เคยได้ยินไหมครับว่า ที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากที่นั่น หรือ ศิลปินคนนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินคนนั้น ไม่เคยได้ยินเหรอครับ งั้นเปลี่ยนใหม่ “เธอนี่ดูเหมือนพ่อ/แม่เลยนะ” หลายๆ สิ่งในโลกเราไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง บางครั้งแรงบันดาลใจจากสิ่งหนึ่งก็จะส่งต่อให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นได้เช่นกัน วันนี้ผมเลยจะขอพาไปชมวัดที่ได้แรงบันดาลใจจากวัดในเมืองบางกอกของเรา นั่นก็คือ ‘วัดอุโบสถรตนาราม’ นั่นเองครับ

วัดอุโบสถรตนาราม วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส

วัดอุโบสถรตนาราม หรือวัดพระแก้วมรกต เป็นวัดที่ตั้งอยู่ภายในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล พระราชวังหลวงของกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชานั่นเอง แค่ที่ตั้งก็คล้ายกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว มากๆ แต่วัดอุโบสถรตนารามแห่งนี้เริ่มสร้างในรัชสมัยของสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ปฐมกษัตริย์แห่งราชสกุลนโรดมและกษัตริย์พระองค์แรกแห่งกัมพูชาที่ครองราชย์ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส วัดแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างราว 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2435 – 2445 และมีพิธีสมโภชในปีต่อมา โดยใช้มูลค่าในการสร้างทั้งหมด 500,000 เรียล ก่อนที่วัดแห่งนี้จะถูกบูรณะในรัชสมัยของสมเด็จพระนโรดมสีหนุในระหว่าง พ.ศ. 2505 – 2513

ส่วนที่มาของชื่อวัดอุโบสถรตนารามนั้น เนื่องจากที่นี่เป็นที่รักษาอุโบสถศีลในวันอุโบสถของพระมหากษัตริย์ และเป็นที่ซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางประกอบพิธีต่างๆ ทางพุทธศาสนา อ้อ วัดแห่งนี้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษานะครับเนื่องจากเป็นวัดในพระบรมราชวังแบบเดียวกันกับวัดพระแก้วที่กรุงเทพฯ เลยครับผม

วัดอุโบสถรตนารามมีพระวิหารพระแก้วมรกตเป็นอาคารหลักของวัด พระวิหารหลังนี้มีหลังคาเป็นทรงจตุรมุขสอดคล้องกับทางเข้าที่มีทั้งสี่ด้าน ข้างในพระวิหารมีบุษบกประดิษฐานพระแก้วมรกต แต่พระแก้วมรกตองค์นี้หล่อขึ้นจากแก้วคริสตัลสีเขียวจากประเทศฝรั่งเศสนะครับ จึงไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนพระแก้วมรกตที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ข้างในยังจัดแสดงโบราณวัตถุอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็ก หรืออื่นๆ อ้อ ข้างในถ่ายภาพไม่ได้นะครับเลยไม่มีภาพมาประกอบนอกจากภาพพระวิหารจากด้านนอกเท่านั้น 

วัดอุโบสถรตนาราม วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส

หน้าพระวิหารมีของน่าสนใจอยู่สองอย่าง อย่างแรกก็คือ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร หรืออีกชื่อหนึ่งว่า พระรูปมหินทสุวรรณสนองพระองค์ประทับอัสสพงศ์ เป็นพระรูปของปฐมกษัตริย์แห่งราชสกุลนโรดมซึ่งเป็นของที่ระลึกจากพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส พระราชานุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2418 ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่ด้านหน้าพระวิหารใน พ.ศ. 2496 แต่เดิมพระราชานุสาวรีย์นี้จะตั้งคล้ายพระบรมรูปทรงม้า คือเป็นรูปพระองค์ทรงม้าในเครื่องแบบทหารตะวันตกและตั้งกลางแจ้ง ไม่มีหลังคาครอบ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สมเด็จพระนโรดมสีหนุโปรดฯ ให้สร้างขึ้นหลังจากที่ทรงบวงสรวงขอชัยชนะในการเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศสต่อพระรูปนี้แล้วสำเร็จ

 วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส

อย่างที่สองคือ เจดีย์คู่หน้าพระวิหาร องค์ทางทิศใต้เป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี หรือพระองค์ด้วง พระบิดาของสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ส่วนองค์ทางทิศเหนือเป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารเอง เจดีย์ทั้งสององค์เป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบกัมพูชา ซึ่งจะต่างจากศิลปะไทยเพราะส่วนยอดค่อนข้างสั้น แต่กลับลงตัว ไม่ได้ทำให้สัดส่วนความงามเสียไปแม้แต่น้อย

วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส

นอกจากเจดีย์บรรจุพระอัฐิของบูรพกษัตริย์ทั้งสองพระองค์แล้ว ภายในวัดอุโบสถรตนารามแห่งนี้ยังมีเจดีย์บรรจุพระอัฐิอีก 2 องค์นะครับ ทั้งสององค์ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของพระวิหาร องค์แรกเป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระนโรดมสุรามฤต พระบรมราชชนกในสมเด็จพระนโรดมสีหนุ ส่วนอีกองค์เป็นปรางค์เรียกว่า ‘ปรางค์คันธบุปผา’ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2503 เพื่อบรรจุอัฐิของพระองค์เจ้าหญิงนโรดมคันธบุปผา พระราชธิดาของสมเด็จพระนโรดมสีหนุที่สิ้นพระชนม์เมื่อมีพระชันษาเพียง 4 พรรษาเท่านั้น โดยปรางค์องค์นี้เป็นรูปแบบเดียวกันกับปราสาทบันทายศรี หนึ่งในศิลปะที่ถือกันว่างดงามที่สุดช่วงหนึ่งของศิลปะขอมโบราณ 

