำไมใช้อันนี้ถึงดีกว่าใช้ของนำเข้าตั้งหลายอย่างด้วยซ้ำ 

“แล้วพอได้เข้ามาคลุกคลี ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจ ทุกวันนี้คือรักไปเลย หลงใหลไปเลย เห็นอะไรก็อยากให้เอามาใช้ อยากให้มันสร้างประโยชน์ได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รากงอก

ก่อนจะก้าวเข้ามาช่วยงานคุณแม่ในบริษัทนี้ แพนเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมีประยุกต์ อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่าเธอเลือกเรียนคณะนี้เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็นทายาทรุ่นสอง แต่ไม่ใช่

ย้อนกลับไปตอนที่ต้องเลือกคณะในมหาวิทยาลัย เธอยอมรับว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีความคิดจะรับช่วงต่อธุรกิจ แต่เพราะมองว่าเคมีเป็นสิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย 

จนกระทั่งก่อนจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวะชีวิตก็ได้พาเธอเข้ามาในบริษัท พร้อมกับนำความท้าทายมาให้อย่างไม่คาดคิด 

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

“ตอนนั้นเราทำแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ผู้บริหารในบริษัทลาออกไปพอดี จนไม่มีผู้บริหารมาหลายเดือน คุณแม่เลยบอกให้ลองเข้าไปช่วยหน่อย เราก็เข้าไปแบบชั่วคราว ระหว่างรอสมัครงานที่บริษัทต่างชาติ ข้อดีคือบ้านเราจะปล่อย ถ้าตรงนี้ให้เราทำ แม่ก็ไม่เข้าเลย แทนที่จะรีบไปสัมภาษณ์คนใหม่ เขาก็กล้าเสี่ยงกับเราระดับหนึ่ง ปล่อยให้เราลองผิดลองถูก ซึ่งก็ทำผิดเยอะนะ 

“ตอนนั้นบริษัทยังไม่ใหญ่ มีพนักงานอยู่ประมาณสามสิบต้น ๆ เราเข้าไปได้ไม่ถึงเดือน พนักงานลาออกหมดเลย เหลือไม่ถึงยี่สิบคน”

ในวัยเพียง 21 ปี ผู้บริหารสาวต้องเจอกับปรากฏการณ์ที่พนักงานลาออกไปกว่าครึ่งบริษัทด้วยเหตุผลส่วนตัว ทำให้เธอต้องสร้างทีมใหม่ ซึ่งแทบไม่ต่างจากการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง 

“สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น คือให้เวลากับตัวเอง ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหน ตอนนั้นบริษัทขายของไม่ได้เพราะไม่มีคน ก็สัมภาษณ์ ค่อย ๆ เทรน เราทำไม่เป็นก็ลงไปทำกับเขาเลย เข้าไปลองจับเอง ทำเองกับทีมใหม่ที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมา”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รดน้ำ พรวนดิน

ขั้นตอนต่อไปคือการวางรากฐาน อันจะเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงบริษัทให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

‘งานวิจัยขึ้นหิ้ง’ คือคำที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับ Specialty Natural Products งานวิจัยของที่นี่ไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นความเชี่ยวชาญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสิ่งที่ขายได้จริง

“เราเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ทำงานวิจัยขึ้นหิ้งเหมือนกัน เพราะโตมาในวิธีการสอนที่ว่า วิทยาศาสตร์ถ้าจะให้เจ๋ง ต้องทำได้ดีที่สุดในห้องแล็บ ผลวิเคราะห์ต้องดีและประสบความสำเร็จ แล้ว Mindset นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้งานวิจัยแต่ละอันขึ้นหิ้ง เพราะคุณต้องการของที่บริสุทธิ์ ละเอียด และแปลกที่สุด แต่ถามว่าเอาไปใช้ทำอะไร 

