26 กุมภาพันธ์ 2564
3 K

“รวบรวมมาให้แล้ว น้อน…สัตว์มหัศจรรย์ในพื้นถิ่นอีสาน”

ถ้าจักรวาล Harry Potter มี Fantastic Beasts and Where to Find Them หรือ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ เป็นสารานุกรมให้ข้อมูลบรรดาสัตว์ประหลาดนานาชนิดที่แวะเวียนมาปรากฏกายในโลกเวทมนตร์

อีสานบ้านเฮาก็มีเพจ ‘สิม’ พาไปสัมผัสความตะมุตะมิของบรรดาน้อนๆ จากป่าหิมพานต์ซึ่งเร้นกายอยู่ตามโบสถ์ต่างๆ อย่างที่เป็นกระแส #หิมพานต์มาร์ชเมลโลว ปลายปีก่อน

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

เพจสิม เล่าเรื่องราวของโบสถ์แบบอีสานที่มีความงดงามที่เรียบง่ายแต่ไม่น่าเบื่อของงานศิลปะในวัดตามฉบับลูกข้าวเหนียว รวมทั้งข่าวสารความเป็นไปของสิมโบราณ จะเก่า ใหม่ ใหญ่ เล็ก เบน-พุทธิวัฒน์ โชติวุฒิวัฒน์ สถาปนิกหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเพจ ก็ไปไล่ล่าเก็บภาพมาให้ลูกเพจได้ชมอยู่เสมอๆ ไม่ต้องเดินทางไกลก็เที่ยววัดทั่วภูมิภาคผ่านเพจนี้ได้ชิลล์ๆ

“แต่นี่ไม่ใช่เพจพาเที่ยววัดนะครับ” เจ้าตัวยืนกรานอย่างหนักแน่น

แล้วเพจนี้นำเสนออะไร ตัวตน แรงบันดาลใจ และประสบการณ์การตามล่าหาขุมทรัพย์ศิลปะท้องถิ่นอันแสนสนุกเป็นอย่างไร คุณผู้อ่านที่รักไม่ต้องตีตั๋วรถไฟเพื่อไปโคราช แค่ปูเสื่อนั่งลง จกข้าวเหนียวจิ้มปลาร้า แล้วท่องสิมทั่วอีสานผ่านเรื่องราวแสนสนุกนี้ไปพร้อมกันได้เลย

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

สอย สอย พี่น้องฟังสอย สิมน้อยๆ สิมใหญ่สิมงาม

สาวขึ้นฮามเพิ่นบ่ฮู้จักข้อ กะเลยส่อขอเอามาโผด

เพจเพิ่นกะโปรดให้เอามาสู่ ซื่อเพจเด้อทางข่อยนี่บอกให้ฮู้

จื่อจำไว้ว่าสิม อันนี้กะว่าสอย

01

แฮงกาย แฮงใจ

“ผมไม่ได้พาเที่ยววัดนะ”

แอดมินหนุ่มยืนยันครั้งที่ 2 จาก 10 กว่าครั้งตลอดการสนทนา

แล้วคุณนำเสนออะไร-เราถามคำถามซึ่งชายปลายสายคงตอบบ่อยสุดออกไป

“หลักๆ คือ ‘สิม’ แน่นอนว่าแตกต่างไปจากความคุ้นชินของคนภาคอื่น จึงพยายามชี้ให้เห็นจุดน่ารักเล็กๆ น้อยๆ และประเด็นทางวิชาการซึ่งซ่อนอยู่”

(ถ้านึกภาพ ‘โบสถ์แบบอีสาน’ อย่างที่ว่าไม่ออก ลองดูภาพข้างล่างนี้สิ)

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

จริงอยู่ว่าสิมอีสานส่วนมากจิ๋วกว่าโบสถ์ภาคกลางมาก แต่รายละเอียดเชิงช่างมีเยอะไม่แพ้กันเลย ภาพถ่ายแม้เพียงมุมแคบๆ มุมเดียวจึงบอกเล่าเรื่องราวได้มหาศาล เพียงแค่ลองจินตนาการเล่นๆ ว่าวัดหนึ่งๆ มีกี่ประเด็นซ่อนอยู่ แล้วแกล้งคูณจำนวนวัดเข้าไป สมองเราก็ขึ้นค่า Error ทันที

แต่นั่นคือเรา ไม่ใช่ชายคู่สนทนา

คราวเป็นนักเรียนสถาปัตยกรรม เบนบังเอิญเดินตกหลุมพรางรักของวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเข้าโดยไม่รู้ตัว และต้องมนต์ศิลปะอีสานบ้านเกิดของเขาเข้าอย่างจัง จากนั้นจึงเริ่มศึกษาอย่างลงลึกจนเชี่ยวชาญ และออกตะเวนถ่ายภาพสิมเอาไว้เป็นคลังแสงส่วนตัว จากนั้นจึงเริ่มเอามาแบ่งปันให้พี่น้องหมู่เฮาชาวเฟซบุ๊กได้ชม

