26 กุมภาพันธ์ 2564

“รวบรวมมาให้แล้ว น้อน…สัตว์มหัศจรรย์ในพื้นถิ่นอีสาน”

ถ้าจักรวาล Harry Potter มี Fantastic Beasts and Where to Find Them หรือ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ เป็นสารานุกรมให้ข้อมูลบรรดาสัตว์ประหลาดนานาชนิดที่แวะเวียนมาปรากฏกายในโลกเวทมนตร์

อีสานบ้านเฮาก็มีเพจ ‘สิม’ พาไปสัมผัสความตะมุตะมิของบรรดาน้อนๆ จากป่าหิมพานต์ซึ่งเร้นกายอยู่ตามโบสถ์ต่างๆ อย่างที่เป็นกระแส #หิมพานต์มาร์ชเมลโลว ปลายปีก่อน

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

เพจสิม เล่าเรื่องราวของโบสถ์แบบอีสานที่มีความงดงามที่เรียบง่ายแต่ไม่น่าเบื่อของงานศิลปะในวัดตามฉบับลูกข้าวเหนียว รวมทั้งข่าวสารความเป็นไปของสิมโบราณ จะเก่า ใหม่ ใหญ่ เล็ก เบน-พุทธิวัฒน์ โชติวุฒิวัฒน์ สถาปนิกหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเพจ ก็ไปไล่ล่าเก็บภาพมาให้ลูกเพจได้ชมอยู่เสมอๆ ไม่ต้องเดินทางไกลก็เที่ยววัดทั่วภูมิภาคผ่านเพจนี้ได้ชิลล์ๆ

“แต่นี่ไม่ใช่เพจพาเที่ยววัดนะครับ” เจ้าตัวยืนกรานอย่างหนักแน่น

แล้วเพจนี้นำเสนออะไร ตัวตน แรงบันดาลใจ และประสบการณ์การตามล่าหาขุมทรัพย์ศิลปะท้องถิ่นอันแสนสนุกเป็นอย่างไร คุณผู้อ่านที่รักไม่ต้องตีตั๋วรถไฟเพื่อไปโคราช แค่ปูเสื่อนั่งลง จกข้าวเหนียวจิ้มปลาร้า แล้วท่องสิมทั่วอีสานผ่านเรื่องราวแสนสนุกนี้ไปพร้อมกันได้เลย

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

สอย สอย พี่น้องฟังสอย สิมน้อยๆ สิมใหญ่สิมงาม

สาวขึ้นฮามเพิ่นบ่ฮู้จักข้อ กะเลยส่อขอเอามาโผด

เพจเพิ่นกะโปรดให้เอามาสู่ ซื่อเพจเด้อทางข่อยนี่บอกให้ฮู้

จื่อจำไว้ว่าสิม อันนี้กะว่าสอย

01

แฮงกาย แฮงใจ

“ผมไม่ได้พาเที่ยววัดนะ”

แอดมินหนุ่มยืนยันครั้งที่ 2 จาก 10 กว่าครั้งตลอดการสนทนา

แล้วคุณนำเสนออะไร-เราถามคำถามซึ่งชายปลายสายคงตอบบ่อยสุดออกไป

“หลักๆ คือ ‘สิม’ แน่นอนว่าแตกต่างไปจากความคุ้นชินของคนภาคอื่น จึงพยายามชี้ให้เห็นจุดน่ารักเล็กๆ น้อยๆ และประเด็นทางวิชาการซึ่งซ่อนอยู่”

(ถ้านึกภาพ ‘โบสถ์แบบอีสาน’ อย่างที่ว่าไม่ออก ลองดูภาพข้างล่างนี้สิ)

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

จริงอยู่ว่าสิมอีสานส่วนมากจิ๋วกว่าโบสถ์ภาคกลางมาก แต่รายละเอียดเชิงช่างมีเยอะไม่แพ้กันเลย ภาพถ่ายแม้เพียงมุมแคบๆ มุมเดียวจึงบอกเล่าเรื่องราวได้มหาศาล เพียงแค่ลองจินตนาการเล่นๆ ว่าวัดหนึ่งๆ มีกี่ประเด็นซ่อนอยู่ แล้วแกล้งคูณจำนวนวัดเข้าไป สมองเราก็ขึ้นค่า Error ทันที

แต่นั่นคือเรา ไม่ใช่ชายคู่สนทนา

คราวเป็นนักเรียนสถาปัตยกรรม เบนบังเอิญเดินตกหลุมพรางรักของวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเข้าโดยไม่รู้ตัว และต้องมนต์ศิลปะอีสานบ้านเกิดของเขาเข้าอย่างจัง จากนั้นจึงเริ่มศึกษาอย่างลงลึกจนเชี่ยวชาญ และออกตะเวนถ่ายภาพสิมเอาไว้เป็นคลังแสงส่วนตัว จากนั้นจึงเริ่มเอามาแบ่งปันให้พี่น้องหมู่เฮาชาวเฟซบุ๊กได้ชม

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
ภาพจิตรกรรมเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย จากวัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน) จ.ร้อยเอ็ด
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
ภาพจิตรกรรมการละเล่นหัวล้านชนกันที่วัดโพธิ์ชัยบ้านโคกใหญ่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