“บางครั้งการทำงานวิจัยที่ดูดีและแตกต่าง มันนำกลับมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ยาก ดังนั้น ถ้าเราประนีประนอมลงมาหน่อย แต่คุณสมบัติยังอยู่ มันก็เอาไปประยุกต์ต่อได้ แค่เปลี่ยนวิธีคิดตอนทำการทดลอง ว่าไม่จำเป็นต้องดี แปลก หรือเท่ที่สุด แต่ต้องตอบโจทย์ ขยาย และเอาไปใช้ในชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้ในการทำธุรกิจจนถึงทุกวันนี้”

การปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานวิจัย ทำให้แพนและทีมเปลี่ยนสมุนไพรหลายชนิด ให้กลายมาเป็นสารสกัดและนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เมื่อคิดได้ ก็ต้องลงมือทำได้ 

แพนเริ่มหาวิธีควบคุมการปลูกสมุนไพร ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสกัดที่มีคุณภาพ การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพืชสมุนไพรธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ ในหลาย ๆ ครั้ง การเก็บเกี่ยวในเดือนเดียวกันแต่คนละปี ก็อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน 

“เราเริ่มจากเอาวิสาหกิจชุมชน กลุ่มหมู่บ้าน มาเป็นตัวกลาง ให้ซื้อวัตถุดิบจากจังหวัดเดิม แหล่งปลูกเดิมมาก่อน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้ใกล้เคียงกันที่สุด เรามีองค์ความรู้ด้านการปลูก บางงานอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างเหมือนชาวบ้าน แต่เราต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำได้ การที่ทำงานคลุกคลีกับเขามากยิ่งขึ้น ทำให้เริ่มวางแผนการปลูกให้เขา เพื่อเราจะได้นำมาใช้ผลิตได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เมื่อเริ่มควบคุมการผลิตโดยการให้ความสำคัญกับชาวบ้าน เช่น เข้าไปช่วยตรวจดินและให้ความรู้ต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือทำให้ผลผลิตของชาวบ้านออกมาได้ดีกว่าเดิม 

แพนก่อตั้งโครงการ ‘แทนคุณไทย’ ขึ้นมา 

“กลุ่มพนักงานที่รักในการปลูกจะเข้าไปช่วยคิดวิธีการ ทำอย่างไรให้สารสำคัญสูงขึ้น เพราะว่าจะนำมาลดต้นทุนการผลิตได้ ในขณะเดียวกันก็ซื้อในราคาแพงขึ้นได้นะ เพราะว่าต้นทุนเราไม่ได้ขยับ ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรที่เริ่มเข้าโครงการก็จะทำงานน้อยลง และได้เงินเยอะขึ้น” 

นอกจากนี้ บริษัทยังทดลองปลูกเองเพื่อนำร่อง และค้นหาวิธีที่จะทำให้ได้สารสำคัญจากสมุนไพรมากขึ้น ก่อนจะนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

“สิ่งที่เรากำลังทำก็คือการทำงานร่วมกัน เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง เขาปลูกเก่งกว่าก็ให้เขาปลูกไป โตไปด้วยกัน ถ้าทำเองทุกอย่างก็ตายพอดี” เธอหัวเราะ “แต่เราเอาทุกอย่างที่คนเก่งทำมารวมกันเพื่อเพิ่มมูลค่าตอนจบได้ ถ้าทำงานแล้วคนรอบ ๆ ตัวมีความสุขด้วย มันเหมือนเกิดมาแล้วมีคุณค่า ทุกวันนี้ หลายวิสาหกิจ หลายหมู่บ้าน เขาไม่ต้องเข้ามาทำงานโรงงานแล้ว เขามีอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจปลูกสมุนไพรของตัวเอง 

“เรารู้สึกชื่นใจที่ทำให้เขามีอาชีพเลี้ยงชีวิต ซึ่งยั่งยืนกว่า” 

ณ วันนี้ โครงการแทนคุณไทยเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปแล้วกว่า 200 ครัวเรือน และในอนาคตตัวเลขนี้ก็ยังจะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เติบใหญ่

เปลี่ยนสมุนไพรให้เป็นสินค้าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การขายและสร้างความเชื่อมั่นในสมุนไพรเป็นเรื่องยากกว่า และความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อความเข้าใจต้องใช้เวลา ในโลกธุรกิจ เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างมาก