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
ภาพจิตรกรรมเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย จากวัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน) จ.ร้อยเอ็ด
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
ภาพจิตรกรรมการละเล่นหัวล้านชนกันที่วัดโพธิ์ชัยบ้านโคกใหญ่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

“ภาพถ่ายของเพจช่วงแรก ส่วนใหญ่เล่าเรื่องทั่วไปในวัด แต่พอจับความสนใจของตัวเองได้เลยเน้นงานศิลปะท้องถิ่นอีสาน ซึ่งแฝงอยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งภาพวาด ปูนปั้น และงานสถาปัตยกรรม อย่างจิตรกรรมเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย หรือภาพการละเล่นหัวล้านชนกัน แบบนี้จะชอบเป็นพิเศษเพราะมีแค่ในบ้านเรา”

ภูมิภาคพี่ใหญ่อันดับหนึ่งของไทยเป็นเสมือนครกซึ่งรับเอาวัตถุดิบทางศิลปะมาจากหลากหลายแหล่ง ปรุงออกมาเป็นส้มตำถาดยักษ์ยักษ์มีรูปรสเป็นเอกลักษณ์ ตำบักหุ่งครกนี้นี่เองคอยเติมไฟแห่งความกระหายใคร่รู้แก่เบน ให้มีแรงทำเพจมาได้กว่า 6 ปี

“แต่อีสานน่าน้อยใจเพราะไม่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครอง คนอีสานจึงได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากหลากหลายแหล่ง ทำให้เราได้เห็นความกล้าบ้าบิ่นของช่าง นี่คือความสนุกอย่างหนึ่งของการออกไปเที่ยวดูสิมเยอะๆ” เจ้าของเพจบอกความนัยอีกเหตุผลที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาทำเพจ

เมื่อเราถามว่าไปมาแล้วทั้งหมดกี่วัด ไม่นานเขาก็ส่งคำตอบมาเป็นภาพแผนที่พร้อมจุดปักหมุดข้างล่างนี้ และบอกว่า “มาช่วยกันนับสิครับ” อย่างติดตลก

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

02

เฮ็ดจังใด๋

ปีก่อนแอดมินหนุ่มทำชาเลนจ์ตัวเองด้วยการลงภาพสิมตอน 5 โมงเย็นของทุกวัน

บวกกับอาชีพสถาปนิกซึ่งต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เพียงแค่จินตนาการว่าต้องยอมเสียเวลางาน สละเวลาพักผ่อนและทุนทรัพย์ส่วนตัว ก็เหนื่อยหมดแฮงไปล่วงหน้าแล้ว

ไหนจะมีเรื่องเหนือการควบคุม บางวัดเจ้าอาวาสก็ไม่เปิดโบสถ์ให้เข้าไปเก็บข้อมูล เพราะมีของมีค่าเก่าเก็บ บางแห่งกรรมการวัดไม่มีกุญแจโบสถ์ หนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเพจศิลปะอีสานจึงต้องจัดรูทเก็บภาพอย่างรัดกุมสุดๆ

“ต้องทำลิสต์เรียงลำดับก่อน-หลัง แต่ละวัดมีอะไรเด่นต้องไปดู รีเสิร์ชถึงแม้กระทั่งว่าสิมหลังไหนหันหน้าไปทิศอะไร เพราะอย่างตอนเช้าๆ ควรเลือกไปโบสถ์หันหน้าเข้าทิศตะวันออก ช่วงกลางวันแสงแข็งหน่อย ควรไปเก็บภาพงานจิตรกรรมหรือประติมากรรมในร่ม ทำข้อมูลล่วงหน้าว่าแต่ละแห่งมีอะไรเด่นต้องไปดู แต่ความสำคัญลำดับแรกคือที่ที่จะโดนรื้อหรือบูรณะ

“แต่ผมไม่ชอบแบบนี้นะ” เขาเบรกความคิดเราจนหน้าแทบคว่ำ

นี่น่าจะเป็นวิธีการที่คุ้มค่าคุ้มเวลาสุดไม่ใช่หรอ

“มันดูใจร้ายมากไป เหมือนเราไปเพื่อข้อมูลอย่างเดียว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนตรงนั้นเลย แต่ก็อยากให้เข้าใจว่ามีเวลาน้อย หลายคนเข้าใจว่าผมอยู่อีสาน แต่จริงๆ ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ สละเวลาวันหยุดมาเก็บข้อมูล ก็ต้องคุ้มค่าสำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเราด้วย” เบนกล่าวด้วยน้ำเสียงถ้อยที