“ภาพถ่ายของเพจช่วงแรก ส่วนใหญ่เล่าเรื่องทั่วไปในวัด แต่พอจับความสนใจของตัวเองได้เลยเน้นงานศิลปะท้องถิ่นอีสาน ซึ่งแฝงอยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งภาพวาด ปูนปั้น และงานสถาปัตยกรรม อย่างจิตรกรรมเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย หรือภาพการละเล่นหัวล้านชนกัน แบบนี้จะชอบเป็นพิเศษเพราะมีแค่ในบ้านเรา”

ภูมิภาคพี่ใหญ่อันดับหนึ่งของไทยเป็นเสมือนครกซึ่งรับเอาวัตถุดิบทางศิลปะมาจากหลากหลายแหล่ง ปรุงออกมาเป็นส้มตำถาดยักษ์ยักษ์มีรูปรสเป็นเอกลักษณ์ ตำบักหุ่งครกนี้นี่เองคอยเติมไฟแห่งความกระหายใคร่รู้แก่เบน ให้มีแรงทำเพจมาได้กว่า 6 ปี

“แต่อีสานน่าน้อยใจเพราะไม่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครอง คนอีสานจึงได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากหลากหลายแหล่ง ทำให้เราได้เห็นความกล้าบ้าบิ่นของช่าง นี่คือความสนุกอย่างหนึ่งของการออกไปเที่ยวดูสิมเยอะๆ” เจ้าของเพจบอกความนัยอีกเหตุผลที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาทำเพจ

เมื่อเราถามว่าไปมาแล้วทั้งหมดกี่วัด ไม่นานเขาก็ส่งคำตอบมาเป็นภาพแผนที่พร้อมจุดปักหมุดข้างล่างนี้ และบอกว่า “มาช่วยกันนับสิครับ” อย่างติดตลก

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

02

เฮ็ดจังใด๋

ปีก่อนแอดมินหนุ่มทำชาเลนจ์ตัวเองด้วยการลงภาพสิมตอน 5 โมงเย็นของทุกวัน

บวกกับอาชีพสถาปนิกซึ่งต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เพียงแค่จินตนาการว่าต้องยอมเสียเวลางาน สละเวลาพักผ่อนและทุนทรัพย์ส่วนตัว ก็เหนื่อยหมดแฮงไปล่วงหน้าแล้ว

ไหนจะมีเรื่องเหนือการควบคุม บางวัดเจ้าอาวาสก็ไม่เปิดโบสถ์ให้เข้าไปเก็บข้อมูล เพราะมีของมีค่าเก่าเก็บ บางแห่งกรรมการวัดไม่มีกุญแจโบสถ์ หนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเพจศิลปะอีสานจึงต้องจัดรูทเก็บภาพอย่างรัดกุมสุดๆ

“ต้องทำลิสต์เรียงลำดับก่อน-หลัง แต่ละวัดมีอะไรเด่นต้องไปดู รีเสิร์ชถึงแม้กระทั่งว่าสิมหลังไหนหันหน้าไปทิศอะไร เพราะอย่างตอนเช้าๆ ควรเลือกไปโบสถ์หันหน้าเข้าทิศตะวันออก ช่วงกลางวันแสงแข็งหน่อย ควรไปเก็บภาพงานจิตรกรรมหรือประติมากรรมในร่ม ทำข้อมูลล่วงหน้าว่าแต่ละแห่งมีอะไรเด่นต้องไปดู แต่ความสำคัญลำดับแรกคือที่ที่จะโดนรื้อหรือบูรณะ

“แต่ผมไม่ชอบแบบนี้นะ” เขาเบรกความคิดเราจนหน้าแทบคว่ำ

นี่น่าจะเป็นวิธีการที่คุ้มค่าคุ้มเวลาสุดไม่ใช่หรอ

“มันดูใจร้ายมากไป เหมือนเราไปเพื่อข้อมูลอย่างเดียว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนตรงนั้นเลย แต่ก็อยากให้เข้าใจว่ามีเวลาน้อย หลายคนเข้าใจว่าผมอยู่อีสาน แต่จริงๆ ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ สละเวลาวันหยุดมาเก็บข้อมูล ก็ต้องคุ้มค่าสำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเราด้วย” เบนกล่าวด้วยน้ำเสียงถ้อยที

03

หิมพานต์มาร์ชเมลโลว

วิธีการอันแสนทรหดนี้ แค่ได้ฟังในฐานะลูกเพจผู้เฝ้าติดตามรูปสิมหายากจากหน้าจอโทรศัพท์ก็คิดเหนื่อยหน่ายแทนแล้ว เราทึ่งมากที่มันบั่นทอนกำลังใจของเบนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“ผมมุ่งมั่นอยากนำเสนอสิมให้คนได้เห็น เพื่อสร้างความเข้าใจว่าศิลปะแบบไม่คุ้นเคยก็มีความงามของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นคืออยากเชียร์ให้คนออกไปดูของจริง เพราะพอมีคนมาเยี่ยมชม ชาวบ้านจะเห็นว่าสิมเหล่านี้มีคุณค่า เกิดกะจิตกะใจอยากอนุรักษ์มากกว่าเปลี่ยนแปลงหรือทำลาย”

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

หากเปรียบเป็นขบวนรถไฟ ความสนใจก็เป็นเหมือนหัวจักรแล่นลากขบวนรถแห่งการเห็นค่าและการอนุรักษ์มาด้วยเสมอ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์หิมพานต์มาร์ชเมลโลว เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าน่ารักน่าเอ็นดู ขับรถออกจากบ้านไปตามล่าหาเซลฟี่ลงโซเชียล จึงเกิดความคิดอยากรักษาไว้