“สิบกว่าปีที่แล้ว วัตถุดิบมักเป็นของนำเข้าหมดเลย เป็นวัตถุดิบที่จริง ๆ ไม่ต่างจากสารสกัดในประเทศไทยเลย ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากฝรั่งเศสกิโลกรัมละแสน ญี่ปุ่นกิโลกรัมละห้าหมื่น นำเข้ามาบวกภาษีเข้าไป หน้าที่ของเราคือเอามาผสม แปะแบรนด์เขา เขาเอาออกไป แล้วก็กลับเข้ามาขายในประเทศไทยอีก” แพนเล่าถึงสิ่งที่พบในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ

“ที่เรามองเห็นคือต้นไม้จากเทือกเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ข้างในนั้นมีสารเหมือนกับสิ่งที่ปลูกได้ในเขาค้อบ้านเรา แต่ว่าต้นทุนเราถูกกว่ามาก

“Made in Thailand ยี่สิบปีที่แล้วกับวันนี้ต่างกันมาก ปัญหาคือคำว่า ‘ผลิตในประเทศไทย’ คนไทยไม่เชื่อ แต่ญี่ปุ่นเชื่อนะ มันใช้เวลานานมากกว่าที่จะทำให้เขาเปิดใจรับ ซึ่งก็มีคนไทยส่วนหนึ่งที่รับ และส่วนต่างประเทศที่รับเร็วกว่า”

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

เป้าหมายของ Specialty Natural Products ในวันนี้คือการส่งออกได้เยอะที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยได้อีกด้วย

“ณ วันนั้นสิ่งที่เราทำคือ ถ้าคุณยังไม่เชื่อ งั้นเราส่งออกให้ดูก่อน ลูกค้าช่วงแรกก็จะมีต่างประเทศที่เราใช้เป็น Reference Brand หลาย ๆ ครั้ง ถามว่าเราขายได้กำไรไหม ณ วันนั้นคือแทบไม่ได้กำไรเลย แต่เราอยากได้ Reference เพื่อมาสื่อสารกับผู้บริโภคในไทย นั่นคือสิ่งที่เราทำ ทำไมคนไทยไม่ใช้ของที่ถูกกว่าแต่ดีเท่ากัน ในเมื่อต่างประเทศเขายังใช้เลย แล้วเขายังเอากลับมาขายด้วย นี่ก็คือสิ่งที่เราสื่อสารในช่วงแรก อีกสิ่งหนึ่งก็เหมือนกับสิ่งที่ทำให้เราเชื่อในสมุนไพรไทย คือเอาไปให้ลองใช้เลย ทำเป็นอะไรสักอย่างให้ไปลองดู ลองจับ ลองสัมผัส”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่มากมายเชื่อมั่นในบริษัทนี้ คือความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ

ลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ ธุรกิจต้องผลิตสิ่งที่ลูกค้าต้องการถึงจะขายได้ แต่แพนมองไปไกลกว่านั้น

“คือทุกวันนี้เราคิดแทนลูกค้าเลย เราเห็นลูกค้าเยอะมากว่าในแต่ละช่องทาง คนที่ประสบความสำเร็จเขามีกลุ่มลูกค้าเป็นยังไง ควรจะเป็นแบบไหน แล้วเราคิดแทนเขาต่อ เพราะต้องการให้ทุกคนที่มาผลิตกับเราประสบความสำเร็จ ของต้องดี อันนี้ชัวร์อยู่แล้ว เป็นพื้นฐาน แต่เราก็ช่วยคิดต่อด้วยว่า ถ้าจะขายลูกค้ากลุ่มนี้ มาร์เก็ตติ้งประมาณนี้ ใส่อะไรเพิ่มได้ในเรื่องของนวัตกรรม เราเชื่อว่าเราทำเต็มที่มาก ให้ลูกค้าเขาไปโฟกัสเรื่องตลาดเยอะ ๆ ไปสื่อสาร ไปเปิดตลาดใหม่ต่างประเทศ ไม่ต้องห่วงเรื่องผลิตภัณฑ์ มั่นใจได้เลย” 