03

หิมพานต์มาร์ชเมลโลว

วิธีการอันแสนทรหดนี้ แค่ได้ฟังในฐานะลูกเพจผู้เฝ้าติดตามรูปสิมหายากจากหน้าจอโทรศัพท์ก็คิดเหนื่อยหน่ายแทนแล้ว เราทึ่งมากที่มันบั่นทอนกำลังใจของเบนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“ผมมุ่งมั่นอยากนำเสนอสิมให้คนได้เห็น เพื่อสร้างความเข้าใจว่าศิลปะแบบไม่คุ้นเคยก็มีความงามของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นคืออยากเชียร์ให้คนออกไปดูของจริง เพราะพอมีคนมาเยี่ยมชม ชาวบ้านจะเห็นว่าสิมเหล่านี้มีคุณค่า เกิดกะจิตกะใจอยากอนุรักษ์มากกว่าเปลี่ยนแปลงหรือทำลาย”

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

หากเปรียบเป็นขบวนรถไฟ ความสนใจก็เป็นเหมือนหัวจักรแล่นลากขบวนรถแห่งการเห็นค่าและการอนุรักษ์มาด้วยเสมอ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์หิมพานต์มาร์ชเมลโลว เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าน่ารักน่าเอ็นดู ขับรถออกจากบ้านไปตามล่าหาเซลฟี่ลงโซเชียล จึงเกิดความคิดอยากรักษาไว้

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

“เรานำเสนอมาตลอดเพราะเป็นความสนใจของเรา งานประติมากรรมน้องๆ เหล่านั้นถูกลดทอนรายละเอียดลง พญานาคก็ปั้นเหมือนงู ใส่ตาเข้าไปสองข้าง จบ ไม่เหมือนนาคในกรุงเทพฯ ทั้งเกล็ดทั้งหงอน ใส่เครื่องทรงกระจกสีสุดเนี้ยบ เพราะอีสานห่างไกล ความเข้มงวดเชิงขนบจึงลดลงไปมาก แถมช่างท้องถิ่นก็ไม่ได้มีทักษะแพรวพราวมากเท่าช่างหลวง แต่เรื่องศรัทธาไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย”

แอดมินเพจศิลปะเล่าสรุปปรากฏการณ์นี้สั้นๆ ทว่าละเอียดลึกซึ้งสมกับตำแหน่งเพจศิลปะอันดับหนึ่งในใจเรา

“เรานำเสนอมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ไม่มีคนสนใจ คงถูกที่ถูกเวลาขึ้นมา แล้วพอมีคนเอาไปทำมีมก็เริ่มเกิดกระแส ตั้งคำถามว่านี่ตัวอะไร รูปร่างน่ารักมุ้งมิ้งดูเป็นมิตร คล้ายๆ คุมะมงหรือริลัคคุมะ”

แม้เนื้อความจะเจือด้วยอารมณ์น้อยใจ แต่เราสัมผัสความปลาบปลื้มใจของคู่สนทนาผ่านน้ำเสียงได้อย่างชัดเจน

และเราก็ดีใจไม่แพ้เขาเหมือนกัน

04

ศูนย์รับ #saveสิม

‘ภาพถ่ายสิมเพื่อการอนุรักษ์ สืบ สาน สิม’

คือคำอธิบายเป้าหมายการทำเพจอันแสนกระชับได้ใจความ แต่แอดมินหนุ่มวัยฉกรรจ์กลับมักก้าวช้าไปกว่าญาติโยมผู้กระหายบุญเสมอ

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
ภาพจำลองการบูรณะวัดมงคลนิมิตร ต.หายโศก อ.บ้านผือ อุดรธานี

“เราห้ามศรัทธาไม่ได้ แต่อยากให้ลองมองคุณค่าเชิงช่างของสิมบ้าง บางครั้งญาติโยมร่วมกันบูรณะ แต่ดันทำผิดวิธี ไม่ได้โทษเขานะเพราะเข้าใจว่าเจตนาดี เพียงแค่เสียดาย เราทำได้แค่ช่วยเผยแพร่ความรู้ต่อไปแบบเป็นกลาง ไม่ชี้นำ เช่น เอาภาพมาลงแล้วบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้จะดีไหมนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะดีไหมนะ ตั้งคำถามชวนให้ขบคิดหาคำตอบเอง

“อย่างที่มุกดาหาร เอาสีทองไปทาล้อมรอบภาพงานจิตรกรรมไว้ เพราะเชื่อว่าสีทองเป็นสีมงคลแห่งความดีงาม แต่ความจริงไม่ใช่ สีเคมีสมัยใหม่ไม่เหมือนแบบที่เขาใช้วาด สุดท้ายภาพจิตรกรรมเสียหาย”