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

“เรานำเสนอมาตลอดเพราะเป็นความสนใจของเรา งานประติมากรรมน้องๆ เหล่านั้นถูกลดทอนรายละเอียดลง พญานาคก็ปั้นเหมือนงู ใส่ตาเข้าไปสองข้าง จบ ไม่เหมือนนาคในกรุงเทพฯ ทั้งเกล็ดทั้งหงอน ใส่เครื่องทรงกระจกสีสุดเนี้ยบ เพราะอีสานห่างไกล ความเข้มงวดเชิงขนบจึงลดลงไปมาก แถมช่างท้องถิ่นก็ไม่ได้มีทักษะแพรวพราวมากเท่าช่างหลวง แต่เรื่องศรัทธาไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย”

แอดมินเพจศิลปะเล่าสรุปปรากฏการณ์นี้สั้นๆ ทว่าละเอียดลึกซึ้งสมกับตำแหน่งเพจศิลปะอันดับหนึ่งในใจเรา

“เรานำเสนอมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ไม่มีคนสนใจ คงถูกที่ถูกเวลาขึ้นมา แล้วพอมีคนเอาไปทำมีมก็เริ่มเกิดกระแส ตั้งคำถามว่านี่ตัวอะไร รูปร่างน่ารักมุ้งมิ้งดูเป็นมิตร คล้ายๆ คุมะมงหรือริลัคคุมะ”

แม้เนื้อความจะเจือด้วยอารมณ์น้อยใจ แต่เราสัมผัสความปลาบปลื้มใจของคู่สนทนาผ่านน้ำเสียงได้อย่างชัดเจน

และเราก็ดีใจไม่แพ้เขาเหมือนกัน

04

ศูนย์รับ #saveสิม

‘ภาพถ่ายสิมเพื่อการอนุรักษ์ สืบ สาน สิม’

คือคำอธิบายเป้าหมายการทำเพจอันแสนกระชับได้ใจความ แต่แอดมินหนุ่มวัยฉกรรจ์กลับมักก้าวช้าไปกว่าญาติโยมผู้กระหายบุญเสมอ

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
ภาพจำลองการบูรณะวัดมงคลนิมิตร ต.หายโศก อ.บ้านผือ อุดรธานี

“เราห้ามศรัทธาไม่ได้ แต่อยากให้ลองมองคุณค่าเชิงช่างของสิมบ้าง บางครั้งญาติโยมร่วมกันบูรณะ แต่ดันทำผิดวิธี ไม่ได้โทษเขานะเพราะเข้าใจว่าเจตนาดี เพียงแค่เสียดาย เราทำได้แค่ช่วยเผยแพร่ความรู้ต่อไปแบบเป็นกลาง ไม่ชี้นำ เช่น เอาภาพมาลงแล้วบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้จะดีไหมนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะดีไหมนะ ตั้งคำถามชวนให้ขบคิดหาคำตอบเอง

“อย่างที่มุกดาหาร เอาสีทองไปทาล้อมรอบภาพงานจิตรกรรมไว้ เพราะเชื่อว่าสีทองเป็นสีมงคลแห่งความดีงาม แต่ความจริงไม่ใช่ สีเคมีสมัยใหม่ไม่เหมือนแบบที่เขาใช้วาด สุดท้ายภาพจิตรกรรมเสียหาย”

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
วัดลัฏฐิกวัน บ้านชะโนด ต.ชะโนด อ.หว้านใหญ่ มุกดาหาร

เบนจึงลดทอนรายละเอียดโพสต์ลงเหลือเพียงภาพ ชื่อวัด และพิกัดบนแผนที่ ใจหนึ่งก็เพราะอยากให้ผู้ชมได้เล่นสนุกค้นคว้าข้อมูลดูเอง แต่อีกใจก็เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นเปราะบาง

“มีหลายครั้งผมช่วยเซฟไว้ทัน” คู่สนทนาของเราเปลี่ยนโทน ส่งแววแห่งความภาคภูมิใจออกมาผ่านโทรศัพท์

“พออยู่ในความสนใจของคนหมู่มาก เขาก็ไม่กล้าเปลี่ยน ช่วยไว้ได้หลายที่จนตอนนี้ถ้าหมู่บ้านไหนมีสิมเก่าแล้วจะถูกรื้อ จะถูกทาสี เขาก็กระซิบบอกให้เราช่วยแชร์

“บางวัดพระท่านก็เข้ามาปรึกษาว่าจะดูแลอย่างไร เพราะขึ้นทะเบียนกับกรมศิลป์ไปแล้วเลยทำอะไรไม่ได้ ผมก็แนะนำให้เปิดโบสถ์เพื่อระบายอากาศบ้าง ค้างคาวจะได้ไม่มาอยู่ หรือเป็นไปได้ก็สร้างหลังคามาคลุมไว้ก่อน อย่างน้อยได้ช่วยกันแดดกันฝน”

นี่น่าจะเป็นการเดินทางที่เบนเดินมาไกลกว่าจุดหมายเดิมมาก จากการออกไล่ล่าสิมเพื่อสะสมภาพ สู่การเผยแพร่เพื่อการอนุรักษ์ และการเป็นศูนย์รับ #saveสิม ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สิมทั่วอีสาน