วัดอุโบสถรตนาราม วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส
วัดอุโบสถรตนาราม วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส

พูดถึงด้านหน้าไปแล้ว ทีนี้ลองมาดูด้านหลังบ้าง ด้านหลังของพระวิหารมีแบบจำลองของปราสาทนครวัด ซึ่งที่วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ก็มีเหมือนกัน แต่ของกรุงเทพฯ จะมีเฉพาะกลุ่มปราสาทประธานด้านบนเท่านั้น แต่ที่นี่ทำหมดครับ ภาพรวมเลยดูอลังการกว่าที่กรุงเทพฯ ประกอบกับพื้นที่ตั้งกว้างขวางกว่าด้วย เพราะแบบจำลองที่กรุงเทพฯ จะตั้งอยู่ข้างๆ พระมณฑป ดังนั้น จึงมีพื้นที่โดยรอบที่แคบกว่าที่นี่

วัดอุโบสถรตนาราม วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส

อีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนวัดพระแก้วมรกตที่กรุงเทพฯ มากๆ ก็คือแนวระเบียงคดที่โอบล้อมทั้งหมดเอาไว้ ระเบียงวัดพระแก้วเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ที่นี่ก็เขียนเรื่องรามเกียรติ์ หรือ เรียมเกร์ เช่นเดียวกัน โดยเรียงลำดับเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เขียนขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2446 – 2447 ฉากหลายฉากที่นี่ชวนให้นึกถึงวัดพระแก้วบ้านเรา แต่ก็มีความต่างกัน ตัวระเบียงค่อนข้างยาว ถ้าจะเดินให้ครบก็ต้องใช้เวลากันสักหน่อยไม่ต่างจากของบ้านเราเลยครับ 

จริงๆ แล้ววัดแห่งนี้ยังมีจุดอื่นที่น่าชมอีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นมณฑปพระไตรปิฎกที่มีรูปโคนนทิโบราณศิลปะขอม พนมมณฑป สถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทพร้อมลายมงคล 108 ประการ หรือกึงพระบาท สถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท 4 รอย ซึ่งถ้าใครไปก็อย่าลืมแวะไปชมกันสักหน่อยนะครับ

วัดอุโบสถรตนาราม วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส
วัดอุโบสถรตนาราม วัดพระแก้วในวังหลวงพนมเปญ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตคริสตัลฝรั่งเศส

สุดท้ายนี้ ผมไม่อยากให้เรามานั่งทะเลาะกันว่าของใครสวยกว่า หรือของฉันเป็นต้นแบบ ของเธอเป็นของก๊อป แรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่เราส่งต่อให้กันได้ เหมือนกับที่เราได้แรงบันดาลใจในการทำอะไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปทำตามหรือเลียนแบบเขาไปเสียทุกเรื่องนะครับ ผมอยากให้เรามองงานศิลปะในเรื่องความงาม ความสำคัญ ประวัติศาสตร์ มากกว่าจะให้มานั่งเถียงกัน เพราะท้ายที่สุด หากเราไม่ยอมรับเหตุผลของอีกฝ่าย ยืนกระต่ายขาเดียวบนความเชื่อของตัวเองโดยไม่สนใจใครแม้เขาจะมีข้อมูลที่ชัดเจน เราก็เหมือนหลับตาข้างหนึ่งและเลือกจะมองแต่สิ่งที่เราอยากมอง เลือกจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อเท่านั้นครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดอุโบสถรตนารามนั้นเสียค่าเข้าชมพร้อมกับพระบรมราชวังจตุมุขปราสาท อยู่ที่ 7 USD โดยเริ่มจากฝั่งพระบรมราชวังก่อนจะไปออกทางฝั่งวัดพระแก้ว และที่นี่มีพักเที่ยงนะครับ เพราะเปิด 2 ช่วง คือ 08.00 – 11.00 น.และ 14.00 – 17.00 น. คล้ายกับวัดพระแก้วและวัดสีสะเกดที่เวียงจันทน์ ที่มีเวลาเปิด-ปิด ดังนั้น ใครที่จะไปก็คำนวณเวลากันให้ดีนะครับ
  2. การเดินทางมายังวัดแห่งนี้ ไม่ว่าจะนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินนานาชาติพนมเปญ หรือนั่งรถทัวร์มาจากเมืองอื่น ก็เลือกนั่งรถตุ๊กตุ๊กหรือรถแท็กซี่ไปยังพระบรมราชวังและวัดพระแก้วได้เลยครับ ราคาก็อยู่ที่ต่อรองและอัตราแลกเปลี่ยนในเวลานั้นครับ
  3. นอกจาก 2 ที่นี้แล้ว ใกล้ๆ กันยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา สถานที่เก็บโบราณวัตถุชิ้นสำคัญตั้งแต่สมัยขอมโบราณจนถึงปัจจุบันให้ได้ชมกันอย่างจุใจ โดยเสียค่าเข้า 10 USD แต่ถ้าอยากจะถ่ายรูปภายในพิพิธภัณฑ์ด้วยก็เสียค่ากล้องอีกเล็กน้อยครับ ที่นี่มีพระพุทธรูปศิลปะล้านนาของไทยเราอยู่ด้วยนะเออ
  4. แต่ถ้ายังเที่ยวไม่จุใจ กรุงพนมเปญยังมีวัดที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวัดอุณาโลม หรือวัดพนม ไว้ถ้ามีโอกาสจะเขียนถึงนะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load