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
วัดลัฏฐิกวัน บ้านชะโนด ต.ชะโนด อ.หว้านใหญ่ มุกดาหาร

เบนจึงลดทอนรายละเอียดโพสต์ลงเหลือเพียงภาพ ชื่อวัด และพิกัดบนแผนที่ ใจหนึ่งก็เพราะอยากให้ผู้ชมได้เล่นสนุกค้นคว้าข้อมูลดูเอง แต่อีกใจก็เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นเปราะบาง

“มีหลายครั้งผมช่วยเซฟไว้ทัน” คู่สนทนาของเราเปลี่ยนโทน ส่งแววแห่งความภาคภูมิใจออกมาผ่านโทรศัพท์

“พออยู่ในความสนใจของคนหมู่มาก เขาก็ไม่กล้าเปลี่ยน ช่วยไว้ได้หลายที่จนตอนนี้ถ้าหมู่บ้านไหนมีสิมเก่าแล้วจะถูกรื้อ จะถูกทาสี เขาก็กระซิบบอกให้เราช่วยแชร์

“บางวัดพระท่านก็เข้ามาปรึกษาว่าจะดูแลอย่างไร เพราะขึ้นทะเบียนกับกรมศิลป์ไปแล้วเลยทำอะไรไม่ได้ ผมก็แนะนำให้เปิดโบสถ์เพื่อระบายอากาศบ้าง ค้างคาวจะได้ไม่มาอยู่ หรือเป็นไปได้ก็สร้างหลังคามาคลุมไว้ก่อน อย่างน้อยได้ช่วยกันแดดกันฝน”

นี่น่าจะเป็นการเดินทางที่เบนเดินมาไกลกว่าจุดหมายเดิมมาก จากการออกไล่ล่าสิมเพื่อสะสมภาพ สู่การเผยแพร่เพื่อการอนุรักษ์ และการเป็นศูนย์รับ #saveสิม ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สิมทั่วอีสาน

05

มาจากกรมศิลป์หรือเปล่า

“มาจากกรมศิลป์หรือเปล่า”

เป็นคำถามยอดฮิตซึ่งบรรดาพ่อแม่พี่น้องสูผู้สูคนที่ได้เห็นเบนลงพื้นที่ไปตะลอนเก็บภาพถามอยู่บ่อยๆ ปัญหาคือเมื่อชาวบ้านขึ้นทะเบียนสิมเป็นโบราณสถานแล้ว พวกเขาไม่สามารถดัดแปลงแก้ไขอะไรได้เลย ทำได้แค่รอให้กรมศิลปากรเข้ามาบูรณะเพียงเท่านั้น

รอแล้วรอเล่า ก็ยังไม่ถึงคิวเหลียวแลจากหลวง

สถาปนิกหนุ่มนักถ่ายภาพเปิดใจรับฟังปัญหานี้มาตลอด จนแทบจะเรียกได้ว่ามีคำร้องเรียนติดกระเป๋าเป็นของแถมมากับภาพถ่ายทุกครั้ง

“ผมพยายามบอกว่าให้อดทนรออีกหน่อย เพราะรู้ว่าไม่ใช่ราชการไม่ทำอะไรเลย แต่งบประมาณและจำนวนคนทำงานตรงนี้ไม่สัมพันธ์กับขนาดของพื้นที่และปริมาณโบราณสถานอย่างมาก ทำได้แค่ให้เทคนิคในการดูแลเบื้องต้นแก่พวกเขาไป”

แม้กระโดดเข้ามาโลกออนไลน์ แอดมินหนุ่มก็หนีไม่พ้นประเด็นดราม่า งบประมาณเดินทางช้าว่าศรัทธาบุญ พอซ่อมกันเองก็มาแจ้งจับ หรือขึ้นทะเบียนไว้ก็ไม่เห็นมาซ่อม ทำให้เขาต้องรับบท ‘ทูตกรมศิลป์จำเป็น’ คอยช่วยสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับชาวเน็ต จนกลายเป็นศูนย์ร้องเรียนหรือศูนย์ประสานงานกลายๆ

หมวกอีกใบนอกเหนือจากการเป็นศูนย์รับ #saveสิม ที่แอดมินเพจสิมจำต้องยอมสวมไปโดยปริยายนี้ เขาเต็มใจทำ เพราะเข้าใจทั้งหลวงทั้งราษฎร์ทุกฝ่ายอย่างถ่องแท้ และเชื่อมั่นว่าการประนีประนอมคือวิธีการอนุรักษ์ให้สิมอยู่กับหมู่เราได้นานที่สุด