05

มาจากกรมศิลป์หรือเปล่า

“มาจากกรมศิลป์หรือเปล่า”

เป็นคำถามยอดฮิตซึ่งบรรดาพ่อแม่พี่น้องสูผู้สูคนที่ได้เห็นเบนลงพื้นที่ไปตะลอนเก็บภาพถามอยู่บ่อยๆ ปัญหาคือเมื่อชาวบ้านขึ้นทะเบียนสิมเป็นโบราณสถานแล้ว พวกเขาไม่สามารถดัดแปลงแก้ไขอะไรได้เลย ทำได้แค่รอให้กรมศิลปากรเข้ามาบูรณะเพียงเท่านั้น

รอแล้วรอเล่า ก็ยังไม่ถึงคิวเหลียวแลจากหลวง

สถาปนิกหนุ่มนักถ่ายภาพเปิดใจรับฟังปัญหานี้มาตลอด จนแทบจะเรียกได้ว่ามีคำร้องเรียนติดกระเป๋าเป็นของแถมมากับภาพถ่ายทุกครั้ง

“ผมพยายามบอกว่าให้อดทนรออีกหน่อย เพราะรู้ว่าไม่ใช่ราชการไม่ทำอะไรเลย แต่งบประมาณและจำนวนคนทำงานตรงนี้ไม่สัมพันธ์กับขนาดของพื้นที่และปริมาณโบราณสถานอย่างมาก ทำได้แค่ให้เทคนิคในการดูแลเบื้องต้นแก่พวกเขาไป”

แม้กระโดดเข้ามาโลกออนไลน์ แอดมินหนุ่มก็หนีไม่พ้นประเด็นดราม่า งบประมาณเดินทางช้าว่าศรัทธาบุญ พอซ่อมกันเองก็มาแจ้งจับ หรือขึ้นทะเบียนไว้ก็ไม่เห็นมาซ่อม ทำให้เขาต้องรับบท ‘ทูตกรมศิลป์จำเป็น’ คอยช่วยสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับชาวเน็ต จนกลายเป็นศูนย์ร้องเรียนหรือศูนย์ประสานงานกลายๆ

หมวกอีกใบนอกเหนือจากการเป็นศูนย์รับ #saveสิม ที่แอดมินเพจสิมจำต้องยอมสวมไปโดยปริยายนี้ เขาเต็มใจทำ เพราะเข้าใจทั้งหลวงทั้งราษฎร์ทุกฝ่ายอย่างถ่องแท้ และเชื่อมั่นว่าการประนีประนอมคือวิธีการอนุรักษ์ให้สิมอยู่กับหมู่เราได้นานที่สุด

“อันไหนทำดีผมก็ช่วยบอกต่อ อย่างมีวัดหนึ่งที่ยโสธร สภาพเละมากจนคิดไม่ออกเลยว่าจะซ่อมยังไง แต่กรมศิลปากรบูรณะออกมาได้ดีมาก บางแห่งเราก็เอาภาพมาทำ Before-After เปรียบเทียบว่าเขาทำงานได้เยี่ยม”

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
หอแจกโบราณ บ.โพนงามเกี้ยงเก่า ต.โพนงาม อ.กุดชุม จ.ยโสธร
บูรณะโดยกรมศิลปากร

06

เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ

“ในอนาคต รูปถ่ายของเราอาจมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์” เจ้าตัวแอบกระซิบความเชื่อลึกๆ ในใจ

“เหมือนสมัยก่อนที่เวลาเจ้านายหรือคนใหญ่คนโตเสียชีวิต ลูกหลานจะพิมพ์หนังสือให้ความรู้แจกในงาน ซึ่งเป็นแหล่งอ้างอิงชั้นเยี่ยมให้แก่คนรุ่นหลัง วันหนึ่งเราอยากมีแบบนั้นบ้าง อีกอย่าง ถ่ายมาเก็บไว้ดูคนเดียวจะสนุกอะไร สู้เอามาแชร์กันดีกว่า

“ผมหวังลึกๆ ว่ามันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เช่นบางหมู่บ้านจะทำบุญสร้างโบสถ์ใหม่ พอมาเห็นภาพจากเพจเราแล้วเขาอยากบูรณะของเก่าให้ดี หรือสร้างใหม่เป็นสิมแบบอีสานดั้งเดิม ไม่ทำใหญ่โตเกินใช้งานหรือเลียนแบบโบสถ์ภาคกลาง”

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว
วัดพุทธสีมา บ้านกุดฉิม ต.กุดฉิม อ.ธาตุพนม นครพนม

‘เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ’

ประโยคเด็ดจากภาพยนตร์เรื่องดังแล่นฉับเข้ามาสู่สมองทันทีที่บทสนทนาระหว่างเรากับเขาเดินมาถึงตอนท้ายๆ ใจเราค่อยๆ ฟูขึ้นเรื่อยๆ ตลอดการพูดคุยด้วยเหตุผล 2 ข้อ

ข้อแรกคือ เพราะได้แลกเปลี่ยนกับคนผู้หลงใหลอะไรเหมือนๆ กัน (แถมคุยได้สาระและสนุกถูกคอไม่น้อย)

ข้อสองคือ เพราะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจแน่วแน่ของแอดมินหนุ่มคนนี้ได้ชัดเจนตลอดการสัมภาษณ์