ด้วยความตั้งใจที่ใส่ลงไปในสินค้านี้ จึงทำให้ลูกค้ารายหนึ่งที่นำเอาสารสกัดจาก Specialty Natural Products ไปใช้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสูตรของผลิตภัณฑ์เลยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าธุรกิจ และรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ได้อย่างยาวนาน 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย
กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

กิ่งก้านสาขา

เมื่อวางรากฐานและสร้างความเชื่อมั่นได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการขยายบริษัท เหมือนกับต้นไม้ที่เติบใหญ่และแผ่กิ่งก้านสาขาออกไป

แพนได้ก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นมาถึง 4 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทแม่ให้ยั่งยืนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

บริษัท Specialty Innovation รับจ้างออกแบบสูตรของสินค้าให้กับลูกค้าของ Specialty Natural Products เพื่อสร้างมูลค่าให้สมุนไพรไทยได้สูงที่สุด และทำให้สารสำคัญไม่ถูกทำลายไประหว่างกระบวนการผลิต 

บริษัท L-Solar ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างพลังงานเพื่อนำกลับมาใช้ในโรงงานผลิต จนทำให้บริษัทได้รับมาตรฐาน LEED Gold จากสหรัฐอเมริกา 

บริษัท Kanae Innovation ร่วมกับบริษัท Kanae จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น และทำมาจากวัสดุรีไซเคิล 

และบริษัท WellNovation ร่วมกับ สวทช. เปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ Colosure ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดตัวธุรกิจสำหรับตลาด B2C ครั้งแรกของกลุ่มบริษัท

“เป้าหมายทางธุรกิจของเราก็กลับไปแบบช่วงแรก คืออยากเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตรในประเทศไทย โดยส่งออกให้ได้เยอะ เพราะจะเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีที่สุด ในฝั่งของ Social Impact ก็อยากให้ยั่งยืน อยากให้คนที่เราทำงานด้วยมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นทีมของเราเอง หรือกลุ่มวิสาหกิจที่ทำงานด้วยกันมา” แพนกล่าวถึงอนาคตของกลุ่มบริษัทหลังจากนี้ 

“อีกส่วนหนึ่งคือ ถ้าวันหนึ่งเราสร้างระบบได้ การขยายก็อาจจะต้องใช้เงินทุน เราก็จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัว LiVE Platform ที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีความสามารถในการปรับตัว ย่นระยะเวลาในการเติบโตไปได้ ทั้งเรื่องเน็ตเวิร์ก เงินทุน หรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ”

การหาเงินทุนนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตของทุกธุรกิจ โดยสำหรับกลุ่มบริษัท Specialty Natural Products ก็ตั้งเป้าหมายที่จะนำ WellNovation เข้าในตลาด LiVE Exchange ด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างคุณค่าให้แก่สมุนไพรไทยต่อไป 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

Lessons Learned 

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหาร คือการสื่อสารและการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เพราะหัวใจของการบริหารก็คือผู้คน
  • การสร้างนวัตกรรมต้องไม่กลัวที่จะผิดพลาด มิเช่นนั้นเราจะไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังลูกค้าด้วย 
  • การทำธุรกิจต้องไม่ยึดติด ถ้าอะไรเป็นโอกาสที่ดีควรคว้าเอาไว้ แต่ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีก็ต้องไม่ยึดติด เพราะอย่างไรมันก็จะผ่านไป ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี
  • เปิดตาให้กว้าง ไม่ว่าอะไรเข้ามาก็จะมีทางออกเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อและความมั่นใจให้กับตนเอง ระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

Specialty Natural Products

Line ID : @snpthai  

โทรศัพท์ :  0 3845 8698 และ 08 6307 3610

Website : www.snpthai.com

Facebook : Specialty Natural Products – SNP

LiVE Platform แพลตฟอร์มเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับ SMEs และ Startups เติบโตและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน www.live-platforms.com

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load