“อันไหนทำดีผมก็ช่วยบอกต่อ อย่างมีวัดหนึ่งที่ยโสธร สภาพเละมากจนคิดไม่ออกเลยว่าจะซ่อมยังไง แต่กรมศิลปากรบูรณะออกมาได้ดีมาก บางแห่งเราก็เอาภาพมาทำ Before-After เปรียบเทียบว่าเขาทำงานได้เยี่ยม”

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
หอแจกโบราณ บ.โพนงามเกี้ยงเก่า ต.โพนงาม อ.กุดชุม จ.ยโสธร
บูรณะโดยกรมศิลปากร

06

เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ

“ในอนาคต รูปถ่ายของเราอาจมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์” เจ้าตัวแอบกระซิบความเชื่อลึกๆ ในใจ

“เหมือนสมัยก่อนที่เวลาเจ้านายหรือคนใหญ่คนโตเสียชีวิต ลูกหลานจะพิมพ์หนังสือให้ความรู้แจกในงาน ซึ่งเป็นแหล่งอ้างอิงชั้นเยี่ยมให้แก่คนรุ่นหลัง วันหนึ่งเราอยากมีแบบนั้นบ้าง อีกอย่าง ถ่ายมาเก็บไว้ดูคนเดียวจะสนุกอะไร สู้เอามาแชร์กันดีกว่า

“ผมหวังลึกๆ ว่ามันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เช่นบางหมู่บ้านจะทำบุญสร้างโบสถ์ใหม่ พอมาเห็นภาพจากเพจเราแล้วเขาอยากบูรณะของเก่าให้ดี หรือสร้างใหม่เป็นสิมแบบอีสานดั้งเดิม ไม่ทำใหญ่โตเกินใช้งานหรือเลียนแบบโบสถ์ภาคกลาง”

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
วัดพุทธสีมา บ้านกุดฉิม ต.กุดฉิม อ.ธาตุพนม นครพนม

‘เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ’

ประโยคเด็ดจากภาพยนตร์เรื่องดังแล่นฉับเข้ามาสู่สมองทันทีที่บทสนทนาระหว่างเรากับเขาเดินมาถึงตอนท้ายๆ ใจเราค่อยๆ ฟูขึ้นเรื่อยๆ ตลอดการพูดคุยด้วยเหตุผล 2 ข้อ

ข้อแรกคือ เพราะได้แลกเปลี่ยนกับคนผู้หลงใหลอะไรเหมือนๆ กัน (แถมคุยได้สาระและสนุกถูกคอไม่น้อย)

ข้อสองคือ เพราะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจแน่วแน่ของแอดมินหนุ่มคนนี้ได้ชัดเจนตลอดการสัมภาษณ์

ถ้าจะมีใครเป็นตัวอย่างของการสมาทานความเชื่อใดแล้วลงมือทำอย่างแข็งขัน เรามั่นใจว่าคนคนนั้นคือชายคู่สนทนาของเรา

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

ภาพ : พุทธิวัฒน์ โชติวุฒิวัฒน์

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

‘เที่ยวรอบโลก’ ความฝันวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนที่พูดง่าย แต่ยากที่จะตั้งให้เป็นเป้าหมายในชีวิต

เชษฏ์ สุวรรณรัตน์ อดีตพนักงานประจำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเพจ ‘วิ่งรอบโลก: Running The World’ คือผู้ท้าชิงคนนั้น เขาตั้งใจวิ่งเพื่อบันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน และอยากแบ่งปันให้ทุกคนบนโลกออนไลน์

จุดออกตัว

“จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการวิ่ง คือเหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันมาราธอน ในปี 2013 เราไปยืนถ่ายรูปเล่นแถวเส้นชัย และ 1 ชั่วโมงหลังจากที่เดินออกมากินข้าว มันเกิดระเบิดขึ้น” เชษฏ์เผยจุดเริ่มต้นที่มาจากเรื่องสะเทือนใจชนิดหวิดเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากนั้นบอสตันจัดงานวิ่งการกุศล เพื่อระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรู้สึกร่วมของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และคำว่า Boston Strong ที่สกรีนอยู่บนเสื้อ ทำให้เชษฏ์สมัครเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนั้นเป็นสนามแรก แม้จะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

“ตอนไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เราใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป ไม่ออกกำลังกาย กินฟาสต์ฟู้ด เราอ้วนจนถึงจุดที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แล้วก็ไปวิ่ง 4 กิโลเมตร โอ้โห พอวิ่งจบแล้วรู้สึกเหมือนเกือบตาย ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย ตอนนั้นแหละที่จุดประกายความคิดว่า เราอยากจะวิ่งบอสตันมาราธอนสักครั้งในชีวิต” 