ถ้าจะมีใครเป็นตัวอย่างของการสมาทานความเชื่อใดแล้วลงมือทำอย่างแข็งขัน เรามั่นใจว่าคนคนนั้นคือชายคู่สนทนาของเรา

สิม เพจของหนุ่มถาปัตย์ที่เล่าตั้งแต่เรื่องศิลปะในโบสถ์อีสาน จนถึงหิมพานต์มาร์ชเมลโลว

ภาพ : พุทธิวัฒน์ โชติวุฒิวัฒน์

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ติดตามเพจสะใภ้ต่างชาติมาก็ตั้งเยอะ ดูคอนเทนต์คนไทยในต่างแดนมาก็ตั้งมาก 

แต่ยังไม่เคยเจอใครที่เป็นเหมือน บรีม-ศิริพร มัจฉิม เจ้าของเพจ ‘สะใภ้ไชน่า’ สักที

ไม่จำเป็นต้องขายชีวิตสวยหรูหรือความสำเร็จอันยากจะเอื้อมถึง เธอกลับเลือกขายเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ผสมผสานความฮาแบบไร้สคริปต์ (ที่เจ้าตัวขอแย้งว่า ตัวเองเป็นคนจริงจังในชีวิต) พร้อมสอดแทรกสาระความรู้ที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับประเทศจีนมาก่อน ตั้งแต่เรื่องสังคม วัฒนธรรม ยันการเมืองในแบบฉบับย่อยง่าย

ฤกษ์ดี เรามีโอกาสได้พูดคุยกับบรีม จึงอยากอาสาพาเพื่อนนักอ่านไปส่องว่าซ้อจากแดนมังกรคนนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมา จนมีผู้ติดตามมากถึง 9 แสนกว่าคนใน TikTok 

นี่ยังไม่นับรวมแพลตฟอร์มอื่น ๆ

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

จับพลัดจับผลูเรียนจีน

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน บรีมเป็นเพียงเด็กสาวชาวเหนือจากจังหวัดพิจิตรคนหนึ่ง เติบโตมาอย่างเรียบง่ายท่ามกลางความรักและความอบอุ่นของพ่อ แม่ และน้องอีก 2 คน

เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนพิจิตรพิทยาคม เธอนิยามตัวเองว่าเป็นเด็กหน้าห้อง งานแข่งขันเชิงวิชาการน้อยใหญ่จึงเป็นเหมือนของคู่กันกับตัวเธอในตอนนั้น

“เรารู้สึกว่าการเรียนคือการแข่งขันตลอดเวลา การเรียนก็เหมือนกับการเล่นเกม พอเราได้ที่หนึ่งตลอด พ่อแม่มีความสุข เราก็สนุกและมีความสุขด้วยเหมือนกัน”

ด้วยความที่บรีมเป็นเด็กเรียนดี เธอจึงได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนห้อง SMAT (ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม) ต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 

“ตอนนั้นโรงเรียนบังคับให้เลือกเรียนภาษาที่ 3 มีภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เพื่อนเราไปลงเรียนญี่ปุ่นกันหมด แล้วฝรั่งเศสคนก็ลงเต็มหมดเหมือนกัน เราเลยเรียนภาษาจีนก็ได้

“จำได้เลยว่าทั้งห้องเรามีอยู่ 3 คนที่ลงเรียนจีน คือเป็นภาษาที่ไม่ค่อยมีคนเลือก เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีใครรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศจีนหรือภาษาจีนเลย”

ทว่าเมื่อลองเรียนจริง เธอกลับพบความงดงามอย่างคาดไม่ถึง ด้วยตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรภาพ กอปรกับเธอชื่นชอบการวาดรูปอยู่เป็นทุนเดิม ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมจีนแทรกซึมเข้าไปอยู่ในใจเธอได้ไม่ยากนัก

อย่างน้อย แดนมังกรก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินตัวบรีมอีกต่อไป

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

จากร้ายกลายเป็นรัก

ก่อนชีวิตของบรีมจะพลิกผันในช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการศึกษาต่อในชั้นอุดมศึกษา

“พ่อกับแม่เราแยกทางกัน หลังจากนั้นแม่ก็ว่างงาน จากที่เราเคยมีทุกอย่าง มีแม่บ้าน มีพี่เลี้ยง กลายเป็นว่าเราไม่มีอะไรเลย 

“จากที่ตั้งใจว่าจะเรียนเภสัช เรียนแพทย์ เราเลยไปเข้าร่วมโครงการขอทุนเรียนดีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แทน แล้วเลือกคณะรัฐศาสตร์ เอกการเมืองและการปกครอง เพราะตอนนั้นอินเรื่องการเมืองช่วงรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ด้วย เป็นช่วงที่ผลัดเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ”

ใครจะรู้ว่าการตัดสินใจเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ในครั้งนั้น ทำให้เธอได้พบกับหนุ่มชาวจีนที่มาเรียนภาษาไทยอยู่ที่เดียวกัน ก่อนความสัมพันธ์แบบคนรู้จักจะพัฒนาเป็นคนรัก

“มีหลายเหตุการณ์ให้เราได้เจอกันบ่อย ๆ เรารับบทเป็นล่ามให้เขา อย่างเวลาเขาจะไปเที่ยวก็มาชวนว่า ไปด้วยกันไหม เราก็ติดสอยห้อยตามไปเที่ยวกับเพื่อนด้วย”