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถูกปักหมุด แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมา เมื่อเขาลงสมัครงานวิ่ง 5 กิโลเมตรจนรู้สึกเหนื่อย และเปรียบเทียบระยะวิ่ง 42 กิโลเมตรว่าเกินความจำเป็นต่อชีวิต Bucket List งานบอสตันมาราธอนจึงถูกขีดฆ่าไป

อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา บอสตันมาราธอนก็ส่งแรงกระตุ้นให้เชษฏ์อีกครั้ง วันนั้นเขาได้เห็นคนกำลังวิ่งในสนามยามฝนตกหนัก ขณะที่เขายืนจิบกาแฟอุ่น ๆ ในร้านข้างลู่วิ่ง

“คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราคือ รีเบกก้า เกรกอรี่ (Rebekah Gregory) ในปี 2013 เธอโดนระเบิดตอนวิ่งใกล้ถึงเส้นชัย กลายเป็นนักกีฬาที่ต้องโดนตัดขา เราว่ามันคงใจสลายมาก แต่ในปี 2015 เธอเขียนจดหมายถึงบอสตันมาราธอน เพื่อขอวิ่งต่อจากระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่ฟุตในวันนั้น เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้รับเหรียญรางวัลแต่ดันล้มลงก่อน เธอจึงพยายามซ้อมวิ่งบนขาเทียมตลอด 2 ปี เพื่อขอวิ่งอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายในปีนี้

“พอถึงวันจริง มีนักข่าวมาถ่ายภาพเธอและเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เรามองกลับมาที่ตัวเอง เราเคยตั้งเป้าว่าจะวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้ แต่แล้วก็ปัดตกไปด้วยสนาม 5 กิโลเมตร เพราะคิดว่าเหนื่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว เขาขาขาด แต่เขายังวิ่งได้ เราก้มดูขาตัวเอง ยังมีอยู่ครบ 32 ทุกอย่าง ไม่ได้แล้วเว้ย ปีหน้าฉันจะวิ่งบอสตันมาราธอน อันนั้นแหละเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอย่างจริงจัง” และในวันนั้น Bucket List เดิมของเชษฏ์ก็วนกลับมาเป็นเป้าให้พุ่งชนอีกครั้ง

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ฝันที่เป็นจริง

เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน วิธีที่ช่วยพาไปถึงปลายทางก็ปรากฏ เชษฏ์แพลนตารางฟิตซ้อมร่างกายเพื่อพัฒนาเวลาวิ่งให้ตรงตามเงื่อนไขการสมัครบอสตันมาราธอน แต่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ว่าเชษฏ์จะมีพัฒนาการก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นแค่ไหน แต่เวลาที่ทำได้จากการวิ่งมาราธอนสนามอื่นในช่วงระหว่างทาง ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีทางทำได้ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่เขาก็ดิ้นรนหาทางออก จนในที่สุดจึงค้นพบการสมัครแบบการกุศล

เงื่อนไขคือต้องหาเงินให้ได้ 5,000 เหรียญฯ เชษฏ์ทั้งเปิดรับบริจาคเงินจากการสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกลุ่มเพื่อนบน Facebook Live ภายใต้ชื่อเพจ ‘On My Way To Boston Marathon’

การยื่นสมัครในรูปแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิ่งไทย เชษฏ์คือคนแรก ๆ ที่เจอ แล้วนำข้อมูลมาส่งต่อบนเพจและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ทำให้ได้รับความสนใจ มียอดผู้ติดตามหลักพันในระยะเวลา 5 เดือน โดยปราศจากการบูสต์โพสต์

สุดท้ายยอดบริจาคก็ทะลุเป้า ความฝันที่อยากวิ่งบอสตันมาราธอนก็กลายเป็นจริง Bucket List ถูกขีดฆ่า และไร้การเคลื่อนไหวบนเพจ On My Way To Boston Marathon อีกต่อไป

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ทางที่เลือกด้วยตัวเอง

หลังการวิ่งบอสตันมาราธอนอย่างบ้าคลั่ง และตารางซ้อมที่หักโหมเกินร่างกายต้านไหว ทำให้เชษฏ์ต้องหยุดพักฟื้นร่างกายอยู่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

ตั้งแต่เด็ก เชษฏ์มีอาชีพในฝันที่ดันวิ่งสวนทางกับครอบครัว ทำให้เขาต้องประนีประนอมเลือกอนาคตที่ไม่ได้ชอบนักมาตลอด ตั้งแต่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรี เรียนต่อปริญญาโทสาขา Information System ใน Northeastern University College of Engineering ที่สหรัฐอเมริกา และจบมาทำงาน Software Engineer ที่บอสตัน

“จริง ๆ สิ่งที่เราอยากเรียนคือศิลปกรรม นิเทศ หรืออะไรก็ได้ในแวดวงเต้นกินรำกิน แต่ที่ครอบครัวพูดมาเราก็เข้าใจ เพราะงานนี้สร้างเม็ดเงินและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี”

ทั้งความสามารถที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Director และประสบการณ์เฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาด ทำให้กล่องข้อความ LinkedIn ของเชษฏ์มีแจ้งเตือนขอซื้อตัวทุก ๆ เช้าเย็น ณ ตอนนั้นเขามีรายได้มากพอจะเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเป็นของตัวเอง และบริหารทั้งสองบริษัทควบคู่กันไป

จากเนื้องานเชิงสร้างสรรค์ สู่เนื้องานเชิงบริหารอย่างเต็มตัว หน้าที่หลักคือสอนงานลูกน้อง รับมือกับการเปลี่ยนผ่านของลูกทีม และคุยงานกับลูกค้าจากต่างประเทศ ความสนุกหรือความสุขเพียงเล็กน้อยไม่มีให้เสพอีกต่อไป จนวันหนึ่งเข็มความอดทนเดินมาชนขีดจำกัด เชษฏ์จึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งและลาออกไปใช้ชีวิต

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“คนเราจะประสบความสำเร็จแบบมีความสุขได้ ต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งนั้นได้ดี และทำในสิ่งที่คนต้องการ ซึ่งอย่างน้อยอาชีพเรามี 2 อย่างหลัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก

“ตอนนั้นแค่บอกตัวเองว่า ขอหยุดแบบไม่ทำอะไรเลย 1 ปีเต็ม ๆ อยากลองใช้ชีวิตแบบเช้าวันนี้หยิบกาแฟขึ้นมาจิบ แล้วนั่งเสิร์ชดูตั๋วเครื่องบินว่าที่ไหนถูก วันรุ่งขึ้นก็บินเลย แบกเป้ตะลุยไปประเทศที่อยากไป พอใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 1 ปี ก็รู้สึกว่าติดการใช้ชีวิตแบบนี้ จนมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว” 

ช่วงพักผ่อนในปลายปี 2016 เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ เชษฏ์ไปเที่ยวฮาวายแล้วลงสมัครงานวิ่ง Honolulu Marathon แบบไม่ซีเรียสเรื่องการทำเวลา และมองเป็นเพียงกิจกรรมรับลมชมวิวระหว่างทริป แต่นั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับความสุขบางอย่าง

ต้นปีถัดมาที่ได้เยือนปารีส เขาเริ่มค้นหามาราธอนที่จัดในเมืองไปด้วย กิมมิกนี้กลายมาเป็นความสนุกที่เขาทำควบคู่ไปกับความฝันจะเที่ยวรอบโลก จนท้ายที่สุดก็ได้ถือกำเนิดเพจวิ่งรอบโลกขึ้นมาโดยอาศัยเครดิตจากเพจเก่า

“เรานิยามวิ่งรอบโลกว่า ถ้าได้ไปประเทศไหน แล้วได้วิ่ง Full Marathon เรานับแล้วล่ะว่ามาวิ่งและได้มาเหยียบประเทศนี้จริง ๆ เลย Rename ชื่อเพจตัวเองแค่นั้นเองครับ หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายชีวิตขึ้นมาว่า ก่อนตายขอวิ่งมาราธอนให้ครบทั้ง 196 ประเทศทั่วโลก”

เป้าหมายใหญ่จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้สมุดบันทึกที่ชื่อว่า ‘วิ่งรอบโลก’

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

วิ่งทีละก้าว

ตอนแรก ๆ มีแค่รูปถ่าย แคปชั่น หลัง ๆ เริ่มมีวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของเพจ เราถือกล้องวิ่งไปถ่ายไป ระหว่างทางก็ถ่ายบ้างหยุดบ้าง แต่ตั้งแต่จุดสตาร์ทไปจนถึงเส้นชัย เรามีอะไรให้เขาดูแล้วรู้สึกเหมือนได้มาวิ่งสนามนั้นด้วยกัน” เชษฏ์เล่าบรรยากาศการบันทึกสมุดหน้าแรก ๆ ให้ฟัง

ทุกวันนี้เพจขยายไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ แต่ 1 คือจำนวนทีมงานที่ผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบจากเพจวิ่งรอบโลกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทั้งเขียนงาน ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อ ทำเว็บไซต์ รวมถึงอีกหลายรูปแบบและหลายขั้นตอน ซึ่งครีเอเตอร์สมัยนี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือกันเป็นทีม แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมากับมือแบบ One-man Show