เมื่อความรักสุขงอม จึงได้เวลาของการแต่งงานและลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองจีน

ณ ดินแดนมังกรแห่งนี้เอง ที่เพจสะใภ้ไชน่าถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

สะใภ้ไชน่า

“ตอนนั้นเรามาบ้านสามีครั้งแรก แล้วอยู่ยาวเดือนหนึ่งโดยที่ไม่ได้ทำงาน เลยคิดว่าจะต้องเหงามากแน่ ๆ เพราะปกติเป็นคนพูดเก่ง เพื่อนก็เยอะ”

ซ้อจีนหน้าใหม่จึงเริ่มเปิดเพจ Facebook สะใภ้ไชน่าตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2560 – 2561 เป็นต้นมา

แล้วชื่อสะใภ้ไชน่าได้มายังไง – เราโยนคำถาม

“เราไลฟ์คุยกับลูกเพจแล้วช่วยกันตั้ง ตอนนั้นยังไม่มีสะใภ้อะไรเลย ไม่มีสะใภ้จีน สะใภ้เกาหลี เราเลยตั้งเป็นชื่อสะใภ้ แล้วต่อด้วยไชน่า ให้มันคล้องจองกันด้วย” 

คอนเทนต์ในช่วงแรกเริ่มของเพจเน้นไปที่การนำเสนอไลฟ์สไตล์ ให้ลูกเพจได้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตของเธอในฐานะคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดน

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

สำหรับบรีมแล้ว ‘เพจ’ จึงเป็นเหมือน ‘บันทึกความทรงจำและเรื่องราวในชีวิตประจำวัน’ 

ถึงแม้ในตอนนั้นยอดผู้ติดตามจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 600 คน แต่เธอก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะถือคติว่า ถ้าทำอะไรแล้วเธอจะทำมันให้ออกมาดีที่สุด

ก่อนที่ระยะหลังเธอเริ่มหันความสนใจมาที่การแชร์ รวมถึงนำข่าวคราวความเคลื่อนไหวในจีน ทั้งเรื่องสังคมและการเมือง มาแปลให้แฟน ๆ ได้ติดตามกัน

จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเพจสะใภ้ไชน่ากลายเป็นสนามถกเถียงอันดุเดือดระหว่างลูกเพจด้วยกันเอง แทนที่จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์อย่างที่เธอตั้งใจไว้

“เรื่องมันเกิดจากที่เราไปแปลข่าวซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงในจีน คือ ตอนนั้นจีนบริจาคหน้ากากอนามัยให้ไทย ช่วงที่เราขาดแคลนหน้ากาก แต่ในขณะเดียวกันไทยก็มีข่าวว่าส่งออกหน้ากากอนามัยให้อเมริกา 

“ทีนี้เลยเกิดความเข้าใจผิดขึ้น เพราะดันเป็นช่วงไทม์ไลน์ที่ต่อเนื่องกันพอดี เราก็แปลคอนเมนต์ชาวเน็ตจีนว่าเขาคิดยังไง มีคนมาคอมเมนต์ว่า อย่างนี้ไม่น่าช่วยแล้ว ครั้งหน้าฉันจะไม่ไปประเทศไทยแล้ว”

ซึ่งเจตนาที่แท้จริงของบรีม คือการเป็นสื่อกลางส่งต่อข่าวที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นให้เข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนมากขึ้นเท่านั้นเอง

ทว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอตัดสินใจห่างหายจากการทำเพจไประยะหนึ่ง เพราะรู้สึกเหมือนตนส่งต่อพลังงานลบให้แก่ลูกเพจโดยไม่ได้ตั้งใจ

Nihao Naohi

1 ปีให้หลัง บรีมตัดสินใจกลับมาเดินหน้าทำเพจอีกครั้ง และขยับขยายพื้นที่คอนเทนต์ไปยัง YouTube เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเป็นช่องทางในการทำรายได้เสริม แต่ยังคงความเป็นบันทึกเรื่องราวชีวิตของเธอในประเทศจีนไว้ดังเดิม

ก่อนจะเปลี่ยนมาอัปเดตคอนเทนต์ถี่ขึ้นใน TikTok อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้แทน 

“พอเรามีลูก สมาธิมันสั้น โฟกัสอะไรนาน ๆ ไม่ได้ ตอนคลอดลูกก็หายไปอีก 2 – 3 เดือน เราเป็นซึมเศร้าหลังคลอดด้วย ทีนี้เลยลองมาเล่น TikTok แล้วลงคลิปไป 15 วินาที 1 นาทีบ้าง”

ด้วยข้อจำกัดของเวลาว่างที่ลดน้อยลง จากการที่เธอสวมหมวกเจ้าของธุรกิจบราปีกนกอีกใบหนึ่ง การตัดสินใจในครั้งนี้นับว่าถูกทีเดียว

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน
‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

การกลับมาครั้งนี้ของบรีม ยังมาพร้อมกับคอนเทนต์ย่อยง่ายแนวไลฟ์สไตล์คล้ายกับตอนเธอเริ่มทำเพจในช่วงแรก เพราะเธอตระหนักได้ถึงเรื่อง Hate Speech และคิดว่าอยากทำคอนเทนต์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

“เราอยากแชร์เรื่องราวในแบบเบาสมอง ให้คนเข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจคนจีน โดยที่เราไม่ได้อ้างทฤษฎีเหมือนตอนทำเรื่องการเมือง เพราะพอเรารู้ มันมีคนรู้ลึกกว่านั้นอีก รีเสิร์ชหนักมาก แล้วเราก็ปวดหัวกับสิ่งพวกนี้ เลยไม่อยากเจาะลึกอะไรแล้ว 

“เพราะบางคนเขาเลิกงานมา เขาไม่ได้อยากรู้อะไรลึก ๆ เขาแค่ต้องการความสบายใจ ต้องการอะไรที่มันสนุกสนานบ้าง”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

เราอดสงสัยไม่ได้ว่า คอนเทนต์ไหนกันที่ทำให้คนหันมาสนใจสะใภ้ไชน่ามากขึ้น

“คลิปแรกที่ถ่ายแฟนเรา ตอนนั้นเขาเดินไปซื้อขนมปังให้ เราก็เลยถ่ายนางเดิน แล้วเป็นช่วงเพลง I JUST WANNA PEN FAN YOU DAI BOR ? กำลังแมส เราก็ใส่เพลงนั้นไป พร้อมกับข้อความว่า ‘ข้อดีของการมีแฟนคนจีนมีอะไรบ้าง’ ก็ไล่เป็นข้อ ๆ หนึ่ง มีความรับผิดชอบสูง สอง มีความเป็นผู้นำ สาม ขยันทำงาน วางแผนการเงินดี สี่ สายเปย์ ห้า ผิวดีมาก 

“คนก็เออใช่ จริงด้วย อยากมีแฟนเป็นคนจีน” บรีมหัวเราะ

“แล้วมีคนถามว่ามีข้อเสียไหม เราก็ทำอีกคลิปหนึ่งเป็นข้อเสียของการมีแฟนคนจีน”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน

หลังจากลงคลิปนั้น คอนเทนต์น้อยใหญ่ต่างทยอยเกิดขึ้นมากมายในช่องของบรีม เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาสำรวจแดนมังกรไปด้วยกัน 

ในขณะเดียวกัน การอาศัยอยู่ในต่างประเทศและทำคอนเทนต์เปิดโลกของสะใภ้ไชน่าคนนี้ อย่างเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่ทำให้เธอต้องปรับตัวไม่มากก็น้อยทีเดียว เช่น ภาษาท้องถิ่นที่เธอไม่คุ้นชินนัก ทำให้ต้องใช้ภาษาท่าเข้าช่วยในระยะแรก อาหารจีนที่รสชาติไม่ได้จัดจ้านเท่าไทย หรือแม้แต่การบริการของพนักงานจีนที่แทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากนัก เพราะมีเทคโนโลยีสะดวกครบครัน ตั้งแต่ QR Code สแกนเมนูยันหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร

ความธรรมดาแสนพิเศษ

หากถามว่าเสน่ห์ความเป็นสะใภ้ไชน่าคืออะไร บรีมตอบเราสั้น ๆ แค่ว่า – ไม่มี

“เราไม่คิดว่าเพจเรามีจุดเด่นอะไรเลย เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่คนเก่งหรือโดดเด่นอะไร นี่คือความธรรมดาที่ทุกคนก็เป็นบรีมได้เหมือนกัน อย่างน้อยเป้าหมายในการทำคลิปของเรามี 2 เรื่อง คือ ถ้าคุณไม่ได้ความบันเทิง คุณก็จะได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยกลับไป

“คนที่ติดตามเรา เขาจะชอบพูดว่าคุณบรีมเก่งจัง ไม่เหมือนสะใภ้คนอื่นเลย แต่บางคนปลูกผักอย่างสวย ทำอาหารอย่างเก่ง ซึ่งเราไม่มีคุณสมบัติอะไรแบบนั้น”

‘สะใภ้ไชน่า’ TikToker ที่มัดใจคนดูด้วยเรื่องจีน ๆ ฉบับย่อยง่าย จนมีผู้ติดตามเหยียบล้าน
สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

จุดขายของสะใภ้ไชน่าจึงไม่ใช่คอนเทนต์ที่โดดเด่นพิเศษกว่าใคร หรือโชว์เรื่องราวความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นความตลกธรรมชาติของบรีม รวมถึงความอบอุ่นเป็นกันเองเหมือนเพื่อนที่มาตั้งวงสนทนาพาทีกัน

ถ้ายังไม่เห็นภาพ เราขอเสิร์ฟตัวอย่างคอนเทนต์ที่เธอทำไว้เป็นน้ำจิ้มให้นักอ่านได้ลิ้มลอง

1. อาหาร ใครติดภาพจำว่าอาหารจีนต้องเผ็ดกินแล้วลิ้นชา เหมือนทานหม่าล่า คลิปนี้บรีมมาไขความลับให้ได้รู้กันว่า อาหารจีนไม่ได้เผ็ดไปทั้งหมด อย่างมณฑลเจ้อเจียงที่เธออาศัยอยู่นั้น อาหารเรียกได้ว่าจืดกว่าที่เธอคิดไว้มาก ขนาดปลานึ่งยังใส่เพียงขิงเท่านั้นเอง