วิ่งเสร็จก็มานั่งตัดต่อ วันรุ่งขึ้นก็ลงคลิปเลย คนชอบคิดว่า โห มีทีมงานเยอะขนาดนั้นเลย วิ่งเสร็จแล้วไม่พักเลยเหรอ ก็เนี่ย นั่งตัดวิดีโอนี่แหละคือการพักของเรา (หัวเราะ)” ในแง่หนึ่ง เขามองว่าสิ่งนี้สานฝันความชอบในงานด้านนิเทศอยู่กลาย ๆ

วิ่งรอบโลกยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เบื้องหลังที่เชษฏ์คิดไว้ ยังมีแพลนจะต่อยอดไปอีกมากมาย แต่ตอนนี้มีแค่ชิ้นเดียวที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือ การจัดทริปวิ่งในต่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดหนัก งานวิ่งทั่วโลกประกาศยกเลิกและเพจต้องหยุดชะงัก วิ่งรอบโลกจึงจัด Virtual Run ขึ้น โดยเปิดรับสมัครบนแพลตฟอร์มของ LET’S RACE THAILAND และประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงร่วมมือกันเปิดบริษัทนำเที่ยวแบบมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ชื่อของพวกเขาทั้งสองมารวมกัน กลายเป็น ‘LET’S RUN THE WORLD’ (RUNNING THE WORLD + LET’S RACE THAILAND)

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“บริษัทเราพยายามเลี่ยงคำว่าทัวร์ แต่เรียกเป็น ‘ทริป’ ที่พาไปวิ่งต่างประเทศ จำนวนคนไม่ได้เยอะ เพราะอยากให้ทุกคนในทริปรู้จักกันแบบอบอุ่น ไม่ได้เป็นทัวร์ทั่วไปที่พาคุณไปทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้ สิ่งที่ต่างกันคือ ตัวเราไปด้วยจริง ๆ คนที่ไปก็ไปวิ่งมาราธอนกับเราจริง ๆ แล้วก็พาเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไป

“เวลาไปที่ไหน เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า ประเทศนั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง ไม่ใช่ไปวิ่งอย่างเดียวแล้วจบ แต่เราใช้มาราธอนเป็นข้ออ้างให้พาตัวเองไปประเทศนั้น แล้วเราก็จะได้เที่ยวด้วย”

ปัจจุบันเพจมีกระบวนการทำงานที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีรายได้ที่มากพอจะหาคนมาช่วย แต่ส่วนผลิตคอนเทนต์ยังเป็นเชษฏ์เหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเพจไม่ได้สร้างรายได้ เลยไม่รู้จะจ้างทีมงานไปทำไม และไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง แต่อันนี้มันเริ่มเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยมีน้องแอดมิน 2 – 3 คนช่วยตอบและโพสต์คอนเทนต์ที่เราเตรียมไว้ให้ แต่เพจวิ่งรอบโลกก็ยังเป็นตัวเราทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ”

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน
วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ห้องสมุดนักวิ่ง

เชษฏ์ชวนเราจินตนาการว่า เพจวิ่งรอบโลกมีความสนใจอยู่ 2 วงหลัก ๆ คือ ‘เที่ยวรอบโลก’ และ ‘วิ่ง’ เพราะฉะนั้น หากเอาทั้งสองวงมาทับซ้อนกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ คือส่วนที่ทั้งสองวงนั้นเหลื่อมกันเป็นหลัก และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าพูดในเชิงการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนน้อยมาก

นี่เป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังจะทำต่อไป เพราะไม่ได้หวังสร้างรายได้จากเพจมาตั้งแต่ต้น แต่อยากให้เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวระหว่างทางที่ทำตามฝันเท่านั้น

เราไปมาหลายประเทศ ก็อาจจะได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็น จึงอยากเอามาแบ่งปัน มาบอกกล่าว ว่าประเทศนี้เป็นอย่างนี้นะ ประเทศนี้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็มีข้อมูลให้เขา เผื่อใครอยากไปต้องทำยังไง มีพื้นที่ตรงไหนไม่ปลอดภัย จองโรงแรมยังไง ทำวีซ่ายังไง อะไรประมาณนั้นมากกว่า

การไปเที่ยวรอบโลกเปิดโลกสำหรับเรามาก มันทำให้ได้เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ภาษา เจอคน วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ซึ่งก็ทำให้เรากลับมามองเปรียบเทียบกับตัวเราและประเทศของเรา 

แล้วยังรู้สึกว่าลดอัตตาหรือความเป็นตัวตนไปได้ด้วย”

เราปิดด้วยคำถามทิ้งท้ายว่า วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ กับวันนี้ที่วิ่งมาถึงก้าวที่ 42 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

“รู้สึกว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ แค่นั้นเลย เราได้เจอสิ่งที่เรารักที่จะทำ แล้วเราก็มีเป้าหมายในชีวิต” เชษฏ์ตอบ

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ภาพ : วิ่งรอบโลก: Running The World

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load