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

อาหารท้องถิ่นเจ้อเจียง ประเทศจีน

2. สถานที่ท่องเที่ยว บรีมอาสาพาทัวร์พระราชวังต้องห้ามจำลอง สอดแทรกเกร็ดความรู้ที่ทำเอาเราถึงกับตกใจ เมื่อได้รู้ว่านางสนมสมัยก่อน หากไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ จะถูกพาไปทำแท้ง บางทีถึงขั้นใช้วิธีการขูดมดลูกเลยทีเดียว

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

พระราชวังจีนที่คนไม่ค่อยได้เห็น

3. มุมมองเรื่องความหลากหลายทางเพศ แม้ว่าประเด็น LGBTQ+ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้นในเมืองใหญ่ ๆ ของจีน เช่น เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่ในแถบชนบทยังปิดกั้นอยู่พอสมควร แม้แต่ในภาษายังมีการใช้คำว่า 人妖 (เหรินเยา) แปลว่า ปีศาจที่เป็นคน เพื่อเรียกคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ รวมถึงรัฐบาลก็ยังไม่สนับสนุนผู้ชายหน้าหวานแต่งกายแบบหญิง

อย่างไรก็ดี บรีมเข้าใจว่าสาเหตุอาจเกิดจากความที่จีนเป็นสังคมใหญ่และมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี แต่คิดว่าอีกไม่นานน่าจะผ่อนคลายเรื่องกฎพวกนี้ เพราะในปัจจุบันก็เริ่มมีการสร้างห้องน้ำ Unisex ตามปั๊มและจุดพักรถต่าง ๆ แล้ว

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

คนจีนคิดยังไงกับ LGBT

4. นโยบายลูก 3 คน บรีมชวนเราขบคิดถึงนโยบายลูกคนเดียวของจีน ที่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายลูก 3 คน เนื่องจากสมัยนี้คนไม่นิยมการมีบุตร ทำให้อัตราการเกิดลดลงมาก ด้วยความที่จีนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ ทุกคนจึงมี Mindset ที่ว่าต้องทำเพื่อส่วนรวม ให้มีแรงงานมาพัฒนาประเทศชาติต่อไป

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

ประเทศจีนมีลูกได้สามคนแล้ว

จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

จากการทำเพจสะใภ้ไชน่าในวันแรกจนถึงวันนี้ ความสุขของบรีมยังคงเป็นการได้ไล่อ่านคอมเมนต์ลูกเพจที่เธอเรียกว่า ‘เพื่อน’ ส่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

“พอทำเพจ มันไม่เหมือนกับว่าเรายืนอยู่บนสปอตไลต์แล้วมีคนมองมา ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ถ้าจะเป็นแบบนั้นคงต้องเป็นเพจที่มีความรักชู หรือมีชีวิตธรรมดาที่ไม่เหมือนคนอื่น 

“แต่เหมือนเรากำลังยืนอยู่ในพื้นที่ที่มีเพื่อน ๆ ยืนอยู่ด้วยกันเต็มไปหมด แล้วเม้ามอยเรื่องเดียวกันได้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร” บรีมย้ำ

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม

ด้วยความที่อยากสร้างรอยยิ้มและมวลความสนุกในแต่ละวัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสะใภ้ไชน่าถึงมักอัปโหลดคลิปใหม่ ๆ ในช่วงเย็นวันธรรมดาหลังคนเลิกเรียนหรือเลิกงาน และช่วงสายของวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่เริ่มทยอยลุกจากเตียง

ไม่เพียงแต่ความสุขที่บรีมได้รับจากคอมมูนิตี้ที่เธอและลูกเพจร่วมกันสร้างขึ้น เธอยังได้รู้จักตัวตนของตัวเอง และเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย

“เราได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบที่จะเสพพลังงานลบตลอดเวลา ที่สำคัญคือ เรารู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองและสังคมมากขึ้น”

หากกล่าวถึงทิศทางในอนาคตของเพจ บรีมยังคงจะทำคอนเทนต์ในแนวที่ทำอยู่ให้ดีต่อไป เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเติมพลังชีวิตให้กับใครต่อใคร

“เราอยากให้เขารู้สึกว่าต้องไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรในชีวิต เราว่าต้องมีทางออก แล้วถ้าพื้นที่ตรงนั้นมันไม่ใช่ของเรา เราก็แค่เดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่

“แล้วตอนนี้เราเพิ่งกลับมาไทยในรอบ 3 ปี ในอนาคตก็อยากจะทำเป็น Vlog พาไปตระเวนชิมอาหารตามที่ต่าง ๆ เพราะเรามีแพลนไปตะลอนเที่ยวประเทศไทยด้วย”

สะใภ้ไชน่าทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณลูกเพจทุกคนที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาตลอด”

สะใภ้ไชน่า : บันทึกความธรรมดาแสนพิเศษของสะใภ้จีน ผู้อยากเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมส่งต่อเกร็ดความรู้ให้กับผู้ชม
ภาพ : สะใภ้ไชน่า Sapai China

ช่องทางการติดตาม

Facebook : สะใภ้ไชน่า Sapai China

YouTube : สะใภ้ไชน่า Sapai China

TikTok : สะใภ้ไชน่า-ซ้อบรีม (@sapaichina)

Writer

กชพรรณ ก่อสุวรรณวงศ์

เด็กนิเทศแดนกิมจิ เอ็นดูแมวทุกตัวบนโลก ชื่นชอบการอ่านนิยายในวันฝนพรำ และหลงรักเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load